fbpx

[ทดลองอ่าน] แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ ตอนที่ 9

แฟ้มคดีกรมปราบปีศาจ

步天纲 (Bu Tian Gang)

 

梦溪石 เมิ่งซีสือ เขียน

ลลิตา ธ. แปล

 

นิยาย 6 เล่มจบ วางจำหน่ายแยกเล่ม

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 9

 

พวกเขาวิ่งเข้าไปใกล้ ๆ แล้วจึงเห็นถนัดตาว่าฝ่ายตรงข้ามมีประมาณเจ็ดแปดคน ทุกคนถือไฟฉายในมือ ต่อให้พวกเขากำลังทำหน้าไม่เป็นมิตรใส่ตงจื้อกับจางสิง แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเหยาปินที่ตามหลังพวกเขามาติดๆ และบางทีอาจไม่ใช่เหยาปินที่เป็นมนุษย์ปกติแล้วก็เป็นได้

อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองพวกเขาที่วิ่งเข้ามา สีหน้าบอกว่าไม่ต้อนรับ แต่ตงจื้อกับจางสิงไม่มีเวลาสนใจขนาดนั้น ปากร้องตะโกนว่าช่วยด้วย ฝีเท้าซวนเซ กลั้นใจวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต

เหยาปินที่อยู่ข้างหลังไม่ได้หยุดนิ่งเพราะเจอคนแต่อย่างใด ยังคงตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด รักษาจังหวะเคลื่อนไหวไม่ช้าไม่เร็ว แต่เนื่องจากอีกฝ่ายก้าวขายาว ใช้เวลาไม่นานก็ตามพวกเขาทัน

ตงจื้อไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้สึกได้ถึงเสียงหวดลมจากนิ้วมือทั้งห้าที่คว้าจับหลังเสื้อขนเป็ดจนเกิดเสียงขีดข่วนไม่น่าฟัง รู้สึกได้ด้วยซ้ำว่าเนื้อผ้าโดนนิ้วกรีดขาดไปแล้ว

เรี่ยวแรงมหาศาลแค่ไหน สังเกตได้จากเลือดสด ๆ ที่ไหลอาบหัวจางสิง

และตอนนั้นเอง เหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้ห้วงลมหายใจของเขาสะดุด!

ในบรรดากลุ่มคนเจ็ดแปดคนนั้น คนหนึ่งล้วงอาวุธสีดำมะเมื่อมลักษณะคล้ายปืนพกออกจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนเล็งมาทางพวกเขาทันที

ปัง!

คนพวกนี้พกปืนขึ้นมาบนเขา?!

ข้างหน้ามีหมาป่า ข้างหลังมีเสือ ตงจื้อกับจางสิงแข็งใจหยุดวิ่ง พร้อม ๆ กับเสียงปืนที่ดังขึ้น

พวกเขารู้ตัวทันทีว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายไม่ใช่ตน แต่เป็นเหยาปินที่อยู่ข้างหลังต่างหาก

ตงจื้อดึงจางสิงให้ก้มตัวกลิ้งออกไปข้าง ๆ อย่างว่องไว แม้ท่วงท่าจะไม่สวยงามชวนมอง แต่อย่างน้อยก็รักษาชีวิตไว้ได้

หลังเสียงปืนดังขึ้นเจ็ดถึงแปดนัด ร่างกายเหยาปินกระตุกไหวแค่เล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นก็ก้าวมาทางพวกเขาต่อ

“ไม่ต้องยิงแล้ว! เจ้าหมอนี่ไม่กลัวปืนเลย!” มีคนตะโกนขึ้น

ตงจื้อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเก็บกิ่งไม้ขึ้นมาจากพื้น สองมือประสานอิน ปากบริกรรมคาถา กิ่งไม้เผาไหม้ตัวเองฉับพลัน ไม่รู้ว่าหล่อนดัดแปลงคันธนูมาจากที่ใด น้าวกิ่งไม้ขึ้นไปบนนั้นได้ก็ยิงใส่เหยาปินทันที

กิ่งไม้ที่กำลังลุกไหม้พุ่งเข้าใส่แผ่นหลังชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตงจื้อคิดว่าหล่อนเล็งไม่ดีจนพลาดเป้าไปนั้น จู่ ๆ กลับได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน เปลวไฟปะทุขึ้นบนแผ่นหลังเหยาปินทันควัน!

ท่ามกลางแสงเพลิง เกิดหมอกดำขมุกขมัวบิดเบี้ยวผิดไปจากรูปเดิมก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ตงจื้อคิดว่าตัวเองตาฝาดไปด้วยซ้ำ แต่เปลวเพลิงกลับแผ่ขยายลุกลามไปทั่วร่างเหยาปินแทบจะทันที

จางสิงอุทานเสียงต่ำ ทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าไปช่วย ตงจื้อล็อกตัวเธอไว้แน่น ร่างเด็กสาวสั่นเทิ้ม ก่อนจะตระหนักได้ว่าเหยาปินที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนปกติอีกแล้ว

“ฆ่าคนที่นี่ไม่ดีมั้ง” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่เอ่ยปากอีกรอบ

“เขาโดนอสูรดักซุ่มดูดกลืนสมองกับจิตวิญญาณไปหมดแล้ว ไม่นับเป็นคนแล้วละ” หญิงสาวที่เมื่อครู่ใช้กิ่งไม้แทนลูกธนูกล่าว โทนเสียงของหล่อนแข็งทื่อแปลกหู ฟังดูเด็กทีเดียว ตงจื้ออาศัยแสงสว่างจากไฟฉายแอบเหลือบมองคนพวกนั้นแวบหนึ่ง พบว่าหญิงสาวคนนั้นหน้าตาสะสวยใช้ได้

ผู้เฒ่าคนหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ หล่อน สีหน้าเรียบตึงราวกับเป็นหนี้คนหลายสิบล้าน นอกจากนี้ยังมีชายหลายคนที่อ่อนวัยกว่าหน่อย ทุกคนมีปืนอยู่ในมือ

ตงจื้อไม่กล้ามองนานจึงรีบถอนสายตากลับ

“เมื่อกี้ที่พวกเราเจอก็ผีพวกนี้เหมือนกัน?! พวกมันโผล่มาจากไหน!” ชายวัยกลางคนบอกด้วยความตกตะลึง

“ต้องมีคนปล่อยออกมาแน่ ๆ” อีกคนกล่าวเสียงเรียบ “คราวหน้าถ้าเจอตัวพรรค์นี้อีก ไม่ต้องลั่นไก ให้ใช้ไฟเผาไปเลย ไม่อย่างนั้นได้โดนพวกมันประชิดตัวดูดมันสมองไปหมดแน่ แล้วนายก็จะกลายเป็นอย่างเขา”

‘เขา’ ในที่นี้หมายถึงเหยาปิน เปลวเพลิงขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานก็โอบล้อมร่างเหยาปินไว้ตรงกลาง แต่ที่แปลกที่สุดก็คือ ในช่วงเวลาแบบนี้เหยาปินกลับไม่ได้ตะเบ็งเสียงคร่ำครวญแม้แต่คำเดียว ไม่แม้แต่จะขยับไปไหนด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาที่คนปกติพึงมีเลย ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่หญิงสาวคนนั้นพูด เขาไม่ใช่คนอีกแล้ว

ตงจื้อเคยเห็นสภาพของพนักงานรถไฟคนนั้นมาก่อน นับว่าสภาพจิตใจมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง ผิดกับจางสิงที่ต้องเผชิญหน้ากับการเห็นคนกำลังจะตายลงตรงหน้าแต่ไม่อาจเข้าไปช่วยได้ หล่อนเบิกตากว้าง มองคนสนิทโดนเผาตายด้วยความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก หากไม่ใช่เพราะตงจื้อดึงตัวหล่อนไว้แล้วอุดปากแน่น หล่อนคงกรีดร้องเสียงแหลม ตัวอ่อนปวกเปียกทรุดลงกับพื้นไปแล้ว

คนพวกนั้นสนทนากันไม่กี่ประโยคก่อนจะแบ่งพรรคพวกสองคนออกมาเฝ้าระวังรอบ ๆ ส่วนคนอื่น ๆ มองมาทางตงจื้อกับจางสิง

“พวกเธอเป็นใคร!” ชายที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตถาม สำเนียงแข็งทื่อเช่นเดียวกับหญิงสาวผู้นั้น

สีหน้าจางสิงบ่งบอกว่าสติของหล่อนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะกับการออกหน้าในขณะนี้ ตงจื้อจึงต้องเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ที่ประสบระหว่างอยู่บนเขาให้พวกเขาฟัง ก่อนทำใจกล้าถามไปว่า “ไม่ทราบว่าพวกคุณกำลังหาทางออกอยู่เหมือนกันใช่ไหม ให้พวกเราตามไปด้วยได้หรือเปล่า พวกเราสัญญาว่าจะไม่เป็นตัวถ่วงพวกคุณเด็ดขาด!”

ชายที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตขมวดคิ้ว หันกลับไปมองผู้เฒ่ากับหญิงสาว

ตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนจึงเอ่ยขึ้น “คนเพิ่มหนึ่งคนก็เท่ากับต้องดูแลเพิ่มอีกหนึ่งคนน่ะสิ”

ตงจื้อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายใช้น้ำเสียงเชิงปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นชายสวมเสื้อแจ็กเก็ตก็ดี หรือชายวัยกลางคนก็ดี สิ่งที่พวกเขาพูดล้วนไม่สำคัญ ผู้ตัดสินใจที่แท้จริงคือผู้เฒ่าที่อยู่ข้างตัวหญิงสาวต่างหาก

ชายชรามองตงจื้อแวบหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาคมดุจเหยี่ยว พอโดนมองด้วยแววตาแบบนั้นแล้ว ตงจื้อรู้สึกแต่เพียงว่าตัวเองโดนอ่านจนตับไตไส้พุงทะลุปรุโปร่ง

อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย หันไปกล่าวอะไรบางอย่างกับชายที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตเสียงต่ำ ฝ่ายหลังยืดอกหลังตรง ก้มหัวรับคำก่อนบอกกับทุกคนว่า “ไปหาที่พักเอาแรงกันข้างหน้า!”

ตงจื้อผ่อนลมหายใจเงียบ ๆ ดึงตัวจางสิงตามหลังไป

บรรยากาศรอบด้านมืดสลัว พวกเขาทั้งหมดอาศัยเพียงไฟฉายไม่กี่กระบอกตรงหน้าเพื่อเปิดทาง ตงจื้อไม่อยากสิ้นเปลืองแบตโทรศัพท์ จึงแข็งใจไม่หยิบโทรศัพท์ออกมาส่องให้ความสว่าง เดินตามพวกเขาไปติด ๆ ด้วยกลัวว่าจะโดนสลัดทิ้งกลางทาง

แม้อีกฝ่ายจะมีปืนและก็ดูไม่ใช่คนใจดีอะไร แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังอยู่ในขอบเขตของความเป็นมนุษย์ เทียบกับเหยาปินแล้ว ตงจื้อเต็มใจไปกับพวกเขามากกว่า

การเดินรั้งท้ายใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว ไม่นานตงจื้อก็สังเกตเห็นว่าแท้จริงแล้วคนกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นสองพวก

พวกแรกมีชายชราและหญิงสาวเป็นศูนย์กลาง ทั้งหมดมีด้วยกันหกคน ชายคนหนึ่งสวมเสื้อขนเป็ดเดินอยู่ข้างๆ พวกเขาพลางสนทนากันเป็นระยะ ดู ๆ ไปแล้วคงมีตำแหน่งอะไรสักอย่าง แต่ท่าทางที่เขามีต่อผู้เฒ่ากับหญิงสาวยังค่อนไปทางเจียมเนื้อเจียมตัว ชายที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตนำคนอีกสองคนห้อมล้อมพวกเขาเสมือนเป็นบอดี้การ์ด

อีกกลุ่มคือชายวัยกลางคนเมื่อครู่นี้กับชายหนุ่มที่สวมเสื้อขนเป็ดสีดำอีกคน

เป็นการรวมกลุ่มที่แปลกประหลาดทีเดียว แถมยังพกปืนขึ้นเขามาด้วย ดูยังไงก็เหมือนกำลังทำธุรกิจมืดอะไรสักอย่าง

จังหวะนั้น คำว่าจอมโจรขุดสุสาน ผู้ลักลอบค้ายาเสพติด และอื่น ๆ ก็แฉลบผ่านเข้ามาในหัวตงจื้อ ถ้าไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ เขาคงควบคุมตัวเองไม่ให้กลายเป็นบุคคลตัวอย่างของประเทศชาติไม่ได้ รายงานความผิดกับหน่วยงานราชการไปแล้ว

ระหว่างทางพวกเขาไม่ได้พบเจอเหตุการณ์แปลกประหลาดอีก ทุกคนเดินเลาะไปตามริมแม่น้ำ ชายที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตยกมือเป็นสัญญาณ ทุกคนจึงหยุดเดิน ก่อนจะปักหลักก่อกองไฟเพื่อพักผ่อน

ตงจื้อไม่อยากเข้าใกล้พวกเขามากไป แต่ก็ไม่กล้านั่งห่างเกินไป จึงมองหาโขดหินใหญ่ ๆ ก้อนหนึ่งแล้วจัดแจงให้จางสิงนั่งลง

“บัดซบ แบตหมดได้ยังไงวะ!” ชายที่สวมเสื้อขนเป็ดสีดำมองโทรศัพท์พลางสบถเบา ๆ

ตงจื้อคิดว่านี่เป็นโอกาส

“พี่ชาย ผมมีพาวเวอร์แบงก์” เขาหยิบพาวเวอร์แบงก์ออกจากกระเป๋าเป้ยื่นให้อย่างกระตือรือร้น

อีกฝ่ายปรายตามองแวบหนึ่งด้วยความประหลาดใจ ตงจื้อเห็นว่าบนหน้าเขามีรอยแผลเป็นหนึ่งรอย

“ผมชื่อเสี่ยวตง พี่ชายชื่ออะไร” ตงจื้อนำรอยยิ้มที่ใช้ผูกมิตรกับผู้อื่นในยามปกติออกมาใช้ สีหน้าของอีกฝ่ายอ่อนโยนลงมาก

“เรียกฉันว่าหน้าบากก็ได้” ชายหนุ่มกล่าว

“พี่หน้าบาก พวกพี่จะไปไหนกัน ผมไม่ได้อยากจะละลาบละล้วงอะไรนะ แค่อยากรู้ว่ากลางทางจะมีที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยให้พวกเราแยกตัวออกไปเองได้ไหม รอให้สว่างก่อนแล้วค่อยหาทางลงจากเขาก็ได้” ตงจื้อถามเสียงเบา

ชายหน้าบากบอกยิ้ม ๆ “อย่าฝันไปหน่อยเลย ไม่มีทางอื่นนอกจากจะตามพวกเราขึ้นไปด้วยกันแล้วลงมาพร้อมกัน ตั้งแต่ขึ้นเขามา พวกเราเจอผีพวกนั้นมาไม่ใช่น้อย บางส่วนไม่มีรูปร่างเป็นตัวเป็นตน บางส่วนก็เหมือนกับเมื่อกี้นี้ที่ควบคุมคนให้มาจู่โจมพวกเรา ไม่มีพวกเขา…”

เขาบุ้ยปากเป็นนัยไปทางผู้เฒ่ากับหญิงสาว “พวกนายไม่มีทางรอดไปได้อย่างปลอดภัยแน่ ๆ”

ตงจื้อเย็นวาบในใจ ลองหยั่งเชิงดู “สำเนียงของพวกเขาไม่เหมือนคนจีน?”

อีกฝ่ายเบ้ปาก แต่ไม่ได้ปิดบัง “ใช่น่ะสิ พวกยุ่น! ขนาดอาจารย์ของฉัน พวกนั้นยังไม่เห็นอยู่ในสายตาเลย ได้ยินว่าเป็นประธานกลุ่มสถาบันการเงินอะไรสักอย่าง ทำตัวจองหองอย่างกับถือไพ่ตองสามไว้ในมือ ตาจะขึ้นไปงอกบนหัวอยู่แล้ว ถุย! ก็ยังอยู่ในเขตอิทธิพลของจีนอยู่ดีไม่ใช่เหรอ!”

อาการไม่พอใจทะลักออกมาผ่านการแสดงออกทางคำพูด แต่เจ้าตัวกล้าทำแค่กดเสียงต่ำกล่าว

ในเมื่อสถานะของชาวญี่ปุ่นพวกนี้ไม่ธรรมดา ขึ้นเขาฉางไป๋มาในเวลากลางดึก จุดมุ่งหมายต้องไม่บริสุทธิ์เป็นแน่ อาจารย์กับลูกศิษย์หน้าบากคู่นี้มาคลุกคลีกับคนพวกนี้ย่อมต้องไม่ใช่คนดีมีคุณธรรมอะไร ตงจื้อตระหนักถึงข้อนี้ดีจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ กล่าวขอบคุณอีกฝ่ายแล้วลุกขึ้นกลับไปหาจางสิง

จางสิงที่เดิมทีค่อยสงบลงแล้ว จู่ ๆ ก็เหมือนสายธนูขึงตึง ทันทีที่โดนตงจื้อแตะตัว หล่อนก็แทบกระโดดโหยง ตงจื้อรีบกดตัวหล่อนไว้ ก่อนจะพบว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของเด็กสาวสั่นไหวราวกับตะแกรงร่อน ฟันบนล่างกระทบกัน

ตงจื้อตกใจ “เธอหนาวมากเหรอ”

จางสิงพลิกมือคว้าแขนชายหนุ่ม ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าที่หล่อนจะเขียนตัวหนังสือลงไปบนฝ่ามือเขาในสภาพตัวสั่นงันงกได้

‘ฉันเข้าใจภาษาญี่ปุ่น เมื่อกี้ที่พวกเขาคุยกัน ฉันฟังออกอยู่บ้าง’

ตงจื้อสะดุ้ง รู้แทบจะทันทีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดจะต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ไม่อย่างนั้นจางสิงคงไม่ตกใจกลัวขนาดนี้

เป็นอย่างที่คิด จางสิงเขียนใส่มือเขาต่อว่า ‘เหมือนพวกเขากำลังหาอะไรบางอย่าง ที่ยอมให้พวกเราตามมาก็เพื่อจะได้โยนพวกเราออกไปตอนเจออันตราย’

ตงจื้อสูดหายใจเข้าทางปากเงียบ ๆ นี่มันหนีเสือปะจระเข้ชัด ๆ!

ชายหนุ่มเลียนแบบจางสิง เขียนอักษรลงบนฝ่ามืออีกฝ่ายทีละขีด ‘เราไม่รู้จักทาง หนีไปไหนไม่ได้ เดินตามหลังไปก่อน พอสบโอกาสก็ลุยเลย ไม่ต้องเข้าใกล้เกินไป เธอได้ยินไหมว่าพวกเขากำลังหาอะไร’

จางสิงเขียนว่า ‘ได้ยินไม่ชัด แต่พวกเขาพูดถึงสถาบันการเงินอาโซอะไรสักอย่าง’

สถาบันการเงินอาโซ?

กลุ่มนายทุนใหญ่ของญี่ปุ่นอันโด่งดัง ชื่อเสียงก้องโลก บางครั้งตงจื้อยังเห็นออกข่าวด้วย

ฝ่ามือเด็กสาวชื้นไปด้วยเหงื่อ ตงจื้อเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ ทั้งคู่สบตา ฝืนยิ้มให้กันในความมืด

ลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด แต่เพื่อชีวิตน้อย ๆ เปรียบเทียบอันตรายสองสิ่งแล้วเลือกสิ่งที่ส่งผลร้ายน้อยกว่าก็แล้วกัน ช่วยไม่ได้ เดินหน้าต่อไปดีกว่า

อีกฝ่ายพักผ่อนเพียงพอแล้ว ชายที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตจุดคบเพลิงสองสามอัน ส่งให้พวกตงจื้อด้วยหนึ่งอัน

คนหนึ่งกลุ่มออกเดินทางต่อ ตงจื้อเตรียมการเงียบ ๆ ในใจ เขาสังเกตว่าทางที่พวกนั้นใช้เดินส่วนมากจะเป็นทางชันขึ้น

หรือจะขึ้นเขาใหม่อีกรอบ?

แม้จะตระหนักถึงข้อนี้ แต่ตงจื้อกับจางสิงก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่ภาวนาขอให้ปลอดภัยไปตลอดรอดฝั่ง

แต่ความเป็นจริงยิ่งกลัวอะไรก็ยิ่งได้อย่างนั้น ตงจื้อรู้สึกเมื่อยมือที่ชูคบเพลิง ขณะที่กำลังจะสลับมือนั้น เขาปรายตามองไปข้างลำตัว ก่อนจะเห็นหมอกควันสีดำกลุ่มหนึ่งที่มีก็เหมือนไม่มี กำลังลอยไปทางด้านหลังชายหน้าบาก

“ระวัง!” ตงจื้อตาไว ตะโกนออกไปตามจิตใต้สำนึกทันควัน

ชายหน้าบากตอบสนองอย่างว่องไว หันหลังกลับ กวาดคบเพลิงไปข้างหน้า มืออีกข้างขยับสับไก ก่อนลั่นปืนออกไปจากด้านหลัง

นี่เป็นเพียงการเคลื่อนไหวตามจิตใต้สำนึกเมื่อเผชิญหน้ากับอันตรายเท่านั้น ตัวเขาเองย่อมรู้ดีว่ายิงปืนออกไปไม่ช่วยอะไร เขากลิ้งตัวมาข้าง ๆ ด้วยความเร็ว เมื่อหมอกสีดำซึ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดเคลื่อนมาเจอไฟก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตามติดเข้ามาฉับไว ชายหน้าบากแหกปากตะโกนก้อง ขว้างปืนในมือทิ้งพลางขยับเข้ามาจะคว้าตัวจางสิงโดยไม่มีใครคาดคิด ต้องการตัวหล่อนไปเป็นหนังหน้าไฟ!

 

ใส่ความเห็น