fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 8 บทที่ 262 : หอเทียนอิน ฉากสำคัญ

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

262

หอเทียนอิน ฉากสำคัญ

 

คุกเซียงถานเก่าแก่เรียบง่าย เช้าวันต่อมา โม่หรานฉวยโอกาสลอบหนีออกไปได้ขณะนักโทษในคุกเดียวกันถูกเรียกตัวไปสอบปากคำ หลังจากได้รับอิสระอีกครั้ง สิ่งแรกที่เขาทำคือกลับไปยังหอจุ้ยอวี้

พอเข้าไปถึงเรือนหลัง ก็เห็นอาเนี่ยนสวมชุดนักพรตสีดำ ยืนอยู่กลางลานตากอย่างเกียจคร้าน

ความวิบัติที่เขาก่อไว้ ล้วนมีเด็กกำพร้าที่ชื่อโม่หรานรับแทนหมดแล้วเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เขาเชื่อมั่นว่าตนรอดแล้ว…

“ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ ตายไปก็ไม่มีใครเสียใจ”

“ข้าเลี้ยงเจ้ามาหลายปี ถึงเวลาที่เจ้าต้องตอบแทนบุญคุณข้าแล้ว”

นี่คือเหตุผลที่พวกเขาส่งคนบริสุทธิ์คนหนึ่งขึ้นตะแลงแกง

โม่หรานยืนอยู่ในเงามืด หลบอยู่ในที่ลับตา มองคุณชายเนี่ยน ท่าทางภูมิฐาน สง่างามเปี่ยมราศี ผ่อนคลายไร้กังวล

อ้อ ที่แท้การมีคนเอ็นดู มีคนรัก มีมารดาปกป้อง ก็เป็นเช่นนี้เองหรือ

ฟ้าถล่มลงมา ก็มีคนสกัดไว้ให้

มีแต่ข้าที่ตายไปก็ไม่ควรค่าให้เสียดาย

โม่หรานมองเขาอยู่นาน

คุณชายเนี่ยนซื้อชุดนักพรต แต่งกายเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญ รอให้มารดาขายกิจการหอจุ้ยอวี้แล้ว ก็จะเดินทางไปเป็นประมุขน้อยรองที่โลกบำเพ็ญเพียรระดับล่าง ยามนี้เขากำลังทำทีเป็นร่ายรำกระบี่อยู่ในลาน รอบด้านห้อมล้อมด้วยเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่ง เป็นพวกพ้องกลุ่มนั้นที่ใส่ร้ายโม่หราน

“อาเนี่ยน เพลงกระบี่ยอดเยี่ยม!”

“องอาจห้าวหาญจริงๆ เจ้าไปโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างแล้ว ภายหน้าจะต้องเป็นเซียนกระบี่ที่เก่งกาจแน่นอน!”

“ยอดเขาสื่อเซิงของลุงเจ้า ดูเหมือนช่วงสองปีที่ผ่านมาจะยิ่งใหญ่ทีเดียว เจ้าไปอยู่ที่นั่นต้องสุขสบายแน่! อย่าลืมสหายอย่างพวกเราล่ะ!”

“ใช่แล้วๆ” อีกคนประสมโรง “อาเนี่ยน เจ้าอย่าลืมพวกเราเสียเล่า เราโตมาด้วยกัน สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เรื่องดีเรื่องเลวล้วนรับแทนเจ้า แม้แต่เรื่องที่นางแพศยาน้อยร้านเต้าหู้นั่นตายก็…”

ยามนี้อาเนี่ยนวางตนสูงส่งยิ่งนัก ไม่อาจยอมให้ใครเอ่ยถึงจุดด่างพร้อยที่เขาขืนใจแม่นางน้อยคนนั้นอีก พอได้ยินคนเอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็ชี้กระบี่จ่อคอหอยคนผู้นั้นทันที เอ่ยเสียงเกรี้ยว “การตายของแม่นางร้านเต้าหู้ โม่หรานเป็นคนทำ วันนั้นเราทุกคนเห็นกับตา เขาเป็นเดรัจฉานในร่างคน ไร้จิตสำนึก ล่วงเกินข่มเหงนาง…คำพูดพวกนี้ ต้องบอกกี่รอบเจ้าถึงจะจำได้!”

คนผู้นั้นถูกกระบี่จ่อคอก็ตัวสั่นเทา รีบเอ่ย “ข้า…ข้า…ข้าความจำไม่ดี! ข้าพูดผิดไป!”

คนอื่นๆ รีบพูดให้อาเนี่ยนใจเย็นลง “โม่หรานนั่นเป็นคนทำทั้งหมด ไอ้หน้าคนใจสัตว์ เทียบไม่ได้แม้แต่กับหมูหมา!”

“ใช่ๆๆ ย่ำยีหญิงชาวบ้าน ข่มขืนแล้วฆ่า เราทุกคนเห็นกันหมด ชาตินี้ไม่มีวันลืมหน้าตาชั่วช้าของเขาเด็ดขาด”

ทุกคนรีบพากันพูดให้คำโกหกที่ตนกุขึ้นมามีน้ำหนัก คนบางคนก็เป็นเช่นนี้ เอ่ยคำลวงเป็นร้อยเป็นพันรอบ จนแม้แต่ตนเองก็เชื่อว่าเป็นจริง ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกถูกต้องเที่ยงธรรม ยิ่งพูดก็ยิ่งล้างความผิดของตนเองจนสะอาดสะอ้าน อาเนี่ยนแค่นหัวเราะ รำกระบี่เสียงดังขวับๆ ฟาดไปยังหุ่นฟางที่ตั้งอยู่ในลานตากหลายกระบี่ จนหุ่นฟางล้มลงกับพื้น จากนั้นก็ชี้กระบี่ไปที่หุ่นฟาง เอ่ยอย่างฮึกเหิม

“คอยดูข้าฝึกเป็นเซียนกระบี่ กำจัดปีศาจพิทักษ์คุณธรรม กำจัดคนชั่ว…กำจัดคนชั่ว เอ่อ…”

เขาไม่ชอบเรียนหนังสือ ปกติมักขาดเรียน ด้วยเหตุนี้เอ่ยได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ ก็ติดขัดแล้ว

เด็กหนุ่มข้างๆ ต่อให้ทันที “กำจัดคนชั่ว อภิบาลคนดี! ผดุงความยุติธรรม! ช่วยเหลือใต้หล้า! กวาดล้างแปดทิศ!”

อาเนี่ยนแค่นเสียง เอ่ยอย่างเดียดฉันท์ “เจ้าพูดได้ดีนักนะ”

คนผู้นั้นไม่คาดว่าจะประจบไม่ถูกที่ จึงเก้อไป “…”

อาเนี่ยนฟันกระบี่ขวับๆ อีกหลายที “กวาดล้างแปดทิศอาศัยพลัง มิใช่ลิ้นเน่าๆ ของเจ้า นับจากนี้หากเจอปีศาจราคะอย่างโม่หรานอีก กระบี่เดียวของข้าก็ตัดหัวเขาได้ ส่วนเจ้าทำอะไรเขาได้ ประชันกลอนรึ ฮ่าๆๆๆ …”

เขายังหัวเราะไม่ทันจบ ก็มีเสียงเรียบเรื่อยดังมาจากด้านหลัง พร้อมเสียงปรบมือ

“คุณชายเนี่ยนช่างสมเป็นประมุขน้อยแห่งยอดเขาสื่อเซิงจริงๆ …น่าเกรงขามนัก”

“!” อาเนี่ยนพลันขวางกระบี่ไว้เบื้องหน้าตนเอง หน้าเปลี่ยนสี เอ่ยเสียงกร้าว “โม่หราน?!”

เมฆก้อนใหญ่เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้ากลางท้องฟ้า ค่อยๆ บดบังดวงตะวันแผดกล้า ทอดเงามืดผืนใหญ่ลงบนลานตาก

ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งคนนี้มาปรากฏตัวอยู่บนกองฟืนที่วางสุมกันในลานตากได้อย่างไร ท่าทางราวกับเหยี่ยว ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ

แม้ใบหน้าเขาจะซูบตอบ แต่หากพิศมองอย่างละเอียด จะพบว่าเขามีเครื่องหน้าหล่อเหลาคมคายยิ่งนัก ยามนี้ดวงตาของเขาเจิดจ้า ที่โหนกคิ้วมีรอยแส้น่ากลัวพาดผ่าน เขาเพิ่งออกมาจากคุก คราบเลือดยังมิได้เช็ดออก อาเนี่ยนมองใบหน้านี้ รู้สึกทั้งคุ้นเคย ทั้งแปลกหน้า

คนตรงหน้าคือโม่หรานจริง แต่คล้ายมีบางอย่างไม่เหมือนเดิม

โม่หรานยิ้ม นัยน์ตาหยีโค้ง มือลูบไปตามคมพร้าตัดฟืน แอ่งลักยิ้มทั้งสองข้างเหมือนมีคลื่นถาโถม เหมือนน้ำใสในบึงหนาว ดูเป็นกันเองว่าง่ายบอกไม่ถูก ทั้งดูน่าขนลุกบอกไม่ถูก

“…ผดุงความยุติธรรม! กวาดล้างแปดทิศ? คุณชายโม่เนี่ยน ว่าที่เซียนกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่ ประมุขน้อยแห่งยอดเขาสื่อเซิง เจ้ามีปณิธานเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด ข้าขำจะตายอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆ …”

เขาเอ่ยถึงตอนท้าย รอยยิ้มก็ยิ่งเจิดจ้า เครื่องหน้ายิ่งบิดเบี้ยว

ตั้งแต่เล็กจนโต เด็กที่ก่อไฟอยู่ในห้องเก็บฟืนมักเชื่อฟังและสงบปากสงบคำ ทว่าไม่พบกันเพียงคืนเดียว เขากลับเหมือนผีเสื้อราตรีที่ออกจากดักแด้ พุ่งเข้ากองไฟอย่างบ้าระห่ำ หัวเราะดังก้องอย่างกำเริบเสิบสาน

กระทั่งรอยยิ้มที่เดิมแทบไม่ค่อยได้เห็น บางครั้งบางคราวก็เพียงเม้มริมฝีปากยิ้มอย่างขลาดกลัว

เวลานี้กลับเค้นออกมาจนเหมือนปีศาจที่ถูกบีบให้คลุ้มคลั่ง

เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นตกใจจนผงะถอยหลัง มือที่ถือกระบี่ของอาเนี่ยนสั่นระริกเล็กน้อย แต่ลูกกระเดือกยังขยับ ฝืนตะคอกออกมา “โม่หราน เจ้ากินดีหมีหัวใจเสือ [1] มารึ ถึงกับกล้าแหกคุก ข้าจะกำจัดภัยให้ประชา ประหารชีวิตสุนัขของเจ้าแทนทางการเดี๋ยวนี้!”

“ดี” โม่หรานยิ้ม ดวงตาสาดประกายคมกริบ พุ่งเข้าใส่ทันที “ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตเช่นนี้อีกแล้ว หากเจ้ามีฝีมือเอาชีวิตสุนัขของข้า ก็เอาไปได้เลย เพียงแต่หากเจ้าไม่มีฝีมือ เช่นนั้นก็…”

เขายังพูดไม่จบก็พุ่งไปถึงตัวแล้ว เห็นเพียงประกายแสงเงาวูบหนึ่ง พร้าฟันฉับลงไป กระบี่ยาวในมืออาเนี่ยนตกลงพื้นดังเคร้ง กลิ้งอยู่บนพื้นพร้อมกับศีรษะที่ดวงตาเบิกโพลงของเขา

เลือดพุ่งกระฉูด!

ร่างไร้ศีรษะยืนซวนเซครู่หนึ่ง ก่อนจะล้มตึงลงกับพื้น

รอบด้านพลันเงียบกริบ

ใบหน้าโม่หรานถูกโลหิตกระเซ็นใส่ เสื้อผ้าขาดวิ่นห้อยรุ่งริ่งอยู่บนร่าง สะบัดพึ่บพั่บท่ามกลางสายลมคาวคลุ้ง ราวกับสาหร่ายลอยอยู่ในทะเล

ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง รอยยิ้มก็ยิ่งสว่างไสวกว่าเดิม ริ้วเส้นเลือดแผ่เต็มดวงตาดูโหดเหี้ยม เขาเลียเลือดที่กระเด็นเลอะริมฝีปาก เอ่ยคำพูดที่เมื่อครู่ยังพูดไม่จบด้วยเสียงอ่อนโยน “เช่นนั้นก็ให้ข้าเอาหัวบนคอเจ้า”

เด็กหนุ่มเหล่านั้นตกใจจนร่างเย็นเฉียบ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

โม่หรานเหลือบตาขึ้น แววตาลุ่มลึกเย็นเยือก “พวกเจ้าร้ายกาจนักมิใช่หรือ โยนความผิดได้เก่งนักมิใช่หรือ ต่อยตีได้แน่มากมิใช่หรือ! กำจัดปีศาจพิทักษ์คุณธรรม กำจัดคนชั่ว อภิบาลคนดี…ประเสริฐ! เข้ามาพร้อมกันเลย!”

คนเหล่านั้นไหนเลยจะกล้าเข้าไป ต่างขาสั่นฉี่ราด ทุกคนต่างไม่อยากเชื่อว่านี่คือโม่หราน? คือโม่หรานที่หัวอ่อนยอมคน ได้รับความไม่เป็นธรรมเพียงใด ก็อดทนไม่หือไม่อือผู้นั้น?

โม่หรานเงยหน้าขึ้น ถอนหายใจ จากนั้นลากพร้า เดินไปข้างหน้าทีละก้าว เลือดหยดติ๋งๆ จากปลายพร้าลงบนพื้นเป็นทาง

“เหตุใดจู่ๆ ก็ถ่อมตัวเช่นนี้เล่า” เขายิ้มน้อยๆ ตั้งคมพร้าขึ้น โค้งมุมปากเอ่ย “ในเมื่อทุกท่านไม่ยอมลงมือ เช่นนั้นข้าจำต้องลงมือก่อนแล้ว”

โลหิตเจิ่งนองคาวคลุ้งในทันใด

ดั่งการสังหารหมู่ของอสูร

ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดร้าน คนในหอจุ้ยอวี้ส่วนใหญ่กำลังพักผ่อน โม่หรานสังหารคนในเรือนหลัง ก่อนจะเข้าไปสังหารคนที่เหลือในห้องทีละคน มีคนถูกปาดลำคอขณะกำลังหลับ บางคนตกใจตื่นเห็นเพียงประกายดาบวูบผ่าน จากนั้นฟ้าดินก็พลิกตลบ

กระทั่งทุกคนรู้ตัว ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว โม่หรานวางเพลิงไปทั่วทุกที่ เผาหอจุ้ยอวี้เป็นทะเลเพลิง นักร้องนักดนตรี และบรรดาคนรับใช้ต่างแผดเสียงร้องโหยหวน คร่ำครวญกระเสือกกระสน แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพุ่งเข้าไปในทะเลเพลิงเพื่อช่วยพวกเขา

เมื่อสังหารจนเหลือเพียงไม่กี่คนสุดท้าย โม่หรานก็ไม่พอใจกับการคร่าชีวิตคนแล้ว ท่ามกลางเปลวไฟลุกโหม เขาค่อยๆ นั่งลงกลางโถงใหญ่ ยิ้มน้อยๆ มองคนที่ถูกเขาตัดขาขาด ไม่อาจขยับเขยื้อน หนึ่งในนั้นมีแม่บุญธรรมโม่เหนียงจื่อรวมอยู่ด้วย โม่หรานมองพวกเขาคลานกระดืบเหมือนหนอน น้ำตานองหน้า ใบหน้าเลือนรางท่ามกลางควันหนาและเปลวเพลิง

พร้าวางอยู่บนตักเขา เขาหยิบมันขึ้นมา แต่มิได้สังหารใคร เพียงเอาปลายพร้าไปเกี่ยวองุ่นสดพวงหนึ่งบนโต๊ะมา ถือไว้ในมือ ค่อยๆ ลอกเปลือกออก ดึงก้านทิ้ง จากนั้นยัดใส่ปากทีละลูก เคี้ยวกินอย่างเต็มปากเต็มคำ

พลันยิ้มออกมา “อา? สิ่งนี้อร่อยจริงๆ โตจนป่านนี้ ยังไม่เคยกินองุ่นของแดนตะวันตก ที่แท้สิ่งที่พวกเจ้ากินกันทุกวันก็เป็นของดีเช่นนี้”

เขาก้มหน้าใจลอยไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะ “ข้าอิจฉานัก”

คานห้องถูกเผาจนหล่นลงมาดังโครม สะเก็ดไฟแตกกระจาย ลุกไหม้อยู่ข้างกายพวกเขา ทุกคนต่างกรีดร้องโหยหวนน่ารันทดกว่าเดิม มีเพียงโม่หรานที่ยังนั่งไขว่ห้าง มือเท้าแก้ม พลางกอดพร้าเอาไว้ ตั้งหน้าตั้งตากินองุ่นพวงนั้นของตน ราวกับต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ไม่เกี่ยวกับเขา

“ไฟไหม้หนักเช่นนี้ พวกเราไม่มีใครหนีออกไปได้แล้ว” หลังจากกินองุ่นเสร็จ โม่หรานยังหยิบลูกท้อผลหนึ่งมากินต่อ พลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ “มิสู้เรานั่งคุยกันอยู่ที่นี่?”

โม่เหนียงจื่อร้องตะโกน “ใครจะคุยกับเจ้า! เจ้ามันเดรัจฉาน! เทียบไม่ได้กับหมูหมา! เทียบไม่ได้กับเดรัจฉาน!”

“ไม่คุย?” โม่หรานพ่นเมล็ดองุ่นทิ้ง จากนั้นก็ยิ้ม “ไม่คุยก็ช่าง เช่นนั้นก็ทำเรื่องสำคัญ เมื่อคืนแม่บุญธรรมก็พูดไปแล้ว สิบปีมานี้ ข้าขอบคุณทุกท่านที่ไม่ทอดทิ้ง แม่บุญธรรมคอยใส่ใจดูแล ตอนนี้สมควรแสดงความกตัญญู ฉะนั้นให้ข้าส่งทุกท่านเดินทางแล้วกัน”

เขาลุกขึ้น เดินวนรอบคนเหล่านั้นรอบหนึ่ง จากนั้นค้อมกายให้อย่างมีพิธีรีตอง ยิ้มกว้างพลางเอ่ย “เพียงแต่เส้นทางไปบาดาลเหลือง พวกเจ้าอย่าเดินไปไกลนัก รอข้าด้วย”

เสียงร้องไห้ดังระงม โม่เหนียงจื่อร้องเสียงแหลม “โม่หราน! เจ้ามันสุนัขไร้ค่า! ตอนแรกนางหนูสวินเห็นเจ้าน่าสงสาร จึงใจดีรับเจ้าไว้ ข้าไม่น่าเมตตารับปากนาง! เจ้ามันตัวอัปรีย์ ดาววิบัติ! เจ้ามัน…เจ้ามันเดรัจฉานวิปริต!”

“เจ้าคู่ควรเอ่ยถึงพี่สวิน?”

โม่หรานเอ่ยอย่างเฉยชา “ข้าเดินทางจากวัดอู๋เปย เพื่อมาตอบแทนบุญคุณนางตามคำสั่งเสียของแม่ข้า นางรู้ว่าข้าไม่มีแม่แล้ว จึงมอบเงินที่หามาได้ตลอดหนึ่งปีให้เจ้าทั้งหมด หวังให้เจ้ารับข้าไว้ ให้ข้ามีที่คุ้มหัว นางเป็นผู้มีพระคุณของข้า เจ้าเล่า เจ้านับเป็นตัวอะไร”

“ข้าไม่น่ารับปากนาง! ข้าไม่ควร…เงินหนึ่งปีนับเป็นอะไร ต่อมาเจ้ายังแอบปล่อยนางหนีไป! นางเป็นยอดพธูแห่งหอจุ้ยอวี้! เพลงเดียวของนางทำเงินได้ตั้งเท่าใด เจ้ารู้หรือไม่! แต่เจ้ากลับ…เจ้า…”

โม่หรานตัดบทนาง “นางคือผู้มีพระคุณของแม่ข้า และเป็นผู้มีพระคุณของข้า นางอยู่ในหอจุ้ยอวี้ขายศิลป์ไม่ขายตัว แต่เจ้ารับเงินจากพ่อค้ามั่งคั่ง เจ้าขายนางไป บังคับให้นางรับแขก…เจ้าพูดมา เหตุใดข้าไม่ควรปล่อยนาง!

“หลายปีมานี้ เจ้าเกลียดข้า ทารุณข้า ข้าไม่เคยร้องสักแอะ ไม่กล้าขัดขืนสักคำ เพราะแม่ข้าเคยบอกข้าว่า คนที่ให้ข้าวให้น้ำข้ากิน ไม่มีทางเป็นคนชั่วร้ายถึงที่สุด” โม่หรานหลับตาลง “ข้าจึงอดทนมาตลอด ทนมาตลอด…”

“ถุย! เจ้ายังมีหน้ามาพูด?! เจ้ามันคนเนรคุณ เป็นข้า! ข้าเป็นคนให้เจ้ามีที่คุ้มหัว ทำให้ขอทานต่ำต้อยอย่างเจ้ามีข้าวกิน มีที่ซุกหัวนอน! เจ้ามันเดรัจฉาน ไอ้เด็กชาติสุนัขที่แม่สุนัขเบ่งออกมา!”

“…อืม บังเอิญนัก เด็กชาติสุนัขที่แม่สุนัขเบ่งออกมา?” โม่หรานยิ้มท่ามกลางเปลวไฟ “เจ้าด่าข้าเช่นนี้ ลูกชายเจ้าที่อยู่ในปรโลกได้ยินเข้า จะคิดว่าเจ้ากำลังเรียกเขาอยู่หรือไม่”

โม่หรานว่าพลางเดินเข้าไป ตรึงใบหน้าที่พอกแป้งชาดหนาเตอะของมาเหนียง

“เพียงแต่ แม่บุญธรรม เจ้าทำให้ข้านึกขึ้นมาได้ หลายปีนี้เจ้าให้ข้าวข้ากิน ให้ที่ซุกหัวนอน ข้าขอบคุณยิ่งนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะส่งเจ้าไปก่อนแล้วกัน”

“เจ้า…!”

“เพียงแต่ เพื่อให้สนุกขึ้น มิสู้เรามาเล่นกันสักหน่อย?” โม่หรานเอ่ยด้วยความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม “เจ้าว่า…เล่นตาบอดทายภาพเป็นอย่างไร”

เขาว่าพลางเก็บเศษไม้หักเล็กๆ ขึ้นจากพื้น เอาส่วนปลายลนไฟ จากนั้นทิ่มใส่ดวงตาของมาเหนียง ค่อยๆ วาดภาพดวงอาทิตย์ช้าๆ ทุกที่ที่กิ่งไม้ลากผ่าน เนื้อหนังเละไหม้เกรียม มาเหนียงแผดเสียงโหยหวน โม่หรานกลับยิ้มพลางเอ่ยกับนาง

“แม่บุญธรรม ลองทายดูสิ ที่ข้าวาดคืออะไร หากทายไม่ถูก ถือว่าเจ้าแพ้ ข้าก็จะวาดภาพต่อไป”

วันนั้น หลายคนที่เหลือถูกเขาค่อยๆ ทรมาน และหยอกเล่นทีละนิดจนตาย

เขาเอาความชั่วร้ายและความทุกข์ทนที่สั่งสมมาสิบปีโต้กลับในคราเดียว หอจุ้ยอวี้เกลื่อนไปด้วยซากศพ ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก

สุดท้ายเขานอนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง นอนอยู่กับซากศพที่บิดเบี้ยวหงิกงอเหล่านั้น มองหองามโยกคลอนเจียนพังทลาย ยิ้มตาหยีพลางส่งขนมและผลไม้เข้าปากทีละคำ

“อร่อย”

เขาชะงัก พลันยิ้มขื่น ขนตาสั่นไหว น้ำตาไหลอาบใบหน้าที่ระบายด้วยรอยยิ้มเจิดจ้าของเขา เขายื่นมือปิดดวงตาของตนไว้ ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ

“เสียดาย ต่อไปจะไม่ได้กินอีกแล้ว…”

ป้ายแดงไม้อูมู่ของหอจุ้ยอวี้ร่วงลงมา แตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ในโถง ควันดำม้วนตลบ หอที่ตกแต่งอย่างหรูหราพังครืนลงในที่สุด

หอนี้ เคยมีผีผาบรรเลงและการร้องรำ กระโปรงแพรไหมและคราบสุรา…ล้วนเห็นจนเจนตา ในอดีตหรูหราโอ่อ่า บรรยากาศคึกคักครื้นเครง

เวลานี้ ความหรูหราในวันวานผ่านพ้นไปแล้ว เรื่องราวในอดีตกลายเป็นเถ้าธุลี ความรักชายหญิงและความชอบชังเหล่านั้น ล้วนลุกไหม้ตกลงมาพร้อมกับเสาและขื่อคาน เปลวเพลิงลุกโหมแผดเผา เสียงร้องขับลำประชันกันของสองยอดพธูในอดีตคล้ายลอยออกมาจากในรอยแตกของเนื้อไม้ จากรอยต่อของแผ่นกระเบื้อง

ต้วนอีหานร้อง “ดังความงดงามดุจบุปผานี้…”

สวินเฟิงรั่วร้อง “ล้วนอุทิศให้กำแพงผุพังนั้น…”

หอเลื่องชื่อแห่งเซียงถานถูกกลบฝังท่ามกลางเสียงดนตรีมายาที่แว่วมาไกลๆ ผ้าม่านตกลงมา เสียงกลองที่ดังมายาวนานหยุดลงในที่สุด ละครที่ตัดตอนมา บ้างเศร้าสลด บ้างสวยสดงดงาม ปิดฉากลงอย่างสมสง่าตระการตาท่ามกลางทะเลเพลิงเช่นนี้เอง

 

[1] ใช้เปรียบเปรยถึงความกล้าบ้าบิ่น ทำเรื่องที่คนทั่วไปไม่กล้าทำ

ใส่ความเห็น