fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ ตอนที่ 6

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 6

 

สวีหวั่นเองก็สังเกตเห็นท่าทางแปลก ๆ ของผู้หญิงคนนั้นเช่นกัน แต่สำหรับหล่อนแล้ว ไม่หาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า หล่อนถึงขั้นกดหัวถงถงไว้ไม่ให้หันกลับไปมอง ก่อนกระซิบเตือนตงจื้อว่า “เข้านอนคืนนี้ล็อกประตูให้ดีด้วยนะ”

ตงจื้อพยักหน้า “พี่สวีก็เหมือนกันครับ พาถงถงออกมาข้างนอกไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ามีเรื่องเร่งด่วนอะไรก็มาเคาะประตูห้องผมได้เลย”

สวีหวั่นยิ้มอ่อนโยน “ขอบใจจ้ะ”

หลังกลับถึงห้อง ตงจื้อไม่ได้ให้ความสนใจในตัวผู้หญิงคนนั้นอีก ตลอดการเดินทางครั้งนี้เขาพบเจอเรื่องแปลกประหลาดมามากพอแล้ว จึงไม่อยากเจอเพิ่มอีก

เขาหยิบกระดาษเหลือง พู่กัน และผงชาดที่ซื้อมาระหว่างทางกลับขึ้นมา ใช้น้ำดื่มเจือผงชาด ก่อนจะเริ่มวาดยันต์แสงจันทราด้วยความกระปรี้กระเปร่า

อิงจากคำบอกเล่าของเหออวี้ เวลาเจือผงชาด ใช้น้ำดื่มจะได้ผลดีกว่าน้ำประปา เพราะในน้ำดื่มมีแร่ธาตุมากกว่า อีกทั้งยังมีความใกล้เคียงธรรมชาติมากกว่าด้วย

ความจริงแล้วการวาดยันต์เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ในการสื่อสารกับฟ้าดินโดยมีคนเป็นสื่อกลาง กระดาษทำจากไม้ เป็นธาตุไม้ สีของกระดาษเหลืองเป็นตัวแทนของดิน ดินเป็นธาตุที่อยู่ใจกลางของตำแหน่งธาตุทั้งห้า สิ่งที่ได้มาก็คือลมปราณขับเคลื่อนพลังชีวิตท่ามกลางฟ้าดิน ในขณะที่ผงชาดเป็นธาตุไฟ ผงชาดที่เจือกับน้ำแล้วจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ เพียงเท่านี้ก็รวบรวมได้เกือบครบทั้งห้าธาตุแล้ว

จากที่เหออวี้บอกมาทั้งหมด ยังมีคนบางพวกที่เติมผงทองลงไปในผงชาดโดยเฉพาะด้วย ส่งผลให้ธาตุทั้งห้าครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม ผสานกลมกลืนหมุนเวียนไม่สิ้นสุด และก่อเกิดผลถ่องแท้ในการปราบปรามภูตผีปีศาจ แต่ตอนที่อีกฝ่ายพูดเรื่องนี้กลับทำหน้าทะเล้น ตงจื้อจึงคิดว่าเหออวี้คงขี้จุ๊ไปอย่างนั้นเอง

ในความเป็นจริง ตงจื้อไม่ได้คาดหวังกับประสิทธิภาพของยันต์เท่าใดนัก หลัก ๆ แล้วเขาสนใจเรื่องการวาดยันต์มากกว่า จากสายอาชีพและงานอดิเรกของเขาทำให้การวาดยันต์เทียบเท่ากับการ ‘วาดภาพภาพหนึ่งให้สำเร็จ’ ดี ๆ นี่เอง และเขาก็เชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้วัฒนธรรมการวาดยันต์สมัยโบราณของจีนได้รับการสืบทอดมาหลายปีดีดักขนาดนี้ จะต้องเป็นเพราะมนตร์เสน่ห์ของมันอย่างแน่นอน

บรรพบุรุษสมัยโบราณนำเรื่องการปราบภูตผีปีศาจกับการวาดรูปมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และทำสิ่งที่คิดให้กลายเป็นความจริง เหออวี้ได้เปิดประตูสู่โลกลึกลับใบนี้ให้กับเขา

ตงจื้อหยุดความคึกคะนองของตัวเองไม่ได้ อึดใจเดียวเขาก็วาดไปแล้วกว่าหนึ่งร้อยแผ่น ชายหนุ่มเลือกยันต์สองแผ่นที่พอใจที่สุดออกมา ทำตามวิธีที่เหออวี้บอกโดยการจับมันพับเป็นรูปสามเหลี่ยมและเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ

หันมองเวลาอีกทีก็ผ่านไปสองชั่วโมงแล้ว ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโต แถมท้องยังว่างเหมือนเพิ่งไปวิ่งมาราธอนหนึ่งหมื่นเมตรมา

ตงจื้อคิดในใจว่าโชคดีแล้วที่ตัวเองเอาอาหารมื้อดึกกลับมาด้วย หลังเก็บกวาดโต๊ะเสร็จ เขาก็เล่นโทรศัพท์พลางจัดการลิ้นเป็ดคั่วพริกเกลือจนหมด ขณะที่กำลังเตรียมตัวจะไปอาบน้ำก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากภายนอก

ตงจื้อมองลอดตาแมวออกไป เขาเห็นสวีหวั่น

สวีหวั่นจูงมือถงถง สีหน้าบ่งบอกความลำบากใจ

“เสี่ยวตง เธอยังไม่นอนใช่ไหม พี่อยากลงไปซื้อของกินข้างล่างหน่อย ขอฝากถงถงไว้กับเธอก่อนได้ไหม ไม่กี่นาทีพี่ก็กลับมาแล้ว ปล่อยแกอยู่ในห้องคนเดียว พี่เป็นห่วงน่ะ”

เสียงพูดของเธอแผ่วเบานุ่มนวล ต่อให้ปฏิเสธก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องง่าย ๆ จนแทบไม่ต้องออกแรงแบบนี้ ตงจื้อจึงตอบรับไปอย่างสดชื่น “ได้ครับ ให้ถงถงเข้ามานั่งในห้องผมนี่แหละ!”

ทั้งคู่พูดคุยกันไม่กี่ประโยค ขณะที่สวีหวั่นกำลังจะออกไป ทันใดนั้นก็มีเสียงกระจกแตกลอยมาจากด้านนอก ครู่เดียวก็ตามมาด้วยเสียงอื้ออึงเหมือนของหนักตกใส่พื้น

ขณะนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าเกือบห้าทุ่มแล้ว โรงแรมตั้งอยู่หลังถนนการค้าย่านใจกลางเมือง ปกติจะได้ยินเสียงจอแจแว่วมาจากถนนอีกฝั่ง แต่ไม่ได้ดังเอะอะจนเกินไป หากแขกที่พักอยู่ชั้นสูง ๆ ในโรงแรมปิดหน้าต่างก็จะเงียบสงบยิ่งขึ้น

ทว่าตงจื้อไม่ได้ปิดหน้าต่าง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงได้ยินเสียงกรีดร้องลอยมาจากใต้ตึกหลังจากเสียงดังกล่าว

เสียงร้องโหยหวนดังทะลุแสงสียามราตรีขึ้นมา ก่อนจะลอยเข้าสู่ห้องพักชั้นเก้า ตงจื้อสะดุ้งในใจ

ชายหนุ่มสบตากับสวีหวั่น ทั้งคู่เดินไปที่ริมหน้าต่าง สอดส่ายสายตามองลงไปด้านล่างพร้อมกัน ที่พื้นเหมือนจะมีร่างคนร่างหนึ่งนอนอยู่ ของเหลวสีเข้มค่อย ๆ ไหลออกมาจากใต้ศีรษะอีกฝ่าย

ใต้อาคารแน่นขนัดไปด้วยคนจำนวนมากที่เข้ามามุงดูเหตุการณ์ ส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าใกล้ บางทีคงมีคนแจ้งตำรวจแล้ว ขณะที่พวกตงจื้อกำลังตะลึงงันอยู่นั้น เสียงนกหวีดตำรวจก็ดังมาจากที่ไกล ๆ ทางฝั่งถนนย่านการค้า

สวีหวั่นยกมืออุดปากด้วยความตกใจกลัวก่อนพูดตะกุกตะกัก “คนคนนั้นมะ…เหมือนจะกระโดดลงไปจากห้องข้าง ๆ …”

ตงจื้อตระหนักถึงข้อนี้เช่นเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น มองลงไปจากตรงนี้ เขายังรู้สึกว่าคนคนนั้นหน้าตาคุ้น ๆ อีกด้วย

เพื่อพิสูจน์การคาดเดาของตน เขาจึงส่งสองแม่ลูกกลับห้อง ก่อนจะลงไปที่ล็อบบี้โรงแรม

ข่าวที่มีคนกระโดดตึกแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว หน้าประตูโรงแรมมีคนยืนอออยู่เป็นจำนวนมาก ในจำนวนนั้นส่วนมากเป็นแขกของทางโรงแรม รวมถึงพนักงานรักษาความปลอดภัย และผู้จัดการล็อบบี้ ทุกคนมีสีหน้าหวาดหวั่น วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ นอกจากนี้ยังมีคนที่ไปขอคืนห้องที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วย สองสาวประจำเคาน์เตอร์ต้อนรับยุ่งจนไม่เป็นอันทำอะไร ต้องตกที่นั่งลำบากในชั่วพริบตา เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย

ตงจื้อยืนอยู่ด้านหลังฝูงชน แต่เขายังจำเครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายได้ว่านั่นคือผู้หญิงที่เพิ่งเดินสวนไหล่เขาไปจริง ๆ !

กระโดดลงไปจากชั้นเก้า รองเท้าส้นสูงสีแดงสะดุดตายังสวมอยู่บนเท้าข้างหนึ่ง ขณะที่อีกข้างกระเด็นไปตกอยู่ไม่ไกล รอยเลือดยังไม่แข็งตัว ค่อย ๆ ไหลออกจากใต้ร่างผู้ตายช้า ๆ ตงจื้อรีบก้าวถอยหลัง เบนสายตาจากภาพเหตุการณ์ชวนสยอง มือคลำหายันต์แสงจันทราในกระเป๋าเสื้อโดยไม่รู้ตัว

ไม่รู้เป็นเพราะผลทางจิตวิทยาหรือไม่ ตงจื้อรู้สึกว่าสภาพอารมณ์ของตนสงบนิ่งลงทีละน้อย ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเท่าก่อนหน้าแล้ว

ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มตั้งแถบกั้นล้อมรอบสถานที่เกิดเหตุ ทำการสอบสวนพนักงานโรงแรม ตงจื้อไม่ได้อยู่ดูเหตุการณ์ต่อ เขารีบกลับขึ้นไปบนห้อง

จะเปลี่ยนโรงแรมในเวลาแบบนี้ยุ่งยากเกินไป แต่เขาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะออกไปจากที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่

ล้มตัวลงนอนไม่ทันไร ตำรวจก็มาเคาะประตูห้อง

เป็นอันว่าพวกเขาทราบแล้วว่าผู้ตายพักอยู่ข้างห้องตงจื้อจึงขึ้นมาสอบถามสถานการณ์ ตงจื้อเล่าทุกอย่างให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีตกหล่นแม้แต่คำเดียว แม้กระทั่งพฤติกรรมแปลกประหลาดของอีกฝ่ายตอนที่บังเอิญเจอกันบนทางเดินเขาก็เล่าด้วย ผู้ตายกับตงจื้อไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย เป็นไปได้มากว่านี่จะเป็นการฆ่าตัวตาย ความจริงแล้วตำรวจแค่ขึ้นมาสอบถามตามขั้นตอนเท่านั้น พอบันทึกเบอร์โทรศัพท์และหมายเลขบัตรประชาชนของเขาเสร็จก็ไปปิดตายห้องที่เกิดเหตุเพื่อรอการตรวจสอบต่อไป

ผ่านไปครู่เดียว ตงจื้อก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังแว่วมาจากห้องข้าง ๆ คาดว่าสองแม่ลูกสวีหวั่นก็โดนซักถามเช่นกัน

เขากลิ้งตัวไปมาบนเตียงอยู่นานก่อนจะหลับไป ก่อนหลับเขาจงใจเปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า ขณะที่กำลังนอนสะลึมสะลืออยู่กลางดึกนั้น เขาได้ยินเสียงน้ำไหลจากก๊อกน้ำในห้องน้ำเป็นระยะ ทั้งยังรู้สึกเหมือนมีคนยืนอยู่ข้างเตียง แต่ทุกครั้งที่อีกฝ่ายพยายามจะเข้าใกล้เขา กลับดูเหมือนมีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นกางกั้นไว้ สุดท้ายอีกฝ่ายจึงทำได้เพียงยืนจ้องเขม็งมาทางตงจื้อในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล แววตาฉายแววโกรธแค้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ตงจื้อรู้สึกตัวดีทุกอย่าง แต่ช่วยไม่ได้ที่ร่างกายเขาอ่อนเพลียเกินไป ลืมเปลือกตาแทบไม่ขึ้น ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าสุดท้ายตัวเองผล็อยหลับอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่

เรื่องแรกที่เขาทำหลังจากตื่นขึ้นมาในวันถัดไปก็คือล้วงมือไปเอายันต์คุ้มกันแผ่นนั้นออกมาจากอกเสื้อ ผลคือยันต์แสงจันทราแผ่นนั้นกลายเป็นสีดำสนิท ผิดจากสภาพใหม่เอี่ยมเมื่อวาน

ตงจื้อตื่นตกใจไม่น้อย คำอธิบายเดียวคือเมื่อคืนคงมีอะไรบางอย่างต้องการเข้าใกล้เขาจริง ๆ แต่อักขระยันต์เกิดทำงานขึ้นมา ซึ่งมันก็ต้อง ‘สละชีพ’ ไปเพราะเหตุนี้ด้วย

โชคดีที่ยังเหลืออีกแผ่น เขาเองก็ขี้เกียจนอนเกลือกกลิ้งต่อแล้ว จึงลุกไปค้นกระเป๋าเป้ จัดเก็บกระเป๋าเดินทางลวก ๆ ก่อนลงไปเช็กเอ๊าต์

ตอนออกมาตงจื้อจงใจเหลือบมองห้องที่เกิดเหตุแวบหนึ่ง ประตูปิดสนิท มีแถบคาดปิดทับไว้ด้านนอก

เดิมทีตงจื้อคิดว่าจะไปเคาะประตูถามพวกเขาเสียหน่อยว่าเมื่อคืนได้เจอเรื่องแปลก ๆ หรือไม่ แต่คิดไปคิดมา ถามไปก็รังแต่จะเพิ่มเรื่องปวดหัวให้อีกฝ่ายเปล่า ๆ หากสวีหวั่นรู้สึกผิดปกติก็คงไปขอเช็กเอ๊าต์เปลี่ยนโรงแรมเอง

หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อคืนมา วันนี้ทางโรงแรมมีประสบการณ์สำหรับแขกที่ต้องการคืนห้องแล้ว จึงดำเนินการให้โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พนักงานรักษาความปลอดภัยในล็อบบี้เพิ่มขึ้นจากสองคนกลายเป็นสี่คน กำลังยืนจ้องนักข่าวที่ต้องการเข้ามาถ่ายรูปสัมภาษณ์เขม็ง ราวกับกำลังรับมือกับศัตรูตัวฉกาจก็มิปาน

หลังออกจากโรงแรม ตงจื้อตรงดิ่งไปที่สถานีรถไฟ เพราะผ่านเหตุการณ์ตอนขามามาแล้ว การนั่งรถไฟจึงสร้างความรู้สึกขยาดให้เขาอยู่บ้าง แต่การเดินทางครั้งนี้ปลอดภัยราบรื่นดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

พลบค่ำวันนั้น เขามาถึงสถานีไป๋เหอ หรือเรียกอีกอย่างว่าเอ้อร์เต้าไป๋เหอ

ตงจื้อหาที่พักง่าย ๆ ข้างสถานีรถไฟสำหรับพักแรมหนึ่งคืน หลังออกจากโรงแรม เรื่องพิลึกพิลั่นทุกอย่างก็ดูราวกับห่างไกลออกไป ทำให้โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง

เช้าวันรุ่งขึ้น ตงจื้อได้พบกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเขาฉางไป๋ จึงจ่ายเงินค่ารถและนั่งติดรถไปด้วย

เขามองหาที่นั่งว่างค่อนไปทางด้านหลังแล้วนั่งลง เด็กสาวที่นั่งข้างกันเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน ทั้งคู่พูดคุยกันไม่กี่ประโยค ตงจื้อทราบว่าอีกฝ่ายชื่อจางสิง เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ตอนแรกหล่อนลงชื่อออกมาเที่ยวพร้อมกับเพื่อน ปรากฏว่าคืนก่อนออกเดินทางเพื่อนดันติดธุระจึงถอนตัวไป ส่วนหล่อนจ่ายเงินมาแล้วจึงจำต้องเข้าร่วมคนเดียว โชคดีที่ในกลุ่มมีแต่เด็กวัยรุ่น หัวหน้าทัวร์เองก็ดูแลดีมาก

ตงจื้อเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า นอกจากตัวเขาแล้ว ทุกคนบนรถคันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกของกรุ๊ปทัวร์ที่กำลังเตรียมไปเที่ยวเขาฉางไป๋

 

ใส่ความเห็น