fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ เล่ม 2 ตอนที่ 38

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 38

 

ฮุ่ยอี๋กวงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน สีหน้าฉายความไม่เข้าใจ “พวกคุณมองฉันทำไม ฉันต้องเป็นฮุ่ยอี๋กวงอยู่แล้ว!”

เห็นท่าทางทุกคนดูสงสัย สีหน้าของเธอยิ่งกระวนกระวายขึ้น ตะโกนบอกฉือปั้นเซี่ยว่า “ปั้นเซี่ย! เธอจำฉันได้ ใช่ไหม!”

ก่อนหน้านี้ฉือปั้นเซี่ยได้รับบาดเจ็บ เมื่อครู่นี้ช่วยอะไรไม่ได้จึงพิงตัวพักอยู่ด้านข้าง ตอนนี้สายตาวนเวียนกลับไปมาระหว่างฮุ่ยอี๋กวงกับมวลแสงสีขาว แยกแยะอย่างถี่ถ้วน แต่สุดท้ายกลับส่ายหน้าให้พวกหลี่อิ้ง บอกเป็นนัยว่าตัวเองก็แยกไม่ออกเช่นกัน

ฮุ่ยอี๋กวงบอกอย่างร้อนใจ “เพราะเกิดเรื่องกับตัวฉันประจำ ถึงได้ขอให้พวกคุณมาช่วยแก้ปัญหา!”

มวลแสงสีขาวสั่นคลอนรุนแรง แต่ติดที่พูดไม่ได้ จึงไร้หนทางแก้ต่างให้ตน

หลี่อิ้งไม่หวั่นไหว “คุณยังจำได้ไหมว่าโอนเงินให้พวกเราเท่าไหร่”

ฮุ่ยอี๋กวงรีบบอก “ตอนแรกตกลงกันคนละสองแสนกว่าหยวน แต่หลังจากนั้นฉันก็ให้เสี่ยวหานโอนให้พวกคุณคนละสามแสน ปัดเศษให้เป็นจำนวนเต็มพอดี!”

พูดแบบนี้หมายความว่าร่างสีขาวเป็นวังฉี่จริง ๆ ?

ความสงสัยของทุกคนค่อย ๆ จางหายไป หลิวชิงปัวชูกระบี่เล็งไปที่มวลแสงสีขาวใหม่อีกครั้ง

ตงจื้อปรายตามอง ค่ายยันต์ที่เขาปูไว้ที่พื้นตอนแรกกำลังกลายเป็นสีดำทีละนิด ราวกับกระดาษยันต์โดนสิ่งที่มองไม่เห็นค่อย ๆ กัดกิน

มีอะไรข้างนอกจะบุกเข้ามา?

เขาเงยหน้ามองออกไปนอกดาดฟ้า ผืนฟ้ามืดมนอนธการ มีเพียงแสงเงาริบหรี่ที่อยู่ห่างออกไป นอกจากนั้นแล้วไม่มีอะไรเลย

ตงจื้อฉุกใจ หันหน้าไปทางฮุ่ยอี๋กวงทันควัน

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า มุมปากของอีกฝ่ายหยักโค้งขึ้นเป็นองศาประหลาดเล็กน้อย

แต่เมื่อเพ่งมองอีกครั้ง ใบหน้าฮุ่ยอี๋กวงยังคงเต็มไปด้วยความหวาดผวาอยู่ดี ใช่จะมีรอยยิ้มเสียที่ไหน

ฉือปั้นเซี่ยเกรงว่าหลิงชิงปัวจะสังหารผิดคน จัดการเจ้าของร่างตัวจริงจนดับสลายไป จึงรีบถามคำถามฮุ่ยอี๋กวงอีกหลายข้อ ฮุ่ยอี๋กวงตอบได้ และตอบถูกทั้งหมดด้วย

หลี่อิ้งกล่าวเสียงขรึม “ยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าวิญญาณนั้นดูดซับพลังอะไรไว้ มันกำลังขยายใหญ่ขึ้นช้า ๆ !”

ทุกคนเห็นจริงตามนั้น มวลแสงสีขาวกำลังค่อย ๆ ขยายตัว แรงสั่นไหวลดน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ภายในมวลแสง ไอสีดำกลับค่อย ๆ แผ่ขยาย คืบคลานไปทางฮุ่ยอี๋กวง

หลิวชิงปัวไม่ลังเลอีกต่อไป เขาตวัดกระบี่เข้าใส่มวลแสงสีขาว

จังหวะนั้น เสียงแควกดังขึ้น คล้ายมีอะไรฉีกขาด สายลมคลั่งร้องหวีดหวิวเคียงคู่มากับเสียงคำราม หลิวชิงปัวได้ยินเสียงร้องด้วยความตกใจของฉือปั้นเซี่ยที่อยู่ด้านหลัง เขายังไม่ทันหันกลับไป ร่างกายก็โดนโถมทับจนล้มไปเสียก่อน

ตงจื้อกดตัวเขาไว้ ก้มหน้าหลบพ้นแรงลมที่แฉลบมาทางท้ายทอยไปได้หวุดหวิด

หลิวชิงปัวจ้องตงจื้ออย่างเอาเป็นเอาตาย เอื้อมมือผลักอีกฝ่ายออก “รีบ ๆ ลุกขึ้น!”

ตงจื้อบอกอย่างบริสุทธิ์ใจ “ฉันก็โดนลมพัดจนล้มเหมือนกัน…”

ทว่ายังกล่าวไม่ทันจบ มวลแสงสีขาวก็โดนไอดำที่เกาะกลุ่มกันจากทั่วทุกสารทิศเข้ากัดกิน เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นกลางอากาศ หมอกสีดำกับสีขาวค่อย ๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่นานก็กลายเป็นสีเทาและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ครู่เดียวก็มีขนาดสูงเท่าหนึ่งคนครึ่ง ลอยไปทางฮุ่ยอี๋กวง

ฮุ่ยอี๋กวงหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง ล้มลุกคลุกคลานถอยร่นไปด้านหลัง

“ออกไปนะ! ออกไป!” หล่อนร้องเสียงดัง เนื่องจากร่างกายอ่อนแรงจึงไม่สามารถลุกขึ้นวิ่งหนีไปได้ ได้แต่ก้าวถอยหลังไปไม่หยุด

“ระวังเท้า!” ทันใดนั้นตงจื้อก็ตะโกนขึ้น

กู้เหม่ยเหรินก้มหน้ามองตามสัญชาตญาณ

ภายใต้แสงไฟ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ปรากฏเงาดำเป็นกลุ่มบนพื้น กำลังเคลื่อนไปที่ข้างเท้าของทุกคน

หลี่อิ้งขว้างยันต์แผ่นหนึ่งออกไป เสียงพึ่บดังขึ้น ตัวยันต์ลุกไหม้พร้อม ๆ กับเงาดำซึ่งโดนเปลวเพลิงม้วนสูบเข้าไป ไม่นานก็เผาไหม้ไปอย่างหมดจด

กู้เหม่ยเหรินเป่าขลุ่ย เงาดำหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียง ก่อนจะถูกหลี่อิ้งปายันต์แผ่นหนึ่งออกไปแผดเผาจนไม่เหลือร่องรอย

เงาดำต้องการกระโจนขึ้นจากพื้น แต่โดนกระบี่ของหลิวชิงปัวฟันแหลก เขาปรายตามองตงจื้อแทบจะทันที

แต่ตงจื้อไม่ได้สังเกตถึงความกระหยิ่มยิ้มย่องของอีกฝ่าย เขาคีบยันต์กลางฝ่ามือ ขยับเข้าไปขวางหน้าฮุ่ยอี๋กวง มือหนึ่งกุมกระบี่ ฟันไปทางเงาสีเทา บีบให้อีกฝ่ายถอยร่น

“ตกลงคุณคือฮุ่ยอี๋กวงตัวจริงใช่หรือเปล่า” เขาถามเงาสีเทา

ตอนแรกเงาสีเทากำลังสั่นไหวรุนแรง ราวกับความโกรธพุ่งขึ้นสูง ไร้หนทางระบาย ได้ยินคำเขาก็ชะงักทันที คล้ายฟังรู้เรื่อง

ตงจื้อหันหน้าไปอีกครั้ง บอกฮุ่ยอี๋กวงว่า “ส่วนคุณ…คือวังฉี่!”

ฮุ่ยอี๋กวงไม่ทันเก็บสีหน้า จู่ ๆ มาโดนเขาตอกหน้า จึงเผยอาการตกใจจนทำอะไรไม่ถูกออกมา

ถึงแม้จะเป็นแค่ชั่ววินาทีสั้น ๆ แต่วินาทีนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกตงจื้อเห็นข้อเท็จจริง

หลี่อิ้งบอกอย่างหัวเสีย “วิญญาณที่หลุดออกมานอกร่างฮุ่ยอี๋กวงเมื่อกี้เป็นตัวเธอเองจริง ๆ ด้วย ส่วนเธอยึดร่างของฮุ่ยอี๋กวงไว้!”

ฮุ่ยอี๋กวงเถียง “ฉันเปล่านะ! ฉันนี่แหละฮุ่ยอี๋กวง! พวกคุณอย่าติดกับผีร้ายตัวนั้นสิ!”

ทันใดนั้นฉือปั้นเซี่ยก็ตะโกนขึ้น “อี๋กวง! ก่อนหน้านี้เธอเคยบอกฉันว่าอยากหาเวลาว่างกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดกับฉัน เธอยังจำได้ไหม!”

ฮุ่ยอี๋กวงมีสีหน้าลนลาน ขานรับไปมั่ว ๆ “จำได้สิ!”

ฉือปั้นเซี่ยบอกด้วยความโมโห “เธอไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย!”

ฮุ่ยอี๋กวงร้องไห้โฮพลางบอก “ฉันจะไปจำเรื่องมากมายขนาดนั้นได้ยังไง!”

ไม่ทันขาดคำ ทันใดนั้นเงาสีเทาก็สั่นไหว เคลื่อนผ่านตัวพวกตงจื้อไป โถมเข้าใส่ฮุ่ยอี๋กวงโดยตรง พันรัดร่างของเธอไว้ ฮุ่ยอี๋กวงร้องโหยหวน

“ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย!”

“ฉันจะฆ่าแก! นางคนสำส่อน!”

“ปล่อยฉันไปเถอะ! ฉันจะคืนร่างให้เธอ!”

“ฉันไม่ต้องการแล้ว ฉันจะตายไปพร้อมกับเธอ!”

เสียงดังกล่าวเดี๋ยวก็เป็นเสียงฮุ่ยอี๋กวง อีกเดี๋ยวก็เปลี่ยนโทนเสียง

เงาสีเทากับฮุ่ยอี๋กวงพัวพันกันอุตลุด แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร

หลิวชิงปัวชูกระบี่ จะฟันก็ไม่ใช่ ไม่ฟันก็ไม่เชิง

“นี่มันเรื่องอะไรกันวะ!”

กู้เหม่ยเหรินกับหลี่อิ้งร่วมมือกัน คนหนึ่งเป่าขลุ่ย อีกคนใช้ยันต์ สาละวนอยู่กับการกำจัดเงาดำบนพื้นเหล่านั้น แต่ไม่นานพวกเขาก็พบว่าเงาดำดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กำจัดอย่างไรก็ไม่หมดเสียที

เหมือนปีศาจ

แต่ตงจื้อไม่กล้าฟันธง

ตอนแรกเห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าปีศาจมนุษย์ถูกกำจัดจนแตกดับไปแล้วที่หอคอยเทียนหยวน อสนีสวรรค์สายหนึ่งผ่าลงมา ปีศาจมนุษย์ที่ครอบครองเนื้อหนังของสวีหวั่นอยู่จึงสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปทันที ไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่เศษซาก

เงาตรงหน้าพวกนี้ แต่ละกลุ่มมีสีดำขนาดเท่าฝ่ามือ บางทีก็จะผุดไอหมอกออกมาเป็นเกลียว เมื่อลงยันต์ก็จางหายไปทันที อย่าว่าแต่จะเทียบกับปีศาจมนุษย์เลย แม้แต่อสูรดักซุ่มยังรับมือยากกว่าพวกมันมาก จะเป็นปีศาจจริง ๆ หรือ

ตงจื้อกัดนิ้วไม่เข้า และหักใจกัดปากตัวเองไม่ลง จำต้องกรีดนิ้วไปบนกระบี่ชิงจู่ลวก ๆ หนึ่งที หยดเลือดไหลพรั่งพรูออกมาฉับพลัน เขารีบวาดยันต์บนกระดาษด้วยความเร็วสูง นำกระดาษยันต์แปะลงไปแรง ๆ ที่มุมหนึ่งของค่ายยันต์ซึ่งโหว่ไปเมื่อครู่!

ป้าบ!

ช่องโหว่สมานตัวทันที ค่ายยันต์กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์อีกครั้ง เงาดำบนพื้นไม่ได้เพิ่มจำนวนอีกแล้ว

ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบกำจัดเงาดำที่เหลือต่อ

หลี่อิ้งมองตงจื้อแวบหนึ่งด้วยความคาดไม่ถึง ราวกับไม่คาดฝันว่าเขาเองก็พอมีฝีมืออยู่บ้างเหมือนกัน

เพราะมีเส้นสายของบิดาอยู่ เนิ่นนานก่อนหน้าที่จะถึงวันสอบ หลี่อิ้งจึงได้ทำความรู้จักผู้เข้าสอบรุ่นนี้มาก่อนแล้วคร่าว ๆ

อย่างกู้เหม่ยเหรินกับเฉิงหยวนที่เป็นผู้มีทักษะเชี่ยวชาญติดตัว แต่พื้นเพธรรมดา สมัยก่อนใช้เวลาฝึกบำเพ็ญอยู่ในป่าเก่าภูเขาลึกเป็นส่วนใหญ่ ดูเหมือนหัวเดียวกระเทียมลีบก็จริง แต่ครูบาอาจารย์ของพวกเขาแต่ละคนต่างก็เป็นบุคคลมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี เก่งกาจด้านใดด้านหนึ่งในขอบเขตที่พวกเขาถนัด หากผ่านเข้าไปถึงรอบสุดท้าย น่าจะไปอยู่ทีมสาม

อย่างหลิวชิงปัวที่สำเร็จวิชามาจากสำนักมีชื่อ ความสามารถพื้นฐานไม่แย่ มีความเป็นไปได้สูงว่าสุดท้ายจะเข้ามาในกรมจัดการคดีพิเศษได้ และจะเป็นผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นภายในกรม ส่วนตระกูลฉือจากไหหลำของฉือปั้นเซี่ยนั้นเป็นตระกูลเก่าแก่ของนักไสยศาสตร์ ค่อนข้างมีชื่อเสียงระบือไกลทั่วทั้งไหหลำไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากนี้คงหลีกเลี่ยงให้ต้องไปมาหาสู่กันเป็นประจำไม่ได้

ตัวหลี่อิ้งเองสำเร็จวิชามาจากเหมาซาน แถมบิดายังเป็นที่ปรึกษาของกรมจัดการคดีพิเศษ ทั้งยังได้รับการไว้วางใจจากรัฐบาลและประชาชนอีกด้วย บุคคลเช่นเขาไม่มีความจำเป็นต้องประจบประแจงผู้อื่น แต่เป็นผู้อื่นที่ต้องมาขอผูกมิตรด้วย แต่เขาวางตัวเป็น ไม่ได้หยิ่งยโสโอหังเหมือนอย่างหลิวชิงปัวแม้แต่น้อย

ส่วนคนอื่น ๆ ก็จำแนกอยู่ในกลุ่มคนสองสามประเภทนี้ได้เกือบทั้งหมด มีตงจื้อคนเดียวที่อยู่นอกเหนือการคาดเดาอย่างสิ้นเชิง

ก่อนสอบข้อเขียน หลี่อิ้งไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของตงจื้อผู้นี้เลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งอีกฝ่ายได้ที่หนึ่งของการสอบข้อเขียน มีความได้เปรียบนำหน้าลำดับที่สองด้วยคะแนนที่สูงกว่าถึงยี่สิบคะแนนเต็ม เขาถึงได้ค้นพบเต็มสองตาว่าปีนี้ยังมีม้ามืดที่คาดไม่ถึงอยู่หนึ่งคน

แต่รู้ก็ส่วนรู้ หลังจากที่ได้ดูประวัติของตงจื้อแล้ว หลี่อิ้งก็เข้าใจทันที คนธรรมดาคนหนึ่ง ต่อให้คะแนนสอบข้อเขียนจะสูงแค่ไหน หลังจากเข้ามาแล้ว มากสุดก็แค่ทำงานพลาธิการอยู่ดี

แต่แล้วเขาก็มองพลาดไปอีกครั้ง คนที่ใช้เวลาในการสอบสัมภาษณ์นานที่สุดคือตงจื้อ คนที่หลี่รุ่ย บิดาของเขาโกรธฟึดฟัดใส่หลังกลับถึงบ้านก็ยังเป็นตงจื้อ ต้องบอกว่าอีกฝ่ายกล้าหาญมากที่กล้าโต้เถียงกรรมการสอบสัมภาษณ์ ถ้าเป็นคนอื่น ต่อให้มีความเห็นไม่ตรงกัน ภายนอกก็คงแสดงออกไปตามน้ำอยู่ดี

หลังจากครั้งนั้น หลี่อิ้งก็หมดความสนใจที่จะคบหาอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง จากที่เขามองดู การรู้จักประเมินสถานการณ์เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการรับมือกับเรื่องต่าง ๆ ในโลก คนที่ไม่มีทั้งปัญญา ทั้งไม่สามารถปรับตัวยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้นั้น ต่อไปหนทางข้างหน้าก็จะมีขีดจำกัด ต่อให้เข้ามาในกรมจัดการคดีพิเศษได้ แต่อนาคตย่อมไม่สดใสแน่นอน ดังนั้นตอนที่ทุกคนออกมากินข้าวทำความรู้จักกัน เขาจึงไม่ได้ปฏิบัติกับตงจื้อดีเป็นพิเศษ แม้ไม่ได้จงใจทำให้ลำบากใจ แต่ก็ไม่เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อหลิวชิงปัวซึ่งให้ความสนิทสนมมากกว่า และให้ความสำคัญมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าตอนนี้ ฝีมือของตงจื้ออยู่เหนือการรับรู้ของเขา ถึงแม้อีกฝ่ายจะประเมินสถานการณ์ไม่เป็น แต่ก็ไม่ใช่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรดีสักอย่างแน่ๆ

ฮุ่ยอี๋กวงดิ้นรน ร้องเสียงแหลมสุดชีวิตท่ามกลางเงาสีเทา ในที่สุดหลิวชิงปัวก็สะบัดกระบี่ออกไปปักโดนเงาสีเทากลุ่มนั้นเต็ม ๆ

เสียงวี้ดดังขึ้น ราวกับสิ่งมีชีวิตไร้ชื่อชนิดหนึ่งเปล่งเสียงร้องคร่ำครวญแหลมสูง

เพียงแต่ครู่เดียวเสียงกรีดร้องแหลมสูงจนเกือบแก้วหูทะลุกลับอ่อนแรงลงไปอย่างเห็นได้ชัด

หรือนี่จะหมายความว่าพวกปีศาจเหล่านี้รับมือได้ง่ายกว่าปีศาจมนุษย์?

เงาร่างสีเทากระโจนไปข้าง ๆ โดยมีกระบี่เรียวพ่วงติดไปด้วย กลุ่มหมอกสีเทาและสีขาวกระเพื่อมไหวรุนแรง คล้ายมีวี่แววว่าจะแยกจากกัน

หลิวชิงปัวไม่ลังเลอีกต่อไป ก้าวเข้ามาและยกกระบี่เสียบเข้าไปกลางเงา

โอ๊ย!!!

ราวกับเสียงร้องโหยหวนของฮุ่ยอี๋กวงดังขึ้นข้างหูทุกคน

ในความเป็นจริงแล้ว ฮุ่ยอี๋กวงไม่ได้เปล่งเสียงร้องออกมาจริง ๆ ทั้งหมดที่พวกเขาได้ยินคือเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่เปล่งออกมาจากดวงวิญญาณของเธอ

แต่หลิวชิงปัวไม่รามือ สองมือกำแน่น ออกแรงใช้ตัวกระบี่ขยับวนอยู่ภายในเงา

“อี๋กวง!”

ฉือปั้นเซี่ยทนไม่ไหว อยากขยับเข้าไปขวางแต่กลับถูกหลี่อิ้งห้ามไว้

“กระบี่เขาไม่ใช่กระบี่ธรรมดา เป็นกระบี่เฟยจิ่งที่สามารถสะกดวิญญาณ ขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้!”

กระบี่เฟยจิ่งไม่ได้มีชื่อเสียงเทียบเท่ากระบี่คู่กานเจียงโม่เหยีย [1] คนทั่วไปอาจจะคิดว่านี่คงเป็นกระบี่ที่คนรุ่นหลังทำลอกเลียนแบบ ฉือปั้นเซี่ยไม่ใช่ผู้ใช้กระบี่ ตอนนี้จึงมีสีหน้างงงวย

แต่ตงจื้อเคยเป็นนักวาดภาพประกอบเกมมาก่อน “ดินแดนไกลโพ้น” มีฉากหลังเป็นเทพนิยายแฟนตาซีจีนโบราณ อุปกรณ์ในเกมจำนวนมากต่างก็รับเอามาจากคัมภีร์โบราณ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีกระบี่เฟยจิ่งด้วย ดังนั้นชื่อนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา

ว่ากันว่ากระบี่เล่มนี้เป็นหนึ่งในกระบี่ชั้นเลิศสามเล่มที่โจผี จักรพรรดิพระนามเว่ยเหวินตี้ออกคำสั่งให้สร้างขึ้น เนื่องจาก “หล่อด้วยน้ำจากแม่น้ำจาง ส่องประกายวิบวับดุจดาวตก” จึงถูกขนานนามว่ากระบี่เฟยจิ่ง ภายหลังโจผีพกติดกายเป็นประจำ วันที่กระบี่สร้างเสร็จนั้น บารมีแผ่ขยายกว้างไกล รัศมีม่วงสว่างไสวในอึดใจเดียว

แต่ยังมีพจน์อ้างอิงเกี่ยวกับกระบี่เล่มนี้จากหนังสือโบราณอีกอย่างซึ่งน้อยคนนักจะรู้ ตำนานเล่าว่าตอนนั้นโจผีฝันกลางดึก นอนหลับไม่สนิท ตกใจสะดุ้งตื่นในสภาพเหงื่อชุ่มตัวเป็นประจำ ครั้งหนึ่งเขาฝันเห็นตัวเองวนเวียนอยู่ข้างสะพานไน่เหอ ถูกพาตัวไปเพราะเข้าใจว่าเป็นคนที่กำลังจะสิ้นอายุขัย โชคดีที่ทันใดนั้นก็มีชายฉกรรจ์หน้าขาวกระโดดออกมาข้างตัวคอยปกป้อง ตอนที่โจผีตื่นขึ้นมาก็เห็นกระบี่เฟยจิ่งวางอยู่ข้างหมอน ซึ่งตัวเองปลดออกก่อนนอน ไม่ได้ให้คนนำไปแขวนเก็บ นับแต่นั้นมาเขาก็พกกระบี่เฟยจิ่งติดตัวเป็นประจำ ไม่ยอมให้ห่างกาย

บัดนี้หลิวชิงปัวแทงกระบี่เข้าไปในเงาสีเทาพลางกวาดวน เงาสีเทากลุ่มนั้นดิ้นรนสุดชีวิตคล้ายโดนตัวกระบี่รั้งไว้ แต่กลับไร้หนทางที่จะแยกตัวเป็นอิสระหนีไปไหนได้ไกล

ทว่าสีดำกับสีขาวที่แต่เดิมพัวพันกันจนแยกไม่ออกนั้น กลับมีแววว่าจะแยกตัวจากกันตามการขยับกระบี่ จนดูราวกับปลายวัตถุสองขั้วที่ถูกเชื่อมเข้าไว้ด้วยกัน

หลี่อิ้งสบโอกาส ใช้ผงชาดวาดยันต์กลางฝ่ามือ เอื้อมฝ่ามือข้างหนึ่งออกไปแปะลงบนยอดหัวฮุ่ยอี๋กวงทันที

“ไม่ใช่ร่างของเธอ อย่าได้อาลัยอาวรณ์ ไปซะ!”

“ไม่!!!”

เงาสีขาวหลุดจากร่างฮุ่ยอี๋กวง หลี่อิ้งอาศัยจังหวะนี้คว้าเงาสีขาวที่อยู่ภายใต้คมกระบี่หลิวชิงปัว โยนกลับเข้าไปในร่างหญิงสาว

แต่ตอนนั้นร่างหลิวชิงปัวโยกคลอนเล็กน้อย เขาชะงักกระบี่ที่กำไว้ราวกับสุดที่จะแบกรับน้ำหนักได้ เงาดำลอยเข้าหาเงาสีขาวบนพื้นอย่างว่องไว และผสานรวมเป็นหนึ่งกับวังฉี่อีกครั้ง

การเคลื่อนไหวรวดเร็วไม่ถึงชั่วพริบตา ทุกคนไม่ทันรับมือ

“แย่แล้ว!”

เพิ่งนำวิญญาณของฮุ่ยอี๋กวงกลับเข้าที่ไม่ทันไร วิญญาณของวังฉี่ก็ผสานเข้ากับเงาดำอีกครั้ง ความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นเร็วมากจนทำให้ทุกคนตกตะลึงตาค้าง

วังฉี่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตแค้น สวรรค์ส่งให้มาเป็นคู่กับเงาดำ ทั้งสองฝ่ายผสานเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการขยายตัวมากกว่าฮุ่ยอี๋กวงก่อนหน้านี้มาก พริบตาเดียวก็สูงเท่าตัวคน มวลแสงระริกไหวขณะก่อตัวเป็นรูปร่าง เห็นได้ราง ๆ ว่าเป็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง

“วังฉี่!” ฮุ่ยอี๋กวงร้องเสียงหลง

วิญญาณของหล่อนเพิ่งกลับเข้าร่าง สีหน้าซีดขาวราวกระดาษ เพิ่งลืมตาขึ้นไม่ทันไรก็เห็นเงาสีเทาโถมมาทางตน หล่อนตกใจตาเหลือก เป็นลมหมดสติไปอีกรอบทันที

เมื่อครู่นี้หลิวชิงปัวใช้กระบี่เฟยจิ่งแยกวิญญาณกับเงาดำออกจากกัน สูญเสียพลังกายและพลังจิตไปมาก ตอนนี้ไม่มีเรี่ยวแรงจะเข้าไปขัดขวางได้อีกแล้ว

หลี่อิ้งมือไวตาเร็ว ฝ่ามือซึ่งมีรอยแดงของผงชาดตะปบไปทางเงาสีเทาอีกครั้ง แต่เงาสีเทากลับทำให้เขาล้มกลิ้งไปทันที แผ่นหลังหลี่อิ้งตกกระแทกพื้นอย่างแรง เจ็บจนแทบกระอักเลือดออกมา

กู้เหม่ยเหรินพยายามเป่าขลุ่ยสุดชีวิต ประสงค์ที่จะใช้เสียงเพลงขัดขวางการเคลื่อนไหวของเงาสีเทา แต่อีกฝ่ายแค่ชะงักไปครู่เดียวตอนเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับผลกระทบใดอีก ยังคงโผนเข้าใส่ฮุ่ยอี๋กวง

เมื่อเห็นเงาสีเทากำลังกระโจนเข้าใส่ร่างของฮุ่ยอี๋กวงด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ความพยายามตลอดคืนของพวกเขากำลังจะสูญเปล่า ฉือปั้นเซี่ยจึงโถมตัวทับร่างฮุ่ยอี๋กวง เหยียดมือสาดผงแป้งสีขาวออกไปทางเงาสีเทา

ในสายตาของคนปกตินั่นเป็นเพียงผงแป้ง แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นหนอนพิษกู่ตัวเล็ก ๆ จำนวนนับไม่ถ้วน หล่อนได้แต่หวังว่าพิษกู่เหล่านี้จะช่วยยับยั้งการโจมตีที่กำลังมาถึงของเงาสีเทาได้

แต่ทว่าความคาดหวังหลุดลอยไปแทบจะทันที

ผงแป้งสีขาวสัมผัสโดนเงาสีเทา แต่กลับถูกสูบเข้าไปในนั้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน พุ่งมาทางฉือปั้นเซี่ยอย่างว่องไว!

ทุกสิ่งเกิดขึ้นภายในเวลาสั้น ๆ ไม่กี่วินาที ฉือปั้นเซี่ยได้แต่เบิกตาโพลงมองเงาสีเทาซึ่งเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจพายุเฮอร์ริเคน

หมดกัน ความพยายามของพวกเขาที่ทุ่มเทลงไปกำลังจะสูญเปล่า!

ความคิดดังกล่าวแวบผ่านเข้ามา หลิวชิงปัวได้แต่ลืมตามองเงาสีเทาที่กำลังเข้าใกล้ฉือปั้นเซี่ย

หากฉือปั้นเซี่ยโดนของพรรค์นั้นสิงร่างไปอีกคน จากความสามารถของตัวเธอที่เป็นนักไสยศาสตร์แล้ว คงจะรับมือด้วยยากกว่าฮุ่ยอี๋กวงสินะ นี่คือความคิดถัดมาของเขา

ตอนนั้นเอง ที่เบื้องหน้าเขาคล้ายมีแสงสว่างวาบขึ้นมาฉับพลัน

หลิวชิงปัวนึกว่าสายไฟลัดวงจร ทำให้เกิดแสงไฟไม่เสถียร

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เสียงครั่นครืนก็ดังขึ้นข้างหู

เหมือนจะเป็น…เสียงฟ้าร้อง?

วันนี้ท้องฟ้าไร้เมฆ แสงอาทิตย์สาดส่องทั้งวัน สายฟ้ามาจากไหน

ความคิดดังกล่าวเพิ่งผุดขึ้น ก่อนที่วินาทีถัดมาเขาจะเห็นอสนีสวรรค์สายหนึ่งผ่าลงมาจากเหนือศีรษะ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ผ่าลงไปบนเงาสีเทากลุ่มนั้น!

อสนีสวรรค์สายนี้ไม่ถือว่าใหญ่อะไร มากสุดก็หนาเท่าแขนเด็กทารกเท่านั้น แต่ความเจิดจ้าของมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกคนหลับตาสองข้างตามสัญชาตญาณ

เงาสีเทาจางหายไปจนหมดท่ามกลางแสงอสนี สองมือของอีกฝ่ายที่เอื้อมออกมากำลังจะสัมผัสเส้นผมของฉือปั้นเซี่ยพอดี

ฉือปั้นเซี่ยยังอยู่ในอาการหวาดผวา เสียงหอบหายใจหนักหน่วง ประมวลผลข้อเท็จจริงที่ว่าตอนนี้ตนรอดพ้นจากความตายมาได้หวุดหวิด

ส่วนหลี่อิ้งและคนอื่น ๆ มองไปอีกบริเวณ

ชายหนุ่มผู้อยู่ภายใต้เงาสะท้อนแปลบปลาบจากแสงอสนี สีผิวราวกับจะขาวนวลยิ่งขึ้น

มือข้างหนึ่งถือยันต์ประสานมุทรา มืออีกข้างถือกระบี่ หลังจากเรียกอสนีสวรรค์ออกมาแล้วก็ดูคล้ายกับจะไม่มีแรงถือกระบี่อีก ข้อมือห้อยตก ปลายกระบี่เอียงยันพื้น ใช้กระบี่ทรงตัวพลางหอบหายใจ

หยาดเหงื่อทำให้เส้นผมของเขาเปียกชื้น ไหลลงมาตามขมับ ตงจื้อซวนเซไปด้านหลังสองสามก้าว ก่อนล้มฟุบ พิงตัวเข้ากับกำแพง

เงยหน้าไปก็เห็นกู้เหม่ยเหรินกำลังมองมาที่เขา ยังเหลือแรงคลี่ยิ้ม พูดติดตลกไปว่า “เท่ไหม”

กู้เหม่ยเหรินหลุดยิ้ม “เท่!”

หล่อนไม่ได้ประเมินตงจื้อต่ำเกินไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้จึงไม่ได้รู้สึกตกตะลึงมากนัก

ไอ้อาการขยี้ตามองใหม่น่ะ เหมาะที่จะใช้กับหลิวชิงปัวและหลี่อิ้งมากกว่า

จิตใจที่สั่นคลอนค่อย ๆ สงบลง ถึงจะไม่สมัครใจ แต่หลิวชิงปัวก็ต้องยอมรับอย่างเสียไม่ได้ คนธรรมดาที่เขาคิดว่าไม่มีสิทธิ์ฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลงเซินตอนที่เพิ่งพบหน้ากันคนนี้ จริง ๆ แล้วพอมีฝีมืออยู่บ้าง

“ตงจื้อ ไม่นึกเลยว่านายจะซ่อนความสามารถไว้ แถมยังใช้วิชาธรรมเบญจอสนีเป็นอีก!” หลี่อิ้งบอกยิ้ม ๆ ปนเสียงหอบ

เขาสำเร็จวิชามาจากเหมาซาน ย่อมต้องเคยเรียนวิชาธรรมเบญจอสนีมาก่อน ที่เหมาซานเรียกว่ายันต์บัญชาเบญจอสนี ชื่อเรียกของแต่ละสำนักจะแตกต่างกันไป แต่จริง ๆ แล้วมีความคล้ายคลึงกัน นั่นคือการชักนำอสนีสวรรค์ออกมากำจัดปีศาจนั่นเอง

ที่เหมาซานมีกฎกำหนดไว้เช่นกันว่าลูกศิษย์ที่เข้าสำนักเกินห้าปีแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถเรียนได้ ทั้งยังไม่รับศิษย์นอกสำนักด้วย การสอนให้คนนอกตามอำเภอใจอย่างเขาเก๋อเจ้านั้นพบเห็นได้น้อย นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้สำนักนิกายเก๋อเจ้าเสื่อมถอย กฎระเบียบค่อนข้างหย่อนยาน หากเปลี่ยนเป็นสำนักเหมาซานหรือหลงหู่ซานที่กฎระเบียบเข้มงวดแล้ว เรื่องประเภทนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ ๆ

แต่ไม่ว่าอย่างไร การได้ฝึกคาถาเบญจอสนีมาก็เรื่องหนึ่ง สามารถใช้งานได้จริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลี่อิ้งคาดคะเนเอาเองว่าทักษะการใช้ยันต์ของเขานั้นล้ำลึกกว่าตงจื้อที่มีความรู้งู ๆ ปลา ๆ มาก แต่ที่ตัวเขามียันต์บัญชาเบญจอสนีเพียงใบเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นใบที่หลี่รุ่ย บิดาของเขาเขียนขึ้นเอง ภายใต้สถานการณ์ขณะนั้นที่ไร้ซึ่งการเตรียมตัว เขาไม่ได้คิดที่จะนำมันออกมาใช้เลย เพราะใช้ไปก็ใช่ว่าจะเรียกออกมาได้

แต่ถ้าหลี่อิ้งรู้ว่าตงจื้อในตอนนี้เหนื่อยล้า สูญเสียพลังไปจนหมด ทั่วทั้งร่างเหมือนถูกสูบพลังไปจนแห้งเหือด ไม่ได้ผ่อนคลายเหมือนลักษณะท่าทางภายนอก คำประเมินค่าก็คงไม่สูงขนาดนี้

ท่ามกลางอสนีสวรรค์ ส่วนที่เป็นปีศาจในเงาสีเทาย่อมมลายหายไปหมดสิ้น แต่วังฉี่ตายไปแล้ว วิญญาณเร่ร่อนไร้ร่าง พัวพันกับสิ่งชั่วร้ายจนแยกไม่ออก ภายใต้อำนาจสวรรค์จึงเป็นธรรมดาที่โดนกำจัด และสลายกลายเป็นผงคลีไปด้วย

ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ต่างคนต่างทรุดฮวบลงไป หอบหายใจกับพื้น

หลี่อิ้งหยิบโทรศัพท์ออกมา เมื่อครู่นี้โทรศัพท์ของเขาเอาแต่สั่นไม่หยุด แต่เรื่องเกิดขึ้นฉุกละหุก ใครจะมีเวลาว่างไปดู ทันทีที่หยิบออกมาดู ถึงเห็นว่ามีสายที่ไม่ได้รับเกือบร้อยสาย ส่วนใหญ่เป็นพวกเฉิงหยวนที่โทร.เข้ามา

เขาต่อสายออกไป ทางฝั่งโน้นมีเสียงของพรรคพวกลอยมา ท่าทางร้อนใจเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้แล้วว่าเกิดเรื่องขึ้น หลี่อิ้งไม่อยากให้พวกเขามาที่ดาดฟ้าของโรงพยาบาล แบบนั้นจะทำให้คนผิดสังเกตได้ง่าย จึงให้พวกเขากับผู้ช่วยของฮุ่ยอี๋กวงขับรถมารับที่หน้าโรงพยาบาลด้วยกัน ส่วนพวกเขาพาตัวฮุ่ยอี๋กวงลงไป

การต่อสู้ครั้งนี้ไม่เพียงมีการปูค่ายยันต์ แต่ยังชักนำอสนีสวรรค์ลงมาด้วย การเคลื่อนไหวอึกทึกครึกโครม ไม่นานก็นำมาซึ่งการตรวจสอบของพนักงานรักษาความปลอดภัย พวกเขาเห็นหลี่อิ้งแบกฮุ่ยอี๋กวงที่หมดสติอยู่บนหลังก็อดตกตะลึงตาค้างไม่ได้ พวกหลี่อิ้งจึงจำเป็นต้องหาข้ออ้างไปมั่ว ๆ บอกว่าสภาพจิตใจฮุ่ยอี๋กวงไม่ค่อยดี คิดสั้นแต่ห้ามไว้ได้ทันอะไรประมาณนั้น จึงปลีกตัวออกมาได้ในที่สุด

เฉิงหยวนและคนอื่น ๆ ที่อยู่หน้าโรงพยาบาลเฝ้าคอยด้วยความกระวนกระวายใจอยู่ก่อนแล้ว เมื่อในที่สุดก็เห็นหลี่อิ้งและคนอื่น ๆ พาตัวฮุ่ยอี๋กวงลงมา จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“เป็นยังไงบ้าง” มีคนใจร้อนถามขึ้นอย่างอดไม่ได้

พวกตงจื้อเหน็ดเหนื่อยเหลือทน ไม่มีใครมีแรงพูดทั้งนั้น หลี่อิ้งฝืนรวบรวมสติ เล่าสิ่งที่เผชิญมาให้ฟัง ผู้ช่วยเสี่ยวหานตกใจหน้าซีด

“พวกคุณบอกรปภ. ไปได้ยังไงว่าอี๋กวงอยากฆ่าตัวตาย พวกนิตยสารซุบซิบพวกนั้นจะเขียนข่าวมั่ว ๆ เอาได้นะ!” สตรีแปลกหน้าในรถคนหนึ่งกล่าวอย่างหัวเสีย

เสี่ยวหานรีบบอก “นี่พี่แมรี่ค่ะ ผู้จัดการของพี่ฮุ่ย!”

หลี่อิ้งบอกเสียงเรียบเย็น “พวกเรารับประกันแค่ความปลอดภัยของชีวิตเธอ ส่วนชื่อเสียงของเธอเป็นเรื่องที่พวกคุณต้องจัดการเอาเอง!”

ผู้จัดการสะอึกจนพูดอะไรไม่ออก ถลึงตาใส่หลี่อิ้งแรง ๆ ก่อนประคองตัวฮุ่ยอี๋กวงขึ้นรถ

หลี่อิ้งบอกเฉิงหยวนต่อ “วิญญาณเธอไม่เสถียร ต้องทำการผนึกวิญญาณ”

เฉิงหยวนพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ไว้ให้เป็นหน้าที่ฉันเถอะ”

แต่ละคนมีด้านที่ถนัดไม่เหมือนกัน เฉิงหยวนเป็นผู้สื่อสารกับวิญญาณ เรื่องประเภทนี้ย่อมไม่คะนามือ

บนรถจุคนได้ไม่มาก พวกตงจื้อเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะกลับไปพร้อมฮุ่ยอี๋กวงกับผู้จัดการของเธออยู่แล้ว จึงต่างคนต่างบอกลา เรียกรถกลับกันไป

ตงจื้อผล็อยหลับไปบนรถ คนขับเป็นคนปลุกเขา บอกว่ามาถึงที่หมายแล้ว

เขาลงจากรถในสภาพมึนงง รู้สึกว่าผลสืบเนื่องจากการเรียกสายฟ้าประดังออกมาพร้อมกัน หมดเรี่ยวแรง ทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยแปลบ ๆ คล้ายเป็นสัญญาณเตือนว่าจะมีไข้

ยกมือคลำหน้าผาก เหมือนจะไม่ร้อนเท่าไหร่ เขาซมซานเดินไปทางประตูหลังของกรมจัดการคดีพิเศษ

ที่ประตูยังเป็นคุณลุงคนเดิม นั่งกอดอกอยู่ตรงนั้นราวกับไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเวรยามเลยตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะหยิบวิทยุหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นเหมือนลุงยามคนอื่น ๆ ด้วย แต่พอเดินผ่านบ่อยครั้งเข้าก็ชินเสียแล้ว ตงจื้อเอ่ยทักไปว่าสวัสดีครับลุง และกำลังจะเดินเข้าไปด้านใน

คุณลุงเฝ้าประตูยกเปลือกตาขึ้นกวาดมองเขาเล็กน้อย คาดว่าสีหน้าของเขาคงซีดเผือดอ่อนแรงเกินไป แม้แต่คุณลุงที่ไม่ได้เอ่ยปากบ่อยครั้งยังต้องถามว่า “เธอไม่เป็นไรนะ”

ตงจื้อจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่รู้เลยว่าตัวเองตอบกลับไปว่าอะไร จำได้ราง ๆ ว่าเขาโบกมือบอกลาอย่างมีมารยาทเท่าที่ทำได้

บันไดแต่ละขั้นราวกับไม่มีที่สิ้นสุด คล้ายกำลังย่ำเท้าอยู่บนก้อนเมฆ

ในหัวของเขาสะท้อนข้อความหนึ่งวิ่งวนไปมาไม่หยุดราวกับซับกระสุน ทำไมถึงไม่มีลิฟต์นะ ทำไมถึงไม่มีลิฟต์นะ ทำไมถึงไม่มีลิฟต์นะ

ตงจื้อปีนบันไดขึ้นไปแล้วก็อยากจะร้องไห้ ไม่อยากเดินแล้วจริง ๆ เขาทรุดตัวลงบนขั้นบันไดไปทั้งอย่างนั้น คิดในใจว่านอนตรงนี้สักงีบแล้วกัน

ขณะที่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้น คล้ายได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมา

บันไดมืดสนิท แถมยังมีคนมานอนฟุบอยู่ตรงนี้ คงทำให้คนอื่นตกใจจนสะดุ้งแน่ ๆ

“ทำไมถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้”

เสียงคุ้นเคยทำให้เขาฝืนลืมเปลือกตาขึ้น ขานรับงัวเงีย

ผ่านไปพักใหญ่ เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ เหมือนนี่จะเป็นเสียงของหลงเซิน?

“รองอธิบดีหลง?”

“ฉันเอง”

ตงจื้อนั่งพิงขั้นบันได กล่าวเสียงอ่อน “ขอโทษทีครับ ผมเดินไม่ไหวแล้ว ไม่ได้ทำให้คุณตกใจใช่ไหม”

หลงเซินถาม “สะสางปัญหาเสร็จแล้ว?”

ตงจื้อบอกเสียงกระท่อนกระแท่น “คงงั้นมั้งครับ…”

เหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นได้จึงรวบรวมสติบอก “จริงสิ คุณอยู่พอดีเลย ผมมีเรื่องจะรายงานคุณ! ครั้งนี้…เหมือนพวกเราจะเจอปีศาจอีกแล้ว”

หลงเซินเอ่ย “กลับไปค่อยเล่าเถอะ”

ตงจื้อเองก็รู้สึกว่าการกล่าวรายงานบนขั้นบันไดออกจะดูงี่เง่าไปหน่อย แต่เขาลุกไม่ขึ้นแล้วจริง ๆ

“งั้นคุณรอเดี๋ยว ตอนนี้ขาผมไม่มีแรง ขอผมพักหายใจก่อน”

หลงเซินยื่นมือออกมาจับแขนเขา ตงจื้อนึกว่าอีกฝ่ายอยากจะประคองเขา จึงรีบคว้าไว้ตามสถานการณ์ ยืมแรงเพื่อทรงตัว ใครจะรู้ว่าหลงเซินกลับออกแรงที่แขน กางออกแล้วหดกลับ ดึงตัวเขาไปบนหลังตนทันที ส่วนมือสองข้างรองรับบริเวณใต้ต้นขาตงจื้อ

“อย่าขยับซี้ซั้ว”

หลงเซินแบกเขาเดินขึ้นบันไดไปทีละก้าว ๆ ทั้งมั่นคงและรวดเร็ว

หลอดไฟกลางคืนที่เรียงรายเป็นทิวแถว กับเงาร่างของคนสองคน

เสียงฝีเท้าถี่ห่างสลับกัน ก่อร่างเป็นภาพฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุด

 

[1] ชื่อกระบี่มาจากชื่อสามีภรรยาคู่หนึ่ง กานเจียงเป็นสามี และโม่เหยียเป็นภรรยา เล่ากันว่าไม่มีผู้ใดแยกกระบี่สองเล่มนี้ออกจากกันได้ กระบี่คู่นี้จึงได้ชื่อว่าเป็นกระบี่แห่งความรัก

ใส่ความเห็น