[ทดลองอ่าน] งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล ตอนที่ 10 : ว่าที่หลานสะใภ้แห่งตระกูลเจียง

งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล
春日宴

ไป๋ลู่เฉิงซวง 白鹭成双 เขียน

ม้าลาย แปล

นิยาย 4 เล่มจบ

 

___________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

๑๐

ว่าที่หลานสะใภ้แห่งตระกูลเจียง

 

ไป๋เมิ่งซื่อยังไม่กระจ่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า นางทราบดีว่าเมื่ออาการเสียสติของไป๋จูจีกำเริบขึ้นมาจะเป็นเช่นไร ดังนั้นจึงสั่งให้คนพานางออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเจ้าเมืองจื่อหยาง ผลคือสติปัญญาของนางฟื้นคืนมาแล้วใช่หรือไม่ ไม่เพียงแต่สติปัญญาฟื้นคืนกลับมา แม้แต่นิสัยใจคอก็เปลี่ยนไปด้วยงั้นหรือ

ไป๋เมิ่งซื่อเบิกตากว้างมองนางครู่ใหญ่ก่อนจะเรียกสติตนเองคืนกลับมา วางมาดในฐานะนายหญิงของจวนพลางกล่าวว่า “ต่อให้เจ้าไม่ปัญญาอ่อนแล้ว เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวอันใดต่อหน้าท่านเจ้าเมืองอยู่ดี ยังไม่รีบไปอีก!”

หลี่ไหวอวี้เลิกคิ้ว “ท่านเจ้าเมืองมาจวนสกุลไป๋เพื่อข้า เหตุใดข้าต้องไปด้วย”

ไม่เพียงไม่ไป ซ้ำยังกอดแขนของเจียงเสวียนจิ่นแน่นไม่ยอมปล่อย!

ไป๋เมิ่งซื่อตื่นตระหนก กวาดตามองกิริยาไม่รักชีวิตของนาง จากนั้นมองไปยังเจียงเสวียนจิ่นอย่างหวาดกลัว ตามที่ได้ฟังมา นิสัยใจคอของเจ้าเมืองจื่อหยางไม่ค่อยดีเท่าไร ยิ่งถูกล่วงเกินเช่นนี้เกรงว่าเขาคงโกรธเกรี้ยวสุดระงับ

ทว่าเจียงเสวียนจิ่นกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง สีหน้าสงบนิ่งอย่างมาก เมื่อรับรู้ถึงน้ำหนักที่รั้งแขนตนเองเอาไว้ เขาปรายตามองนางเล็กน้อย

“ยืนดีๆ”

“ไม่!” หลี่ไหวอวี้กล่าวอย่างไร้ยางอาย “นางน่ากลัวถึงเพียงนั้น หากข้าปล่อยมือจากท่าน นางจะต้องจับข้าไปขังในห้องเก็บฟืนเป็นแน่!”

“นิสัยเช่นเจ้าสมควรถูกขังเสียหน่อย”

“ฮึ หากข้าถูกขัง มิใช่ท่านหรือที่ต้องมานั่งเป็นห่วง”

“เหลวไหลอีกแล้ว!” เจียงเสวียนจิ่นนิ่วหน้า

หลี่ไหวอวี้หัวเราะคิกคัก กอดแขนของเขาแน่นกว่าเดิม “ท่านเก็บแรงไว้เถิด หน้าซีดเป็นกระดาษแล้ว ไป ไปนั่งพักในเรือนน้ำชา” นางกล่าวพลางกึ่งลากกึ่งพยุงเขาไปข้างหน้า

เจียงเสวียนจิ่นร่างกายแข็งทื่อ “ปล่อยข้า”

“บอกไปแล้วว่าไม่ปล่อยหรอก ไม่ต้องพูดคำไร้ประโยชน์เหล่านี้”

“…”

ไป๋เมิ่งซื่อถูกตรึงอยู่ที่เดิม บ่าวรับใช้จำนวนมากก็ตะลึงตาค้างตามๆ กัน กระทั่งสองคนนั้นเข้าไปในเรือนน้ำชาแล้ว นางจึงเรียกสติกลับมาแล้วหันไปกล่าวกับบ่าวที่อยู่ข้างหลังว่า “รีบไปแจ้งนายท่านเร็ว บอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่จวน ให้เขารีบกลับมา!”

“ขอรับ!” บ่าวรับใช้รับคำและจากไป

ณ เรือนน้ำชา

หลี่ไหวอวี้กดเจียงเสวียนจิ่นลงบนเก้าอี้ไท่ซือ [1] จากนั้นรินน้ำชาให้เขา ส่งยิ้มตาหยีพร้อมยื่นถ้วยชาจรดริมฝีปากของเขา “ริมฝีปากแห้งแตกหมดแล้ว ดื่มให้ชุ่มชื้นเร็วเข้า”

เจียงเสวียนจิ่นไม่รับน้ำใจ “ข้ามีมือ”

“ว่าง่ายหน่อย ดื่มดีๆ” หลี่ไหวอวี้มองเขาด้วยสายตาฉายแววตำหนิ สีหน้าเต็มไปด้วยความเขินอาย “ด้านนอกมีคนตั้งมากมายมองอยู่นะ!”

เจียงเสวียนจิ่นไม่เชื่อสายตา “เจ้ารู้ว่ามีคนมองอยู่ด้วยหรือ”

รู้ว่ามีคนมองอยู่ยังป้อนน้ำชาเขาอีก นี่มันสมเหตุสมผลหรือ

หลี่ไหวอวี้ทอดถอนใจ ยัดถ้วยชาใส่มือเขา ยิ้มอย่างหลงใหลได้ปลื้ม “ท่านช่างขี้อายเสียจริง”

“…” หากการฆ่าคนไม่ผิดกฎหมายคงจะดี เขาจะต้องส่งนางลงน้ำพุเหลือง [2] โดยเร็วที่สุด!

ไป๋เมิ่งซื่อตามเข้ามาในเรือนน้ำชา กล่าวด้วยความลังเลใจ “อภัยที่ต้อนรับท่านเจ้าเมืองไม่ดี…มิทราบว่าท่านอยู่กับจูจีได้อย่างไรเจ้าคะ”

เจียงเสวียนจิ่นกล่าว “บังเอิญพบกันบนถนน”

หลอกเด็กหรือไร ดูท่าทางสองคนนี้สนิทสนมกันประหนึ่งรู้จักกันมานานหลายปี

ภายในใจของไป๋เมิ่งซื่อเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ไม่กล้าพูดออกไป กลับกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริง ในจวนกำลังเป็นเดือดเป็นร้อนที่จูจีหายตัวไป ท่านเจ้าเมืองนำตัวนางมาส่งนับเป็นบุญคุณต่อตระกูลไป๋ยิ่งนัก”

นางกล่าวพลางคุกเข่าลง “ขอให้ท่านเจ้าเมืองนั่งต่ออีกครู่หนึ่ง รอนายท่านกลับมาขอบคุณต่อหน้า”

“ไป๋เมิ่งซื่อกล่าวเกินไปแล้ว” เจียงเสวียนจิ่นยกถ้วยชาขึ้น หลุบตาลงครึ่งหนึ่งก่อนกล่าวว่า “อย่างไรเสียคุณหนูสี่ก็เป็นว่าที่หลานสะใภ้ของตระกูลเจียง ข้าส่งนางกลับมานับเป็นเรื่องที่สมควรทำเช่นกัน”

เมื่อถ้อยคำนี้ถูกกล่าวออกมา หลี่ไหวอวี้สะดุ้งเฮือก “กระไรนะ”

ว่าที่หลานสะใภ้ของตระกูลเจียงคืออันใดกัน

เจียงเสวียนจิ่นปรายตามองนาง สีหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “คุณหนูสี่จำไม่ได้แล้วหรือ ตระกูลเจียงและตระกูลไป๋ได้หมั้นหมายกันไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ให้เจ้าแต่งงานกับเจียงเยี่ยน หลานคนโตของตระกูลเจียงเมื่อเจ้าอายุครบสิบแปดปี”

หา มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ หลี่ไหวอวี้ตะลึงตาค้าง

เจียงเยี่ยน ชื่อคนผู้นี้นางรู้สึกคุ้นหูอยู่บ้าง บุตรชายคนเดียวของพี่ใหญ่ตระกูลเจียง หลานชายคนโตของเจียงเสวียนจิ่น ได้ยินว่าเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ เจ้ายศเจ้าอย่าง เป็นดั่งไข่ในหินที่นายผู้เฒ่าของตระกูลเจียงประคบประหงมมาโดยตลอด ได้รับตำแหน่งขุนนางในราชสำนักด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปี

ด้วยศักดิ์ของไป๋จูจีแล้ว นี่นับเป็นการแต่งงานที่สูงค่าอย่างมาก แต่ติดตรงที่ว่าหลี่ไหวอวี้สู้อุตส่าห์ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง กลับต้องมาเดินบนเส้นทางสนับสนุนสามีสั่งสอนบุตรงั้นหรือ

นางกลอกตาไปมา แสร้งทำท่าทางน่าสงสารใส่เจียงเสวียนจิ่น กล่าวว่า “ข้าจำไม่ได้จริงๆ”

“งั้นหรือ” เจียงเสวียนจิ่นวางถ้วยชาลง ดวงหน้าตึงฉายแววขุ่นเคือง

“โธ่ ท่านอย่าโมโหสิ” หลี่ไหวอวี้รีบปลอบเขา “ไม่ได้ยินที่ฮูหยินท่านนี้พูดหรือ กาลก่อนข้าสติไม่สมประกอบ พอสติฟื้นคืนกลับมาก็จำอันใดมิได้แล้ว ในสายตาและหัวใจของข้าเห็นได้ชัดว่ามีแต่ท่านเพียงผู้เดียว ผู้ใดจะรู้ว่าถูกหมั้นหมายกับผู้อื่นไปแล้วเล่า”

เจียงเสวียนจิ่นยิ้มหยัน ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยคำ พลันมีคนสาวเท้าเข้ามาจากด้านนอกอย่างรีบร้อน

“บังอาจนัก!”

เสียงตวาดกร้าวดังสนั่นลั่นหู

หลี่ไหวอวี้ใจหายวาบ แข้งขาระทวยแทบยืนไม่อยู่ นางหันศีรษะไปมองอย่างสงสัย พบผู้เฒ่าเคราขาวสวมพัสตราภรณ์ขุนนางสีเลือดนกยืนอยู่เบื้องหน้า และฟาดฝ่ามือลงบนดวงหน้าของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว

“เพียะ…”

ความรวดเร็วของท่วงท่า ความกึกก้องของเสียง หลี่ไหวอวี้ยังไม่ทันรู้สึกตัวก็รับรู้ได้ถึงเสียงระเบิดภายในหัวของตนเอง “ตูม” นางรู้สึกชาไปทั้งใบหน้า ทันใดนั้นกลิ่นคาวเลือดก็คละคลุ้งทั่วปาก

“ใต้เท้าไป๋” สีหน้าของเจียงเสวียนจิ่นเปลี่ยนไปเล็กน้อย ลุกขึ้นยืน

“คารวะท่านเจ้าเมือง” ใบหน้าของไป๋เต๋อจ้งถมึงทึง ประสานมือคารวะเขาโดยไม่แม้แต่มอง ดวงตาคุโชนด้วยไฟโทสะคู่นั้นจ้องเขม็งอยู่ที่หลี่ไหวอวี้ดังเดิม

“ตระกูลไป๋ของข้ามีบุตรสาวที่ไร้ยางอาย กิริยาเหลวไหลเช่นเจ้าตั้งแต่เมื่อไรกัน!”

หลี่ไหวอวี้จิตใจเลื่อนลอยครู่หนึ่ง กระทั่งหูกลับมาใช้การได้แล้วค่อยถ่มฟองเลือดในปากลงพื้น มองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คิดจะตีก็ตี ไม่มีเหตุแม้สักน้อยนิดเลยหรือ”

“เหตุผลงั้นหรือ” ไป๋เต๋อจ้งโกรธขึ้งจนเคราสั่นระริก “เจ้าอยู่ต่อหน้าท่านเจ้าเมืองกลับไม่สำรวมกิริยามารยาท ถ้อยคำสกปรกโสมมที่กล่าวออกมาคืออันใดกัน! ฐานะวงศ์ตระกูลและเกียรติยศที่ตระกูลไป๋สั่งสมมาหลายต่อหลายรุ่นต้องมาจบสิ้นคามือเจ้าวันนี้!”

ยึดตามสายสัมพันธ์จากการหมั้นหมายของทั้งสองตระกูล ภายภาคหน้าไป๋จูจีต้องเรียกเจียงเสวียนจิ่นว่าท่านอาเล็ก แต่นางพูดเรื่องใด ในสายตาและหัวใจเห็นได้ชัดว่ามีแต่เรื่องใด เพียงนึกถึงถ้อยคำนั้น ไฟโทสะของไป๋เต๋อจ้งก็คุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง พลันเงื้อฝ่ามือขึ้นเตรียมฟาดใบหน้าของนางซ้ำสอง

“ท่านพี่!” ไป๋เมิ่งซื่อและบ่าวรับใช้รอบข้างต่างประหวั่นพรั่นพรึง

หลี่ไหวอวี้มุ่นคิ้วมองไป๋เต๋อจ้ง กำมือเข้าหากันแน่นก่อนจะคลายออก

ช่างเถิด อาศัยร่างกายของบุตรสาวผู้อื่นเพื่อมีชีวิตอยู่ คงมิอาจยื่นมือไปฟาดบิดาของผู้อื่นได้ ไป๋เต๋อจ้งมีนิสัยหัวโบราณคร่ำครึเช่นนี้แล นางจะพยายามกตัญญูแทนไป๋จูจีเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน

นางปิดตาลง เตรียมใจรับกับฝ่ามือฉาดนี้

ทว่าเมื่อสายลมปะทะกับดวงหน้า ทันใดนั้นก็มีคนยื่นมือมาดึงแขนของนางถอยหลังไปสองก้าว ฝ่ามือปัดผ่านเบื้องหน้าของนางไป มีเพียงเสียงลมดังขึ้น

“…ท่านเจ้าเมืองหรือขอรับ” ไป๋เต๋อจ้งตะลึงงัน

หลี่ไหวอวี้ย่นหน้าลืมตาขึ้นข้างเดียว เห็นเป็นเจียงเสวียนจิ่นยืนอยู่เบื้องหน้านาง ปล่อยมือที่คว้าแขนของนางอยู่อย่างรวดเร็ว พลางไพล่มือไว้ด้านหลัง

“วันนี้ที่เสวียนจิ่นมาเยี่ยมเยียน เนื่องจากมีเรื่องอยากจะถามไถ่” แผ่นหลังของเขายืดตรงแหน็ว เมื่อมองจากด้านหลัง นับว่าเป็นท่วงท่าที่ดูอ้างว้างแต่แฝงด้วยความสง่างามและเคร่งครัด

“ก่อนจะถามให้กระจ่าง ขอให้ใต้เท้าไป๋สงบอารมณ์ลงเสียหน่อย”

 

[1] เครื่องเรือนชนิดหนึ่งซึ่งตั้งชื่อตามตำแหน่งของขุนนาง แสดงถึงอำนาจและบรรดาศักดิ์ของเจ้าบ้าน

[2] หมายถึงยมโลก

ใส่ความเห็น