fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ เล่ม 2 ตอนที่ 36

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

เสี่ยวหานตกใจหน้าซีด บอกทุกคนว่า” รบกวนทุกคนกลับไปกับฉันได้ไหม”

ฉือปั้นเซี่ยร้องขออยู่ข้าง ๆ เช่นกัน

หลี่อิ้งจะไม่สนใจเสี่ยวหานก็ได้ แต่ไม่ไว้หน้าฉือปั้นเซี่ยไม่ได้ ทุกคนจึงเรียกรถกลับไปที่โรงแรมอีกครั้ง

เสี่ยวหานเคาะประตูอยู่นอกห้องครู่ใหญ่ กว่าที่ฮุ่ยอี๋กวงจะมาเปิดในสภาพตัวสั่นงันงก

สีหน้าของเธอชวนตกตะลึงยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้ ทั้งขาวและเขียวในเวลาเดียวกัน ท่าทางตกใจกลัวสุดขีด เมื่อเห็นฉือปั้นเซี่ยก็โถมตัวเข้ามากอดเธอแน่น ร้องไห้น้ำตาไหลพราก

“คุณฮุ่ย คุณไม่เป็นไรนะ!” เสี่ยวหานบอกอย่างร้อนใจ

ฮุ่ยอี๋กวงเอ่ยตะกุกตะกัก “หลังจากพวกคุณไป ฉันไม่มีอะไรทำเลยงีบหลับอยู่บนเตียงพักหนึ่ง ใครจะรู้ว่าทันทีที่หลับไป ฉันก็ฝันว่าโดนบีบคอ ตอนตื่นขึ้นมาฉันเห็นผ้าม่านปิดไม่สนิท เลยลุกขึ้นเดินไปที่ข้างหน้าต่าง ตั้งใจจะดึงมันปิด ปรากฏว่า…”

หล่อนชี้ไปทางห้องนอนใหญ่ “ปรากฏว่าฉันเห็นคนยืนอยู่บนดาดฟ้าที่ตึกสูงฝั่งตรงข้าม หันหน้ามาทางฉันเหมือนกำลังมองฉันอยู่ตลอดเวลา!”

ทุกคนวิ่งไปดูที่ห้องนอน ผ้าม่านปิดไม่สนิทจริง ๆ แสงไฟจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามา ห้องชุดเพรสซิเดนท์เชียลสวีทตั้งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม มองจากด้านบนลงไปจะเห็นทัศนียภาพยามค่ำคืนของเมือง แสงไฟสว่างไสวและยังมองเห็นชั้นดาดฟ้าของหอคอยสองสามแห่งที่อยู่ใกล้ ๆ อีกด้วย

ทว่าไม่มีเงาคนที่ไหนเลย

เนื่องจากกลัวคนอื่นจะไม่เชื่อ ฮุ่ยอี๋กวงจึงดึงผ้าพันคอที่ใช้ปกปิดลำคอมาตลอดออก

“นี่คือบริเวณที่ฉันเพิ่งโดนบีบคอในฝันเมื่อกี้นี้ พวกคุณดูสิ!”

ลำคอขาวหมดจดปรากฏรอยนิ้วมือห้านิ้วจากมือทั้งสองข้าง มีรอยม่วงช้ำอยู่กลางรอยแดง ทุกคนนิ่งอึ้ง

นี่ไม่ใช่รอยที่เกิดจากการบีบคอตัวเองเด็ดขาด ทุกคนอดตกตะลึงไม่ได้

หลิวชิงปัวถาม “คนที่คุณเห็นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง”

ฮุ่ยอี๋กวงบอกอย่างไม่แน่ใจ “เหมือนจะเป็นผู้หญิงมั้งคะ ฉันเห็นแต่ว่าอีกฝ่ายสวมชุดสีขาว”

ทันใดนั้นตงจื้อก็เอ่ยขึ้น “คุณฮุ่ย คุณพอจะบอกได้ไหมว่าคุณให้ผู้ช่วยสองคนก่อนของตัวเองไปทำอะไรมา หลังจากที่คุณเปลี่ยนเป็นผู้ช่วยคนที่สาม เธอไม่เคยเป็นอะไรเลย แต่คุณกับผู้ช่วยคนเก่าสองคนเกิดเรื่องกันหมด คุณรู้ไหมว่าเป็นเพราะอะไร คุณได้ไปล่วงเกินใครหรือเปล่า”

คิ้วสวยของฮุ่ยอี๋กวงขมวดเล็กน้อย ต่อให้เผยหน้าสดต่อหน้าสาธารณชน หล่อนก็ยังสวยชวนตะลึงอยู่ดี มิน่าเล่าถึงได้โด่งดังเป็นพลุแตก

แต่จะว่าไป ความงามของหล่อนสำหรับคนธรรมดาแล้วเป็นที่น่าตะลึงงันก็จริง แต่ในวงการบันเทิงกลับไม่ใช่ของแปลกหายาก การที่หล่อนโดดเด่นขึ้นมาได้ นอกจากความสามารถแล้วแน่นอนว่ายังต้องมีโชคเหนือผู้อื่นด้วย

“ไม่มีจริง ๆ ค่ะ” ฮุ่ยอี๋กวงฝืนยิ้ม “พูดกันแบบไม่ปิดบัง พื้นเพครอบครัวฉันธรรมดามาก ๆ ตั้งแต่ที่เดบิวต์มารู้ว่าทุกอย่างต้องพึ่งพาตัวเอง ฉันทำดีช่วยเหลือคนอื่นตลอด จะกล้าไปล่วงเกินใครที่ไหน ถ้าจะให้บอกว่ามี ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เคยมีฝั่งนายทุนสองเจ้ายื่นข้อเสนอพิเศษมาให้ แต่โดนฉันปฏิเสธไปอ้อม ๆ คนที่รู้จักรักษาตัวรอดในวงการก็มีเหมือนกัน คงไม่ถึงขั้นคิดแค้นฉันเพราะเรื่องนี้หรอกมั้งคะ อีกอย่างหลังจากที่ฉันดังแล้ว เวลาติดต่อกับพวกเขาก็ไม่เคยมีปัญหา ไม่ได้มองหน้ากันไม่ติดเลย”

หล่อนพักหายใจก่อนพูดต่อ “ฉันรู้ว่าทุกคนอาจสงสัยว่าฉันเห็นภาพหลอนไปเอง แต่ก่อนหน้านี้ฉันเคยบอกไปแล้วว่าทุกอย่างปกติดี ไม่มีปัญหาอะไร”

มีคนประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่เสน่หาของคนที่ได้พบเห็นเนื่องจากมีใบหน้าเป็นมิตรมาตั้งแต่เกิด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฮุ่ยอี๋กวงก็เป็นหนึ่งในคนพวกนั้นที่โดดเด่นเหนือผู้ใด ความข้องใจและไม่ชอบใจในคราแรกของทุกคนลดลงไปทีละนิดจากคำอธิบายด้วยใจจริงของหล่อน

แต่ข้อสงสัยของตงจื้อไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เขาบอกอีกว่า “คุณฮุ่ย ผมเจอชุดสั่งตัดพิเศษประจำฤดูกาลของแบรนด์ L&P กลับ Cheryl ในตู้เสื้อผ้าที่ห้องคุณ เท่าที่ผมทราบ ราคาของพวกมันไม่ใช่ถูก ๆ ไม่ใช่ว่ามีเงินอย่างเดียวแล้วจะเป็นเจ้าของได้ คุณเองก็ดูเหมือนไม่ได้มีงานเชิงพาณิชย์อะไรร่วมกับสองแบรนด์นี้ บอกเหตุผลพวกเราได้ไหมครับ”

ฮุ่ยอี๋กวงชักไม่สบอารมณ์ “คุณไปตรวจสอบเรื่องฉัน?”

น้ำเสียงของเฉิงหยวนฉายแววไม่พอใจมากกว่า เขากล่าวเสียงเย็นตัดหน้าตงจื้อ “คุณควรจะทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าคุณเป็นคนขอความช่วยเหลือจากพวกเราเอง แต่กลับปิดบังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้พวกเรารู้ เกิดเรื่องคราวหน้า ใครก็ช่วยคุณไม่ได้แล้ว!”

ตงจื้อบอก “ข้อมูลพวกนี้ไม่ใช่ความลับ ค้นเจอได้หมดบนอินเทอร์เน็ตครับ”

ฮุ่ยอี๋กวงหน้าซีด เสียงอ่อนลง “พวกคุณเข้าใจผิดแล้ว เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ฉันกำลังเผชิญ ฉันก็เลยไม่ได้พูดถึง…เสื้อผ้าสองแบรนด์นี้เป็นของที่แฟนฉันซื้อให้ แต่เขาเป็นคนนอกวงการ ที่บ้านทำธุรกิจอุตสาหกรรม ไม่เกี่ยวข้องกับวงการบันเทิง เรื่องครั้งนี้ฉันก็ไม่ได้บอกเขาด้วย”

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อฮุ่ยอี๋กวงอยู่ต่อหน้าแฟนหนุ่ม เธอต้องรักษาภาพลักษณ์ที่สดใสสวยงามที่สุดเสมอ จะไม่ปล่อยให้มีสภาพทรุดโทรมเศร้าซึมใด ๆ เด็ดขาด แฟนหนุ่มเห็นเธอเป็นนางฟ้านางสวรรค์เพราะซีรี่ส์ของเธอมาก่อนหน้านั้นแล้ว หลังจากทั้งสองคบหากันก็ยิ่งประคบประงมเธอ ทำราวกับเธอเป็นอัญมณีล้ำค่าในมือก็มิปาน คิดว่าเธอสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ฮุ่ยอี๋กวงจึงไม่อยากให้แฟนหนุ่มรู้เรื่องนี้

ตงจื้อพูดขึ้น “ถ้าอย่างนั้นเป็นไปได้ไหมว่าแฟนคุณมีศัตรูที่ไหนหรือเปล่า”

หญิงสาวทำหน้าลังเล “…ไม่น่านะคะ ต่อให้มีศัตรูจริง ๆ ฉันกับเขาก็ยังไม่ได้แต่งงานกัน คงไม่ถึงขั้นมาแก้แค้นฉันแทนหรอก”

ตงจื้อกล่าวว่า “ผมหมายความว่า แฟนคุณมีแฟนเก่าอะไรพวกนี้ไหม”

สีหน้าฮุ่ยอี๋กวงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เธอปกปิดได้เป็นอย่างดี แม้แต่ตงจื้อที่จ้องเธออยู่ตลอดยังรู้สึกว่าเขาคิดไปเอง

หลี่อิ้งบอก “ถูกต้อง ทุกเรื่องย่อมมีเหตุจูงใจเสมอ ตอนนี้ในบ้านคุณไม่มีผี รอบ ๆ ตัวคุณก็สะอาดดี มีแค่ตัวคุณกับคนรอบตัวคุณเท่านั้นที่เกิดเรื่อง นอกจากมีคนร่ายคาถาในที่ห่างไกลแล้ว ผมคิดถึงสถานการณ์อื่นไม่ออกจริง ๆ”

ฉือปั้นเซี่ยจึงบอกไปว่า “ฉันได้ยินว่าแถบเหมียวเจียงมีวิชากู่ชนิดหนึ่ง มีความคล้ายคลึงกับการสะกดจิตของวิชาไสยศาสตร์ ทำให้คนคนหนึ่งกินนอนไม่ได้โดยผ่านการควบคุมจิตวิญญาณ พวกนายคิดว่าจะเป็นไปได้ไหม”

หลิวชิงปัวส่ายหน้า “ฉันพอรู้วิชากู่คร่าว ๆ แต่ดูทรงแล้วไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่”

ทุกคนแย่งกันพูดจ้าละหวั่น แสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลายแต่ไม่ได้ข้อสรุปสักข้อ

ฮุ่ยอี๋กวงวิงวอนเสียงอ่อน “ฉันรู้ว่าทุกคนมีความรู้ความสามารถกันจริง ๆ อาจารย์สองคนที่ฉันเชิญมาก่อนหน้าเอาแต่บอกว่าฉันโดนวิญญาณพยาบาทเมื่อชาติที่แล้วตามติด แถมยังบอกว่าจะช่วยไล่ผีให้ฉันด้วย แต่หลังจากนั้นก็ไม่ดีขึ้นเลย พวกคุณช่วยฉันจัดการปัญหานี้ให้จบ ๆ ไปเลยได้ไหม ถือเสียว่าฉันทุ่มเงินจ้างพวกคุณก็ได้ จะไม่เอาเปรียบพวกคุณเด็ดขาด สองล้านเป็นไง”

พวกเขามีด้วยกันทั้งหมดแปดคน เงินสองล้าน ทุกคนแบ่งกันยังได้คนละสองแสนกว่า ดาราใหญ่ใจป้ำอย่างที่คิด

หลี่อิ้งคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ก็เหลืออยู่วิธีเดียวเท่านั้น จึงบอกไปว่า “เอาแบบนี้ดีกว่า เรามาแบ่งกลุ่มกันเป็นหลาย ๆ กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสองคน ทุกกลุ่มผลัดกันอยู่กับคุณฮุ่ยสองวัน ลองดูว่าสถานการณ์เป็นยังไง ถ้ามีเรื่องอะไรก็รีบติดต่อคนอื่นให้มาช่วยทันที พวกนายคิดว่าไง”

อำนาจเงินช่างหอมหวาน แก้ไขโจทย์ยากหนึ่งครั้งก็ได้เงินมาแล้วสองแสนกว่าหยวน แน่นอนว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม มิน่าล่ะสมัยนี้พวกปรมาจารย์ต่อชะตาดูฮวงจุ้ยไม่ทันไรก็มีบ้านมีทรัพย์สินกันนับไม่ถ้วนแล้ว ไม่มีเหตุผลอื่น เงินของคนรวยช่างหามาได้ง่ายเสียจริง แต่สำหรับพวกหลี่อิ้งยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญกว่า คือทุกคนนำภารกิจนี้มาเป็นประสบการณ์ได้

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทุกคนคล้อยตาม พยักหน้าเห็นด้วย

ฮุ่ยอี๋กวงเห็นดังนั้นก็ดีใจยกใหญ่ พร่ำขอบคุณไม่หยุด

เงินจำนวนเท่านี้สำหรับเธอแล้วสบายมาก แต่ถ้าหากปล่อยให้เรื่องแปลกประหลาดนี้ดำเนินต่อไป เธออาจจะต้องทรมานจนตายทั้งเป็น

หลี่อิ้งเอ่ย “คุณฮุ่ยเป็นดารา ถ้าอยู่ ๆ รอบตัวมีคนเพิ่มขึ้นมาสองคน สังคมต้องสงสัยคาดเดาไปต่าง ๆ นานาแน่ ๆ เรื่องนี้ต้องขอให้คุณฮุ่ยจัดการเองตามความเหมาะสม”

ฮุ่ยอี๋กวงคิดก่อนเอ่ย “เรื่องนี้ไม่ยากค่ะ ฉันแค่บอกไปว่าเป็นบอดี้การ์ดที่บริษัทส่งมาให้ก็พอแล้ว ปกติคนอื่นจะสนใจแค่ผู้ช่วยกับผู้จัดการของฉัน ไม่ค่อยสนใจพวกคุณหรอก”

เป็นอันว่าตกลงตามนี้ หลี่อิ้งอยู่กลุ่มเดียวกับฉือปั้นเซี่ย เข้าเวรก่อนสองวัน คนที่เหลือจับฉลากกัน ตงจื้ออยู่กลุ่มเดียวกับเฉิงหยวน ถูกจัดให้อยู่ในรอบที่สอง ส่วนกู้เหม่ยเหรินกับหลิวชิงปัวอยู่ในรอบที่สาม คนอื่นที่เหลือสลับผลัดกันไป

ฮุ่ยอี๋กวงควักจ่ายด้วยความเบิกบานสุดขีด ขอเลขบัญชีของทุกคนในที่นี้ ระหว่างทางที่พวกตงจื้อกลับ ทุกคนได้รับเงินโอนเข้าบัญชีจำนวนสามแสนหยวนถ้วน แบบนี้มานับ ๆ ดูแล้ว จำนวนเงินทั้งหมดมากกว่าราคาที่ตกลงกันไว้ตอนแรกถึงสี่แสนหยวน

ไม่ต้องบอกเลยว่าเฉิงหยวนกับกู้เหม่ยเหรินรู้สึกอัศจรรย์ใจเพียงใด เพราะขนาดตงจื้อที่ปกติมีเงินใช้ไม่ขาดมือยังรู้สึกว่าฮุ่ยอี๋กวงอยู่เป็นจริง ๆ แสดงความจริงใจออกมาก่อน เมื่อทุกคนรับของผู้อื่นมาแล้วก็เหมือนเป็นหนี้บุญคุณกันเล็ก ๆ จะกล้าเบี่ยงบ่ายโดยไม่เกรงใจได้อย่างไร เป็นธรรมดาที่ต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อช่วยหล่อนจัดการปัญหาให้เรียบร้อย

กู้เหม่ยเหรินรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย “ฉันกลัวจะหาวิธีช่วยเธอแก้โจทย์ยากไม่ได้ รับเงินนี่มาแล้วจิตใจไม่เป็นสุขเลย”

ตงจื้อเอ่ย “ถ้าเธอไม่ยอมรับไว้จะกลายเป็นว่าคุณฮุ่ยกลัวเธอจะไม่พยายามสุดความสามารถน่ะสิ รับ ๆ ไปก่อนเถอะ รอให้ถึงตอนหมดหนทางจริง ๆ ค่อยคืนกลับไปยังได้”

เฉิงหยวนบอกเช่นกันว่า “ถูกต้อง ฉันได้ยินว่าสมัยนี้ออกมาทำงานหาเงินโดยใช้วิถีเต๋านิด ๆ หน่อย ๆ ต่อให้เป็นการดูฮวงจุ้ยรอบเดียวก็เถอะ ไม่ทันไรก็ได้มาหลักล้านแล้ว อย่างพวกเรานี่ถือว่าเป็นของดีราคาย่อมเยาแล้วนะ”

เมื่อโดนพวกเขาหว่านล้อม กู้เหม่ยเหรินจึงพยักหน้า ไม่พูดเรื่องเงินอีก ถามพวกเขาแทนว่า “จากมุมมองพวกนาย ตัวเธอมีปัญหาอะไรกันแน่”

เฉิงหยวนบอก “บ้านหลังนั้นกับรอบ ๆ ตัวเธอสะอาดจริง ๆ แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่แปลกมาก รอยบีบบนคอพวกนั้นกับที่แขนเธอเหมือนไม่ได้เกิดจากฝีมือคนทำจริง ๆ”

ตงจื้อฉุกใจ เอ่ยขึ้นทันทีว่า “จะเป็นภูตพรายหรือปีศาจได้ไหม”

เฉิงหยวนขมวดคิ้วบอก “ไม่ตัดความเป็นไปได้ข้อนี้ทิ้ง แต่จริง ๆ ฉันยังเอนเอียงไปทางที่เธอโดนวิชาคุณไสย หรือไม่ก็คำสาปกู่มากกว่า ทั้งสองวิธีนี้ผีสางเทวดาไม่สังเกตเห็น ติดกับง่าย แถมคู่กรณียังไม่รู้ตัวด้วย”

กู้เหม่ยเหรินเอ่ย “แต่ฉันกลับรู้สึกว่าอาการแบบนี้ของเธอมีความเป็นไปได้ว่าจะโดนฝันร้ายตามหลอกหลอนมากกว่า ว่ากันว่าผีตามเข้าไปอำในฝันได้ด้วยนะ”

ทั้งสองต่างก็มีทฤษฎีของตน ไม่มีใครโน้มน้าวใครได้ ต่างก็อยากได้รับความเห็นชอบจากตงจื้ออย่างพร้อมเพรียง

ตงจื้อฝืนยิ้มพลางบอก “จริง ๆ ฉันคิดไม่เหมือนพวกนายนิดหน่อย เพราะก่อนหน้านี้ฉันเคยเจอปีศาจมา คิดว่าครั้งนี้เป็นปีศาจที่กำลังก่อความวุ่นวาย”

เฉิงหยวนเอ่ย “งั้นต้องลองดูว่าช่วงสองสามวันนี้จะเจอเบาะแสหรือร่องรอยอะไรหรือเปล่า ถ้าเป็นตามที่ฉันบอก คือเธอโดนคุณไสย ต่อให้มีคนสะกดรอยตามก็ต้องแสดงพิรุธออกมาบ้าง ส่วนเรื่องที่ผู้ช่วยสองคนของเธอเกิดอุบัติเหตุอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญ”

ขณะพูดก็มาถึงที่หมายของกู้เหม่ยเหรินพอดี ตงจื้อกับเฉิงหยวนส่งเธอกลับ พูดคุยกันอีกสักพัก นัดกันว่าวันมะรืนจะไปเจอกันที่ห้องพักฮุ่ยอี๋กวง เสร็จแล้วจึงค่อยแยกย้ายทางใครทางมัน

ตงจื้อกลับมาที่กรมจัดการคดีพิเศษ คุณลุงที่เฝ้าประตูด้านหลังคุ้นหน้าเขานานแล้ว แถมยังเคยกินเนื้อวัวแห้งที่ตงจื้อนำมาฝากหลายรอบด้วย อีกฝ่ายกำลังนั่งกอดอกสัปหงกอยู่ตรงนั้น ปรายตามองตงจื้อแวบหนึ่ง พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย

ที่ตงจื้อสงสัยคือดูเหมือนคุณลุงท่านนี้จะอยู่ที่นี่ตลอดวัน ยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ทุกครั้งที่เขาเข้าออกเป็นต้องเห็นอยู่ร่ำไป

เขาเพิ่งขึ้นบันไดไปถึงชั้นที่ห้องพักตนอยู่ ก็เห็นหลงเซินกำลังยืนเปิดประตูอยู่ตรงทางเดิน

“รองอธิบดีหลง?”

หลงเซินหันหน้ามามองเขา รู้สึกแปลกใจเช่นกัน “ยังไม่นอนอีกเหรอ”

ตงจื้อบอก “เพิ่งกลับมาจากข้างนอกครับ เจอเรื่องนิดหน่อย คุณจะพักแล้วเหรอ”

หลงเซินตอบ “ยังหรอก”

ตงจื้อ “ทางผมมีเรื่องอยากจะขอคำแนะนำจากคุณพอดี ไม่ทราบว่าสะดวกไหมครับ”

หลงเซิน “เข้ามาสิ”

ประสบความสำเร็จครั้งที่สองในการเข้ามาในห้องพักเทพบุตร เพียงแวบเดียวตงจื้อก็เห็นหยกน้ำค้างที่วางอยู่บนตู้รองเท้า

พืชกระถางนี้ยังอยู่ ไม่ได้โดนทิ้งไป และยังได้รับการดูแลเป็นอย่างดีอีกด้วย

หัวใจตงจื้อติดปีกบิน ตัวเขาเลี้ยงไม้อวบน้ำไม่ขึ้น ซื้อกลับมาไม่ทันไรก็เหี่ยวเฉาเสมอ ครั้งก่อนไม่รู้คิดยังไงถึงได้จับพลัดจับผลูซื้อไม้อวบน้ำมาให้หลงเซินกระถางหนึ่ง หลังจากนั้นพอมาคิด ๆ ดูแล้ว ไม่ว่ายังไงเขาก็ควรจะซื้อของที่เก็บรักษาไว้ได้นานกว่านี้ถึงจะถูก

เขาเดินเข้าไปดู ไม่เจอหลายวัน หยกน้ำค้างมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม มันเปล่งประกายแวววาว อิ่มเอิบไปด้วยความเขียวขจีอยู่ใต้แสงไฟ ราวกับมีพลังชีวิตเปี่ยมล้นยิ่งกว่าตอนที่ตนซื้อมาด้วยซ้ำ

“เหมือนกระถางดอกไม้อันนี้จะต่างไปจากเดิม?” เขาร้องเอ๋

หลงเซินบอก “ฉันเอาไปที่ร้านดอกไม้ ให้พวกเขาเปลี่ยนกระถางให้”

จริง ๆ แล้วการเปลี่ยนกระถางไม่อาจช่วยยื้อชีวิตหยกน้ำค้างกระถางเดิมได้ เจ้าของร้านบอกว่ารากของหยกน้ำค้างกระถางนั้นเน่าไปแล้ว ช่วยให้กลับมามีชีวิตเหมือนเดิมไม่ได้ บอกให้เขาซื้อกระถางใหม่ แต่หลงเซินไม่ยอม ยังคงยืนกรานให้อีกฝ่ายเปลี่ยนกระถางดอกไม้ให้ กลับมาแล้วจึงใช้ทริคเล็กน้อยในการช่วยชีวิตมัน

ตงจื้อไม่รู้เรื่องพวกนี้ จึงจุ๊ปากชมเชย “คุณดูแลต้นไม้เก่งกว่าผมเยอะเลย! ผมนี่เลี้ยงไม้อวบน้ำไม่ได้เลยครับ มากสุดก็เลี้ยงได้แค่ว่านหางจระเข้กับกระบองเพชรเท่านั้น”

หลงเซินขมวดคิ้ว “คราวหน้าไม่ต้องเอามาให้แล้ว”

ตงจื้อรับคำก่อนพลั้งปากถามไปว่า “งั้นให้อย่างอื่นได้ไหมครับ”

หลงเซิน “…ไม่ต้องให้อะไรทั้งนั้น”

ตงจื้อไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ครับ”

หลงเซินชะงักไปครู่หนึ่ง คิดว่ายังไงก็ควรจะพูดกับเขาให้รู้เรื่อง อีกฝ่ายจะได้ไม่คิดว่าตัวเองแค่กำลังเกรงใจ

“ฉันดูแลต้นไม้ไม่เป็น ทำเป็นแค่ใช้วิชายืมพลังชีวิตมาช่วยมันนิดหน่อย”

ตงจื้อแปลกใจ “ยืมยังไงครับ”

หลงเซินบอก “ยืมพลังชีวิตจากต้นไม้สูงตระหง่านที่มีพลังชีวิตท่วมท้น มีรากฐานแข็งแกร่งมาให้มันบ้างนิดหน่อย”

ตงจื้อครุ่นคิด “พูดแบบนี้หมายความว่าการยืมพลังชีวิตจากคนคนหนึ่งไปให้อีกคนก็ทำได้เหมือนกันเหรอครับ”

หลงเซินพยักหน้า “ตามทฤษฎีทำได้ แต่จะส่งผลเสียต่อพลังกุศล”

ตงจื้ออดเป็นห่วงไม่ได้ “ถ้างั้นการยืมพลังชีวิตจากตัวพืช จะส่งผลกระทบต่อคุณไหมครับ”

หลงเซินบอก “ไม่ใช่กับต้นไม้”

เขาไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ตงจื้อรู้สึกผิดอย่างยิ่ง “ผมคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าของขวัญชิ้นเล็ก ๆ จะทำให้คุณยุ่งยากขนาดนี้ ปกติคุณก็ยุ่งทุกวันอยู่แล้ว ยังต้องมาเอาใจใส่เรื่องเล็ก ๆ พวกนี้อีก”

หลงเซินส่ายหน้า หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนเสริมอีกประโยค “ทุกชีวิตล้วนมีค่า จะละทิ้งไปง่าย ๆ ไม่ได้”

เทพบุตรเย็นชา แต่ภายในใจกลับเป็นผู้ชายอบอุ่น

ยิ่งได้รู้จัก ตงจื้อยิ่งคิดว่าตัวเองไม่ได้ชอบผิดคน

หลงเซินเดินนำเข้าไปในห้อง ก่อนเทน้ำสองแก้ว

ตงจื้อเรียบเรียงคำพูด เล่าเรื่องของฮุ่ยอี๋กวงออกมาคร่าว ๆ

“คุณคิดว่านี่มันเรื่องอะไร”

หลงเซินเอ่ย “ฉันไม่ได้เจอเจ้าตัว ให้ตัดสินอย่างแม่นยำคงเป็นไปไม่ได้ พวกนายมีกันหลายคน ถือเสียว่าเป็นการหาประสบการณ์ก็ได้ ความยากในการปฏิบัติงานจริงตอนฝึกอบรมจะยิ่งยากขึ้นไปอีก”

ตงจื้อกะพริบตา “จากที่คุณพูดมา หมายความว่าผมสอบสัมภาษณ์ผ่านแล้ว?”

หลงเซิน “ฉันรับผิดชอบแค่คะแนนหัวข้อหนึ่งในนั้น ผลสุดท้ายยังไม่ออก”

ตงจื้อไม่ละความพยายาม “ถ้างั้นคุณให้คะแนนผมเท่าไหร่ แอบบอกได้ไหมครับ”

หลงเซินจ้องมองเขา ไม่พูดอะไร

ตงจื้อใช้มือทำท่ารูดซิปปากอย่างรู้สถานการณ์ “ผมเข้าใจ ๆ ไม่ถามแล้วครับ!”

นัยน์ตาหลงเซินฉายแววขบขันอยู่ชั่วขณะ ทว่าโทรศัพท์ตงจื้อส่งเสียงขึ้นในเวลาเหมาะเจาะพอดี เขาก้มหน้ามอง ทำให้พลาดวินาทีอันมีค่านี้ไป

“ฮัลโหล หวัดดีครับ”

“ตงจื้อ เกิดเรื่องขึ้นแล้ว ฮุ่ยอี๋กวงกับฉือปั้นเซี่ยหายตัวไป!” กู้เหม่ยเหรินที่อยู่ปลายสายบอกด้วยความร้อนใจ

“เกิดอะไรขึ้น!” ตงจื้อตกตะลึง

กู้เหม่ยเหริน “ฉันจะไปหานาย ค่อยคุยกันระหว่างทาง!”

ตงจื้อรับคำ อีกฝั่งวางสายไปอย่างรวดเร็ว

หลงเซินได้ยินการสนทนาระหว่างพวกเขาเช่นกัน

“ต้องให้ฉันไปด้วยไหม” เขาถามหนึ่งประโยค

“ไม่เป็นไรครับ” ตงจื้อบอก เขารู้ว่าขอแค่หลงเซินออกตัวช่วย เรื่องทุกอย่างก็หายห่วงได้ทันที ทว่าถ้ามัวแต่ฝากความหวังไว้ที่อีกฝ่ายเสียทุกเรื่อง ตัวเองก็จะไม่มีวันเติบโต “ครั้งนี้มีหลายคนช่วย ไม่มีปัญหาครับ ถ้าจัดการไม่ได้จริง ๆ ผมค่อยรบกวนคุณ คุณรีบพักผ่อนเถอะ!”

หลงเซินพยักหน้า ลุกขึ้นเดินไปส่งเขา

ตงจื้อร้องอ๋าราวกับนึกอะไรขึ้นได้ “ที่รับงานจากฮุ่ยอี๋กวงครั้งนี้ ผมได้เงินมาก้อนเล็ก ๆ ด้วย ไว้กลับมาจะเลี้ยงข้าวคุณนะครับ!”

หลงเซินบอก “โอเค”

แค่คำพูดรวบรัดสั้น ๆ ก็นัดหมายสำเร็จอีกครั้งแล้ว นายมันเยี่ยมจริง ๆ ตงจื้อ! เขาทำนิ้วเป็นรูปหัวใจให้ตัวเองเงียบ ๆ

ขณะกำลังจะออกไป หลงเซินก็เรียกเขาไว้พลางบอก “เอากระบี่ชิงจู่ไปด้วย”

ตงจื้อนึกขึ้นได้ทันที เขารับคำ รีบไปที่ห้อง วางกระเป๋าเป้ลงแล้วหยิบเพียงโทรศัพท์มือถือติดตัวไป สะพายกระบี่ชิงจู่ขึ้นหลัง รีบร้อนลงไปใต้ตึก

หลังจากเขาออกไปแล้ว หลงเซินก็ปิดประตู ความเงียบเหงาปกคลุมทั่วห้องอีกครั้ง

น้ำที่เพิ่งเทไว้ อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ดื่ม ยังมีไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นเหนือโต๊ะ

หลงเซินกลับหลังหันเดินไปทางห้องน้ำ ขณะกำลังผ่านห้องโถงสำหรับเปลี่ยนรองเท้าไปนั้น ร่างกายก็เคลื่อนไหวไปตามใจคิด นิ้วมือเหยียดออกไปแตะลงบนใบไม้ใบหนึ่งของหยกน้ำค้างทันใด

ใบอวบอ่อนนุ่มและอิ่มเอิบไปด้วยพลังชีวิต เหมือนกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของคนเมื่อครู่

ที่ผ่านมา หลงเซินไม่เคยทำกิริยาที่ไร้ความหมายเช่นนี้มาก่อน

ดังนั้นในวินาทีนี้ เขาจึงทำเพียงแตะมันแผ่วเบา ก่อนชักมือกลับแทบจะทันที

ตงจื้อรออยู่ใต้ตึกพักใหญ่กว่าที่รถคันหนึ่งจะเคลื่อนมาจอดตรงหน้า

“มาคุยบนรถ!” หล่อนยื่นหน้าออกมาจากที่นั่งเบาะหลัง ตงจื้อเห็นว่าคนขับคือหลิวชิงปัว

หลิวชิงปัวผินใบหน้ามา สายตากวาดผ่านกระบี่ชิงจู่ที่อยู่บนหลังเขา คล้ายประหลาดใจที่อีกฝ่ายใช้กระบี่เป็นด้วย

ตงจื้อเพิ่งขึ้นรถไม่ทันไร รถก็เคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า ทำเอาเขาหงายหลังกระแทกเบาะทันที

ไม่มีเวลามาคิดเล็กคิดน้อยกับหลิวชิงปัว เขาถามไปว่า “เกิดอะไรขึ้น เฉิงหยวนล่ะ”

กู้เหม่ยเหรินบอก “ที่อยู่ของเฉิงหยวนไกลจากที่นี่เกินไป เลยต้องให้เขาไปเอง”

พูดจบ เธอก็อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮุ่ยอี๋กวง

หลังจากพวกตงจื้อกลับไปแล้ว ตามที่แบ่งกลุ่มกันไว้ สองวันนี้หลี่อิ้งกับฉือปั้นเซี่ยจะอยู่เป็นเพื่อนฮุ่ยอี๋กวงก่อน อย่างไรเสียห้องชุดเพรสซิเดนท์เชียลสวีทก็กว้างขวางพอ มีทั้งหมดสามห้องนอน หลี่อิ้งพักอยู่ห้องหนึ่ง ผู้ช่วยเสี่ยวหานพักห้องหนึ่ง เนื่องจากฮุ่ยอี๋กวงเสียขวัญมาก จึงให้ฉือปั้นเซี่ยนอนกับเธอ ฉือปั้นเซี่ยกับฮุ่ยอี๋กวงเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว จึงตกลงโดยไม่ติดอะไร

หลี่อิ้งสำเร็จวิชามาจากเหมาซาน บิดาเป็นทั้งที่ปรึกษาของกรมจัดการคดีพิเศษ ทั้งยังเป็นผู้อาวุโสในเหมาซาน ประสบการณ์และคุณวุฒิลึกล้ำ วิชาที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษมีรากฐานฝังลึก ความรู้พื้นฐานไม่มีที่ติ ตอนนั้นเขาได้มอบยันต์ขับผีใบหนึ่งให้กับฮุ่ยอี๋กวง ทั้งยังลงค่ายยันต์ขนาดเล็กไว้ในห้องเธอด้วย ตราบใดที่มีสิ่งชั่วร้ายอะไรก็ตามเข้าใกล้ มันจะสัมผัสเข้ากับเขตอาคมของค่ายยันต์และถูกพบเจอทันที

ตอนแรกทุกอย่างราบรื่นดี ก่อนนอนฮุ่ยอี๋กวงพบว่าเธอลืมเอาแผ่นมาส์กหน้าที่ตนใช้เป็นประจำมาด้วย จึงให้เสี่ยวหานลงไปซื้อมาจากด้านล่างกล่องหนึ่งเพื่อใช้แทนชั่วคราว ใครจะคิดว่าเสี่ยวหานดันซื้อมาผิดยี่ห้อ ฮุ่ยอี๋กวงไม่พอใจมาก จะลงไปซื้อเองให้ได้ ทุกคนขัดเธอไม่ได้ ฉือปั้นเซี่ยจึงเสนอว่าจะไปเป็นเพื่อนเธอ ไม่มีใครคาดคิดว่าการไปครั้งนี้จะเกิดเรื่องขึ้น

ทั้งสองลงไปข้างล่างหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่กลับมา เสี่ยวหานรู้สึกว่านานเกินไปจึงเริ่มอยู่ไม่สุข หลี่อิ้งจับยาม [1] สีหน้าเปลี่ยนมาเคร่งขรึม เขาพบว่ายันต์ขับผีของเหมาซานที่ตนให้ฮุ่ยอี๋กวงไปไม่ได้อยู่ที่ตัวหญิงสาวแล้ว ตอนนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไร เสี่ยวหานก็ติดต่อฮุ่ยอี๋กวงกับฉือปั้นเซี่ยไม่ได้ หลี่อิ้งจำต้องใช้วิชาคำนวณตำแหน่งคร่าว ๆ ของทั้งสองแล้วออกไปตามหาระหว่างทาง

ระหว่างทางเขาโทร.หาหลิวชิงปัว บอกให้อีกฝ่ายรีบมาช่วย จากนั้นหลิวชิงปัวก็แจ้งไปยังคนอื่น ๆ นี่คือสาเหตุที่กู้เหม่ยเหรินรีบร้อนโทร.หาตงจื้อ

ตามหลักแล้ว ถ้าหลิวชิงปัวรีบไปตั้งแต่แรกที่ได้รับสายอาจถึงเร็วกว่านี้อีกหน่อย แต่จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคน ผี หรือปีศาจ มิหน้ำซ้ำยังกล้าลักพาตัวคู่กรณีกับนักไสยศาสตร์ไปใต้จมูกพวกเขา ลำพังแค่หลิวชิงปัวคนเดียวอาจจะจัดการไม่ได้ เขาเองก็ตระหนักถึงข้อนี้ดี ถึงได้เรียกตัวคนอื่น ๆ มา

สำหรับเรื่องที่ว่าใจเขามีเจตนาจ้องจับผิดตงจื้อ หรือมีใจคิดแข่งขันกับตงจื้อหรือไม่นั้น ไม่มีใครรู้แจ้ง

รถมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือตลอดทาง ห่างจากใจกลางเมืองเรื่อย ๆ ถนนกลางดึกว่างเปล่าไร้สิ่งกีดขวาง ครึ่งชั่วโมงให้หลังก็มาถึงที่หมาย

ที่นี่ไม่ใช่เขตชุมชนขนาดเล็กที่ฮุ่ยอี๋กวงอาศัยอยู่ก่อนหน้า แต่เป็นประตูของสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

พวกเขามาถึงไม่ทันไร หลี่อิ้งก็ขับรถเข้ามา

“ฉันหาฮุ่ยอี๋กวงไม่เจอ ทำได้แค่คำนวณตำแหน่งคร่าว ๆ ของฉือปั้นเซี่ย น่าจะอยู่ข้างในนั้น!” หลี่อิ้งลงจากรถพลางรีบบอก

กู้เหม่ยเหรินถาม “คนอื่น ๆ ยังมาไม่ถึงเหรอ”

หลี่อิ้ง “ไม่มีเวลามาสนใจขนาดนั้นแล้ว พวกเรารีบเข้าไปหาคนก่อนเถอะ!”

ขนาดมีคนหลายคนดูแลฮุ่ยอี๋กวงเพียงคนเดียวยังเกิดเรื่องได้ นอกเหนือไปจากความร้อนรน ยิ่งไปกว่านั้นคือความเหลือเชื่อ เป็นครั้งแรกที่หลี่อิ้งนึกสงสัยในตัวเองว่าตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา หรือเขาจะเรียนวิชาเต๋ามาแบบผิด ๆ เข้าแล้ว

ตงจื้อเอ่ย “เกิดเรื่องกับฉือปั้นเซี่ยไปคนหนึ่งแล้ว ทางที่ดีพวกเราอย่าแยกกันเลยดีกว่า”

กู้เหม่ยเหรินพยักหน้า “เห็นด้วย”

หลิวชิงปัวอยากเหน็บแนมว่าเขาขี้ขลาด แต่เมื่อได้ยินคนอื่นเห็นด้วยกับตงจื้อ จึงจำต้องกลืนประโยคนั้นลงไป

 

[1] การจับยามเป็นศาสตร์เร้นลับที่สุดศาสตร์หนึ่งของจีนโบราณ และเป็นหนึ่งในศาสตร์พยากรณ์ชั้นสูงในคัมภีร์อี้จิง ซึ่งเป็นคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องโหราศาสตร์ การจับยามนั้นจะนำเวลาที่เกิดเหตุหรือเวลาที่มีคนสอบถามมาคำนวณเพื่อทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ

ใส่ความเห็น