[ทดลองอ่าน] นายหยุดแกล้งฉันได้ไหม ตอนที่ 38

你能不能不撩我
นายหยุดแกล้งฉันได้ไหม

 

焦糖冬瓜 เจียวถังตงกวา เขียน
สีน้ำ แปล
JYUN (Kang Jiyun) วาด

 

— โปรย —

ใครจะรู้ว่าหลังจากฮันต์สารภาพความในใจยาวเหยียด
วินสตันกลับจู่โจมเขาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนฮันต์ขวัญผวาเพราะ ‘ขวดโค้ก’ ไซส์ซูเปอร์บิ๊ก
ตอนนั้นเขาถึงได้รู้ว่าวินสตันคิดไม่ซื่อกับเขาตั้งแต่แรกแล้ว!

ทว่าตกตะลึงได้ไม่ทันไร ประโยคสารภาพรักของไชร์ที่พนันกับโอเว่นในงานเลี้ยง
เพื่อแกล้งวินสตันกลับผุดขึ้นในหัว ในสายตาของวินสตัน คนที่เขาให้ความสนใจ
และให้ความสำคัญล้วนเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง ฝีมือทัดเทียมกันบนสนามแข่ง
แต่คนอย่างฮันต์ เมื่ออยู่ต่อหน้าวินสตันก็เป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง
ได้แต่ไล่ตามอยู่ข้างหลังเขาเสมอ…แล้วทีนี้เขาควรจะทำอย่างไรดีล่ะ

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 38 นายแผดเผาดวงตาของฉัน

 

รอบแข่งจริงจบไปสี่ในห้าส่วนแล้ว ฮันต์เข้าพิตอีกรอบ มาร์คัสตื่นเต้นสุดขีด เขามีความรู้สึกว่าฮันต์ยังไม่พอใจ

หลังออกจากพิตฮันต์ทำความเร็วรอบที่เร็วที่สุดของเขาบนสนามซูซูกะในห้ารอบสุดท้าย

โอเว่นและวินสตันเปิดฉากดวลในทางโค้ง เชียร์กำลังไล่ตาม ก่อนเข้าโค้ง เขาประหลาดใจเมื่อพบว่าฮันต์ไล่ตามอยู่หลังตน

“ไอ้เปนีนั่น…โดนคนอื่นเขี่ยทิ้งไปได้ยังไงกัน!”

เชียร์เหยียดยิ้มมุมปาก การเข้าโค้งของเขาไม่เปิดโอกาสใดให้ฮันต์เลย

หลังออกจากโค้งสปูน ฮันต์ไล่ตามเชียร์เข้าสู่จุดแซงรถ

คนหนุ่มด้านหลังใจเย็นจนเชียร์เซอร์ไพรส์ ทั้ง ๆ ที่นี่คือทางโค้งความเร็วต่ำ ทว่าฮันต์กลับใจกล้าชะลอการเบรกจนแทบจะเลียบไปกับขอบสนาม ล้อของรถสองคันที่เข้าทางโค้งเกือบปะทะกันจนคนดูอกสั่นขวัญแขวนไปตาม ๆ กัน

“แม่งเอ๊ย…” มาร์คัสอ้าปากหวอ

ตอนนี้กระทั่งเวลาก็หยุดนิ่ง

จนกระทั่งเชียร์เลียบเส้นในออกโค้งก่อน เหล่าผู้ชมจึงพากันปรบมือ ส่วนมาร์คัสถอนหายใจออกมา

ถึงแม้คราวนี้จะแซงไม่สำเร็จ แต่เลือดในกายคนทั้งทีมต่างเดือดพล่าน

“ไอ้เด็กนี่เก่งเกินไปแล้ว! ถึงกับกล้าเดี่ยวกับเชียร์!”

“นี่คือการท้าทายที่คุกคามนักขับตัวท็อปที่สุดของพวกเราแล้ว!”

เชียร์ที่อยู่บนทางตรงยังไม่อาจผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกได้ เพราะเขารู้ดีว่าฮันต์ที่อยู่ข้างหลังกำลังหาโอกาสตามพ่วง

“ฝันไปเถอะ”

เชียร์ร้องฮึเบา ๆ เขาพุ่งเข้าสุดปลายทางตรงเข้าสู่รอบสุดท้าย

วินสตันในเวลานี้กำลังออกจากโค้งดันลอป[1] ชิงตัดหน้าโอเว่นได้อย่างงดงาม

และในโค้งเดียวกัน ฮันต์ก็ไล่จู่โจมเชียร์อีกครั้ง ดึงดูดสายตาของผู้บรรยายและผู้ชมแทบทั้งสนาม รถแข่งที่ปรับแต่งใหม่อาศัยความสมดุลเหนือชั้นทำให้ฮันต์บี้เชียร์ได้ในจุดเอเป็กซ์

เชียร์ยึดเรซซิ่งไลน์ของตนเองเอาไว้ นำหน้าออกจากโค้งอีกครั้ง!

พริบตานี้ไม่ว่าจะเป็นความเด็ดขาดหรือเรซซิ่งไลน์ของฮันต์ หรือการยึดไลน์ด้วยฝีมือดุจเทพของเชียร์ ล้วนกลายเป็นการดวลที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งในการแข่งขันสนามนี้

เมื่อฮันต์พุ่งเข้าเส้นชัยด้วยระยะห่างจากเชียร์หนึ่งจุดสองวินาที ทีมงานมาร์คัสทั้งทีมก็กอดกันแน่น

มาร์คัสมองหน้าจออย่างอึ้งงัน น้ำตาเอ่อคลอ เขาหันกลับมามองเสิ่นชวนที่กำลังวิเคราะห์ข้อมูลอย่างใจเย็นอยู่นาน

“ขอบคุณ…ดอกเตอร์เสิ่น ไม่มีพวกนาย…ฮันต์ไม่มีทางคว้าที่สี่ได้…”

อันดับสี่คือผลงานที่ดีที่สุดที่นักขับทั้งหมดจนถึงปัจจุบันของทีมมาร์คัสเคยได้มา

ฮันต์ขับรถกลับไป ทั้งทีมกำลังส่งเสียงเชียร์เขา

แต่ในใจของเขากลับสงบมาก

คราวนี้เขาก็ยังไม่อาจเปิดฉากดวลกับวินสตันบนสนามแข่งได้

ผู้ชายคนนั้นยังคงยืนก้มมองเขาอยู่บนที่สูง

ฮันต์ถอดหน้ากากกันไฟออก รับผ้าขนหนูมากดลงบนดวงตาของตน

จู่ ๆ เขาก็อยากร้องไห้ เสียงแสดงความยินดีทั้งหลายข้างหูไม่อาจเข้าสู่สมองเขาได้

วินสตันได้แชมป์สนามย่อยต่อเนื่องอีกแล้ว

ส่วนฮันต์…ไม่อาจเทียบความรุ่งโรจน์กับผู้ชายคนนั้นได้ เขาในตอนนี้ยังเป็นไม่ได้แม้แต่คู่แข่งของวินสตัน

“ฮันต์ ให้เวลาพวกเราหน่อย…รอจนพาวเวอร์ยูนิตที่เป็นของเราสำเร็จ นายจะต้องได้ดวลกับวินสตันแน่”

หัวใจเหมือนถูกจี้จุด ฮันต์เงยหน้าขึ้นจ้องตาเสิ่นชวน

เขากุมมือของเสิ่นชวน ดวงตาก็ร้อนผ่าวตาม “ขอบคุณ ผมเชื่อพวกคุณ”

งานแถลงข่าวหลังแข่งกำลังจะเริ่ม ฮันต์นั่งดื่มน้ำกินอาหารที่นักโภชนาการเตรียมไว้อยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ

“เฮ้ ฮันต์ ดอกไม้ของนาย!”

“ครับ…ขอบคุณ”

ฮันต์เปิดการ์ดออก ลายมือในนั้นแปลกตาอย่างสิ้นเชิง ‘นายแผดเผาดวงตาของฉัน’

“อันนี้ใครส่งมาเหรอครับ” ฮันต์ถามทีมงาน

“ดูเหมือนว่าจะส่งมาจากเลขาฯบอร์ดบริหารของนิคกรุ๊ป”

“นิคกรุ๊ป?”

ฮันต์เกาหลังศีรษะ หรือจะเป็นวิเวียน นิค?

เวลานี้มาร์คัสสาวเท้าเร็ว ๆ เข้ามาหาฮันต์ กอดเขาหมับ แล้วจูบหน้าเขาแรง ๆ สองที

“ฮันต์! ฮันต์! สุดที่รักของพวกเรา!”

ฮันต์กลอกตามองบน “ถ้าคุณเรียกผมว่าสุดที่รักอีกคำ ผมจะอัดหัวคุณเข้ากำแพง!”

“วิเวียน นิค ผู้ถือหุ้นใหญ่ของนิคกรุ๊ปเพิ่งส่งเมลมาให้พวกเรา บอกว่าจะสนับสนุนพวกเรา! คุณนิคอาจจะกลายเป็นหุ้นส่วนใหญ่ที่สุดของทีมเราก็ได้! แล้วที่สำคัญก็คือ การสนับสนุนของเขาอาจทำให้นายได้ขับรถแข่งที่เยี่ยมที่สุด!”

“นิค…” เป็นเขาจริง ๆ ด้วย

“ใช่แล้ว เขามาดูการแข่งสนามนี้ด้วยตัวเองเลยนะ! ตอนนี้เขาคือแฟนพันธุ์แท้ของนายแล้ว!”

ฮันต์มึนนิด ๆ

เชี่ย! วิเวียน นิค เงินเยอะจนสมองฟั่นเฟือนไปแล้วเหรอ! เขาถึงได้วิ่งไปแต่งหญิงในคลับ!

เวลานี้เอง งานแถลงข่าวหลังแข่งของวินสตันได้เริ่มขึ้นแล้ว

ออเดรย์ที่เป็นผู้นำกลุ่มแฟนคลับของวินสตันก็อยู่ที่นั่นด้วย

วินสตันตอบคำถามที่เกี่ยวกับด้านเทคนิคทั้งหมดที่สื่อถามมาด้วยท่าทางสงบ

แต่คำถามที่ออเดรย์ถามกลับเป็น “อีวาน ฮันต์ เพื่อนสนิทของคุณคว้าคะแนนที่ดีที่สุดในอาชีพเขามาได้ คุณมีความคิดเห็นกับผลงานของเขาในการแข่งสนามนี้ไหมคะ”

พวกสื่อมองไปทางวินสตันอย่างใจจดใจจ่อ เขาตอบคำถามเกี่ยวกับรถแข่งน้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการวิจารณ์นักขับคนอื่นเลย

“เขาไม่ใช่เพื่อนของผม” น้ำเสียงของวินสตันเย็นชา

คำพูดนี้ทำให้เหล่าสื่อเผยสีหน้าเสียดาย และมีบางคนวิจารณ์เบา ๆ ว่าถ้าฮันต์ได้ยินคำพูดนี้จะกระอักกระอ่วนหรือไม่

“สำหรับผมแล้วเขาเป็นคนที่สำคัญยิ่งกว่าเพื่อน ผมจึงรู้สึกเสียดายมากกับผลงานคราวนี้ของเขา เพราะผมยังไม่สามารถดวลกับเขาได้เช่นเดิม”

“แต่เขาใกล้คุณขึ้นทุกทีแล้ว” ออเดรย์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ใช่ครับ” วินสตันผงกศีรษะ

พวกนักข่าวตรงนั้นพลันเค้นสมอง แล้วพาดหัวข่าวหลากหลายก็ผุดขึ้นมา

จำพวก ‘วินสตันคาดการณ์ : ฮันต์จะแซงเชียร์ขึ้นเป็นคู่แข่งสุดท้ายของเขา’ หรือไม่ก็ ‘ยุคสมัยของวินสตันและฮันต์กำลังมาถึงแล้ว’ เป็นต้น

คืนวันนี้เชียร์ดื่มเหล้าด้วยความหดหู่สุดขีด โอเว่นก็นั่งอยู่ข้างเขา

“เฮ้! นายคิดว่าทำไมนายรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ไม่ได้วะ! แถมดันปล่อยให้วอห์น วินสตัน แย่งแชมป์ไปอีก!”

“เอาน่า ๆ! จะทะเลาะกับคนหนุ่มๆไปทำไมกัน!” โอเว่นลูบศีรษะของเชียร์ราวกับปลอบเด็กคนหนึ่ง

“ยังมีไอ้เด็กผีฮันต์นั่นอีก! มันนึกว่าตัวเองจะแซงฉันได้ง่าย ๆ หรือไง”

“ไม่มีทางอยู่แล้ว!” โอเว่นผงกศีรษะ ยกมือขึ้นสั่งเหล้าให้เชียร์อีกแก้ว

“นายเห็นฉันเป็นเด็กเหรอ” เชียร์ปรายตามองโอเว่น

“จะเป็นงั้นได้ยังไง” โอเว่นหัวเราะ

“งั้นทำไมนายเฟคแบบนี้วะ”

โอเว่นถอยหายใจทีหนึ่ง ชูนิ้วโป้งไปทางเชียร์ “พวกเรามาสัญญากัน สนามอาบูดาบีจะทำให้ไอ้เด็กผีสองคนนี้รู้ถึงความสุดยอดของพวกเรา”

เชียร์กดนิ้วลงบนนิ้วของโอเว่นทีหนึ่ง “งั้นนายอธิบายมาหน่อยว่า ทำไมนายต้องส่งรูปฉันดื่มเหล้าในผับให้เมียฉันด้วย!”

“นายอยากหย่า แต่เมียนายไม่ยอมไม่ใช่เหรอ ฉันก็ช่วยนายนิดหน่อยไง!” โอเว่นยิ้มตาหยี

“ช่วยบ้านนายสิ! หล่อนจะแบ่งสมบัติฉันหมดบ้านแล้ว!”

“นายสมควรโดนแล้วละ!”

“ตอนนี้ฉันอยากต่อยนายให้ตาย ๆ ไปซะ!”

“โอ๊ะ! อย่าต่อยหน้าฉัน!”

 

และคำเชิญสัมภาษณ์ของทีมมาร์คัสก็เยอะจนมาร์คัสนอนไม่หลับ

ท่าทีของฮันต์ในงานแถลงข่าวหลังแข่งทำให้พีอาร์รู้สึกสบายใจ

เขาเหมือนกับราชาผู้ซุกซนที่โตขึ้นในฉับพลัน  ‘คำตอบเป็นทางการ’ ที่พีอาร์นึกว่าไม่เคยเข้าหัวฮันต์เลย เขาล้วนยิ้มพลางตอบสื่อได้ทั้งหมด ชั่วพริบตาพวกนักข่าวต่างก็เกิดความรู้สึกดีต่อเด็กหนุ่มที่สุภาพมีมารยาทคนนี้

แต่งานสัมภาษณ์หลังแถลงข่าว ฮันต์ปฏิเสธไปหมดด้วยเหตุผลว่าเหนื่อยเลยอยากพักผ่อน

มาร์คัสมองออกว่าอารมณ์ของเขาไม่ได้ดีอย่างที่พวกตนคาดไว้ จึงไม่ได้บังคับเขาอย่างเมื่อก่อน

ฮันต์กลับถึงห้องพักก็ได้รับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้า

“ฮัลโหล สวัสดีครับ ผม อีวาน ฮันต์”

“สวัสดี ฉันนิค ฉันรอนายอยู่ในร้านอาหารชั้นดาดฟ้าของโรงแรม ไม่รู้ว่าจะเชิญนายมากินอาหารเย็นด้วยกันได้ไหม”

“นิค? นายคือนิคคนนั้นที่ฉันเจอในคลับ?” ฮันต์ประหลาดใจมาก

“ใช่สิ ถ้านายปฏิเสธคำเชิญของฉันละก็ ฉันจะบอกมาร์คัสว่าขอยกเลิกการสนับสนุนทีมของพวกนาย” นิคใช้น้ำเสียงเจ้าเล่ห์พูดแกมหยอก

ฮันต์ชะงักไปก่อนจะถามกลับ “วันนี้นายสวมชุดเดรสกับรองเท้าส้นสูงไหม”

“ทำไม”

“ถ้าใช่ ฉันไม่ไป” พอนึกถึงตอนที่ตัวเองถูกอีกฝ่ายแกล้งจนหัวหมุน ฮันต์ก็ยังหดหู่ใจอยู่

“วันนี้ฉันใส่สูท ผูกไท เพราะจะนัดนายมากินข้าว ฉันแน่ใจว่าตัวเองหล่อกระชากใจที่สุด”

“ก็ได้ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ ห้ามพูดกับมาร์คัสว่านายจะถอนสปอนเซอร์เด็ดขาด”

สปอนเซอร์คือชีวิตของมาร์คัส อีกอย่าง ตนก็อยากเจอนิคตัวจริงสักครั้งมาก

ร้านอาหารหรูบนดาดฟ้า ฮันต์จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นชุดสูท เขาผูกเน็คไทลวก ๆ ก่อนออกจากห้อง

เพดานของร้านอาหารเป็นกระจกบานใหญ่ ดูราวกับทอดตัวอยู่ใต้ดวงดารา

และ ณ ที่นั่งตรงกลางร้าน ฮันต์เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งลุกขึ้นยืน

เขามีผมสั้นสีน้ำตาลอ่อน เส้นผมถูกทัดไว้หลังใบหูเผยให้เห็นหน้าผาก เครื่องหน้าประณีตมาก ฮันต์ไม่ค่อยแน่ใจว่าอีกฝ่ายใช่นิคหรือเปล่า แต่อีกฝ่ายมองมาทางตนแน่นอน

“นิค?” ฮันต์เอียงศีรษะ

อีกฝ่ายคลี่ยิ้ม ดวงตาคู่นั้นทำให้ฮันต์แน่ใจว่าอีกฝ่ายคือนิค

“เมื่อก่อนอยู่ในคลับเห็นนายแวบแรกก็รู้สึกว่านายน่ารักมาก แต่พอดูการแข่งของนายจบกลับรู้สึกว่านายมีกลิ่นอายผู้ชายมาก”

“ขอบคุณ” ฮันต์เกาท้ายทอยอย่างเก้อเขิน

“งั้นฉันล่ะ ฉันในตอนนี้กับฉันที่เจอในคลับวันนั้น สำหรับนายแล้วมีอะไรต่างไปไหม” นิคเท้าคางถาม

“ตอนนี้ดูสบายตากว่า” ฮันต์พูด

“ฮ่า ๆ โกหก เห็นชัด ๆ ว่านายชอบฉันวันนั้นมากกว่า”

“ขืนนายแต่งแบบนั้นมาหลอกฉันอีกรอบ ฉันจะทำตาแพนด้าให้นาย ไม่สนแล้วว่านายจะยังสนับสนุนทีมมาร์คัสอยู่ไหม” ฮันต์พูดจริงจัง

“ตอนงานวันเกิดนายก็ไม่ได้เหรอ”

“อันนี้ทำได้”

สองคนหัวเราะออกมา

ที่จริงนิคไม่ได้ออกสาว ตรงกันข้าม เมื่อฟังอีกฝ่ายพูดถึงการตัดสินใจสนับสนุนทีมมาร์คัสและกลยุทธ์เกี่ยวกับบริษัทมหาชนอื่น ๆ เขากลับกลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่เด็ดเดี่ยวและคิดอ่านรอบคอบคนหนึ่ง ส่วนฮันต์อยู่ต่อหน้าเขาก็เหมือนเด็กน้อย

“ตอนดึกอยากไปดื่มต่ออีกสักแก้วไหม”

เมื่อมื้ออาหารเย็นจบลง นิคขยิบตาถาม

ฮันต์กำลังจะตอบก็รู้สึกว่ามีคนเท้าอยู่บนพนักเก้าอี้ของเขา

เสียงที่เย็นน้อยๆ ดุจรัตติกาลกระทบลงบนกระหม่อมเขา

“ขอโทษด้วย นิค ฉันกับฮันต์มีเรื่องต้องคุยกัน”

เมื่อตระหนักได้ว่านั่นคือวินสตัน หัวใจของฮันต์พลันหดเกร็ง

“ฉันกับหมอนี่กำลังจะเลิกคบกันพอดีเลย ไม่มีเรื่องอะไรจะคุย ไปกันเถอะ ไปดื่มสักยก” ฮันต์กำลังจะลุกขึ้น แต่กลับถูกชายด้านหลังกดบ่าไว้อย่างแรง

นิคยิ้ม “ก็ได้ ฮันต์ พวกเราค่อยคุยกันคราวหน้า”

“เดี๋ยวก่อน”

เมื่อนิคเดินผ่านข้างกายฮันต์ ฮันต์เผลอกุมข้อมือนิคไว้ “นายกลัววอห์น วินสตัน เหรอ”

“ตอนแรกฉันก็อยากจะพูดว่าไม่กลัวอยู่หรอกนะ แต่เขามองมาเหมือนจะฆ่าฉันแล้ว แถม…พวกเรายังมีธุรกิจนิด ๆ หน่อย ๆ ร่วมกันด้วย” นิคทำท่าลูบคอ

ปฏิกิริยาของเขาทำให้ฮันต์สงสัยว่านิคกับวินสตันรู้จักกันแต่แรกแล้ว

มือของวินสตันที่จับบนไหล่ฮันต์เคลื่อนลงมาตามท่อนแขนแล้วไล้มาจนถึงข้อมือของเขา ฮันต์สงสัยว่าข้อมือของตนจะถูกอีกฝ่ายบีบแตกด้วยนิ้วมือที่เริ่มออกแรงนั่น เขาจึงทำได้เพียงปล่อยนิคไป

นิคเดินล้วงกระเป๋าจากไป

เมื่อไปถึงตรงทางออก เขาหันหน้ากลับมาขยิบตาให้ฮันต์ ทำปากว่า ‘ต้องรอดนะ’

เสียงของวินสตันดังขึ้นข้างหูของเขา “ไปกันเถอะ ฉันจะไปดื่มเป็นเพื่อนนายสักแก้ว”

ฮันต์กลับหันหน้าไปอีกฝั่ง “ฉันง่วงแล้ว จะกลับไปพักผ่อน”

“ฉันนึกว่าคว้าอันดับสี่มาได้นายจะดีใจมาก แล้วก็จะมาหาฉันเพื่อพูดกับฉันว่าไม่ต้องเลิกคบกับฉันแล้วซะอีก” สีหน้าของวินสตันยังคงเหมือนเดิม

ระหว่างฉันกับนายคือเกมของเด็กน้อยหรือไง

“นายคิดว่าเลิกคบคือคำที่พูดพล่อย ๆ ได้เหรอ หรือนายคิดว่าการเลิกคบคือเงื่อนไขที่เอามาต่อรองได้”

ฮันต์ลุกขึ้น ยังคงไม่มองอีกฝ่าย ก่อนเดินไปทางประตูด้วยสีหน้าเย็นชา

เขารู้ว่าวินสตันเดินตามอยู่ด้านหลังตนจึงสาวเท้าเร็ว ๆ ออกประตูไป กดลิฟต์ พอเข้าไปด้านในก็กดปิดประตูลิฟต์ทันที

แต่ในตอนที่ยังเหลือช่องเล็ก ๆ ช่องหนึ่ง วินสตันพลันยื่นมือแทรกมาดันประตูลิฟต์ไว้

ทั้งลิฟต์สะเทือนตามแรงของเขา ฮันต์ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

วินสตันเดินเข้าไป ประตูลิฟต์ปิดลง

สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง ฮันต์รู้สึกได้ถึงแรงกดดัน

“ฮันต์” อีกฝ่ายยังคงเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเรียบอย่างนั้น

ฮันต์หันหน้าไปอีกทาง ไม่มองอีกฝ่าย “พวกเราเลิกคบกันแล้ว”

คราวก่อนนายพูดเป็นสิทธิ์ขาด คราวนี้ฉันก็พูดเป็นสิทธิ์ขาดบ้าง

เมื่อประตูลิฟต์กำลังจะเปิดออก ฮันต์ก็เดินผ่านข้างกายวินสตันออกไป ขณะที่เขากำลังจะพ้นประตูลิฟต์ จู่ ๆ ก็ถูกคนข้างกายออกแรงฉุดจนเซเข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่ายทันที

ฮันต์กำลังคิดจะผลักอีกฝ่ายออกไป ประตูลิฟต์ก็ปิดเสียแล้ว วินสตันกระชับอ้อมกอด กระดูกของฮันต์ถูกอีกฝ่ายรัดจนเริ่มเจ็บ

“นายก็รู้ว่าถ้านายเลิกคบกับฉันจริง ๆ ฉันจะใช้ไม้แข็ง” เสียงของวินสตันเย็นชามาก

ฮันต์พลันนึกถึงเมื่อหลายวันก่อนที่โอเว่นเคยพูดกับเขาว่าห้ามปฏิเสธวินสตันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาจะใช้ไม้แข็ง

“นายจะใช้ไม้แข็งอะไร” ฮันต์พยายามตั้งสติ จ้องเลขชั้นของลิฟต์ เตรียมจะสลัดวินสตันทิ้งแล้วพุ่งออกไปทุกเมื่อ

“ฮันต์ นายละเมิดคำสัญญาที่ให้ฉันก่อน”

“สัญญาอะไร”

“นายเคยพูดว่าทุกเรื่องที่อันตรายนายจะทำกับฉัน”

“ฉันทำเรื่องอันตรายอะไร”

“นายเมา ฮันต์”

“เมานี่ถือเป็นเรื่องอันตรายด้วยหรือไง”

ประตูลิฟต์เปิดอีกครั้ง แขกหลายคนกำลังจะเข้ามา สายตาของวินสตันกวาดไปราวกับไอเย็นพัดวูบ ไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาสักก้าว

ลิฟต์เลื่อนขึ้นอีกครั้ง

“แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก”

ฮันต์เพิ่งคิดจะดิ้นให้หลุด แขนของวินสตันก็กระชับแน่นจนเห็นเส้นเลือดชัดเจน ฮันต์ไม่กล้าขยับซี้ซั้วอีก เพราะตอนนี้เขาหายใจลำบากแล้ว

“ไร้สาระ! ดื่มด้วยกันหลายคนขนาดนั้น ทำไมมีแค่ฉันที่ทำเรื่องอันตราย!”

“ฮันต์ นายรู้ไหมว่าหลังนายกัดฉันแล้ว…นายทำอะไรกับฉันบ้าง”

“ฉันทำเรื่องบัดสีอะไรล่ะ”

“นายยึดข้อมือของฉัน กดฉันลงบนเตียง นายทำเหมือนฉันเป็นผู้หญิง ฉีกเสื้อของฉัน จูบคอของฉัน…”

ลูกตาของฮันต์เกือบจะถลนออกจากเบ้า

อะไรนะ เขาทำอะไรนะ

ภาพฉากนั้น ฮันต์แค่คิดก็รู้สึกทะลุลิมิตที่เขารู้จักตัวเองแล้ว

“นาย…นายโกหก…”

“ฉันไม่ได้โกหก”

“นายแรงเยอะขนาดนั้น…ฉันจะกดนายอยู่ได้ยังไง!” ฮันต์ตะโกนออกมา

ประตูลิฟต์เปิดออก เป็นชั้นที่ฮันต์อยู่พอดี

วินสตันปล่อยฮันต์แล้วเดินออกไป เชิดคางพลางพูด “ไม่อย่างนั้นพวกเราไปย้อนเหตุการณ์กันมั้ย”

“ย้อน…ย้อนอะไร”

“ตอนนั้นนายแรงเยอะมาก นั่งอยู่บนเอวของฉัน ทำหน้าถือดี”

วินสตันเดินถึงหน้าห้องของฮันต์ แล้วพิงประตูห้องมองฮันต์

นี่ทำให้สมองฮันต์ว้าวุ่น เขากำลังจินตนาการภาพตนกดวินสตัน…อีกฝ่ายมองตนอย่างตกตะลึง เส้นผมยุ่งเหยิงแผ่อยู่บนหมอน…อย่าเซ็กซี่ไปกว่านี้เลย

“ฉันจำเป็นต้องใช้เข่าดันนายลงไป นายเกือบจะคว่ำตกเตียงอยู่แล้ว พอฉันดึงนายกลับมา นายก็พูดว่าอยากสนุกกับฉันจนฟ้าสาง แล้วยังถามว่าหูกระต่ายของฉันไปไหนแล้ว”

สีหน้าของวินสตันจริงจังขนาดนั้น กระทั่งความทรงจำก็ชัดเจน ฮันต์พลันรู้สึกว่าตนทำเรื่องบัดสีเข้าแล้วจริง ๆ

“ฉันบอกว่าที่นี่ไม่ใช่ปาร์ตี้บันนี่เกิร์ล แล้วฉันก็ไม่ใช่บันนี่เกิร์ล ฉันคือวอห์น วินสตัน นายเลยโกรธมากแล้วพูดว่า…นายเกลียดฉัน เกลียดที่ฉันดึงดูดผู้หญิงมากกว่านาย เกลียดที่เทียบกับฉันแล้วนายก็เป็นเหมือนเด็ก เกลียดที่ฉันเซ็กซี่และโตกว่านาย เกลียดบุคลิกของฉัน เกลียดทุกอย่างของฉัน”

ฮันต์มองตาของอีกฝ่าย ไม่เกินสามวินาทีก็เบือนหน้าไป

นั่นไม่ใช่ความเกลียด

นั่นคือความอิจฉา

จิตใต้สำนึกเขาอยากกลายเป็นหนุ่มใหญ่มากบารมีที่น่าเชื่อถือต่อหน้าทุกคนเหมือนอย่างวินสตัน

ทั้ง ๆ ที่ในหมู่นักขับเอฟวัน มากมายนั้น วินสตันอายุน้อยมากแท้ ๆ แต่ตนกับวินสตันกลับต่างกันราวฟ้ากับดิน

“ฉันพูดกับนายว่า ขอโทษ ฮันต์ อย่าโกรธฉันเลยนะ นายจะโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็จะมีคนมาปลื้มนายชอบนายมากขึ้นเรื่อย ๆ”

สายตาของวินสตันล้ำลึกมาก ฮันต์โวยวายว่าเกลียดเขา แต่หมอนี่กลับต้องมาปลอบเขา

“แต่นายพูดว่า ต่อให้ฉันโดดเด่นขึ้นมา ฉันก็ยังตามนายไม่ทัน! เดินอยู่กับนายฉันก็จะไม่มีทางเชื่อมั่นในตัวเองได้ตลอดไป! ฉันเกลียดนาย! ฉันจะเลิกคบกับนาย!”

วินสตันเวลานี้ดูสงบนิ่งก็จริง แต่ฮันต์รู้ดีว่าตนทำร้ายเขาเข้าแล้ว

เพราะวินสตันปฏิบัติกับเขาต่างจากคนอื่นเสมอ

“นายจะถือเอาคำที่ฉันพูดตอนสมองไม่ปลอดโปร่งเป็นจริงเป็นจังไม่ได้สิ! ฉันแค่…ฉันแค่…”

“แค่อะไร คำที่พูดตอนเมาเหล้าไม่ใช่ความคิดที่จริงแท้ที่สุดในใจของนายเหรอ ถึงจะเมาแล้ว แต่สีหน้าของนายจริงจังขนาดนั้น นายต้องเกลียดฉันแน่”

ดังนั้นวินสตันถึงได้พูดว่าฮันต์ทรมานเขาทั้งคืน

ไม่ใช่เพราะฮันต์เมาแล้วอาละวาด แต่เป็นเพราะวินสตันจะต้องเอาแต่คิดว่าทำไมฮันต์ถึงเกลียดเขา อยากเลิกคบกับเขามาตลอดใช่ไหมนะ

“ตอนที่ฉันพูดว่าจะเลิกคบนายก่อนรอบควอลิฟาย นายก็เกือบจะร้องไห้แล้วไม่ใช่เหรอ” วินสตันถามเสียงเบา

“ใช่…ฉันโกรธมาก…โมโหมาก…เสียใจมาก…นายพูดว่า ถ้าฉันขับไม่เข้าห้าอันดับแรกก็จะยัดไอ้นั่นของนายเข้าปากฉัน ฉันแค่นึกว่านายกำลังโกรธ นึกว่านายหวังว่าฉันมีแรงกดดันหน่อยก็จะจริงจังกับการแข่ง…แต่ตอนที่นายพูดว่าจะเลิกคบกับฉัน มันไม่เหมือนกัน! ฉันก็แค่ดื่มเหล้าเมาเอง! นายโกรธที่ฉันเมาแล้วทำเรื่องไม่ดีก็ได้ แต่นายจะพูดว่าจะเลิกคบฉันเพราะโกรธไม่ได้!”

ลำคอของฮันต์ตีบตัน จมูกก็แสบ ความรู้สึกแบบนั้นเหมือนกับตอนที่เห็นแม่ทะเลาะกับพ่อที่เมาเหล้า ส่วนตนได้แต่จนปัญญามองพวกเขาห่างเหินกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็นั่งกอดเข่าน้ำตาไหลอยู่บนเตียงคนเดียว

จากนั้นมีวันหนึ่งแม่ก็ลากกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านหลังนั้นไปโดยสมบูรณ์

ตอนนี้เขาอยากเงยหน้าขึ้นมาก ๆ เพราะรู้ว่าน้ำตาของตนใกล้จะไหลออกมาแล้ว

เขาเข้าใจดี ต่อให้ตอนที่เขาพูดว่าเกลียดวินสตัน ตอนที่เขาพูดว่าเลิกคบคือหลังจากที่เขาเมา แต่ถ้าคำที่พูดออกมาทำร้ายอีกฝ่ายก็คือทำร้าย

พ่อของเขาตอนที่เมาหัวราน้ำก็เคยดุด่าเขา ต่อให้รู้ดีว่านั่นไม่ใช่ใจจริงของพ่อ รู้ว่าเมื่อพ่อสร่างเมาแล้วรักใคร่ตนเพียงใด แต่เขาก็ยังเจ็บปวด

วินสตันก็เหมือนกัน

“แต่ความรู้สึกตอนนั้นของฉันก็เหมือนกับความรู้สึกของนาย ต่อให้รู้ว่านายเมา แต่คำพูดแบบนี้ก็ยังหลุดออกมาจากปากนายได้อย่างง่ายดาย เวลาที่ฉันไม่อยู่ข้าง ๆ นาย นายก็คิดอย่างนี้บ่อย ๆ ใช่ไหม” วินสตันถาม

“ฉันเปล่า!”

ฮันต์มองอีกฝ่ายทันที วินาทีที่ประสานสายตากับวินสตัน หัวใจก็เจ็บแปลบขึ้นมาเหมือนถูกเข็มทิ่ม

“ตอนที่นายพูดถึงเหตุผลที่เกลียดฉัน มันลื่นไหลมากจริง ๆ เหมือนกับนายเคยพูดเป็นร้อยเป็นพันครั้งตอนที่ฉันไม่รู้”

“เพราะฉัน…เพราะฉันอิจฉานาย นายคือคนประเภทที่ฉันอยากเป็น นายเด็ดเดี่ยวแต่มีเหตุผล ถ้านายเป็นฉัน…บางทีก็อาจไม่เสียพ่อไป นายจะใช้วิธีที่เป็นผู้ใหญ่ของนายมาแก้ไขทุกอย่าง…แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันได้แต่มองพ่อแม่ของฉันทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดงเพราะหนี้…เพราะเรื่องไร้สาระยุ่งวุ่นวาย…ฉันได้แต่มองพ่อเอาเงินรางวัลของฉันไปซื้อเหล้าที่แพงที่สุด แล้วฉันก็แย่งขวดเหล้าจากในมือเขากลับมา แล้วพวกเราก็ต่อยกัน…ฉันพูดเรื่องพวกนี้กับนายไม่ใช่เพราะอยากให้นายสงสารฉัน…แต่เพราะฉันอยากเป็นนาย…แต่การเป็นนายไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ฉันก็เลยเกลียดความสมบูรณ์แบบของนาย…”

ฮันต์ก้มหน้า เขารู้ว่าตนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว น้ำตาเม็ดโต ๆ ร่วงหล่นลงมา

เขาไม่กล้าเช็ด ไม่อยากให้วินสตันเห็นน้ำตาของตน

เพราะนั่นคือสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ

แต่วินสตันกลับเอื้อมมือออกมาจับท้ายทอยของฮันต์ไว้อย่างแผ่วเบา กดศีรษะเขาลงบนบ่าของตน ปล่อยให้น้ำตาของฮันต์ร่วงลงบนกายของเขา

“เด็กโง่ ถ้านายรู้สึกว่าฉันสมบูรณ์แบบจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นฉันหรอก เพราะฉันจะอยู่ข้างกายนายตลอดไป เรื่องที่นายทำได้ไม่ดี ฉันจะทำแทนเอง ไม่ต้องลำบากเปลี่ยนเป็นคนแบบฉันขนาดนั้นหรอก”

 

[1] โค้งหมายเลข 7 ของสนามซูซูกะเซอร์กิต

Leave a Reply

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า