fbpx

[ทดลองอ่าน] ช่วงเวลาดีๆ ที่มีแต่รัก เล่ม 4 บทที่ 109

ช่วงเวลาดีๆ ที่มีแต่รัก

造作时光 

 

เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่ง 月下蝶影 เขียน

Hanza แปล

 

— โปรย —

“เจ้าไม่สมควรเรียกข้าว่ารัชทายาทแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นให้เรียกว่าอันใดเพคะ”
“เรียกข้าว่า…ท่านพี่ หรือเรียกชื่อข้าว่า หยวนซู่”
นิ้วของทั้งสองคนสอดประสานกัน เหมือนกับชีวิตของพวกเขานับจากนี้ไป
จะเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งที่สุด…

.
ฮวาหลิวหลี สตรีอ่อนแอไร้เรี่ยวเเรง
แต่แท้จริงนางเข้มแข็งและฉลาดปราดเปรื่องจนน่าครั่นคร้าม
จีหยวนซู่ รัชทายาทหนุ่มรูปงาม เย็นชา หยิ่งยโส ไม่ไว้หน้าผู้ใด
แต่พอตกอยู่ในห้วงรัก ก็เปลี่ยนเป็นคนละคนทันที

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

109

 

เพราะเหตุใด เรื่องที่สกุลเซี่ยรู้ พวกเขาถึงไม่รู้

หรือเป็นเพราะคนสกุลเซี่ยตั้งใจปิดข่าวนี้ เพื่อจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า

การสอบเข้ารับราชการปีนี้ สกุลเซี่ยสายห่าง ๆ ไม่ได้เป็นจ้วงหยวน พวกเขาจึงอยากล้างอายด้วยการเป็นจ้วงหยวนในการสอบเข้ารับราชการ ปีหน้า

อยากสอบได้ตำแหน่งจ้วงหยวนหรือแอบไปเล่าเรียนหาความรู้ไม่ใช่ เรื่องผิด แต่หากไม่ยอมให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าราชสำนักจัดสอบเข้ารับราชการ เป็นกรณีพิเศษ เช่นนี้ไม่มากเกินไปหรือ

ทุกคนในที่นี้ต่างรู้ว่าเจ้าเมืองนี้เกี่ยวดองกับสกุลเซี่ยผ่านการแต่งงาน บุตรชายของเจ้าเมืองแต่งกับบุตรีสกุลเซี่ย ทางที่ว่าการจะติดประกาศช้า สักหลายวันเพื่อให้สกุลเซี่ยได้เปรียบก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้

แม้ปัญญาชนส่วนหนึ่งปลอบใจตนเองว่าอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด ทว่าฐานะสูงส่งของสกุลเซี่ยคล้ายจะเริ่มสั่นคลอน

ข่าวราชสำนักจัดสอบเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษปีหน้าแพร่ถึงหู เหล่าบัณฑิตแดนใต้ในเวลาอันรวดเร็ว พวกเขาพบว่าหลังข่าวนี้ลือกัน กระหึ่ม จวนเจ้าเมืองถึงค่อยติดประกาศข่าวการสอบของราชสำนัก เพื่อ บรรเทาความไม่พอใจในหมู่บัณฑิต เจ้าเมืองออกมาชี้แจงด้วยตนเองว่า พวกเขาก็เพิ่งทราบข่าวจากราชสำนักเช่นกัน

พวกบัณฑิตที่ต้องการเข้าเมืองหลวงไปร่วมการสอบจะต้องทำเอกสาร แสดงตัวตนและการเดินทางยังที่ว่าการเมือง เบื้องหน้าดูคล้ายพวกเขา เข้าใจคำชี้แจงของเจ้าเมือง ทว่าความจริงพวกเขาเริ่มไม่พอใจเจ้าเมืองและ คนสกุลเซี่ยแล้ว

ถ้าสกุลเซี่ยไม่รู้ล่วงหน้า ไยถึงซื้อข้อสอบที่ออกจากเมืองหลวง

นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญ แม้บรรดาบัณฑิตไม่พอใจเพียงใดก็ไม่มีเวลา ถกเถียงกับคนสกุลเซี่ย

“ได้ยินว่าหนังสือเกี่ยวกับผู้คุมสอบปีหน้าวางขายที่ร้านหนังสือแล้ว พวกเรารีบไปซื้อกันเถิด”

สำหรับผู้เข้าสอบ ความชอบส่วนตัวของผู้คุมสอบสำคัญยิ่ง ไม่ว่า มีเงินหรือไม่มีเงิน ก็ต้องซื้อหามาให้ได้สักเล่ม

เมื่อเหล่าบัณฑิตมาถึงร้านหนังสือก็ได้ความว่าหนังสือที่ว่านี้หมดแล้ว

“ขายหมดแล้วรึ” เหล่าบัณฑิตทวนคำอย่างประหลาดใจ “ไยเถ้าแก่ ถึงไม่เตรียมเอาไว้ให้มากหน่อย”

เถ้าแก่ร้านหนังสือหัวเราะเสียงแห้ง “ลูกค้าทั้งหลาย ข้าเตรียมไว้ ไม่น้อยแล้ว แต่พอเปิดประตูร้านวันนี้ก็มีข้ารับใช้สกุลเซี่ยมาซื้อหนังสือ ที่เกี่ยวข้องไปจนหมด ถ้าทุกท่านไม่ถือสา ก็ไปซื้อที่เมืองใกล้ ๆ ได้ น่าจะ ยังมีขาย”

คนที่อ้างว่าเป็นบ่าวรับใช้สกุลเซี่ยเหล่านั้นจ่ายเงินเป็นว่าเล่น เขา เปิดร้านค้าขาย ใครให้เงินมาก คนนั้นก็ได้ของไป

“ขอบคุณเถ้าแก่มากที่แนะนำ” บัณฑิตเหล่านั้นไม่มีหนทางอื่น นอกจากไปร้านหนังสือถัดไป ปรากฏว่าได้รับคำตอบเหมือนกัน ข้ารับใช้ สกุลเซี่ยกว้านซื้อหนังสือที่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว

ร้านหนังสือหลายร้านล้วนเป็นเช่นนี้ บัณฑิตที่สนิทสนมกันพอ สมควรช่วยกันหาข่าว ถึงได้รู้ว่าสกุลเซี่ยกว้านซื้อหนังสือเกือบทุกร้าน ในเมืองแล้ว อีกหลายร้านที่ยังมีหนังสืออยู่ก็เพราะคุณภาพการพิมพ์ไม่ดี ตัวหนังสือไม่ชัด และกระดาษไม่มีคุณภาพ

“แม้สกุลเซี่ยจะเป็นสกุลผู้ดีมีชื่อเสียง แต่จะรังแกกันอย่างนี้ มากเกินไปแล้ว” แม้อารมณ์เย็นเพียงใด เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ก็ย่อมต้องตัดพ้อต่อว่า ยิ่งกว่านั้นเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับการสอบเข้ารับราชการด้วย

ทว่าน่าเสียดายที่พวกเขาส่วนใหญ่มาจากครอบครัวเล็ก ๆ มิอาจ ล่วงเกินสกุลเซี่ย แม้ไม่พอใจเพียงใดก็แสดงออกไม่ได้ ได้แต่ขอร้อง เถ้าแก่ร้านหนังสือว่าให้สั่งตำราเหล่านี้มาขายให้มากขึ้นอีกหน่อย พวกเขา จะต้องมาอุดหนุนแน่นอน

 

วันที่ตำราใหม่มาถึง บัณฑิตจำนวนมากรออยู่หน้าร้านตั้งแต่เช้าตรู่ พอร้านหนังสือเปิด พวกเขายังไม่ทันกล่าวคำ พลันเห็นชายท่าทางดุร้าย วิ่งเข้ามาอุ้มตำราที่พวกเขาอยากได้ โยนเศษเงินไว้ก้อนหนึ่งแล้วจากไป โดยพลัน

มีคนคิดจะเจรจา พลันเห็นชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้นสีหน้าเคร่งขรึม “พวกเราเป็นคนสกุลเซี่ย ถ้าใครกล้าพูดมากแม้ประโยคเดียว ก็อย่าหาว่า พวกเราไม่เกรงใจ”

เขากล่าวจบก็ไม่รอให้พวกบัณฑิตมีปฏิกิริยาใด ๆ หมุนตัวจากไป ทันควัน

“นี่ นี่ นี่…” บัณฑิตคนที่หนึ่งพูดไม่ออก อึก ๆ อัก ๆ อยู่นานกว่า จะกล่าวว่า “เหตุใดระยะหลังนี้คนสกุลเซี่ยถึงได้ทำตัวใหญ่โตอย่างนี้”

ตลอดเวลาที่ผ่านมาคนสกุลเซี่ยอ่อนน้อมถ่อมตน มีชื่อเสียงดีงาม แทบไม่มีผู้ใดวางโตเช่นนี้

“คงเป็นเพราะคุณธรรมจอมปลอมถูกเปิดโปงแล้ว จึงเลยตามเลย กระมัง” บัณฑิตแปลกหน้าคนหนึ่งเอ่ย “สกุลเซี่ยยังกล้าส่งคนไปลอบ ปลงพระชนม์รัชทายาท ยังมีอันใดมิกล้าทำอีกเล่า”

“บางที…บางทีอาจเข้าใจผิด”

“จะเข้าใจผิดอันใด เห็นชัดว่าพวกเขากลัวว่าพวกเราจะสอบได้ ลำดับที่ดี ๆ หรือช่วงชิงเกียรติยศของพวกเขาไปน่ะสิ” บัณฑิตแปลกหน้า คนนั้นยังพูดต่อ “พี่ชายทุกท่านต่างเป็นบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง หาก พวกท่านถูกกดหัวไว้ แล้วคนที่มีความรู้ธรรมดาอย่างพวกเรายังจะมี ความหวังใดอีก”

กล่าวถึงตรงนี้เขาก็ยกมือปิดหน้า ร้องสะอึกสะอื้นว่า “สงสารก็แต่ท่านพ่อท่านแม่ที่บ้าน พวกเขาหวังว่าข้าจะสอบได้ลำดับที่ดี ได้เป็นขุนนาง เหมือนผู้อื่น กลับบ้านอย่างมีเกียรติมียศศักดิ์ แต่สกุลเซี่ยทำเช่นนี้ แล้ว ข้าจะทำให้ท่านพ่อท่านแม่สมหวังได้อย่างไร”

“ขออภัย ข้าเสียมารยาทแล้ว ขอตัวก่อน” กล่าวจบ บัณฑิตคนนั้น ก็เดินโซซัดโซเซจากไปท่ามกลางสายตาที่มองตามอย่างเห็นใจของบัณฑิต คนอื่น ๆ

“เฮ้อ” มีบัณฑิตคนหนึ่งเห็นบัณฑิตแปลกหน้าจากไปอย่างเจ็บช้ำน้ำใจ แล้วก็อดระบายความอึดอัดไม่ได้ว่า “หากสกุลเซี่ยทำเช่นนี้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ยังพอทำเนา แต่หากพวกเขาทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ…”

ทุกคนหนักใจ พริบตานั้นคล้ายมีเมฆดำเข้าปกคลุมชวนให้หวาดหวั่น

 

คนสกุลเซี่ยยังไม่รู้ว่ามีบัณฑิตมากมายไม่พอใจพวกเขา สมควรกล่าวว่า คนสกุลเซี่ยยามนี้ไม่มีเวลาสนใจเรื่องเล็ก ๆ เพราะสิ่งที่พวกเขาสนใจที่สุด ก็คือเรื่องที่เมืองหลวง

ได้ยินว่ามีตระกูลใหญ่ที่มีสัมพันธ์อันดีกับสกุลเซี่ยมายืมตำราจาก สกุลเซี่ย แม้คนสกุลเซี่ยจะแปลกใจ แต่ก็ยังให้พวกเขายืม แต่เพราะมี เรื่องใหญ่กว่าเกิดขึ้น พวกเขาจึงมิได้รายงานเรื่องเล็ก ๆ นี้แก่นายผู้เฒ่าเซี่ย ผู้เป็นตัวแทนของสกุลเซี่ยในยามนี้

“เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าบ้านถูกกักบริเวณอยู่ที่เมืองหลวง” นายผู้เฒ่าเซี่ย เป็นคนสกุลเซี่ยที่มีศักดิ์สูงที่สุดยามนี้ เขาเคยรับราชการที่เมืองหลวงมาก่อน แต่เพราะภายหลังมีความคิดเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับราชครูตู้ จึงขอ ลาออกจากราชการกลับมาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่บ้านเกิด

“เพื่อทำให้ฮวาอิ้งถิงสับสน ท่านเจ้าบ้านกินยาที่ทำให้วิกลจริต ชั่วขณะขอรับ” ผู้ที่นำข่าวมาบอกเป็นเด็กรับใช้ข้างกายราชบุตรเขยเซี่ย “ไม่เพียงฮ่องเต้ไม่มีพระราชานุญาตปล่อยท่านเจ้าบ้านกลับมา แต่ยัง รับสั่งให้ส่งทหารไปล้อมตำหนักองค์หญิงเอาไว้อย่างแน่นหนาด้วยขอรับ ข้าน้อยเกรงว่าฮ่องเต้อาจจะมีพระบัญชาให้คุมขังท่านเจ้าบ้านไว้ที่เมืองหลวง เพราะคดีของคุณหนูรองตลอดชีวิต”

นายผู้เฒ่าเซี่ยลูบหนวดขาว “เตรียมรถม้า ข้าจะเข้าเมืองหลวงเพื่อทูลขอร้องฮ่องเต้ให้ปล่อยเจ้าบ้านกลับมารักษาอาการป่วยที่แดนใต้”

อดีตฮ่องเต้เกือบสั่งให้ปลดฮ่องเต้องค์ปัจจุบันออกจากตำแหน่ง รัชทายาท เขายังช่วยพูดให้ฮ่องเต้ชางหลงกลางท้องพระโรง หวังว่าฮ่องเต้ ชางหลงจะเห็นแก่สิ่งที่เขาทำยามนั้น ปล่อยสกุลเซี่ยสักครั้ง

นายผู้เฒ่าเซี่ยพาคนในตระกูลอีกหลายคนเดินทางเข้าเมืองหลวง คืนนั้นเอง เขาไม่รู้เลยว่าสกุลเซี่ยเริ่มเสื่อมเสียชื่อเสียงในหมู่ปัญญาชน ทีละน้อย

เมื่อประมุขของตระกูลและนายผู้เฒ่าเซี่ยที่มีศักดิ์สูงที่สุดซึ่งคอย ดูแลเด็กรุ่นหลังของสกุลเซี่ยไม่อยู่ เหล่าเด็กรุ่นหลังของสกุลเซี่ยสายห่าง ๆ ที่เสเพลไม่เอาไหนจึงออกไปก่อเรื่องนอกจวนไม่น้อย

มีครั้งหนึ่งดื่มสุราจนเมามาย ผลักบัณฑิตคนหนึ่งที่กล้าเถียงพวกเขา ตกแม่น้ำ

บัณฑิตคนนั้นตกน้ำแล้วตะเกียกตะกายครู่หนึ่งก่อนจมหายไป กว่า บัณฑิตคนอื่น ๆ ที่ผ่านมาเห็นจะสั่งให้เด็กรับใช้เข้าไปช่วย บัณฑิตที่ตกน้ำ ก็ถูกน้ำซัดจนหาศพไม่พบ

แม้บัณฑิตคนอื่น ๆ จะไม่รู้จักคนที่ตกน้ำ แต่มิอาจทนดูการกระทำ ป่าเถื่อนรังแกผู้อื่นเช่นนี้ได้ วิ่งไปร้องทุกข์กับทางการ ที่ไหนได้ เจ้าเมือง กลับบอกว่าถ้าอยู่ก็ต้องเจอตัว ถ้าตายก็ต้องพบศพ ไม่มีศพแต่วิ่งมา ร้องทุกข์เช่นนี้ถือว่าเป็นการให้ร้าย

บรรดาบัณฑิตสะบัดแขนเสื้อจากไปด้วยความโกรธแค้นสุดแสน พวกเขาไม่พอใจที่เจ้าเมืองคนนี้เข้าข้างสกุลเซี่ย มาถึงริมแม่น้ำ เห็น หญิงชราเรือนผมสีดอกเลาคุกเข่าร่ำไห้ด้วยความอาดูร ก็ยิ่งทุกข์ใจ ยิ่งละอายใจ

พวกเขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าการเข้าเมืองหลวงครั้งนี้จะต้องสอบให้ได้ลำดับที่ดี เพื่อทวงความยุติธรรมให้หญิงชราที่สูญเสียบุตรชายให้จงได้

ผ่านไปไม่กี่วันหญิงชราคนนั้นหายตัวไป บัณฑิตทั้งหลายช่วยกัน หาข่าว บางคนบอกว่าหญิงนางนั้นเดินทางไปทวงความยุติธรรมให้บุตรชาย ที่เมืองหลวง บางคนบอกว่ายายเฒ่าคนนั้นถูกเจ้าเมืองและคนสกุลเซี่ย ฆ่าปิดปาก ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร หญิงชราและบัณฑิตที่จมน้ำตาย คนนั้นเป็นเหมือนมดตัวเล็กที่ไม่คุ้มค่าแก่การเอ่ยถึง คนสกุลเซี่ยและเจ้าเมือง จึงมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง

บัณฑิตทั้งหลายหมดใจกับสกุลเซี่ย

ส่วนคนสกุลเซี่ยสายห่าง ๆ ที่ผลักบัณฑิตตกน้ำมิได้ใส่ใจกับเรื่องนี้ ยังรู้สึกว่าสวรรค์เข้าข้างพวกเขา มิเช่นนั้นเหตุใดศพของบัณฑิตคนนั้น จึงถูกน้ำพัดหายไป ไม่เหลือหลักฐานเอาไว้

เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในแดนใต้มิได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ของชาวเมืองหลวง

ฮ่องเต้ชางหลงเลือกวันที่อากาศแจ่มใส เรียกฮวาอิ้งถิงและเว่ยหมิงเย่ว ์ เข้าวัง กล่าวถึงกำหนดวันเสกสมรสอีกครา

“หยวนซู่คนนี้เป็นลูกที่เราเลี้ยงด้วยตนเอง อายุไม่น้อยแล้ว สมควร จะเข้าพิธีเสกสมรสได้แล้ว” ฮ่องเต้ชางหลงถูมือไปมา ไม่ค่อยกล้าสบตา เว่ยหมิงเย่ว์ “สำนักโหรหลวงเลือกวันมงคลไว้หลายวัน เราดูแล้วไม่เลว ทั้งนั้น พวกเจ้าทั้งสองมาดูสิ”

จ้าวซานไฉเตรียมจะส่งกระดาษที่เขียนวันมงคลที่สำนักโหรหลวง เลือกเฟ้นให้ฮวาอิ้งถิง แต่พอเดินเข้าใกล้ฮวาอิ้งถิง เขาก็ชะงัก เปลี่ยนใจ หมุนตัว ประคองกระดาษที่เขียนวันมงคลส่งให้เว่ยหมิงเย่ว์แทน

“วันที่หกเดือนห้าหรือ” เว่ยหมิงเย่ว์นิ่วหน้า “ฝ่าบาท ดูคล้ายวันนี้ จะเร็วเกินไป”

ฮ่องเต้ชางหลงเคร่งเครียดทันควัน “เราก็ว่าเร็วไปสักหน่อย หยวนซู่เป็นบุตรชายคนโปรดของเรา องค์หญิงฝูโซ่วเองก็เป็นบุตรี หัวแก้วหัวแหวนของพวกเจ้า เราย่อมต้องการจัดงานเสกสมรสของพวกเขา อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด เวลาแค่นี้เราก็กลัวว่าจะเตรียมตัวไม่ดีพอ

“แน่นอนว่าหากแม่ทัพเว่ยคิดว่าวันนี้เหมาะสม เราจะให้กรมพิธีการ เร่งเตรียมงาน ไม่มีทางทำให้บุตรีของเจ้าต้องน้อยเนื้อต่ำใจ” ฮ่องเต้ชางหลง รู้สึกว่าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำตามความต้องการของเว่ยหมิงเย่ว์ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างไรกำปั้นของเว่ยหมิงเย่ว์ก็สามารถทุบหินให้แหลกได้

เว่ยหมิงเย่ว์ส่ายหน้าช้า ๆ “ฝ่าบาท หม่อมฉันคิดว่าวันนี้คงไม่เหมาะเพคะ”

“อย่างนั้น…ดูวันต่อไป” ฮ่องเต้ชางหลงยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก อย่างอดไม่ได้

“วันที่ยี่สิบแปดเดือนหก” เว่ยหมิงเย่ว์ส่ายหน้าโดยไม่ต้องคิด “เดือนหกอากาศร้อนจัด บุตรีหม่อมฉันร่างกายอ่อนแอ อากาศร้อน เพียงนั้น นางนั่งอยู่ในเกี้ยวคงจะทนไม่ไหว”

“แม่ทัพเว่ยพูดมีเหตุผล เราก็รู้สึกว่าวันนี้ยังไม่ค่อยดีสักเท่าไร ทุกอย่างให้เหมาะสมกับร่างกายของบุตรีเจ้าเป็นสำคัญ” ฮ่องเต้ชางหลง นึกถึงชุดวิวาห์ของชายารัชทายาทแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าอากาศร้อนจัด สวมชุดแบบนั้นจะต้องทรมานเป็นแน่

“เดือนเจ็ดอากาศเริ่มเย็นแล้ว แต่เดือนนี้ไม่ค่อยดี” เว่ยหมิงเย่ว์ ส่ายหน้าต่อไป “เดือนสิบสองก็เย็นเกินไป ในความคิดหม่อมฉัน เดือนสาม ปีหน้าเหมาะสมที่สุด ไม่ร้อนไม่หนาว พืชพรรณผลิบาน มีความหมายดี”

เดือนสามปีหน้า แบบนี้มิเท่ากับต้องรออีกเกือบหนึ่งปีหรือ

ลูกอกตัญญูของเขาคนนั้นเร่งรัดอยากรับองค์หญิงฝูโซ่วเข้าตำหนัก บูรพาทุกวัน ในฐานะบิดา เขาจะต้องพยายามช่วยบุตรชายให้เต็มที่

“เราว่าเดือนแปดปีนี้เป็นวันดีนะ อากาศเหมาะสม เป็นฤดูเก็บเกี่ยว และมีความหมายไม่เลว” ฮ่องเต้ชางหลงหัวเราะแห้ง ๆ หันมองฮวาอิ้งถิง “แม่ทัพฮวา เจ้าว่าใช่หรือไม่”

ฮวาอิ้งถิงมองฮ่องเต้ชางหลงด้วยแววตาประหลาด ฝ่าบาท ความเห็น ของกระหม่อมไม่สำคัญ ถึงกระหม่อมพูดไปก็ไร้ผล

ฮ่องเต้ชางหลงเห็นฮวาอิ้งถิงมีท่าทางแน่วแน่เพียงนี้ก็รู้ว่าคงคาดหวัง กับอีกฝ่ายไม่ได้ เขารวบรวมความกล้ามองเว่ยหมิงเย่ว์ “แม่ทัพเว่ย บุตรี ของเจ้าแต่งเข้าราชวงศ์ เราจะปฏิบัติต่อนางดุจนางเป็นธิดาแท้ ๆ ของเรา”

ฮวาอิ้งถิงเริ่มขบคิดตาม ฮ่องเต้ดีต่อองค์หญิงทั้งสองคนหรือไม่ อย่างไร

“วันมงคลในเดือนแปดนับว่าไม่เลวก็จริง แต่…” เว่ยหมิงเย่ว์ มองฮ่องเต้ชางหลงอย่างเห็นใจแวบหนึ่ง นางไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าจะรีบให้หลิวหลี แต่งเข้าตำหนักบูรพาไปไย สุดท้ายคนที่ต้องลำบากก็คือรัชทายาท

“แม่ทัพเว่ยไม่มีความเห็นแย้งก็ดีแล้ว” ฮ่องเต้ชางหลงปรบมือ “ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว เราจะให้สำนักโหรหลวงกำหนดวันมงคลเป็นวันที่ สิบสองเดือนแปด ให้พวกเขาหาเวลามงคลให้”

“ฝ่าบาท…” ฮวาอิ้งถิงเอ่ยอย่างอดไม่ได้ “กระหม่อมคิดว่าทั้ง รัชทายาทและบุตรีของกระหม่อมอายุยังน้อยทั้งคู่ ไม่จำเป็นต้องกำหนด วันวิวาห์อย่างเร่งรีบเช่นนี้”

“ลูกผู้ชายต้องมีครอบครัวก่อนค่อยลงหลักปักฐาน เมื่อรัชทายาท สมรสแล้ว เราจะได้มอบภาระทั้งหมดของเราให้เขา” ฮ่องเต้ชางหลงตัดบท ฮวาอิ้งถิง “ยิ่งกว่านั้นรัชทายาทอายุตั้งยี่สิบเอ็ดปี ไม่เด็กแล้ว”

“ลูกกระหม่อมเพิ่ง…”

“แม้รัชทายาทอายุมากกว่าลูกของเจ้าห้าปี แต่คนอายุมากกว่าก็ดี ตรงที่รู้จักเอ็นดูนาง เจ้าว่าใช่หรือไม่เล่า” ฮ่องเต้ชางหลงคิดไม่ถึงว่าฮวา- อิ้งถิงจะแย้งเช่นนี้ จึงพูดแฝงนัยว่า “อิ้งถิง หลายปีมานี้เราดูแลวังหลวง ที่ใหญ่โตคนเดียวก็เหนื่อยมากแล้ว รัชทายาทมีเจ้ากับแม่ทัพเว่ยเป็นพ่อตา แม่ยาย เราจึงจะวางใจลงได้บ้าง พวกเราแม้เป็นกษัตริย์กับขุนนาง แต่ก็ เป็นสหายที่ดีต่อกัน เจ้าคิดเสียว่าทำเพื่อเรา กำหนดวันมงคลเถิด”

เพื่อบุตรชายคนโปรด ฮ่องเต้ชางหลงถึงกับร้องขอความเห็นใจ

ฮวาอิ้งถิงลำบากใจแต่พูดไม่ออก ฝ่าบาท กระหม่อมคิดแทนฝ่าบาท แล้วถึงได้ยืดวันมงคลให้นานขึ้นอีกหน่อย

“เช่นนั้นก็ทำตามพระประสงค์ของฝ่าบาทเพคะ” หลังเว่ยหมิงเย่ว์ นิ่งเงียบไปชั่วขณะ นางคำนับฮ่องเต้ชางหลง “หม่อมฉันไม่มีความเห็นอื่น”

ฮวาอิ้งถิงมองภรรยาแล้ว สลับมองฮ่องเต้ชางหลงที่มีสีหน้าคาดหวัง จากนั้นค่อย ๆ ก้มหน้าลง “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

ฝ่าบาท กระหม่อมทำสุดความสามารถแล้วจริง ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นในภายภาคหน้า ขอฝ่าบาทอย่าทรงโทษกระหม่อมก็แล้วกัน

 

เมื่อส่งฮวาอิ้งถิงและเว่ยหมิงเย่ว์ออกไปแล้ว ฮ่องเต้ชางหลงระบายลมหายใจ โล่งอก เขาปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก แล้วเอ่ยกับจ้าวซานไฉว่า “ไปเรียกรัชทายาทมา”

ทันทีที่รัชทายาทมาถึงหน้าประตูตำหนักเฉินหยาง ก็เห็นฮ่องเต้ ชางหลงชี้ไปที่ฎีกากองโต “วันนี้พ่อให้เจ้าจัดการฎีกากองนี้”

“เสด็จพ่อ ลูกเพิ่งนึกได้ว่ายังมีงานที่ตำหนักบูรพาพ่ะย่ะค่ะ”

“เราคุยกับว่าที่พ่อตาแม่ยายของเจ้าแล้วว่าให้กำหนดพิธีเสกสมรส เป็นวันที่สิบสองเดือนแปด แต่ถ้าเจ้ามีความเห็นอื่น ก็เปลี่ยนไปเป็น เดือนสามปีหน้าได้เหมือนกัน” ฮ่องเต้ชางหลงยกถ้วยน้ำชาจิบอึกเล็ก ๆ “พ่อรักเอ็นดูเจ้ามาโดยตลอด ถ้าต้องพูดจากลับไปกลับมาเพื่อเจ้า พ่อ ก็ทำได้เหมือนกัน”

รัชทายาทที่หมุนตัวไปแล้วหมุนตัวกลับมาอีกคราอย่างเร็วรี่ สีหน้า ยินดีปรีดา “ลูกจำผิดไปพ่ะย่ะค่ะ ที่ตำหนักบูรพาทางโน้นไม่มีเรื่องใด ได้ช่วยเสด็จพ่อแบ่งเบาพระราชภาระ นับเป็นเกียรติของลูกยิ่ง”

รัชทายาทเดินมานั่งข้างโต๊ะ หยิบพู่กันชาดสะบัดตัวอักษรอย่าง รวดเร็ว

ฮ่องเต้ชางหลงดื่มน้ำชาถ้วยหนึ่ง

ฮ่องเต้ชางหลงกินของว่างจานหนึ่ง

ฮ่องเต้ชางหลงออกไปชมงิ้วครู่หนึ่ง มีเสียงดนตรีดังเข้าห้องหนังสือ เป็นระยะ

เมื่อฟังงิ้วจบแล้ว กลับเข้ามาอีกครา ยังเห็นโอรสจับพู่กันอย่าง ขยันขันแข็งก็ดีใจ ที่แท้แล้ว การที่เรามีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นนั้น ดีงามจริง ๆ

“เสด็จพ่อ ทรงกำหนดวันเสกสมรสให้ลูกแล้วจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทแสร้งไม่เห็นรอยยิ้มสดใสของฮ่องเต้ชางหลง ขยับพู่กันในมือ ไม่หยุด “ลูกรู้ว่าความรักที่เสด็จพ่อมีให้ลูกนั้นยิ่งใหญ่กว่าภูเขาไท่ซาน กว้างใหญ่กว่าทะเลบูรพา”

ฮ่องเต้ชางหลง “เหอะ”

อย่าคิดว่าพูดจาน่าฟังอย่างนี้แล้ว เขาจะช่วยจัดการฎีกา

วิธีเอาใจที่ตื้นเขินเช่นนี้ รัชทายาทใช้มาตั้งแต่อายุสามขวบจนถึง ยี่สิบปี คนเป็นบิดาอย่างเขาเห็นจนชินตาแล้ว

“เสด็จพ่อ ก่อนหน้านี้ลูกได้หยกเนื้อดีชิ้นหนึ่ง ให้ช่างหยกแกะสลัก เป็นรูปสัตว์มงคลสองตัว ตัวเล็กหนึ่งตัว ตัวใหญ่หนึ่งตัว” รัชทายาท คลี่ยิ้มสดใส “ลูกให้จ้าวซานไฉนำหยกสลักสองชิ้นนี้ไปวางไว้ในห้องบรรทม ของเสด็จพ่อแล้ว หากเสด็จพ่อโปรดก็เก็บไว้ แต่ถ้าไม่โปรดก็ทรงโยนเข้า พระคลังส่วนพระองค์ได้พ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ชางหลงคิดถึงสมัยที่รัชทายาทยังเยาว์หากได้ของเล่นแปลกใหม่มีก็มักจะเก็บเอาไว้ให้เขาชุดหนึ่งเสมอ แม้แต่ตัวหนอนที่จับได้ก็ยังตั้งใจ จับกลับมาให้เขาตัวหนึ่งด้วย

เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ฮ่องเต้ชางหลงเห็นรัชทายาทเริ่มคลึงข้อมือ เป็นระยะแล้ว ก็เดินกลับไปนั่งเก้าอี้ หยิบพู่กันขึ้นมาเงียบ ๆ

ช่างเถิด โอรสธิดาล้วนเป็นเจ้าหนี้เขาทั้งนั้น

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า