fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ ตอนที่ 5

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 5

 

ตงจื้อถูกจัดให้นอนที่เบาะด้านล่างตรงข้ามชายหนุ่ม

อันที่จริงร่างกายเขารู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาหนึ่งหมื่นเมตร แต่สติยังคงแจ่มใส หลังจากพลิกตัวไปมาหนึ่งชั่วโมง จึงค่อย ๆ เข้าสู่สภาวะง่วงงุน

ระหว่างครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้นเอง เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้นในห้องตู้นอนพิเศษแห่งนี้ และได้ยินเสียงชายหนุ่มกำลังตักเตือนเหออวี้ว่าไม่ควรพาตัวเขามาที่นี่

แต่เหออวี้บอกไปว่า “ก่อนจะเกิดเรื่องกับพนักงานรถไฟคนนั้น พวกเราไม่พบอะไรผิดปกติเลย ผมยังคิดว่าเพราะมีพวกเราอยู่ พวกมันถึงได้ระวังตัว ไม่กล้าลงมือง่าย ๆ เสียอีก แต่ตอนนี้ผมว่าจากสิ่งที่พวกมันทำ ดูเหมือนจะมีเป้าหมายอยู่แล้ว”

“ไม่มีทาง!” จากนั้นก็มีเสียงเด็กคนหนึ่งดังขึ้น ไม่คุ้นหูเลย

เด็กโผล่มาจากไหน ตงจื้อคิดอย่างประหลาดใจ

ตอนแรกเขานอนตะแคงข้างหันหน้าเข้าหากำแพง แต่ตอนนี้ในสมองเต็มไปด้วยความสับสน อยากจะพลิกตัวไปแอบดูเด็กคนนั้น แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองหนักอึ้งถึงขีดสุด แค่จะพลิกตัวยังลำบาก

เด็กคนนั้นยังพูดต่อไปอีกว่า “พวกนั้นไม่มีปัญญาหรอก มันทำเป็นแค่ดูดเลือดบริสุทธิ์จากมนุษย์เท่านั้น จะเจาะจงเลือกเป้าหมายได้ยังไง”

ชายหนุ่มกล่าว “ในบัตรประชาชนของพนักงานคนที่ตายไป เธอเกิดวันที่ 21 สิงหาคม ปี 1975”

รอบด้านตกอยู่ในความเงียบทันที

วันนั้นมีอะไรพิเศษ ตงจื้อคิดอย่างโง่เขลา

เหออวี้ร้องอ๋อ “วันที่ 21 สิงหาคม ปี 1975 ตามปฏิทินจันทรคติก็คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 วันหยิน เดือนหยิน ปีหยิน อย่าบอกนะว่าเวลาตกฟากของเธอก็เป็นธาตุหยินด้วย”

เด็กชายตกตะลึง “หรือว่าจะมีคนบงการอยู่เบื้องหลังจริง ๆ?!”

เหออวี้กล่าว “เพราะแบบนั้นฉันถึงได้บอกให้เขาอยู่ต่อไงล่ะ เขาจะได้ไม่ต้องกลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายรายต่อไป”

เงียบไปชั่วอึดใจ ตงจื้อก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มกล่าวขึ้นว่า “นายดูแลเขาจนกว่าจะถึงที่หมาย”

เหออวี้ทุบอกรับประกัน “เรื่องงานวางใจผมได้เลย!”

เด็กชายเปรยด้วยความท้อแท้ “เพราะเป็นนายนั่นแหละถึงวางใจไม่ได้ ไม่รู้คราวก่อนใครกันที่ไปเข้าห้องน้ำแล้วลืมเอากระดาษทิชชูเข้าไปด้วย ต้องเอากระดาษเหลืองวาดยันต์ไปใช้จนหมด ทำเอาทีมเราเกือบตาย!”

เหออวี้ร้องอ้อ “เพื่อขนมถุงเดียว ต้องย้อนกลับไปเอาถึงโรงแรม ทำให้เราเสียเวลา ปล่อยปลาหนีลอดแหไปได้ตั้งหลายตัว คนที่ทำให้พวกเราต้องมาอยู่บนรถไฟทั้งคืนตอนนี้ไม่ใช่นายแน่นะ”

ชายหนุ่มสวนขึ้น “เถียงกันพอหรือยัง”

เสียงของเขาไม่มีแววโกรธเคือง แต่คนที่เหลือหุบปากเงียบทันที

ตงจื้อยังอยากฟังต่อ ทว่าจู่ ๆ ความอ่อนเพลียก็ถาโถมเข้าใส่ ทำให้เขาประคองสติให้ตื่นตัวไม่ได้อีกต่อไป จึงผล็อยหลับสนิทไปทั้งอย่างนั้น

เขาคิดว่าตัวเองจะฝันร้ายเสียแล้ว ปรากฏว่าอย่าว่าแต่โคมไฟหนังมนุษย์เลย แม้แต่พนักงานคนนั้นก็ไม่โผล่มาให้เห็น เขาหลับสนิทตลอดคืน ลืมตาอีกทีก็สว่างแล้ว

ปรายตามองไปรอบ ๆ รถไฟจอดสนิทไม่ขยับเขยื้อน ผู้โดยสารกำลังขึ้นลงรถที่สถานี เขามองนาฬิกาข้อมือแวบหนึ่ง เพิ่งจะเก้าโมงเช้า คงถึงด่านซานไห่กวานแล้ว

ท้องฟ้าสีสันสดใสดุจทะเลสาบในจิ่วไจ้โกว [1] ตื้นเขินลึกชันสลับกันไปเป็นชั้น ๆ แม้แต่หมอกควันในจิตใจก็ถูกชะล้างไปด้วย กลายเป็นสดใสแจ่มจ้ามากกว่าเดิม

ตงจื้อลองขยับแขน พลันรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวจนอดร้องครวญไม่ได้ ชายหนุ่มพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง

ดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องเขาตาไม่กะพริบ

ตงจื้อสะดุ้งโหยง

ที่ฝั่งตรงข้ามมีเด็กคนหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะนอนด้านล่าง ดูดเยลลี่ตราวั่งวั่งซองหนึ่งในมือ ปากจู๋ตามแรงดูด

“หนู หลงทางใช่ไหม” เขาถาม

อีกฝ่ายไม่สนใจเขา กระทั่งดูดเยลลี่จนหมดซองแล้วถึงเอ่ยปาก “นายเป็นหมูกลับชาติมาเกิดหรือไง นอนเก่งจริง ๆ!”

ตงจื้อ “…”

เขาจำได้แล้ว คนที่คุยกับพวกเหออวี้เมื่อคืนดูเหมือนจะเป็นเด็กคนนี้นี่แหละ

คนเด็กกว่าเห็นเขานั่งอึ้งก็หัวเราะเยาะ ไม่รู้ไปเอาเยลลี่มาจากไหนอีกถุงแล้วนั่งดูดต่อ

ตงจื้อคิดในใจว่า นายหรือเปล่าที่เป็นหมู

แต่คิดไปคิดมา จะมาคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กคนหนึ่งก็ดูจะเสียศักดิ์ศรีไปหน่อย เขาจึงเปิดกระเป๋าเป้ หยิบลูกพีชเหลืองอบแห้งถุงหนึ่งออกมาจากด้านใน

“กินไหม”

เด็กชายแสดงสีหน้าลังเล

ตงจื้อยื่นขนมไปให้ “ลูกพีชเหลืองอบแห้งยี่ห้อนี้มีส่วนผสมของน้ำด้วย เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ พุทราจีนเคลือบน้ำตาลกับเอพริคอตแดงอบแห้งของเขาก็อร่อยนะ”

แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมรู้สึกหวั่นไหว รับขนมไปแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง จับมันแกะทันที จากนั้นก็หยิบขนมหลายชิ้นโยนใส่ปาก แก้มอวบอูมขึ้นทันตา

อีกฝ่ายหน้าตาน่ารัก ต่อให้ท่าทางการกินน่าเกลียดกว่านี้ก็ดูจะให้อภัยได้อยู่ดี

รับของคนอื่นมาแล้วก็มือไม้อ่อน เด็กน้อยค่อยแสดงกิริยาดีขึ้น

ตงจื้อเป็นฝ่ายแนะนำตัว “ฉันชื่อตงจื้อ แซ่ตง ตงจื้อที่มาจากเทศกาลตงจื้อนั่นแหละ”

เด็กชายพยักหน้าอย่างโอหังแต่สำรวมอยู่ในที “คั่นเฉาเซิง คั่นที่แปลว่ามอง หม่านชวนเฟิงอวี่คั่นเฉาเซิง มองน้ำขึ้นเต็มลำธารกลางพายุฝน”

ตงจื้อมึนงง “มีแซ่นี้ด้วยเหรอ”

เด็กชายเชิดคาง อีกนิดดวงตาก็จะตวัดชี้ขึ้นฟ้าอยู่แล้ว “ถึงก่อนหน้านี้ไม่มี แต่หลังจากฉันเป็นต้นไปก็จะมีแล้ว”

เป็นถ้อยคำที่เด็ดเดี่ยวมาก แต่ไม่เหมาะกับคนขาสั้นเอาเสียเลย ตงจื้อจินตนาการถึงแมวตัวหนึ่งที่ยืนขู่ฟ่ออยู่ในสวนหิน ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับกิริยาของอีกฝ่าย ซ้ำยังหัวเราะลั่นในใจ

เขาเปลี่ยนไปคุยเรื่องขนม คั่นเฉาเซิงให้ความสนใจมากจริง ๆ ไม่ตั้งแง่แบบเมื่อครู่นี้อีก

บรรยากาศบนรถไฟหลังฟ้าสว่างคึกคักขึ้น ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน มีเพียงรอยฝ่ามือเขียวช้ำใต้ร่มผ้าที่ยังไม่จางหายเท่านั้นที่ย้ำเตือนให้เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้เห็นภาพหลอน

เวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายสี่โมงเย็น ขณะรถไฟกำลังจะถึงสถานีปลายทาง ชายหนุ่มก็ปรากฏตัวขึ้นในที่สุด

อีกฝ่ายมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยถึงขั้นยากที่จะปกปิดได้อีกต่อไป

คั่นเฉาเซิงกระโดดลงจากเตียงทันที “บอสหลง เป็นยังไงบ้าง”

ตงจื้อคิด ที่แท้เขาก็แซ่หลง

ชายหนุ่มบอก “กำจัดไปได้สามตน น่าจะเกือบหมดแล้ว เหออวี้ล่ะ”

คั่นเฉาเซิงยักไหล่ “ไปไหนอีกแล้วก็ไม่รู้!”

รถไฟค่อย ๆ เข้าเทียบสถานีปลายทางฉางชุน เสียงประกาศเตือนทางลำโพงให้ผู้โดยสารลงจากรถดังขึ้น ชายหนุ่มมองมาทางตงจื้อ คล้ายกำลังถามว่าทำไมเขาถึงยังไม่ลงไปอีก

ตงจื้อลูบจมูก “ครั้งนี้ต้องขอบคุณพวกคุณมาก ๆ หลังลงจากรถไปแล้วให้ผมเลี้ยงข้าวพวกคุณสักมื้อได้ไหม”

คั่นเฉาเซิงกะพริบตา “กินอะไร”

แต่ชายหนุ่มกลับบอกว่า “ไม่จำเป็น”

คั่นเฉาเซิงทำปากจู๋ แต่ไม่ได้คัดค้าน ไม่ได้ถือตัวเหมือนอยู่ต่อหน้าตงจื้อเลย

ไม่รู้เป็นเพราะแสงไฟที่สะท้อนเข้ามาหรืออย่างไร ตงจื้อจึงเห็นว่าสีหน้าของชายหนุ่มซีดขาวราวกับโปร่งแสง

ความกล้าหาญเกิดขึ้นทันที เขาอดถามไม่ได้ว่า “ไม่ให้ผมเลี้ยงข้าว ถ้าอย่างนั้นขอผมทราบชื่อคุณได้ไหม”

อีกฝ่ายกล่าวเสียงเรียบดังเดิม “ไม่จำเป็น”

คั่นเฉาเซิงยักคิ้วหลิ่วตาให้ตงจื้ออยู่ด้านหลังชายหนุ่มพร้อมเผยสีหน้ายิ้มเยาะ

เขารู้สึกท้อแท้ อยากจะอยู่ต่อแต่ก็ไม่มีเหตุผล ทำได้เพียงลุกขึ้นก่อนเอ่ยลาพวกเขา ยกขนมในกระเป๋าให้คั่นเฉาเซิงทั้งหมด วานให้อีกฝ่ายช่วยบอกลาเหออวี้ให้ด้วย

อาจเพราะเห็นแก่ขนมพวกนั้น คั่นเฉาเซิงจึงออกตัวว่าจะมาส่งตงจื้อเอง ขณะที่เขากำลังลงจากรถ เด็กชายก็บอกอย่างเมตตา “บอสชื่อหลงเซิน”

ตงจื้อหลุดปากถามออกไปตามสัญชาตญาณ “เซินตัวไหน”

คั่นเฉาเซิงกลอกตา “เซินที่แปลว่าลึกไง!”

ตงจื้อรับคำอึ้ง ๆ มองอีกฝ่ายเดินกลับเข้าไปในตู้โดยสาร ก่อนที่ร่างจะหายลับไปจากสายตา

มังกรจากบ่อน้ำลึก เหาะเหินสู่สวรรค์ชั้นเก้า

ชื่อดี

คนรอบข้างก้าวเดินรีบเร่ง บางคนหันมามองเขาเป็นระยะ

รออยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่เห็นพวกหลงเซินกับคั่นเฉาเซิงออกมาเสียที ตงจื้อเดาว่าพวกเขาคงออกไปทางประตูอีกด้านแล้ว จึงได้แต่ออกจากสถานีไปตามลำพัง

เขาได้ยินมาจากเพื่อนร่วมงานที่มีบ้านเกิดอยู่ในฉางชุนว่าอากาศของที่นี่ไม่ได้ดีงามเหมือนกับชื่อ แต่ละปีมีหมอกควันจำนวนมาก ตงจื้อรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มาเจออากาศใช้ได้ เขาแหงนหน้าขึ้นเมื่อออกจากสถานี ท้องฟ้าสีมอครามแย้มเปิดเหนือศีรษะทีละน้อย ส่งผลให้ส่วนลึกของจิตใจรู้สึกแช่มชื่น

ชายหนุ่มเรียกรถไปโรงแรมที่พักซึ่งจองผ่านอินเทอร์เน็ตไว้ล่วงหน้าแล้ว หลังลาออกจากงานมา ชีวิตก็ผ่อนคลาย สภาพจิตใจเป็นสุข หลังผ่านไปหนึ่งคืน เงาดำบนรถไฟพวกนั้นก็ถูกสลัดทิ้งไว้ไกลสุดขอบฟ้า เขาจัดวางกระเป๋าเดินทางให้เรียบร้อย จากนั้นจึงไปที่เคาน์เตอร์พนักงานต้อนรับของโรงแรม สอบถามเส้นทางการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

พนักงานหน้าเคาน์เตอร์เป็นเด็กสาวคนหนึ่ง หล่อนแนะนำทริปท่องเที่ยวฉางชุนในหนึ่งวันให้เขาด้วยความกระตือรือร้น ตงจื้อกวาดตาอ่านรายละเอียดก่อนจะพบว่าในนั้นมีแต่สวนเสือกับพิพิธภัณฑ์พื้นเมือง จึงส่ายหน้า “มีเส้นทางท่องเที่ยวแบบสองสามวันไหมครับ เอาที่วิวธรรมชาติเยอะ ๆ”

“ถ้าอย่างนั้นคุณไปที่เขาฉางไป๋แล้วกันค่ะ นั่งรถไฟจากที่นี่ไปไม่ไกล รถไฟรอบเช้าตรู่พรุ่งนี้ บ่าย ๆ ก็ถึงค่ะ พอถึงสถานีแล้วจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มเหมารถไปที่จุดท่องเที่ยวกัน คุณก็จ่ายเงินขอติดรถไปด้วยเท่านั้นเอง”

ตงจื้อรู้สึกว่าไอเดียนี้ไม่เลว ช่วงนี้ไม่ใช่วันหยุดฤดูหนาวหรือฤดูร้อน เป็นไปได้ว่าช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวคนจะไม่เยอะ อยู่ที่นั่นได้หลายวัน จะได้หาที่เงียบ ๆ สเก็ตช์ภาพด้วย

เขากล่าวขอบคุณอีกฝ่ายแล้วสอบถามเรื่องตลาดกลางคืนในพื้นที่กับสถานที่ในละแวกนี้ที่สามารถไปเที่ยวชมได้อีกหน่อย แล้วออกจากโรงแรม มุ่งหน้าไปที่ตลาดกลางคืน

ยังไม่เย็นมากแต่สองข้างทางก็เริ่มทยอยตั้งร้านขายของ เตรียมเปิดม่านราตรีที่กำลังจะมาเยือนแล้ว อาหารเช้าที่ตงจื้อกินมาบนรถไฟย่อยไปเกือบหมด ดังนั้นเขาจึงเดินเที่ยวไปด้วย หาอะไรกินไปด้วยตลอดทาง กว่าจะเดินมาถึงท้ายตลาด รู้ตัวอีกทีหนังท้องก็ตึงแน่น

ตงจื้อยังไม่หายอยาก เขาซื้อลิ้นเป็ดคั่วพริกเกลือมาหนึ่งถุง แล้วค่อยเดินกลับโรงแรม

กระดาษเงินกระดาษทองหลายแผ่นถูกลมพัดมาที่ใต้ฝ่าเท้า ชายหนุ่มไม่ทันระวังจึงเผลอเหยียบมันเข้า เจ้าของร้านขายธูปเทียนข้าง ๆ รีบวิ่งออกมา

“ขอโทษที ๆ เมื่อกี้ลมพัดแรงไปหน่อย!” เจ้าของร้านรีบขอโทษขอโพย เขารู้ว่าคนบางพวกไม่ชอบเรื่องประเภทนี้ ดีไม่ดีจะนำมาซึ่งข้อพิพาทได้

ทว่าตงจื้อกลับนึกอะไรขึ้นมาได้ “เถ้าแก่ ร้านคุณมีกระดาษเหลืองขายไหมครับ”

เถ้าแก่ตอบ “มี ๆ คุณจะเอาแบบไหนล่ะ”

ตงจื้อ “แบบที่ใช้วาดยันต์เผากระดาษ ถ้ามีผงทองละเอียดก็เอามาด้วยครับ”

“กระดาษเหลืองมี ผงทองก็มี บังเอิญมีของอยู่ล็อตหนึ่งพอดี ฉันจะไปหามาให้!” เจ้าของร้านคิดไม่ถึงว่าลมจะพัดเอาลูกค้าเข้ามาด้วย หากระดาษเหลืองหนึ่งลังกับผงทองอีกหลายขวดมาให้อย่างเบิกบานใจทันที แถมยังจะลดราคาให้ตงจื้ออีกด้วย

ตอนแรกตงจื้อไม่ได้อยากซื้อเยอะขนาดนั้น แต่คิดไปคิดมาก็นึกไปถึงคำพูดของเหออวี้ จึงเหมาหมดทั้งลัง จากนั้นก็แวะไปที่ร้านเครื่องเขียน ซื้อพู่กันกับแท่นฝนหมึกแล้วค่อยเรียกรถกลับโรงแรม

โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางเมือง เงียบสงบท่ามกลางเสียงดังจอแจ ทำเลดี ราคาสมเหตุสมผล ตงจื้อคุ้นเคยกับพนักงานสาวหน้าเคาน์เตอร์แล้ว เมื่อเดินเข้าไปต่างฝ่ายต่างก็พยักหน้าส่งยิ้มให้กัน เขาเดินไปที่ลิฟต์ ยังได้ยินเสียงแว่ว ๆ ของเพื่อนร่วมงานข้าง ๆ ที่ยุยงให้หล่อนขอเบอร์ติดต่อจากเขาด้วย

ตงจื้อก้าวเข้าไปในลิฟต์ กดปุ่มชั้นเก้า ขณะกำลังจะกดปิดประตูก็ได้ยินเสียงคนร้องว่าให้รอด้วย เขาจึงรีบเปลี่ยนไปกดปุ่มเปิดประตูแทน

คุณแม่ยังสาวคนหนึ่งจูงมือลูกเดินเข้ามาด้วยความรีบร้อน ก่อนหันมายิ้มให้เขาด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณค่ะ!”

สองฝ่ายสบตาทักทายกัน ตงจื้อตกตะลึง “พี่สวี?!”

“เสี่ยวตง?” สวีหวั่นเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน หล่อนตั้งสติได้ในเวลาต่อมา “เธอก็พักที่โรงแรมนี้ด้วยเหรอ”

“ใช่ครับ” ตอนแรกตงจื้อยังมีความประทับใจที่ดีต่อสองแม่ลูกคู่นี้ แต่เป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นจากน้ำขวดนั้น เมื่อเห็นหญิงสาวท่าทางอ่อนโยนกับเด็กหญิงหน้าตาน่ารักแล้ว สภาพจิตใจชายหนุ่มกลับรู้สึกสับสนเล็กน้อย นึกอยากถามพวกเธอว่า หลังจากนั้นได้เจอเรื่องแปลก ๆ หรือไม่ แต่ก็กลั้นไว้

“พี่สวีอยู่ชั้นไหนครับ” เขาทำท่าจะช่วยอีกฝ่ายกดลิฟต์

“ชั้นเก้าเหมือนกันจ้ะ” สวีหวั่นบอกเลขห้อง เป็นห้องข้าง ๆ ตงจื้อพอดี คงเป็นเพราะทั้งคู่เข้าพักในเวลาใกล้ๆ กัน ทางโรงแรมจึงจัดให้พวกเขาพักด้วยกัน

“ถงถง เรียกพี่ชายสิจ๊ะ” สวีหวั่นบอกเด็กหญิง

“…พี่ชาย” เด็กหญิงยังคงตอบสนองช้าดังเดิม ไม่ได้เงยหน้า มองจากมุมของตงจื้อ เขาเห็นเพียงศีรษะของเธอเท่านั้น

“เด็กดี”

ราวกับสวีหวั่นมองออกว่าตงจื้อไม่ได้กระตือรือร้นที่จะพูดคุยด้วยนัก หล่อนจึงรักษามารยาทอย่างรู้ดีว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร จนกระทั่งลิฟต์เคลื่อนตัวมาถึงชั้นเก้า

ห้องของตงจื้อคือห้องที่สองนับจากด้านในสุดของทางเดินด้านขวา สวีหวั่นอยู่ห้องสุดท้ายซึ่งก็คือห้องสุดปลายทางเดิน

ผนังเก็บเสียงของโรงแรมทำไว้ดีมาก ตอนกลางวันเงียบสงบ พรมผืนหนาดูดซับเสียงรองเท้าส้นสูงได้หมด ขณะที่ทั้งสามเดินออกจากลิฟต์และกำลังเลี้ยวไปทางห้องพักนั้น ก็เห็นแขกผู้เข้าพักที่เป็นสตรีคนหนึ่งเดินออกมาจากทางเดินอีกด้าน

อีกฝ่ายสะพายกระเป๋าใบเล็ก แต่งหน้าอย่างบรรจง แต่ท่าเดินดูแปลกๆ ตงจื้ออดทอดสายตาลงต่ำเพื่อมองเท้าของแขกผู้หญิงคนนั้นไม่ได้

อีกฝ่ายสวมรองเท้าส้นสูง ตงจื้อพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่าส้นเท้าของหล่อนไม่ได้เหยียบอยู่ในรองเท้า แต่กลับเขย่งปลายเท้าเดินแทน เพราะแบบนี้ท่าเดินถึงได้ดูประหลาดนัก

จังหวะที่ทั้งสองเดินสวนกัน ไหล่ของอีกฝ่ายชนเข้ากับตงจื้อโดยไม่ตั้งใจ แต่เจ้าตัวกลับไม่หันกลับมามอง ยังคงเดินตรงไปข้างหน้าอยู่อย่างนั้น คล้ายตงจื้อจะได้ยินเสียงเธอฮัมเพลงเบา ๆ ด้วย

 

[1] พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นของจิ่วไจ้โกวจะอยู่ที่น้ำตกหลายชั้นและทะเลสาบที่มีสีสันสดใส จนได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2535

ใส่ความเห็น