fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ เล่ม 2 ตอนที่ 39

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 39

 

มีคนแบกย่อมประหยัดแรงกว่าเดินเอง ตอนนี้ตงจื้อสับสนมึนงง ความกังวลในยามปกติลอยหายไปหมด ทั้งสมองหลงเหลือเพียงสัญชาตญาณเท่านั้น

“รองอธิบดีหลง คุณยังไม่ได้กำหนดตัวผู้เข้าคัดเลือกที่จะมาเป็นลูกศิษย์สินะครับ”

หลงเซินร้องอืม

ตงจื้อเอ่ย “เมื่อกี้ผมเรียกอสนีสวรรค์ออกมากำจัดปีศาจได้อีกแล้ว คุณพอจะรับผมไว้พิจารณาเป็นพิเศษหน่อยได้ไหม”

หลงเซินไม่ตอบ แต่ใครบางคนเกิดกล้าหาญขึ้น ถึงแม้จะฟุบอยู่บนหลังอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ไม่ขยับมั่วซั่ว แต่ก็เริ่มปลดปล่อยตัวเองออกมาทางคำพูด

“ลูกศิษย์ที่มีศักยภาพอย่างผม คุณพลาดโอกาสนี้ไปก็ไม่มีโอกาสหน้าแล้วนะ ถึงหลิวชิงปัวจะมีความสามารถมากกว่าผมนิดหน่อย แต่เขาไม่หล่อเท่าผมนี่นา ลูกศิษย์หล่อ ๆ แบบผม ต่อไปคุณพาไปไหนก็จะได้หน้ามากกว่าเดิมเป็นเท่าตัวใช่ไหมล่ะครับ เพราะถ้าพาหลิวชิงปัวไป ทุกคนก็จะถามกันหมดว่า รองอธิบดีหลง ทำไมคุณถึงเอาคนที่ดูแก่กว่าตัวเองมาเป็นลูกศิษย์”

ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ จู่ ๆ หลงเซินก็หยุดเดิน วางตัวเขาลง

ตงจื้อคิดว่าอีกฝ่ายโกรธ และตัวเองก็ดันขี้ขลาดเสียก่อน จึงบอกอย่างสงบเสงี่ยม “เมื่อกี้มีแต่คำพูดเหลวไหลพร่ำเพ้อ คุณอย่าเก็บมาใส่ใจเลยครับ”

หลงเซิน “กุญแจ”

“ห๊ะ อ๋อ!” เขาเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่ามาถึงหน้าประตูห้องพักแล้ว จึงรีบหยิบกุญแจออกมาไขประตู

ใบหน้าค่อย ๆ เห่อร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ความโชคดีหนึ่งเดียวคือหลอดไฟเหนือศีรษะสว่างไม่มากพอ และอีกฝ่ายคงไม่มาจ้องเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วย

เปิดประตู เปิดไฟ หลงเซินไม่มีทีท่าว่าจะผละไป ดูท่าจะอยากฟังเขารายงานเรื่องคืนนี้ ตงจื้อเบี่ยงตัวหลบให้อีกฝ่ายเข้าไปก่อน

เขากลับถึงห้องแล้ว แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายแบกตัวเองต่อไป แต่ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ ขาก็เกิดอ่อนแรงขึ้นมา ล้มคุกเข่าลงไปตรงหน้าอีกฝ่าย ดูเผิน ๆ เหมือนกำลังกราบบูชาเทพเจ้า

ตงจื้อ : …ขายหน้าอิ๊บอ๋ายเลย!

หลงเซิน “ยังไม่ได้กราบอาจารย์ ไม่จำเป็นต้องมีมารยาทขนาดนี้ก็ได้”

ตงจื้ออยากขุดหลุมฝังตัวเองให้สิ้นเรื่องจริง ๆ

แต่เขาก็ตระหนักได้เช่นกันว่า แท้จริงแล้วหลงเซินใช่ว่าจะไม่มีอารมณ์ขันเสียทีเดียว เพียงแต่เก็บซ่อนมันไว้ค่อนข้างลึกต่างหาก

พระเจ้าโจวโยวจุดสัญญาณไฟแกล้งผู้ครองแคว้นถึงจะทำให้สาวงามหัวเราะได้ ส่วนเขาแค่เข่าอ่อนหน่อยเดียวก็เรียกอารมณ์ขันของรองอธิบดีหลงออกมาได้ นับว่าไม่ขาดทุนแล้ว

เข้ามาพักครู่หนึ่ง เรี่ยวแรงคืนกลับมาบางส่วน ตงจื้อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืนนี้ให้เขาฟัง

หลงเซินถามกลับ “นายจะวิเคราะห์ว่ายังไง”

ตงจื้อถือว่านี่คือบททดสอบตัวเอง จึงฝืนรวบรวมสติไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ก่อนบอก “ผมเดาว่าฮุ่ยอี๋กวงกับวังฉี่น่าจะมีบุญคุณความแค้นต่อกันจริง ๆ หลังจากที่วังฉี่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และกลายเป็นเจ้าหญิงนิททรา วิญญาณคนเป็นออกจากร่าง ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงโดนปีศาจเล็งไว้ ผมจำได้ว่าคุณกับเหออวี้เคยพูดไว้ มนุษย์มีเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา รัก ชัง พิศวาส เคืองแค้น ความปรารถนายิ่งมาก ความคิดชั่วร้ายก็ยิ่งมาก ความโกรธแค้นของวังฉี่เป็นการให้พลังกับปีศาจ และปีศาจก็ให้พลังในการฆ่าคนกับวังฉี่”

หลงเซินพยักหน้า “ทุก ๆ วันในโรงพยาบาลมีคนเกิด แก่ เจ็บ ตายนับไม่ถ้วน ทั้งยังเป็นสถานที่สังสารวัฏ เต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ผสมปนเปกัน โดยเฉพาะความเคียดแค้นที่มีแต่จะยิ่งขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปีศาจมนุษย์แปลงกายนับครั้งไม่ถ้วน ต่อให้ร่างจะโดนพวกนายปราบจนราบคาบ ยังมีความเป็นไปได้ว่าไอปีศาจที่หลงเหลืออยู่จะแบ่งร่างกระจัดกระจายไปทั่วทุกที่อยู่ดี หรือแม้กระทั่งหลบซ่อนอยู่ในสถานที่อย่างโรงพยาบาลเพื่อดูดซับพลังงาน สั่งสมกำลังขยายร่าง เป็นไปได้สูงว่าที่พวกนายเจอคืนนี้จะเป็นควันหลงหรือส่วนหนึ่งของมันที่แบ่งตัวออกไปนั่นแหละ”

ตงจื้อขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างคิดไม่ตก “แต่การที่พวกเราปกป้องฮุ่ยอี๋กวง ทำลายวิญญาณของวังฉี่เป็นเรื่องที่ถูกหรือผิดกันแน่ครับ บางทีฮุ่ยอี๋กวงอาจจะเนรคุณเพื่อนอย่างที่วังฉี่พูดจริง ๆ วังฉี่ถึงได้เคียดแค้นมากขนาดนั้น”

หลงเซินมีสีหน้าเรียบเฉย “พวกเราแค่มีหน้าที่ปราบปีศาจ ไม่ได้รับผิดชอบเรื่องปลอบประโลมใจคน ต่อให้เป็นหมอหรือตำรวจ ก็ทำได้แค่ช่วยชีวิตคน ไม่ใช่ใจคน กรมจัดการคดีพิเศษแค่ปฏิบัติหน้าที่แบบเดียวกัน แต่ในด้านที่ต่างกันเท่านั้น”

ตงจื้อถอนหายใจ “ใช่ครับ ไม่ว่าจะมีเรื่องลำบากใจอะไร การถูกปีศาจหลอกใช้จุดอ่อนมาเล่นงานคนธรรมดา ก็ควรได้รับการลงโทษไปตามสมควร”

แต่ปฏิกิริยาโต้ตอบยามฮุ่ยอี๋กวงกับวังฉี่คุมเชิงกันอยู่ค่อย ๆ ปรากฏชัด ตอนนั้นทุกคนในเหตุการณ์รวมถึงตงจื้อ ไม่คิดเลยว่าฮุ่ยอี๋กวงเป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทินในเรื่องนี้

เริ่มจากการที่หล่อนปิดบังความสัมพันธ์ของตนกับวังฉี่ และตอนที่ทุกคนถามถึงแฟนหนุ่มของหล่อน หล่อนก็พยายามบิดเบือนและข้ามไปโดยไม่พูดถึง จนกระทั่งวังฉี่ปรากฏตัวขึ้น ฟังจากน้ำเสียงของฮุ่ยอี๋กวงก็รู้ได้เลย ไม่ใช่ว่าหล่อนไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์เสียทีเดียว อาจจะมีคนที่สงสัยอยู่ก่อนแล้ว แต่เพราะเป็นวัวสันหลังหวะ ที่ผ่านมาจึงไม่กล้ายอมรับตรง ๆ

ดูเหมือนหลงเซินจะมองออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ “หลาย ๆ เรื่อง มีมูลเหตุแห่งโชคชะตา ในโชคชะตาก็มีผลลัพธ์ของมันเอง สิ่งที่เรียกว่ากฎธรรมชาติมีอยู่ในทุก ๆ เรื่อง ในทุก ๆ รายละเอียด นายกับฉันอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ และอาจกลายเป็นเครื่องมือของกฎธรรมชาติก็ได้”

ตงจื้อถาม “คุณหมายถึง…ผลกรรม?”

หลงเซินส่ายหน้า “อาจใช่ผลกรรมหรือไม่ใช่ บางทีอาจเป็นแค่ความสมัครใจของมนุษย์ ฉันคิดว่าใช้กฎการอนุรักษ์พลังงานมาอธิบายจะเหมาะสมกว่า”

อีกฝ่ายทำหน้าไม่เข้าใจ เขาจึงอธิบาย “คนคนหนึ่งแผ่กระจายพลังอำมหิตใส่โลก ใส่คนอื่น ๆ ย่อมสั่งสมพลังงานด้านลบไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อสะสมไปจนถึงระดับหนึ่ง แน่นอนว่าต้องคราวที่โดนผลสะท้อนกลับเป็นธรรมดา นี่แหละคือการอนุรักษ์ตามกฎธรรมชาติ”

ตงจื้อเข้าใจทันที “เพราะฉะนั้น นักปราชญ์ในยุคโบราณจึงมุ่งเน้นไปที่การปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของวัฏสงสาร ไม่บอกว่าคนดีต้องได้ดี แต่ถ้าคุณปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติย่อมได้รับพลังชีวิตจากฟ้าดินเป็นการตอบแทน!”

หลงเซินพยักหน้าเล็กน้อย “ยุคสมัยสิ้นสุด ความอยากได้ใคร่มี ใจคนสับสน คนจำนวนมากค่อย ๆ ละทิ้งจุดยืนของตัวเองไปทีละน้อยเพื่อผลประโยชน์ทางด้านเงินทอง สุดท้ายก็ตกต่ำเหมือนคนที่ตัวเองดูถูกในตอนแรก นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก ต่อไปถ้านายได้เข้ามาทำงานในสายงานนี้จริง ๆ มีแต่จะพบเห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ”

เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง “ความใจอ่อนไม่ใช่เรื่องเลวร้าย อย่างน้อยมันก็ทำให้นายมีขอบเขตของตัวเอง แต่เมื่อถึงเวลาตัดก็ต้องตัด ในการต่อสู้ยิ่งห้ามลังเล ห้ามเป็นตัวถ่วงเพื่อนร่วมทีม”

“ครับ” ตงจื้อรับคำสอนอย่างเชื่อฟัง

สนทนากันมาพักหนึ่ง เหนื่อยก็เหนื่อยอยู่หรอก แต่ไม่รู้สึกง่วงเท่าไหร่แล้ว เขานวดหน้า อ้าปากหาว “ดึกขนาดนี้แล้ว ผมคงไม่ได้รบกวนคุณนะครับ”

หลงเซินบอก “ฉันกำลังเขียนรายงาน”

หมายความว่าโดนรบกวนเข้าแล้ว? ตงจื้อรีบบอก “งั้นคุณไปทำงานเถอะครับ ผมล้างหน้าล้างตาหน่อยก็จะนอนแล้ว”

เขาส่งตัวเทพบุตรสุดหล่อกลับไป กลับมาล้างหน้าแปรงฟันรอบหนึ่ง พอจิตใจปลอดโปร่งแล้วยิ่งรู้สึกไม่อยากนอนกว่าเดิม

ชายหนุ่มยกมือลูบท้อง ของส่วนใหญ่ที่กินไปตอนเย็นโดนความปวดเมื่อยตามกระดูกเอ็นย่อยไปหมดแล้ว เขาสั่งปิ้งย่างมานิดหน่อย คิดไปคิดมาที่ห้องฝั่งตรงข้ามยังมีใครคนหนึ่งกำลังนั่งเขียนรายงานอยู่ จึงไปเคาะประตู

หลงเซินยังไม่นอนอย่างที่คิด

ตงจื้อโชว์ถุงในมือพร้อมบอกยิ้ม ๆ “คุณหิวหรือยัง จะกินสักหน่อยไหมครับ”

หลงเซินบอก “ไม่เป็นไร นายกินเถอะ”

พูดพลางจะปิดประตู ตงจื้อรีบใช้ไม้ตาย “ผมนอนไม่หลับ อยากอ่านคัมภีร์ฝึกทักษะ แต่มีคำนามหลายตัวที่อ่านไม่ค่อยเข้าใจ ในเน็ตก็ไม่มีคำอธิบายประกอบ ให้คุณช่วยดูให้ที่นี่ได้ไหมครับ ถ้าไม่รบกวนละก็นะ”

หลงเซินเบี่ยงตัวเอียงข้าง ๆ เพื่อให้เขาเข้ามา ตงจื้อดีใจมาก กลัวว่าเทพบุตรจะเปลี่ยนใจในวินาทีหลัง จึงรีบอุ้มหนังสือเข้าไปข้างใน

ถึงแม้ห้องพักจะเป็นหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องรับแขก แต่ทุกส่วนเชื่อมกัน ไม่ได้แยกต่างหาก แบบแปลนห้องพักของรองอธิบดีเหมือนกับของตงจื้อ การตกแต่งก็เป็นแบบเดียวกัน ผนังสีครีม โซฟากับเตียงสีเข้ม ทนทานต่อความสกปรก มีมินิบาร์เล็ก ๆ อีกอันเชื่อมติดกับห้องครัว จริง ๆ ถือว่าเป็นการตกแต่งที่คุณภาพกลางค่อนทางสูงแล้ว สงสัยกรมจัดการคดีพิเศษจะใช้งบดำเนินการทั้งหมดไปกับห้องพักพนักงานและห้องทำงาน จนไม่มีเงินจ่ายแม้กระทั่งค่าส่วนกลาง

หลงเซินเอ่ย “นายช่วยตัวเองไปแล้วกัน อันไหนที่ไม่เข้าใจก็ถามได้”

ตงจื้อรีบบอก “คุณทำงานของคุณไปเถอะครับ ผมอ่านเองได้”

หลงเซินพยักหน้า รินน้ำให้เขาแก้วหนึ่ง แล้วหันไปนั่งลงที่หน้าโต๊ะทำงานอีกครั้ง

ตงจื้อสาบานต่อสวรรค์ว่าอยากตั้งใจอ่านหนังสือจริง ๆ ด้วยอารมณ์ที่คิดว่าเมื่อมีเทพบุตรอยู่ด้วยแล้วจะได้รับคำชี้แนะ เขาถึงได้มาที่นี่ แต่เมื่อคนที่ตนชอบอยู่ใกล้ ๆ ตรงหน้า การจะควบคุมสายตาตัวเองไม่ให้ว่อกแว่ก เห็นทีคงมีเพียงไม่กี่คนบนโลกนี้ที่ทำได้

หลงเซินนั่งหันหลัง เขียนยุกยิก ไม่มีวี่แววว่าจะเงยหน้าขึ้น แต่คนที่ความรู้สึกไวอย่างเขา ไม่มีทางไม่รู้สึกถึงสายตาจากเบื้องหลัง

อีกอย่าง สายตาคู่นั้นมองได้เดี๋ยวเดียวก็เบนออกไป มองอีกเดี๋ยวก็ถอนออกไปเป็นระยะ ๆ ด้วย

หลงเซินส่ายหน้ากับตัวเองเงียบ ๆ คิดในใจว่าแบบนี้จะมีสมาธิจดจ่อกับการอ่านได้จริง ๆ เหรอ

ความคิดดังกล่าวผุดขึ้นไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายถามว่า “รองอธิบดีหลง ผมอยากบริจาคเงินที่ฮุ่ยอี๋กวงให้มาทั้งหมดครับ”

หลงเซินบอกโดยไม่เงยหน้า “เธอให้มาเท่าไหร่”

ตงจื้อบอก “สามล้านหยวน พวกเราทุกคนตกคนละสามแสน ถึงเรื่องครั้งนี้จะจบไปแล้ว แต่ผมรู้สึกว่ายังไม่น่าพอใจเท่าไหร่ รู้สึกละอายใจ อยากบริจาคเงินพวกนี้ไปให้หมด”

ในที่สุดหลงเซินก็หยุดปลายปากกา

“นายคิดว่าแบบไหนถึงจะเป็นที่น่าพอใจ”

คำถามนี้ทำให้ตงจื้อตะลึงงันทันที

เขาใคร่ครวญอย่างจริงจังก่อนบอก “อาจเป็นเพราะผมรู้สึกว่าผู้เสียหายไม่ได้เป็นผู้บริสุทธิ์เสียทีเดียว และไม่มีตอนไหนที่คนทำผิดนึกเสียใจด้วย ก็อย่างที่โบราณว่า คนน่าสงสารย่อมมีส่วนให้น่าโกรธแค้น และคนน่าโกรธแค้นก็ย่อมมีส่วนให้น่าสงสารเหมือนกัน เรื่องต่าง ๆ ในโลกแปดถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์มักไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ แต่ทั้งหมดที่ผมต้องการ ขอแค่ตัวเองพอใจก็พอครับ”

หลงเซินหันกลับมามองเขา “หลังจากนี้ยังมีเรื่องอันตรายที่คาดการณ์ไม่ได้ และความดีความชั่วที่ยากจะแยกแยะอีกมาก”

ตงจื้อพูดยิ้ม ๆ “งั้นผมจะพยายามทำให้พวกมันเป็นที่น่าพอใจ ครั้งแล้วครั้งเล่า ยังไงก็ต้องทำได้ดีขึ้น”

หลงเซินพยักหน้า “ฉันจะช่วยหาช่องทางบริจาคที่เชื่อถือได้ให้”

นอกเหนือจากเรื่องงานแล้ว น้อยครั้งมากที่เขาจะก้าวก่ายเรื่องผู้อื่นด้วยการเป็นฝ่ายเสนอความคิดของตน แต่ครั้งนี้เห็นตงจื้อยิ้มตาเป็นสระอิแล้ว เขาจึงเสริมทับอีกประโยค “ครั้งนี้นายทำงานหนักเหมือนกัน ได้รับค่าตอบแทนไม่ถือว่ามากเกินไปหรอก ถ้าจะบริจาค ครึ่งเดียวก็พอแล้ว”

ตงจื้อน้อมรับฟัง ได้ยินดังนั้นจึงบอก “งั้นเอาตามที่คุณว่าครับ”

เขาเห็นหลงเซินเขียนรายงานทีละคำ ๆ จึงอดพูดไม่ได้ว่า “ทำไมคุณไม่ใช้คอมฯพิมพ์ล่ะครับ แบบนั้นจะเร็วกว่า”

สมัยนี้คนที่เขียนรายงานด้วยลายมือมีน้อยยิ่งกว่าน้อย นับประสาอะไรกับคนระดับหัวหน้า

หลงเซินบอก “คงเพราะแต่ก่อนฉันมีโอกาสเขียนหนังสือน้อยมากละมั้ง”

ตงจื้อคิดว่าอีกฝ่ายแค่อยากจะฝึกเขียนหรือไม่ก็ใช้คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยเป็น ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคำตอบนี้

วันนี้ดูเหมือนหลงเซินจะอารมณ์ดี เป็นฝ่ายชวนเขาคุยก่อนด้วย

“การสร้างคำเป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทันทีที่มันปรากฏขึ้นอย่างมีชีวิตชีวาอยู่บนหน้ากระดาษ ตัวของมันก็มีชีวิตแล้ว”

เขาชี้ไปทางหนังสือที่กางอยู่ตรงหน้าตงจื้อ ตัวหนังสือฟอนต์ Simsun สีดำแต่ละตัวดูราวกับจะมีชีวิตขึ้นทันที พวกมันบิดตัวไปมา กระโดดออกจากกระดาษ คำว่า “人” ใช้เส้นขีดซ้ายขวาของมันกระโดดโลดเต้น คำว่า “道” โลดโผนกระโจนไปข้างหน้า ไปชนคำว่า “人” จนหงายคว่ำ ตัว “兄” กับ “弟” ที่อยู่ด้านหลังสั่นระริกราวกับดีใจสุดขีด แต่กลับโดนคำว่า “张” ที่โผล่ออกมาจากด้านหลังใช้ธนูยิงโดนก้น ตัวอักษรหลายตัวเปิดศึกต่อสู้กันเป็นพัลวันทันที

ตงจื้ออ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

หลงเซินบอก “มองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอยู่จริง ชาวพุทธกล่าวว่าโลกธาตุขนาดกลางคูณด้วยหนึ่งพัน จะเท่ากับขนาดของโลกธาตุขนาดใหญ่ มีพันล้านจักรวาล สิ่งที่ตาเปล่าของคนมองเห็นได้ทั้งหมดมีเพียงแค่หนึ่งในนั้นเท่านั้น ชีวิตถูกสร้างขึ้น แล้วก็กำลังสร้างชีวิตอื่นอยู่เช่นกัน หน้าที่ของเราคือการคุ้มครองและรักษาสมดุลระหว่างโลก”

เขาใช้มือจิ้มหน่อยเดียว คำว่า “张” ก็สลายกลายเป็นฝุ่นผงละเอียด จางหายไปในอากาศทันที คำอื่น ๆ อีกหลายตัวตกใจกลัว เข้ามากอดกันเป็นกลุ่ม ตัวสั่นกึก ๆ

ตงจื้อเห็นดังนั้นก็ทั้งขำทั้งสงสาร เขาเหยียดนิ้วชี้ออกไปแตะโดนตัว “人” ตระหนักว่าตัวเองไม่ได้มีความรู้สึกเป็นรูปธรรมจากการสัมผัส แต่ราวกับอีกฝ่ายจะสัมผัสได้ถึงการเข้าใกล้ของเขา พยายามหลบไปด้านข้างสุดชีวิต แต่ก็ยังแตกสลายกลายเป็นผง จางหายไปไม่ต่างจากฟองอากาศ

หลงเซินใช้มือวาดทีเดียว ตัวอักษรเหล่านั้นก็กลับไปอยู่ในหน้ากระดาษในพริบตา ราบเรียบในระดับเดียวกัน ราวกับฉากเมื่อครู่นี้เป็นเพียงภาพหลอน

ตงจื้อถอนหายใจปลง “จู่ ๆ ผมก็รู้สึกว่าชีวิตยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาของตัวเองใช้ไปอย่างเปล่าประโยชน์!”

หลงเซินบอก “ทุกขีดทุกเส้นมีจิตวิญญาณของมันหมด การที่สามารถเขียนหนังสือ จำแนกตัวอักษรได้ด้วยมือคือธรรมชาติของการเกิดมาเป็นคน มนุษย์จำนวนมากมักคิดว่าตัวเองตัวเล็กกระจ้อยร่อย หารู้ไม่ว่าระหว่างที่พวกเขาเผลอไผล ได้สร้างโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน”

ตงจื้อคล้ายจะคิดอะไรบางอย่างได้ เขามองไปที่คัมภีร์จืดชืดน่าเบื่ออีกรอบ ดูเหมือนมันจะมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นบางส่วน ราวกับกำลังท่องไปในโลกที่เป็นของตัวอักษร

ยิ่งได้ใกล้ชิดกับหลงเซินมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เป็นปริศนามากเท่านั้น

ทั่วสรรพางค์กายมีเมฆหมอกปกคลุม ทำให้มองเห็นได้ไม่แจ่มชัด

แต่พอเป็นแบบนั้นแล้วยิ่งทำให้คนอยากเข้าใกล้ สำรวจเพื่อทำความเข้าใจเขา

หลงเซินหันกลับมาเขียนรายงานใหม่ ส่วนด้านหลังมีเสียงพลิกหนังสือลอยมาเป็นระยะ ในที่สุดอีกฝ่ายก็ตั้งใจอ่านหนังสือเสียที ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาใจลอยเป็นระยะอีกแล้ว

รายงานที่เขียนฉบับนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาค้นพบที่มองโกเลียใน ถึงแม้จะส่งมอบงานให้ทีมหนึ่งแล้ว แต่หลงเซินยังต้องเขียนอธิบายทั้งหมดให้ชัดเจน

อธิบดีใหญ่ไม่ใช่คนที่สำเร็จวิชามาจากสำนักพรต ไม่มีการวินิจฉัยคาดการณ์ที่แม่นยำต่อระดับความรุนแรงของปีศาจมนุษย์ คิดว่าเป็นเหมือนเหตุการณ์ก่อน ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่อู๋ปิ่งเทียน หลงเซิน ซ่งจื้อฉุน รองอธิบดีทั้งสามท่านต่างเห็นพ้องต้องกัน คิดว่าควรอธิบายกับเบื้องบนอย่างจริงจัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายไปกว่านี้ รายงานฉบับนี้ของหลงเซินคือหนึ่งในแบบร่างคำอภิปรายในที่ประชุมหลังจากนี้พอดี

รองอธิบดีหลงเป็นมือดีในการปราบปรามภูตผีปีศาจ แต่ถึงจะเป็นหัวหน้ามาแล้วหลายปีก็ยังขาดประสบการณ์ในการเขียนรายงานอยู่ดี กระท่อนกระแท่น หัวคิ้วขมวดแน่น ใช้เวลาเขียนไปแล้วเต็ม ๆ หนึ่งชั่วโมงกว่า อีกทั้งก่อนหน้านี้ รายงานฉบับนี้ลากยาวมาแล้วหนึ่งสัปดาห์ จึงถ่วงเวลาต่อไปไม่ได้อีก

รองอธิบดีหลงผู้ผัดวันประกันพรุ่งมองเครื่องหมายวรรคตอนที่ตัวเองวาดลงไปในตอนจบ ผ่อนลมหายใจที่แทบจะดูไม่ออกออกมา ตอนนั้นเองถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเสียงขยับจากด้านหลังหายไปนานแล้ว

เขาหันกลับไป คนคนนั้นยังนั่งอยู่บนโซฟา หนังสือเล่มหนึ่งยังกางอยู่บนหัวเข่า แต่ศีรษะผงกขึ้นลง ปราศจากสติไปแล้ว

หลงเซินลุกขึ้น เดินเข้าไปตบไหล่อีกฝ่าย

ตงจื้อขยับตัว สะดุ้งตื่น ขยี้ตาพลางหาวหนึ่งที

“…ขอโทษครับ ผมเผลอหลับไปเหรอ”

หลงเซินบอก “กลับไปนอนเถอะ”

ตงจื้อรีบเก็บหนังสือพลางขอโทษไปด้วย ตอนแรกอยากจะมาขอคำแนะนำ กลายเป็นว่ามาผล็อยหลับไปเสียได้

แต่หลงเซินไม่ได้กล่าวโทษเขา “วันนี้นายเรียกสายฟ้าออกมา สูญเสียพลังจิตไปเยอะแล้ว คืนนี้ก่อนนอนฝึกกังฟูถู่น่ารอบหนึ่งแล้วค่อยนอน”

ตงจื้อพยักหน้าอย่างว่าง่าย เดินไปที่ข้างประตู นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงยิ้มเอียงอาย “รองอธิบดีหลง ขอถามละลาบละล้วงหน่อยได้ไหมครับ ผมมีเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ที่จะได้เป็นลูกศิษย์คุณ”

หลงเซินเลิกคิ้ว “ทำไมนายถึงอยากเป็นลูกศิษย์ฉันนัก จากทักษะวิชาที่นายฝึก ต่อให้ไม่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์สำนักเก๋อเจ้า ก็ยังมีโอกาสกลายเป็นศิษย์ของรองอธิบดีอู๋อยู่ เขาสำเร็จวิชามาจากวัดหยวนหมิงแห่งเขาชิงเฉิง ประตูวัดไม่ได้เล็กไปกว่าหลงหู่ซานกับเหมาซานเลย”

ตงจื้อเกาหัว บอกไปตามจริง “ผมรู้แค่ว่าถ้าไม่ใช่เพราะผมเรียกอสนีสวรรค์ออกมาได้ ฝ่ายนั้นคงไม่แม้แต่จะชายตามองผมหรอกครับ แต่คุณกลับปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ถึงตอนแรกจะโจมตีผม แต่ก็ทำไปเพื่อไม่ให้ผมเอาชีวิตไปเสี่ยงเพราะอารมณ์ชั่ววูบเฉย ๆ”

หลงเซินบอก “ฉันไม่ได้ดีอย่างที่นายคิดหรอก ส่วนเรื่องลูกศิษย์ไว้ค่อยคุยกันเถอะ จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่มีแผนจะรับศิษย์”

ตงจื้อออกจะผิดหวังอยู่เล็กน้อย แต่ลองคิดในมุมกลับกัน ในเมื่อตอนนี้ตัวเองยังไม่มีหนทางกลายเป็นลูกศิษย์ของเขา ถ้าอย่างนั้นหลิวชิงปัวก็ยังไม่มีโอกาสเช่นกัน ทุกคนยังยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นเดียวกัน อีกอย่างตอนนี้เขายังพักอยู่ห้องตรงข้าม ถือว่าใครอยู่ใกล้ได้ก่อนก็แล้วกันนะ

จริง ๆ ตงจื้อไม่รู้เลยว่าก่อนหน้าเขา หลิวชิงปัวได้ส่งของขวัญกองหนึ่งมาให้หลงเซินแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือกระบี่โบราณสองเล่มที่ตงจื้อไม่มีปัญญาซื้อ รวมถึงของอย่างอื่น เช่น ตำราราชากู่แห่งเหมียวเจียง หนังสือวิชากระบี่ยุคซ่งที่มีอยู่เพียงเล่มเดียว ฯลฯ ภูมิหลังอันหลากหลายของวงศ์ตระกูลเขา เหนือกว่าตงจื้อหลายขุม ผลคือประจบไม่ถูกทาง หลงเซินไม่ได้รับไว้สักชิ้น

แต่กับเขาที่ไม่ได้ให้อะไรเลยกลับได้รับค่าตอบแทนเป็นการนั่งเผชิญหน้าคุยกันบนโซฟาแล้ว ถ้าหลิวชิงปัวรู้เข้า คาดว่าคงได้อิจฉาจนลูกกะตาแดงก่ำไปหมดแน่

เด็กชายตงจื้อผู้มี ‘ความสุขอยู่รอบกาย แต่กลับไม่รู้ว่านั่นคือความสุข’ ยังใจคอห่อเหี่ยวอยู่พักใหญ่ กว่าจะกลับมากระปรี้ประเปร่า ตัดสินใจพยายามต่อไป ปักหลักสู้ไม่ถอย น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อนได้ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

เช้าตรู่ของวันถัดมา ห้องทำงานของหลงเซินเปิดต้อนรับแขกท่านหนึ่ง

“ผู้อาวุโสจง”

หลงเซินเชิญแขกที่แวะมาเข้ามาด้านใน เขาที่ไม่เคยก้มหัวให้อธิบดีใหญ่หรือแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่าอีกระดับเวลาเจอหน้า กลับก้มศีรษะเล็กน้อยให้สุภาพสตรีวัยกลางคนผู้สง่างามท่านนี้

จงหลิงเอ่ยยิ้ม ๆ “ฉันคงไม่ได้มารบกวนเธอนะ”

หลงเซินบอก “เปล่าครับ ผู้อาวุโสจงกรุณาให้เกียรติมา การมาของคุณทำให้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

ผู้อาวุโสจงหลุดยิ้ม “นาน ๆ ครั้งเธอจะเล่นมุกบ้าง ดูท่าวันนี้จะอารมณ์ดีใช้ได้ คราวก่อนอู๋ปิ่งเทียนมาหาฉัน บอกว่ากลัวเธอจะไม่พอใจเรื่องที่ทีมหนึ่งของพวกเขารับช่วงต่อเรื่องที่มองโกเลียใน เลยให้ฉันมาพูดให้หน่อย จะได้ไม่เหลืออะไรติดค้างในใจเธอ”

หลงเซินเอ่ยเสียงเรียบ “เขาชอบคิดมากเกินไป วัน ๆ เอาแต่ทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องซับซ้อน ถ้าเอาความคิดจำพวกนั้นไปใช้กับเรื่องการฝึกบำเพ็ญ ตำแหน่งเจ้าสำนักวัดหยวนหมิงคงตกมาถึงมือเขาไปแล้ว”

จงหลิงเอ่ย “พวกเธอสองคนเป็นแกนนำของกรมจัดการคดีพิเศษ ทุกการกระทำย่อมได้รับความสนใจ เขาเป็นคนคิดมากมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เทียบกับการทุ่มเทใจไปกับการฝึกบำเพ็ญเพียรแล้ว เขาเหมาะที่จะขลุกอยู่ในวงข้าราชการมากกว่า คนแบบเจี่ยงจวินชอบคุยเรื่องกฎเรื่องระบบที่สุด อู๋ปิ่งเทียนตรงกับความชอบของเขาพอดี เพราะฉะนั้นจะไม่ให้ลำเอียงคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เขาเป็นคนที่เบื้องบนส่งตัวมา ปกติถ้าไม่มีอะไร ฉันก็เข้าไปก้าวก่ายสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ถ้าเธอมีอะไรไม่พอใจก็มาร้องเรียนกับฉันได้ ฉันจะรายงานเบื้องบนให้”

หลงเซินเพิกเฉยต่อคำโน้มน้าวของจงหลิง เอ่ยเสียงเรียบว่า “ผมไม่ได้ไม่พอใจเลย”

จงหลิงพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีก “เรื่องศิลาคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”

หลงเซินบอก “คุณมาได้จังหวะพอดี มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกคุณ”

เขาเล่าเรื่องฮุ่ยอี๋กวงคร่าว ๆ

ยิ่งฟังไปถึงตอนท้าย สีหน้าไม่ใส่ใจของจงหลิงก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

“ดูเหมือนปีศาจมนุษย์จะยังอยู่”

หลงเซินบอก “มีโลกมนุษย์อยู่ มีไอพยาบาทอยู่ ปีศาจมนุษย์ย่อมคงอยู่เป็นธรรมดา เป็นวัฏฏะไม่มีสิ้นสุด ใจคนสับสนวุ่นวาย ความคิดอาฆาตบังเกิด เป็นสภาพแวดล้อมอันดีต่อการสั่งสมกำลังของปีศาจมนุษย์ ผมสงสัยว่าครั้งที่แล้วที่หอคอยเทียนหยวนมันคงไม่ได้ถูกทำลายจนสิ้นซาก คราวนี้ที่พวกตงจื้อบังเอิญเจอที่ฝั่งฮุ่ยอี๋กวง มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นไอปีศาจเสี้ยวหนึ่งของปีศาจมนุษย์”

จงหลิงขมวดคิ้วบอก “ต้องหาต้นตอของมันให้เจอ ถึงจะกำจัดมันให้สิ้นซากได้ ปีศาจมนุษย์เป็นปีศาจที่คล่องแคล่วว่องไวที่สุดในบรรดาปีศาจทั้งสาม ปล่อยไว้แค่วันเดียวก็สร้างปัญหาตามมาภายหลังไม่รู้จบได้แล้ว”

แต่การหาร่างจริงของปีศาจมนุษย์มันง่ายเสียที่ไหน ในประวัติศาสตร์มีบันทึกประปรายเกี่ยวกับการถือกำเนิดและถูกกำจัดของปีศาจมนุษย์บนโลกไม่เคยขาดสาย แต่ไม่ว่าจะเนิ่นนานกี่ร้อยปีหรือสั้น ๆ ไม่กี่สิบปี เมื่อไอพยาบาทรวมตัวกันได้จำนวนหนึ่ง ปีศาจมนุษย์ก็จะค่อย ๆ ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

จงหลิงกล่าว “ในอดีตใช่ว่าจะไม่เคยมีคนหาร่างจริงของมันเจอและทำให้มันบาดเจ็บสาหัส สองร้อยปีหลังจากนั้น ปีศาจมนุษย์หยุดโจมตี ไม่กล้าเคลื่อนไหวบุ่มบ่ามอีกเลย”

หลงเซินคลี่ยิ้ม “แล้วนั่นก็เป็นหนึ่งในผลงานของผู้อาวุโสจงพอดี”

จงหลิงกระแอมเบา ๆ “นั่นมันเรื่องเมื่อหลายปีมาแล้ว เธอเองก็คงได้ยินมาแล้วหลายพันครั้ง ฉันแก่เกินกว่าจะทำอะไรได้แล้ว อย่าไปพูดถึงมันดีกว่า ครั้งก่อนที่พวกเหออวี้กับถังจิ้งกำจัดปีศาจมนุษย์บนชั้นดาดฟ้าที่หอคอยเทียนหยวน ตอนนั้นฉันก็คิดอยู่แล้วว่ามันราบรื่นเกินไป แต่ว่านะ ต่อให้มันไม่ได้โดนกำจัดไปจนสิ้นซาก แต่ครั้งที่แล้วพลังชีวิตต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องแบ่งไอปีศาจให้กระจายไปซ่อนอยู่ตามมุมมืดหรอก ในเมื่อพวกเธอเจอร่องรอยของมันในโรงพยาบาล ก็สืบหาโดยใช้โรงพยาบาลเป็นจุดศูนย์กลางเสียเลย บางทีอาจจะเจออะไรก็ได้ ถ้าโชคดีก็คงเจอร่างจริงของมัน จะได้กำจัดมันไปทันที ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว”

หลงเซินพยักหน้าบอก “เพราะเรื่องฮุ่ยอี๋กวง เป็นไปได้ว่าพวกเขาแหวกหญ้าให้งูตื่นไปแล้ว แต่ว่าผมก็มีความคิดนี้อยู่เหมือนกัน เดี๋ยวจะลองส่งคนไปดู”

จงหลิงบอก “พวกเหออวี้กับคั่นเฉาเซิงไปยูนนานกันหมด ลูกน้องเธอเหลือแต่จงอวี๋อีคนเดียว อาจไม่พอใช้ ฉันจะให้คนจากทีมสามมาช่วยเธอก็แล้วกัน”

หลงเซินบอก “ก็ได้ครับ”

จงหลิงกล่าว “พูดถึงเรื่องนี้ ทีมสองควรหาคนมาเพิ่มสักสองสามคนได้แล้วนะ รับสมัครคนเข้าทำงานครั้งนี้มีผู้เข้าคัดเลือกคนไหนถูกใจเธอบ้างไหม”

หลิงเซินไม่ตอบ

จงหลิงยิ้มทันที “งั้นก็แปลว่ามีแล้ว? ไม่ใช่เรื่องง่ายนะเนี่ย ฉันคิดมาตลอดว่าเธอเข้มงวดกับลูกน้องมากเกินไป แต่จริง ๆ ถ้าปล่อยคนใดคนหนึ่งในพวกนั้นไป ก็มีความสามารถเพียงพอที่จะรับผิดชอบงานด้านใดด้านหนึ่งเพียงลำพังกันได้หมด”

หลงเซินขมวดคิ้วเล็กน้อย บ่งบอกว่าไม่เห็นด้วย “คั่นเฉาเซิงไม่ได้ครับ”

จงหลิงบอกยิ้ม ๆ “ยังไงคั่นเฉาเซิงก็เพิ่งแปลงกายมาได้ไม่นาน นิสัยใจคอเป็นเด็ก หนำซ้ำยังกระหายความแปลกใหม่ เธอเป็นถึงรองอธิบดีของสำนักงานใหญ่ แต่กำลังคนกลับน้อยยิ่งกว่าผู้อำนวยการประจำสาขาเสียอีก ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจะเสียหน้าสักแค่ไหน แต่ว่าครั้งนี้ถ้าเธอมีคนที่ถูกใจจริง ๆ ก็รีบลงมือให้ไว ฉันได้ยินมาว่าอู๋ปิ่งเทียนเล็งคนที่หน่วยก้านดีไว้สองสามคนเหมือนกัน คะแนนสอบสัมภาษณ์กับคะแนนรวมออกมาแล้ว อยู่ที่ฉันนี่แหละ เธอจะใช้สิทธิ์เอาไปดูก่อนสักหน่อยไหมล่ะ”

หลงเซินกำลังจะบอกว่าไม่ต้อง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก่อน

เขากล่าว “เข้ามา”

ตงจื้อผลักประตูเข้ามา ไม่นึกว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องทำงานของเขาด้วย จึงชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็รีบโค้งตัวคำนับ กล่าวอย่างมีมารยาท “อรุณสวัสดิ์ครับ ผู้อาวุโสจง”

“อรุณสวัสดิ์จ้ะ เธอมาหาหลงเซินเหรอ” จงหลิงถามยิ้ม ๆ

ตงจื้อรีบบอก “เปล่าครับ ๆ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ พวกคุณคุยกันไปก่อน ผมไม่กวนแล้ว”

จงหลิงยิ้มกริ่ม “เห็นฉันเลยคิดจะหนีหรือเปล่า ฉันน่ารำคาญขนาดนั้นเลยเหรอ”

แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเล่น แต่ตงจื้อจำต้องกล่าวไปตามจริง “ผมมาลองถามรองอธิบดีหลงดูว่าตอนเที่ยงจะไปกินข้าวด้วยกันหรือเปล่า ผู้อาวุโสจงจะไปด้วยกันไหมครับ”

จงหลิงถาม “ไม่รบกวนเหรอ”

ตงจื้อบอกยิ้ม ๆ “ไม่อยู่แล้วครับ ผมแค่เป็นห่วงว่าคะแนนยังไม่ประกาศ คนอื่นเห็นอาจจะเข้าใจผิดได้ กลัวจะเพิ่มความยุ่งยากให้คุณ ถ้าหากคุณไม่ถือสา ผมก็รู้สึกเป็นเกียรติมากครับ”

จงหลิงโบกมือ “ช่างเถอะ ฉันล้อเธอเล่น เธอไปเดินเล่นก่อนเถอะ”

ตงจื้อดูออกว่าพวกเขากำลังคุยธุระสำคัญ อยากจะถอยกลับออกไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ได้ยินดังนั้นก็เหมือนได้รับการอภัยโทษ รีบปิดประตูให้พวกเขาทันที

จงหลิงยิ้ม ชำเลืองมองหลงเซิน “ในบรรดาคนที่เธออยากรับมีตงจื้ออยู่ด้วย? หรือแม้แต่ลูกศิษย์ก็คิดจะรับไว้ตามใจชอบซะแล้ว?”

หลิงเซินเงียบไปอึดใจก่อนบอก “เขาหัวดี แสวงหาความก้าวหน้า มีความมานะด้วยครับ”

จงหลิงบอกพร้อมรอยยิ้ม “คุณสมบัติที่เธอพูดมา เหออวี้กับจงอวี๋อีก็มีเหมือนกัน แต่ถ้าพวกนั้นเคาะประตูเข้ามาเพียงเพื่อจะถามเธอว่าเที่ยงนี้จะไปกินข้าวด้วยกันไหมเหมือนเมื่อกี้ละก็ เกรงว่าคงโดนเธอหักเงินเดือนของปีนี้ไปจนหมดแล้วเป็นแน่”

หลงเซินบอก “เขายังไม่ใช่คนของกรมจัดการคดีพิเศษ ผมใช้กฎของผมมาตัดสินเขาไม่ได้”

จงหลิงเลิกคิ้ว “รอให้เขาเข้ามาทีมสองแล้วเธอก็จะพูดแบบนี้เหมือนกันเหรอ”

หลงเซิน “ครับ”

จงหลิงหัวเราะคิก “งั้นเรามาพนันกันไหม”

หลงเซินขมวดคิ้ว “ผู้อาวุโสจง!”

จงหลิงยกมือยอมแพ้ “โอเค ๆ ๆ ฉันรู้ว่าอยู่ต่อหน้าเธอห้ามพนันเด็ดขาด ฉันไม่ทำลายกฎของเธอหรอก ว่าแต่เธอจะไม่ดูใบรายชื่อคะแนนจริง ๆ เหรอ

“งั้นฉันไปก่อนนะ เธอทำงานไปเถอะ” เห็นหลงเซินเงียบ หล่อนจึงกล่าวยิ้ม ๆ ลุกขึ้นเดินออกไป

วินาทีที่มือแตะโดนลูกบิดประตู ก็มีเสียงลอยมาจากเบื้องหลังในที่สุด

“ผู้อาวุโสจง”

จงหลิงคลี่ยิ้ม

สองสามวันหลังจากนั้น ตงจื้อได้รับสายจากกู้เหม่ยเหริน

ตามลำดับแล้ว หลังจากหลี่อิ้งกับฉือปั้นเซี่ยก็ควรจะถึงตาตงจื้อกับเฉิงหยวนที่ต้องไปคุ้มครองฮุ่ยอี๋กวง แต่เรื่องคืนนั้นทำแผนการนัดหมายล่มไปหมด จากความพยายามของพวกตงจื้อ เรื่องของฮุ่ยอี๋กวงได้รับการแก้ไขโดยสมบูรณ์ เฉิงหยวนและคนอื่น ๆ ทั้งห้าคนมาไม่ทันการณ์ พวกเขาจึงต้องรับผิดชอบงานคุ้มครองฮุ่ยอี๋กวงต่อจากนี้

ทว่านับจากวันนั้น ปัญหายุ่งยากของฮุ่ยอี๋กวงก็ไม่ใช่เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติพวกนี้อีกต่อไป

ข่าวเรื่องที่เธอพยายามฆ่าตัวตายที่โรงพยาบาลแต่ไม่เป็นผลนั้นแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว แถมสื่อยังจับภาพเหตุการณ์ขณะที่เธอโดนคนประคองออกจากโรงพยาบาลมาได้อีกด้วย ถึงแม้วังฉี่จะไม่ได้มีชื่อเสียงเทียบเท่าฮุ่ยอี๋กวง แต่ดีหรือร้ายยังไงเมื่อก่อนหล่อนก็เคยมีชื่อเสียงอยู่ช่วงหนึ่ง หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราก็เคยมีสื่อมาทำรายงานข่าว แต่ก็หมดความสนใจไปอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้ทันทีที่เรื่องของฮุ่ยอี๋กวงแดงออกไป ก็มีคนขุดคุ้ยเรื่องที่วังฉี่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ออกมาทันที ที่บังเอิญยิ่งไปกว่านั้นคือมีประกาศออกมาว่าวังฉี่เสียชีวิตในเวลาเดียวกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างวังฉี่กับฮุ่ยอี๋กวงจึงถูกขุดคุ้ยออกมาอย่างหมดเปลือก แม้กระทั่งเรื่องความสัมพันธ์ช่วงแรก ๆ ของพวกเธอ เรื่องที่เคยคบผู้ชายคนเดียวกันก็ถูกเปิดเผยสู่สายตาชาวโลก ไม่หลงเหลือความลับอะไรอีก พริบตาเดียวข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่ว คนจำนวนมากต่างพูดว่าก่อนตายวิญญาณพยาบาทของวังฉี่ออกอาละวาด อยากให้ฮุ่ยอี๋กวงลงนรกไปเป็นเพื่อนเธอ นอกจากนี้ยังมีคนบอกว่าฮุ่ยอี๋กวงเป็นวัวสันหลังหวะ ติดค้างวังฉี่ถึงได้หนีไปฆ่าตัวตายที่นั่น ถึงขั้นมีคนกล่าวว่าการตายของวังฉี่เกี่ยวข้องกับฮุ่ยอี๋กวงด้วยซ้ำ ภายหลังกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลที่เปิดเผยในเวลาต่อมา ยืนยันข้อเท็จจริงว่าฮุ่ยอี๋กวงไม่ได้เข้าไปในห้องพักผู้ป่วยของวังฉี่ ถึงพ้นจากคำครหามาได้

โชคดีที่พวกหลี่อิ้งมองการณ์ไกล คืนนั้นที่ไปหาวังฉี่จึงใช้เทคนิคเล็กน้อยทำให้กล้องวงจรปิดหยุดทำงานในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงโดนโยงเข้าไปเอี่ยวด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงตอนนั้นได้กลายเป็นคดีอาญาถูกตั้งข้อสงสัยกันหมดพอดี

ฮุ่ยอี๋กวงไม่ได้โชคดีอย่างพวกหลี่อิ้งกับตงจื้อ หล่อนถูกลากเข้าไปในวงหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ของมวลมหาชนอย่างสมบูรณ์ แม้แต่แฟนหนุ่มยังโทร.มาหาหล่อน บอกว่าไม่ต้องพบหน้ากันชั่วคราว ฮุ่ยอี๋กวงจึงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ซีรี่ส์ที่ยังถ่ายไม่จบก็ออกไปถ่ายไม่ได้ในตอนนี้ ใต้อาคารเต็มไปด้วยสื่อมวลชล เมื่อออกไปก็จะโดนดักตัวไว้ทันที

สองวันมานี้ ตงจื้อยุ่งอยู่กับการฟื้นฟูพลังชีวิต ฝั่งฮุ่ยอี๋กวงมีพวกเฉิงหยวนอยู่ด้วย ไม่จำเป็นต้องให้เขายื่นมือเข้าไปแทรก ข่าวพวกนี้ที่เกี่ยวข้องกับเธอเขาได้ยินมาจากกู้เหม่ยเหรินทั้งหมด

ตอนที่กู้เหม่ยเหรินโทรศัพท์มาหาเขาเพื่อถามว่าจะไปเยี่ยมฮุ่ยอี๋กวงด้วยกันหรือไม่ อย่างไรเสียก็รับเงินอีกฝ่ายมาแล้วสามแสน ยังไงก็ต้อง “บริการหลังการขาย” ให้ดีเสียหน่อย

เดิมทีตงจื้ออยากปฏิเสธ แต่มาคิดดูอีกทีเขาก็ตอบตกลง นัดเวลาและสถานที่กับกู้เหม่ยเหรินแล้วมุ่งหน้าไปที่นั่นด้วยกัน

 

 

ใส่ความเห็น