[ทดลองอ่าน] คุณชายซูเปอร์สตาร์แห่งวงการบันเทิง ตอนที่ 64

爱你怎么说
คุณชายซูเปอร์สตาร์แห่งวงการบันเทิง

 

风流书呆 เฟิงหลิวซูไต เขียน
ศีตกาล แปล
MOON วาด

 

— โปรย —

หลังจากภาพยนตร์เรื่อง สื่อถู ภาพยนตร์เรื่องแรกของ เซียวจยาซู่ เข้าฉาย
เขาก็ได้รับความนิยมขึ้นจนมีชื่อเสียง อีกทั้งยังได้ฉายาคู่ชิปพี่น้องกับราชาจอเงิน จี้เหมี่ยน
และดูท่าจะได้รับความเอ็นดูจากอีกฝ่ายมากขึ้นด้วย

ในระหว่างนั้นเซียวจยาซู่ก็ได้รู้ข่าวการคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ภาคต่อฟอร์มยักษ์ ฉงจู๋ต้าจ้าน
หนังสงครามอวกาศระหว่างแมลงปรสิตกับเผ่าพันธุ์อัจฉริยะที่เหลือรอด
ที่เขานั้นเป็นแฟนคลับหนังผู้เหนียวแน่น ไม่ว่าอย่างไรก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในหนังเรื่องนี้
และผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกนักแสดงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นจี้เหมี่ยนนั่นเอง

งานนี้คุณชายเซียวผู้อยากคว้าบท CT001 หัวหน้าเอไอ เครื่องจักรสังหารไร้อารมณ์ความรู้สึก
ก็ของัดทุกสิ่งทุกอย่างที่มี โจมตีด้วยความงามเข้าไปให้อีกฝ่ายไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 64

โปรโมตสื่อถู

 

หลินเล่อหยางเดินอย่างสติหลุดลอยไร้วิญญาณไปยังที่จอดรถชั้นใต้ดิน เฉินเผิงซินเปิดประตูรถให้เขาแล้วพูดอย่างร้อนรน “เล่อหยาง นายช่วยเอาสัญญากู้ยืมคืนมาให้ฉันหน่อยได้ไหม เงินยี่สิบล้านพวกเราจะหาจากไหนไปคืนล่ะ ถ้าประธานจี้ฟ้องพวกเราจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลขึ้นมา พวกเราตายแน่ ๆ! ทนายจากฝ่ายกฎหมายแต่ละคนเก่งจะตายไป ขาวก็พูดให้ดำได้ ตายก็พูดให้เป็นได้ ถ้าเกิดขึ้นศาลละก็ พวกเราคงแพ้ราบคาบแน่นอน ฉันตกหลุมพรางเยี่ยซี ข่าวลือนั่นเขาก็เป็นคนบอก คลิปเขาก็ให้มา ที่ให้พวกสุ่ยจวินสร้างกระแสให้นาย เขาก็เป็นคนเสนอไอเดีย เขารู้นานแล้วว่านายได้รับเลือก ไม่อย่างนั้นก็คงไม่เล่นงานพวกเราอย่างนี้หรอก! แม่เอ๊ย หงุดหงิดจริง ๆ เกือบจะทำบทพระเอกของนายปลิวแล้วไหมล่ะ แล้วยังทำให้บริษัทต้องเสียเงินตั้งมากมายขนาดนั้นซื้อตัวสุ่ยจวินอีก!”

“ขอแค่พวกนายไม่เปิดเผยข้อมูลของพี่จี้ เขาก็คงไม่ทำอะไรพวกนายหรอก ฉันรู้จักนิสัยพี่จี้ดี เขาเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องมันเกิดเพราะเยี่ยซีเล่นงานพวกเราหรือเปล่าไม่สำคัญแล้วละ ยังไงพวกเราก็ทำลงไปแล้ว จะมาเสียใจทีหลังก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้” หลินเล่อหยางปิดหน้าพูดพลางสะอื้น “ตอนนี้ฉันช่วยเอาสัญญากลับมาให้นายไม่ได้หรอกนะ ฉันเลิกกับพี่จี้แล้ว”

“อะไรนะ เลิกกันแล้ว เพราะเรื่องนี้น่ะเหรอ” เฉินเผิงซินเริ่มด่าทอสาปส่งทันที “เขามีสิทธิ์อะไรมาเลิกกับนาย เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของนายเสียหน่อย มันเป็นเพราะฉันไม่ได้อบรมสั่งสอนเสี่ยวอวี้ให้ดีแท้ ๆ อีกอย่างนะ รูปพวกนั้นที่เสี่ยวอวี้ขโมย มันก็ไม่ได้ถูกขายออกไปข้างนอกไม่ใช่หรือ เขาไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อย แล้วทำไมจะต้องมากัดเรื่องนี้ไม่ปล่อยด้วย เมื่อก่อนนายเป็นสเตรทนะ เคยคบผู้หญิงมาก็ตั้งหลายคน แต่นายก็อุตส่าห์เปลี่ยนรสนิยมทางเพศเพื่อเขา แล้วยังยอมเป็นฝ่ายรับอีกต่างหาก เขาเอาเปรียบนายจนหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้จะมาเลิกกับนายอย่างนั้นหรือ แบบนี้มันทุเรศเกินไปไหม แม่เอ๊ย ไอ้เศษสวะ ฉันละมองไม่ออกจริง ๆ ว่าเขาจะเป็นคนแบบนี้!”

“ไม่ต้องพูดแล้ว!” หลินเล่อหยางตะคอกด้วยความรู้สึกแย่ “พี่จี้ไม่ได้ไม่ดีอย่างที่นายคิด เขาดูแลฉันดีมากมาตลอด”

“แล้วทำไมเขาถึงต้องบอกเลิกล่ะ เรื่องนี้มันไม่ได้หนักหนาสาหัสขนาดนั้นหรอกมั้ง”

หลินเล่อหยางก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ จี้เหมี่ยนถึงพูดเรื่องเลิกกันขึ้นมา เขามองเค้าลางเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ออกเลยสักนิด พี่จี้ดีกับเขาเรื่อยมา คอยดูแลเอาใจใส่ความรู้สึกของเขาในทุก ๆ ด้าน แม้ว่าจะยุ่มย่ามมากไปสักหน่อยจนถึงขั้นจำกัดอิสรภาพของเขา แต่เขาก็ทนได้ ความรักก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ ต้องเข้าใจกัน ต่างฝ่ายต่างโอนอ่อนผ่อนปรน ให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน พวกเขาก็ทำได้ดีมาตลอดนี่นา!

“คงไม่ใช่เพราะเขานอกใจไปหาคนอื่นหรอกนะ” เฉินเผิงซินเอ่ยออกมาช้า ๆ

หลินเล่อหยางนิ่งงัน ในสมองมีเงาร่างของคนคนหนึ่งผุดขึ้นมาทันที…เซียวจยาซู่ ใช่ ทุกอย่างมันเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่วันที่เซียวจยาซู่ปรากฏตัวขึ้น พี่จี้เอาใจใส่เซียวจยาซู่มากเกินไป คอยสนับสนุนเซียวจยาซู่อย่างออกหน้าออกตา ถึงขนาดเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวในสงครามคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ความจริงยังไม่ปรากฏชัดเพื่อเซียวจยาซู่ และตั้งแต่นั้นมาพี่จี้ก็อยู่กับเขาน้อยลง พูดคุยกับเขาน้อยลง ความรู้สึกก็ค่อย ๆ จืดจางลง

“พี่จี้ไม่มีทางทำอย่างนั้นหรอก” หลินเล่อหยางส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนยิ่งนัก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมเลิกรากับพี่จี้ง่าย ๆ

“ฉันก็ว่าไม่น่านะ ประธานจี้ยุ่งตัวเป็นเกลียวทุกวัน จะมีเวลาไปนอกใจได้ยังไง น่าจะเป็นเรื่องวันนี้มากกว่าที่ทำให้เขาโกรธ เล่อหยาง ฉันกับเสี่ยวอวี้ทำให้นายซวยไปด้วย ฉันจะกลับไปเขียนสัญญากู้ยืมให้นาย หนึ่งล้านหยวนนั้นหักเอาจากเงินเดือนของฉัน ถ้าหักครบเมื่อไรฉันค่อยรับเงินเดือนกับส่วนแบ่งใหม่อีกครั้ง นายวางใจเถอะ เอาไว้พี่จี้หายโกรธนายแล้วค่อยไปคุยกับเขาดี ๆ พวกนายสองคนต้องกลับมาคืนดีกันได้อีกแน่ คู่รักก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ เลิกแล้วก็คืนดี คืนดีแล้วก็เลิก เรื่องธรรมดาออก”

ฟังแล้วหลินเล่อหยางก็รู้สึกดีขึ้นมากจริง ๆ เขามาคิดดูก็จริงตามนั้น พวกเขาอยู่บริษัทเดียวกัน ถ้าพี่จี้มีอะไรกับเซียวจยาซู่จริง เขาก็น่าจะดูออกไปแล้วสิ อีกอย่าง เขากับพี่จี้ไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน แล้วก็ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งอะไรกันมาก่อนด้วย จู่ ๆ นึกจะเลิกก็เลิกได้อย่างไรกัน เอาไว้พี่จี้หายโกรธเมื่อไรคงจะให้อภัยเขาแน่

แต่ในความเป็นจริงจี้เหมี่ยนไม่ได้โกรธหลินเล่อหยางเลยสักนิด เขาแค่รู้สึกเหนื่อยมาก อยากจะหามุมสงบอยู่คนเดียวสักพัก เขามาที่บันไดหนีไฟ ถอดเสื้อสูทตัวนอกออกวางไว้บนขั้นบันได จากนั้นนั่งลงสูบบุหรี่ ปลายบุหรี่สว่างวาบแล้วดับลงในความมืด สองตาของเขาค่อย ๆ มองเหม่อ

เวลานี้เอง บันไดหนีไฟชั้นล่างก็มีเสียงคนเปิดประตูเข้ามา

ตอนแรกจี้เหมี่ยนไม่ได้ใส่ใจ แต่เขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ความคิดที่สับสนวุ่นวายก็โดนคนคนนั้นดึงดูดอย่างควบคุมไม่ได้ คนที่เข้ามาคือเซียวจยาซู่ เขากำลังโทรศัพท์ น้ำเสียงฟังดูสนิทสนมกับปลายสายมาก “วันนี้ผมมีเรียนสี่คาบ มีฝึกท่าทางสองคาบ การแสดงอีกสองคาบ คาบละชั่วโมงครึ่ง ไม่มีเวลาให้พักเลย ไม่เหนื่อยหรอก ผมว่ามันสนุกมากเลย ผมยังมีเรื่องสำคัญมาก ๆ อีกเรื่องจะบอกด้วย แต่อย่าหัวเราะผมน้า…แหม ผมยังไม่ทันพูดก็หัวเราะแล้ว งั้นผมไม่พูด…ก็ได้ ๆ ผมพูดก็ได้ เกี่ยวกับผู้กำกับหูหมิงแล้วก็เรื่องจู๋อ้ายเจ่อน่ะครับ อะไรนะ รู้แล้วเหรอ ตายละ ผมหน้าแตกยับจนรู้ไปถึงน้าซูแล้วหรือเนี่ย อย่างนี้ผมคงอยู่ไม่ได้แล้ว!”

เขาแกล้งทำเป็น ‘โอดครวญ’ ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดต่อ “ผมทำได้ไม่โดดเด่นพอ ทุกคนทุ่มเทมากมายขนาดนั้นเพื่อหาโอกาสดี ๆ แบบนี้มาให้ผม ผมก็ต้องรับไว้สิ! ผมน่ะยังไม่ทันดีใจได้เต็มที่ด้วยซ้ำ! เพียงแต่ผู้กำกับหูหมิงเขาไม่ได้ถูกใจผมแต่แรกอยู่แล้ว จะให้ผมหน้าหนาอยู่ต่อหรือก็ใช่ที่ น่าอายจะตายไป ผมก็ต้องรักษาหน้าเหมือนกันนะ ถ้าว่ากันเรื่องการแสดง หลินเล่อหยางก็เก่งกว่าจริง ๆ ตอนที่บุคลิกแรกตายไปแล้วบุคลิกใหม่เกิดขึ้นมา ที่จริงผมไม่รู้หรอกว่าจะรับส่งสองบทนั้นยังไง ก็เลยก้มหน้าลงไปซะ แต่หลินเล่อหยางกลับเงยหน้าขึ้น แสดงสีหน้าในส่วนนั้นออกมาต่อหน้ากล้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาดูน่าเชื่อกว่าผม ผู้กำกับหูหมิงเองก็เก่งเรื่องการสร้างบรรยากาศน่ากลัวด้วย เขาต้องการการแสดงที่ระทึกขวัญ สไตล์ของผมไม่เหมาะกับเขา เพราะฉะนั้นตอนหลังผมถึงได้ปฏิเสธคำเชิญของเขาไป รู้สึกว่าเขาควรจะยืนหยัดในสไตล์หนังของตัวเอง”

เขาเอออออยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ ก็พูดด้วยความภาคภูมิใจขึ้นมา “แม่เพิ่งรู้สึกเหรอว่าผมโตแล้ว ผมจะบอกให้นะ ผมน่ะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่สูงเทียมฟ้า ช่วยกันลมกันฝนให้แม่ได้แล้วด้วย แม่จะกลับมาแสดงหรือ ผมก็ต้องสนับสนุนสิ ขอแค่แม่มีความสุขก็พอ เสียงมันก้องหรือ เพราะผมมาโทรศัพท์หาแม่ที่ช่องบันไดหนีไฟน่ะ เปล่า ผมไม่ได้สูบบุหรี่เลย จริง ๆ นะ!”

พูดมาถึงตรงนี้ชั้นล่างก็มีเสียงตึงตังโครมคราม คงจะมีใครคิดดับบุหรี่แล้วไม่ทันระวังไปเตะโดนถังขยะล้มเข้า

“เปล่า มีเสียงอะไรที่ไหนกัน! แม่ ผมรักแม่นะ ผมต้องไปเรียนแล้วครับ บาย” เขารีบวางสาย จากนั้นก็ถอดเสื้อตัวนอกออกมาสะบัดซ้ายสะบัดขวา รอจนกลิ่นควันบุหรี่จางไปแล้วค่อยผลักประตูเข้าไป

หลังได้ยินเสียงประตูที่ปิดอัตโนมัติดังคลิก จี้เหมี่ยนก็ค่อย ๆ เดินลงมาจากชั้นบน ความเหนื่อยล้าบนใบหน้าลบเลือนไปนานแล้ว กลายเป็นสีหน้าแบบไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ต้นไม้ใหญ่สูงเทียมฟ้าอะไรกัน จะสูบบุหรี่ยังต้องแอบหลบผู้ใหญ่มาสูบอยู่เลย เป็นเด็กประถมหรือไง เขาส่ายหน้ายิ้มพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.หาแม่ตนเอง

คุณแม่จี้ประหลาดใจมาก เธอถามออกมาตรง ๆ “เมื่อก่อนเดือนหนึ่งโทร.มาสองครั้ง ตอนนี้โทร.หาแม่ทุกสองสามวันเชียว เป็นอะไรหรือลูก ไปเจอปัญหาอะไรเข้าหรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่คิดถึงแม่มากเป็นพิเศษ” จี้เหมี่ยนเดินลงมาถึงชั้นล่าง เขาดับบุหรี่กับที่เขี่ยบุหรี่บนถังขยะแล้วถอนหายใจ “แม่ ผมเหนื่อยมากเลย”

“ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นลูกไม่พูดว่าเหนื่อยหรอก” คุณแม่จี้เป็นห่วง

“ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ครับ ผมก็เหนื่อยตลอดนั่นแหละ แค่เมื่อก่อนไม่ได้บอกแม่เท่านั้นเอง ตอนนี้จู่ ๆ ผมก็รู้สึกว่าบางทีผมควรจะบอกความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองให้แม่ฟังบ้าง เราเป็นแม่ลูกกัน ก็ควรจะคุยกันได้ทุกเรื่อง”

คุณแม่จี้เงียบไปนาน เมื่อเอ่ยขึ้นอีกครั้งน้ำเสียงก็ฟังดูแหบพร่าเล็กน้อย “ลูกยอมพูดให้แม่ฟังแบบนี้ แม่ดีใจจริง ๆ นะ ถ้าลูกเหนื่อยก็กลับมาหาแม่สิ พวกเรามานั่งคุยกัน แม่กำลังเรียนเย็บปักถักร้อย ตอนนี้ฝีมือยังไม่เอาไหน ถ้าฝึกสักสามเดือนน่าจะพอได้ เดี๋ยวปลายปีแม่จะถักผ้าพันคอให้ลูกผืนหนึ่ง ถุงมืออีกคู่หนึ่ง ลูกกลับมาเอาแล้วกัน…”

จี้เหมี่ยนตั้งใจฟังแม่พูด คิ้วที่ขมวดเป็นปมคลายออก มุมปากก็ค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม คำพูดย้ำเตือนอย่างกระตือรือร้นของมารดาขับไล่ความเดียวดายและความเหน็ดเหนื่อยออกไปจากตัวเขา

 

สมัยหนุ่ม ๆ หลัวจางเหวยเคยกำกับภาพยนตร์ที่ฮ่องกง เขาชื่นชอบภาพยนตร์แนวตำรวจผู้ร้ายมาตลอด ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการผลิตภาพยนตร์ต่าง ๆ เขาก็ใช้รูปแบบของฮ่องกง ผลลัพธ์ที่ออกมาดูดีมาก การเตรียมตัวในขั้นต้นใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว ถ่ายทำสองเดือน โพสต์โปรดักชั่นกับโปรโมตอีกหนึ่งเดือน รวมแล้วเพียงสามเดือนก็เข้าฉายได้ ซึ่งทันโค้งสุดท้ายของช่วงวันหยุดฤดูร้อนพอดี

ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องสื่อถูถูกปล่อยออกไปตามเว็บไซต์รับชมคลิปวิดีโอใหญ่ ๆ กระแสตอบรับร้อนแรงมาก สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดิสเครดิตเหมียวมู่ชิงกับเซียวจยาซู่ที่ยังคงเป็นที่สนใจอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยิ่งมีการตอบรับพุ่งสูงขึ้นไปอีก เหล่าแฟนภาพยนตร์เดิมก็สนใจภาพยนตร์เรื่องนี้มากอยู่แล้ว หลังจากดูตัวอย่างก็ยิ่งเหมือนถูกกระตุ้นให้อยากชมมากขึ้นไปอีก

ฉากซึ่งเป็นที่จับตามองที่สุดหลายฉากในตัวอย่างภาพยนตร์นั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนึ่งในนั้นจะต้องเป็นฉากที่เซียวจยาซู่แสดงร่วมกับจี้เหมี่ยน พวกเขาหัวเราะร่าเริงกันในสนามบาสเกตบอล เพียงพริบตาก็กอดคอกันเดินสู่ปลายทางแห่งชีวิต สุดท้าย ท่ามกลางเถ้าธุลีที่ลอยละล่อง จี้เหมี่ยนถูกยิงล้มลง มือที่เปื้อนเลือดเต็มไปหมดนั้นพยายามกอบเถ้ากระดูกที่อยู่บนพื้น…ดนตรีที่ทั้งโศกเศร้าและเร้าอารมณ์ทำให้ฉากจุดจบของคนโหดเหี้ยมทะเยอทะยานผู้นี้ยิ่งดูโดดเด่นเหนือสิ่งอื่นใด สลักลึกลงไปในกระดูกและหัวใจ เรียกน้ำตาจากผู้ชมได้มากมายนัก

เซียวจยาซู่นั้นแม้ว่าจะต้องปะทะฝีมือกับราชาจอเงินเบอร์ใหญ่ แต่ฝีมือการแสดงของเขากลับไม่ได้ดูอ่อนด้อยเลยแม้แต่นิด สิ่งนี้ยิ่งทำให้ทุกคนตาลุกวาว เมื่อเห็นคลิปที่เขากับหลินเล่อหยางไปออดิชั่นเรื่องจู๋อ้ายเจ่อ ผู้ชมก็มั่นใจในฝีมือการแสดงของเขาระดับหนึ่งแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะทำออกมาได้ยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้ในภาพยนตร์เรื่องสื่อถู!

ทว่าทางฝั่งของหลินเล่อหยางกลับไม่ได้รับความนิยมขนาดนั้นแล้ว หนึ่งเป็นเพราะผลกระทบจากเรื่องที่เขาไปกดไลก์แอนตี้แฟนนั้นยังไม่ผ่านไป สองเพราะเขาไม่ได้มีผลงานที่ทำให้ตาลุกวาวอะไรนักในภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉากบู๊โดนซือถิงเหิงกับเหมียวมู่ชิงกลบ ฉากบุ๋นก็โดนจี้เหมี่ยนกับเซียวจยาซู่ข่มเอาไว้ เรียกได้ว่าไม่มีที่ให้แสดงศักยภาพเลย

เขาจะอาศัยภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อจะดังระเบิดขึ้นมาได้หรือไม่นั้น สุดท้ายแล้วก็ได้แต่รอให้ภาพยนตร์เข้าฉายแล้วค่อยว่ากันอีกที แต่สิ่งที่แน่ใจได้ก็คือ เซียวจยาซู่ดังแล้ว อาศัยเพียงแค่ตัวอย่างภาพยนตร์ ผู้ชมก็ยอมรับในฝีมือการแสดงของเขาแล้ว

วันนี้คนสำคัญในทีมโปรดักชั่นของภาพยนตร์ได้รับคำเชิญจากสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งให้ไปร่วมรายการทอล์คโชว์ที่มีเรตติ้งค่อนข้างสูง และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่หลินเล่อหยางจะได้พบกับจี้เหมี่ยนหลังเลิกรากันไปครึ่งเดือนด้วย แม้ว่าพวกเขาจะยังอยู่บริษัทเดียวกัน แต่กลับเหมือนอยู่คนละมิติ ที่ที่มีหลินเล่อหยางอยู่ จี้เหมี่ยนจะไม่ปรากฏตัวเด็ดขาด

Leave a Reply

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า