fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 8 บทที่ 257 : หอเทียนอิน เทพธิดาแห่งหลินเจียง

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

257

หอเทียนอิน เทพธิดาแห่งหลินเจียง

 

“อะไรนะ!”

ทุกคนหน้าเปลี่ยนสี

มีเพียงโม่หรานคนเดียวที่หลับตาสงบนิ่ง

เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มคน “นี่มันเรื่องอะไรกัน”

“คดีเก่าที่เซียงถานในปีนั้นคืออะไร”

“เหตุใดเขาต้องฆ่าคนด้วย…”

มู่เยียนหลี “เรื่องนี้พูดแล้วยาวนัก ทั้งยังผ่านมานานมาก หลายคนที่รู้เรื่องภายในล้วนไม่อยู่แล้ว แต่หากคิดว่าไม่มีผู้ใดรู้นอกจากตนเอง หลังจากหอเทียนอินตรวจสอบหลายครั้ง สุดท้ายก็ยังพบหลักฐาน”

ท่ามกลางเขม่าดินระเบิดที่ก่อขึ้นจากเสียงเอ็ดอึงและความระทึกใจของผู้คน มู่เยียนหลีหันไปเอ่ยกับคนของตนด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พยานทุกคนจากเซียงถาน พวกเจ้าพามาถึงหรือยัง”

ผู้ติดตามออกไปดูที่นอกประตู จากนั้นตอบ “เรียนเจ้าหอ ทั้งหมดรออยู่นอกตำหนักแล้ว”

“เช่นนั้นก็เชิญพยานคนแรกเข้ามา”

พยานคนแรกเข้ามาในตำหนัก เขาเป็นช่างฝีมือมากประสบการณ์ ชรามากแล้ว หลังโค้งค่อม ตัวสั่นเทา ท่าทางไม่สู้คน พอเห็นเซียนจวินเต็มห้องโถงก็รีบคุกเข่ากับพื้น โขกศีรษะซ้ำๆ ปากพร่ำพูดอย่างลนลาน “คารวะนายท่านเซียนจวินทุกท่าน…คารวะนายท่านเซียนจวินทุกท่าน…”

มู่เยียนหลีผ่อนน้ำเสียง “เซียนเซิงชราเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ท่านไม่ต้องตื่นกลัว ข้าเพียงต้องการถามคำถามบางอย่างกับท่าน ถามสิ่งใด ท่านก็ตอบสิ่งนั้น”

ชายชราตัวสั่นงันงกจนลุกไม่ขึ้น ภิกษุวัดอู๋เปยจึงเดินเข้าไปจัดแจงที่นั่งให้เขา จากนั้นพยุงเขาขึ้นมานั่ง แต่เขาตื่นกลัวยิ่งนัก เพียงนั่งหมิ่นเหม่ไม่เต็มก้นอยู่บนเก้าอี้ พยายามหดตัวให้เล็กลีบที่สุด

มู่เยียนหลี “เริ่มด้วยสองคำถามแรก เซียนเซิงเป็นคนที่ใด ทำอาชีพอะไร”

ชายชราปากคอสั่น พอเอ่ยปาก ก็ออกสำเนียงท้องถิ่นเข้มข้น “ข้า…ข้ามาจากเซียงถาน ทำ…ทำโคมไฟขายอยู่ข้างถนน…”

ทุกคนต่างมองเขาด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตั้งแต่เส้นผมขาวโพลนหรอมแหรมไปจนถึงรองเท้าเก่าขาดเป็นรู ต่างนึกไม่ออกว่าคนขายโคมไฟผู้นี้จะเปิดเผยเรื่องอะไรได้

มู่เยียนหลีถาม “เซียนเซิงขายโคมไฟ ขายมากี่ปีแล้ว”

“กว่าครึ่งชีวิตแล้ว…ห้าสิบปีเห็นจะได้ จำไม่ค่อยแม่น…”

“นานพอแล้ว เรื่องที่ข้าจะถามท่านไม่ได้นานถึงห้าสิบปี” มู่เยียนหลีว่าพลางชี้ให้เขามองไปยังโม่หราน “คนผู้นี้ เซียนเซิงจำได้หรือไม่”

ชายชราเงยหน้ามองโม่หราน เห็นคนผู้นี้สูงใหญ่หล่อเหลา จึงมิกล้ามองมาก รีบผละสายตาไปทันที ผ่านไปสักพักก็ลอบมองเขาอีกครั้งอย่างลังเล มองไปมองมา ก็เอ่ยอย่างอึกอัก “จำไม่ได้”

มู่เยียนหลี “จำไม่ได้ก็ไม่แปลก เช่นนั้นข้าขอถามท่าน เมื่อก่อนท่านขายโคมไฟข้างหอจุ้ยอวี้ในเซียงถาน มักจะมีเด็กชายคนหนึ่งชอบมายืนดูท่านประกอบโคมไฟอยู่ข้างแผงใช่หรือไม่”

“อ๊ะ…” ชายชราแม้สองตาฝ้าฟางแล้ว แต่ยังจำเรื่องนี้ได้ดี เขาถอนหายใจพลางพยักหน้า “ใช่แล้ว มีเด็กชายคนหนึ่งมาดูแทบทุกคืน เขาชอบโคมไฟที่ข้าทำ แต่เพราะยากจน จึงไม่มีเงินซื้อ…ตอนนั้นข้ายังเคยชวนเขาคุยด้วย แต่เขาไม่ค่อยพูด เป็นเด็กขี้กลัวนัก”

“เซียนเซิงยังจำชื่อเด็กคนนั้นได้หรือไม่

“อา เหมือนจะเป็น…โม่…โม่หรานเอ๋อร์?”

เมื่อครู่ความสนใจของทุกคนยังจดจ่ออยู่ที่ชายชรา ยามนี้สายตาทุกคู่ย้ายไปจับอยู่ที่ร่างโม่หรานโดยพร้อมเพรียง

ชายชราเริ่มหวนนึกถึงเรื่องในอดีต “มี ‘เอ๋อร์’ หรือไม่ ข้าเองก็จำไม่ค่อยได้ รู้เพียงว่าเขาเป็นคนของหอจุ้ยอวี้…”

เซวียเจิ้งยงขัดจังหวะด้วยสีหน้าถมึงทึง “เดิมหรานเอ๋อร์ก็เป็นทายาทของพี่ชายผู้ล่วงลับของข้ากับมาเหนียง [1] หอจุ้ยอวี้อยู่แล้ว เจ้าหอมู่เชิญเซียนเซิงชราท่านนี้มายืนยันเรื่องนี้อีกให้ได้อะไรขึ้นมา”

“มาเหนียง?” ชายชราตกตะลึง โบกมือเอ่ย “โอ๊ย มิใช่ ลูกชายคนนั้นของมาเหนียงแม้แซ่โม่เช่นกัน แต่เขาชื่อโม่เนี่ยน เป็นอันธพาลน้อยที่ทุกตรอกซอกซอยรู้จักดี” ชายชราว่าพลางก้มศีรษะ ชี้ให้ดูรอยแผลเป็นบนหน้าผากตนเอง

“ตอนนั้นข้ายังเคยถูกเขาเอาก้อนอิฐปาใส่ เด็กคนนี้เกเรนัก ทั้งร้ายทั้งเกะกะระราน”

สีหน้าของเซวียเจิ้งยงเปลี่ยนไป “โม่…เนี่ยน?”

หวังฟูเหรินเอ่ยอย่างร้อนใจ “เซียนเซิงชราคงจำผิดกระมัง ต่างกันเพียงอักษรเดียว บุตรของมาเหนียงผู้นั้น ชื่อโม่หราน หรือว่าโม่เนี่ยนกันแน่”

“…เป็นโม่เนี่ยน” ชายชราคิด จากนั้นก็พยักหน้า “ไม่ผิดแน่ จะจำผิดได้อย่างไร เขาชื่อโม่เนี่ยน”

เดิมร่างของเซวียเจิ้งยงโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย พอได้ยินคำพูดนี้ของชายชราก็แข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะทรุดฮวบลงกับที่นั่ง แววตาเลื่อนลอย

“โม่เนี่ยน…”

มู่เยียนหลีถามต่อ “เด็กที่มาดูท่านประกอบโคมไฟผู้นั้น เขาทำอะไรอยู่ที่หอจุ้ยอวี้ ท่านรู้หรือไม่”

“เฮ้อ ข้าเองก็จำได้ไม่ชัด เหมือนจะช่วยงานในครัวกระมัง” ชายชรากล่าว “ชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก ได้ยินว่ามือไม้ไม่สะอาด ชอบลักขโมยสิ่งของของแขก” ชายชราพยายามคิด จากนั้นคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “อ๊ะ นึกออกแล้ว เด็กคนนั้นไม่ได้ความจริงๆ พอโตขึ้นก็ยิ่งเลวทราม ต่อมายังขืนใจเด็กสาวคนหนึ่งจนตาย”

“อะไรนะ!”

หากบอกว่าชะมดสับเปลี่ยนองค์ชายนับว่าแย่แล้ว เช่นนั้นเรื่องที่โม่หรานเคยทำให้หญิงบริสุทธิ์มีมลทิน ก็ยิ่งชวนให้คนเดือดดาลจนผมชี้

ในที่นั้นมีผู้ฝึกบำเพ็ญที่เป็นพ่อแม่อยู่ด้วยไม่น้อย ต่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธเกรี้ยว “คิดไม่ถึง…ว่าปรมาจารย์โม่จะเป็นเดรัจฉานห่มหนังมนุษย์!”

“น่าขยะแขยง!”

“ตายก็ไม่สาสม!”

โม่หรานมิได้พูดอะไร เพียงมองช่างฝีมือชราผู้นี้เงียบๆ

ชาติก่อน ตนก่อเรื่องนองเลือดในโลกบำเพ็ญเพียร หอเทียนอินก็เคยพยายามขัดขวาง ในตอนนั้นชายชราผู้นี้ก็ถูกพามาชี้ตัวเขาเช่นกัน

ตอนนั้นข้าทำเช่นไร

หัวเราะลั่น ยอมรับแต่โดยดี

ทั้งยังหันไปมองเซวียเจิ้งยงกับหวังฟูเหริน เอ่ยเยาะด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว “แล้วอย่างไร ชังข้า? รังเกียจข้า? จะทำเช่นที่อาจารย์ทำกับข้าใช่หรือไม่ บอกว่าข้า…คุณสมบัติย่ำแย่เกินเยียวยา?”

ตอนนั้นเรื่องที่โม่หรานลอบฝึกอาคมกลหมากเจินหลงถูกเปิดโปงไปพอสมควรแล้ว เดิมเซวียเจิ้งยงยังเลือกที่จะเชื่อเขา ทว่าพอได้ยินเรื่องนี้กลับผุดลุกขึ้นอย่างเดือดดาล โกรธจนแทบกระอักเลือด นัยน์ตาพยัคฆ์ปูดโปน ตวาดว่า “เดรัจฉาน! เจ้ามันเดรัจฉาน!”

โม่หรานได้ยินก็หัวเราะฮ่าๆ อย่างกำเริบเสิบสานและสาสมใจยิ่งกว่าเดิม

หัวเราะจนหางตารื้น

ขืนใจเด็กสาว?

เซวียเจิ้งยงเชื่อ

เซวียเจิ้งยงกลับเชื่อ

ฮ่าๆๆๆ

รอยยิ้มของโม่หรานพลันเหยียดกว้าง ถือโอกาสทำลายตัวเองให้บรรลัยไปเสียเลย ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวเหมือนขี้ผึ้งร้อนที่ถูกเทียนลน

“ใช่แล้ว ข้าทำเรื่องบาปมหันต์เหล่านี้ ข้าสังหารหลานชายท่าน ทำให้เด็กหญิงที่น่าสงสารผู้นั้นตาย…แล้วอย่างไร ท่านลุงจะผดุงคุณธรรมแทนสวรรค์ ฆ่าข้าเพื่อ…”

ไม่ทันขาดคำ หน้าอกพลันเจ็บแปลบ

เซวียเจิ้งยงอารมณ์รุนแรง ไม่รอโม่หรานกล่าวจบ ก็คำรามด้วยโทสะ จู่โจมเข้ามาทันที ดวงตาเคียดแค้นคลอน้ำตา ปลายพัดแทงทะลุหน้าอกโม่หราน

โม่หรานตกตะลึง จากนั้นมุมปากก็คลี่ยิ้มน้อยๆ เขาก้มหน้ามองโลหิตค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากอกเสื้อตน ถอนหายใจเอ่ย

“ท่านลุง ข้าเรียกท่านว่าท่านลุงมาหลายปี แต่สุดท้าย ท่านก็ยังคงไม่เชื่อข้า”

“หุบปาก!”

โม่หรานยิ้ม ไหล่สั่นเทิ้มเล็กน้อย “ช่างเถอะ สุดท้ายสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างเราก็มิใช่สายเลือดเดียวกัน ฉะนั้น บ้านจอมปลอมหลังนี้ ยอดเขาสื่อเซิงแห่งนี้…ยังมีอะไรให้ข้าต้องอาลัยอาวรณ์อีก”

โลหิตสาดกระเซ็นอาบใบหน้า

เขามองเซวียเจิ้งยงล้มลงเบื้องหน้าตน ความรู้สึกนึกคิดด้านชาเล็กน้อย…เดิมเขาไม่คิดจะฆ่าเซวียเจิ้งยง…แต่อีกฝ่ายอารมณ์ร้อนพุ่งเข้ามาลงมือก่อน…รนหาที่ตายเอง โม่หรานเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาอาบโลหิตเหลือบมองไปยังหวังฟูเหรินที่ตกตะลึงและเสียใจสุดขีด สีหน้ามืดมน ก้าวข้ามร่างของท่านลุง เดินไปหาท่านป้า

เซวียเจิ้งยงยังไม่ขาดใจ กำชายเสื้อของเขาแน่น ถึงตายก็ไม่ยอมคลายมือ

บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ดูโกรธแค้นยิ่งนัก แต่ที่มากกว่านั้นคือความเจ็บปวดเสียใจ

ตอนนั้นในใจโม่หรานมีเพียงความบ้าคลั่ง สายตาเช่นนั้นของท่านลุง ทั้งน้ำตาในดวงตาเขา โม่หรานล้วนไม่เข้าใจ และไม่อยากเข้าใจ

ได้ยินเสียงเซวียเจิ้งยง “อย่า…อย่าทำร้าย…”

“นางเห็นแล้ว ฉะนั้นนางต้องตาย” โม่หรานเอ่ยอย่างปรานีและสงบนิ่งยิ่งนัก “แต่เซวียเหมิงมิได้อยู่ที่นี่ ฉะนั้น…เห็นแก่ที่ท่านเลี้ยงดูข้ามาหลายปี ชีวิตเขา ข้าจะละเว้นชั่วคราว”

ในสายตาโม่หราน การดิ้นรนของหวังฟูเหรินนับเป็นอะไรเล่า

ทั้งนางก็ไม่มีเรี่ยวแรงดื้นรนขัดขืน นางเพียงแค่ร่ำไห้ นางก็เหมือนสามีนาง ด่าเขาว่า “เดรัจฉาน…” มีดแทงเข้าไป โลหิตไหลนอง สติของนางค่อยๆ พร่าเลือน นางมองเขา สุดท้ายพึมพำว่า “หรานเอ๋อร์ เหตุใดเจ้า…”

ความจริงตอนนั้นมือของโม่หรานยังสั่นระริก สุดท้ายดึงมีดออกมา ก้มหน้ามองฝ่ามือตน ฝ่ามือเปียกชุ่ม มีดแดงสดในมือเป็นมันลื่นและคาวคลุ้ง

ร้อน

แต่ไม่นานก็จะเย็น

เหมือนเช่นสิ่งที่เขาเรียกว่า “บ้าน” คนที่เขาเรียกว่า “ญาติพี่น้อง”

เดิมจิตใจเขาไม่เป็นสุขมาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะเขารู้ว่า ทั้งเซวียเหมิง เซวียเจิ้งยง และหวังฟูเหริน

ความจริงล้วนมิใช่ญาติพี่น้องของตน

หลานชายแท้ๆ ของพวกเขาตายด้วยน้ำมือตนไปตั้งนานแล้ว

“เหลวไหล!”

เสียงตะโกนดุดันดังขึ้น ขัดจังหวะห้วงความคิดของโม่หราน

โม่หรานเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง กวาดตามองภายในตำหนักใหญ่ สุดท้ายสายตาตกลงบนร่างเซวียเจิ้งยง

เป็นเซวียเจิ้งยงที่เอ่ยปาก

“เด็กที่ข้าเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ข้าย่อมรู้จักดี เขาจะข่มเหงเด็กสาวบริสุทธิ์ได้อย่างไร อย่าเที่ยวใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น!”

“…”

โม่หรานตกตะลึง พลันความรู้สึกฝาดเฝื่อนท้นทะลักในใจ

เขาหลับตาลง แพขนตาไหวระริก

ไม่เหมือนเดิม

ทั้งสองชาติ…มีเรื่องมากมายเปลี่ยนไปจากเดิม

ช่างฝีมือชราผู้นั้นตกใจจนตกจากเก้าอี้ โขกศีรษะกับพื้นไม่หยุด “ไม่…ไม่…ข้าไม่ได้โกหก เซียนจวินโปรดระงับโทสะ ข้าเพียงแค่…ข้าเพียงแค่…ข้าไม่ได้…” เขาเป็นเพียงช่างฝีมือน่าสงสาร ไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เมื่อถูกประมุขสำนักตวาด ก็ตกใจจนหน้าซีดตัวสั่น พูดจาไม่เป็นคำ

เซวียเจิ้งยงตวาดเสียงต่ำราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมกระโจนเข้าใส่ “ไสหัวไป”

“…”

“ไป!”

ช่างฝีมือชราลุกขึ้นหมายจากไปทันที แต่คนของหอเทียนอินกลับขวางเขาไว้ เขามิอาจเดินหน้า มิอาจถอยหลัง ทรุดลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้น ตัวสั่นงันงกราวกับร่อนตะแกรง “พับผ่าสิ! นี่มันเรื่องอะไรกัน…”

มู่เยียนหลี “เจ้าสำนักเซวียอย่าได้มีโทสะเพราะอับอายเลย เซียนเซิงชราเองก็ไม่ต้องกลัว จุดมุ่งหมายของหอเทียนอิน ก็คือทำให้ความไม่เป็นธรรมในใต้หล้าโปร่งใส ไม่มีทางปรักปรำทำลายผู้บริสุทธิ์เด็ดขาด”

นางเงียบไป จากนั้นพยุงช่างฝีมือชราขึ้นมา

“เชิญเซียนเซิงกล่าวต่อให้จบ”

“ข้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว…” ชายชราตกใจกลัวจริงๆ ไม่กล้ามากความอีก “ขอร้องนายท่านเซียนจวิน ต้าซือ และผู้กล้าทุกท่าน ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วจริงๆ ความจำข้าไม่ดี ความจำข้าไม่ดี”

ท่ามกลางบรรยากาศชะงักงัน โม่หรานที่นิ่งเงียบมาตลอดพลันมองไปยังเซวียเจิ้งยง จากนั้นค้อมศีรษะต่ำ

ความหมายของกิริยาเช่นนี้เข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบาย เซวียเจิ้งยงและเซวียเหมิงถึงกับพูดไม่ออกไปในทันที ส่วนหวังฟูเหรินก็พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ “…หรานเอ๋อร์”

โม่หราน “ตอนอยู่ที่เขาเจียวซาน ข้าก็ตั้งใจจะกลับมาสารภาพกับท่านลุงอยู่แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้”

“…”

สายตาของโม่หรานสงบนิ่งยิ่งนัก นิ่งขรึมจนถึงขั้นเงียบงัน “เจ้าหอมู่รุดมาในวันนี้ คงรวบรวมพยานหลักฐานมาพร้อมแล้ว ข้าไม่มีอะไรจะกล่าวอีก ถูกต้อง ข้ามิใช่ประมุขน้อยรองแห่งยอดเขาสื่อเซิง”

เขานิ่งไป คำพูดที่เจืออารมณ์ทอดถอนดังขึ้นในตำหนัก เบาบางดุจขนนก ทว่าก่อคลื่นนับพันชั้น

“ข้าคือบุตรของหนานกงเหยียน เจ้าเมืองของเมืองที่เก้าในเจ็ดสิบสองเมืองแห่งสำนักหรูเฟิง”

“อะไรนะ!” ทุกคนตระหนก

“ทุกท่านอยากรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องมิใช่หรือ” โม่หรานหลับตา “…เพลิงไหม้ที่หอจุ้ยอวี้ในปีนั้น ข้า…เป็นคนวางเพลิง ชีวิตคนหลายสิบชีวิต ล้วนย่อยยับด้วยมือข้า”

หวังฟูเหรินน้ำตาคลอ “หรานเอ๋อร์ เหตุใดเจ้า…เหตุใดเจ้าถึง…”

“แต่เรื่องที่เซียงถานปีนั้น คดีที่เด็กสาวร้านเต้าหู้ถูกชำเราจนตาย” เขากล่าวถึงตรงนี้ พลันเงียบไป

ชาติก่อนไม่มีผู้ใดยอมฟังเขาชี้แจงความจริง

ต่างกล่าวโทษรุมประณามเขา ชี้หน้าด่าทอเขาด้วยความเดือดดาล ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่อยากอธิบาย ถึงอย่างไรในสายตาทุกคน เขาก็เป็นมารร้ายที่โหดเหี้ยมเกินอภัย เพิ่มอีกสักบัญชีเลือดก็ไม่นับเป็นอะไร

ทว่าชาตินี้ ในที่สุดเขาก็อยากอธิบาย

“เด็กสาวคนนั้น ข้ามิได้ทำร้ายนาง”

ในตำหนักตานซินเงียบสงัด ทุกคนต่างจ้องไปยังโม่หราน รอเขาเท้าความคดีเก่าฝุ่นจับที่ไม่มีผู้ใดรู้เหล่านั้น

มู่เยียนหลีเลิกคิ้วงาม “อ้อ? คดีนั้นยังมีเงื่อนงำอื่นอีกรึ”

“มี”

“เชิญกล่าว” มู่เยียนหลีเอ่ย “ข้ารอฟังอยู่”

โม่หรานกลับส่ายหน้า “ก่อนเล่าเรื่องที่เด็กสาวร้านเต้าหู้ถูกทำร้าย ข้าอยากเล่าถึงคนที่สำคัญกว่าผู้หนึ่งก่อน”

“ผู้ใด”

“นักขับลำหญิงคนหนึ่ง”

โม่หรานเอ่ย สายตาเลื่อนลอย มองผ่านหน้าต่างที่เปิดกว้างไปยังขอบฟ้าไกล

“…ตอนนั้น เซียงถานมีนักขับลำหญิงเยาว์วัยสองคน คนหนึ่งแซ่สวิน ชื่อสวินเฟิงรั่ว อีกคน…แซ่ต้วน ชื่อต้วนอีหาน”

คนไม่น้อยในที่นั้นได้ยินสองชื่อนี้ ต่างเผยสีหน้าราวกับเรื่องนี้ผ่านมานมนานเหมือนอยู่คนละภพชาติ

“…สวินเฟิงรั่ว…ต้วนอีหาน…หา! หรือจะเป็นครูสังคีตอันดับหนึ่งอันดับสองแห่งโรงดนตรีในอดีต?”

“น่าจะเป็นพวกนาง ข้าจำได้ว่าพวกนางทั้งสองเป็นครูสังคีตแห่งเซียงถาน ผู้คนขนานนามว่าสองเทพธิดาหลินเจียง”

“ใช่แล้ว เฟิงรั่วขับร้องดุจวสันต์เยือนพื้นพิภพ อีหานรำจบปานบุปผาโปรยผืนนภา” มีคนลูบเคราพลางถอนหายใจ “ตอนนั้นข้าอายุสักสามสิบเห็นจะได้ ชื่อเสียงของสองคนนี้เลื่องลือไปทั่ว แต่ยากนักที่จะได้ชมพวกนางร้องรำ ได้ยินว่าทุกครั้งที่ทำการแสดง โรงดนตรีแน่นขนัดจนน้ำซึมผ่านไม่ได้ เป็นที่จับตามองนัก”

ยังมีคนกล่าว “ดูเหมือนว่าเซียนสังคีตทั้งสองจะเคยประชันขับลำกันด้วย”

โม่หราน “เคยประชันกัน สวินเฟิงรั่วอายุน้อยกว่าต้วนอีหานสองปี เข้าโรงดนตรีช้ากว่าสองปี ตอนนั้นนางเย่อหยิ่งลำพอง ยอมไม่ได้ที่ต้วนอีหานมีชื่อเสียงทัดเทียมนาง ดังนั้นจึงส่งเทียบเชิญต้วนอีหานขับลำสามบทเพลง ร่ายรำสามบทเพลงที่หอจุ้ยอวี้ เพื่อตัดสินระดับฝีมือ”

“สุดท้ายผู้ใดชนะ”

“เสมอกัน” โม่หรานกล่าว “แต่หลังจากนั้น ทั้งสองก็เข้าอกเข้าใจกัน สวินเฟิงรั่วกับต้วนอีหานแม้มิใช่นักขับลำของโรงดนตรีเดียวกัน แต่ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ เรียกกันเป็นพี่สาวน้องสาว”

มีคนเริ่มหงุดหงิด “มัวพล่ามอยู่ได้! อยู่ดีๆ เล่าเรื่องสตรีสองคนนี้ทำไม”

โม่หรานเหลือบมองเขา “ต้วนอีหานคือมารดาข้า”

 

 

[1] ในที่นี้ เป็นคำที่ใช้เรียกหญิงที่เป็นเจ้าของหรือทำหน้าที่ดูแลจัดการสถานบริการให้ความบันเทิง

ใส่ความเห็น