fbpx

[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร เล่ม 2 ตอนที่ 1.1

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

บทที่ 1

 

ปีนี้บุตรชายคนโตของตระกูลฉู่อายุห้าขวบ และบุตรชายคนรองอายุสี่ขวบ ฉู่เฟยหยางออกสู่ยุทธภพอีกครา ข่าวลือเรื่องความเป็นความตายของเขาได้หายไปแล้ว ฉู่เฟยหยางกลับมามีชื่อเสียงโด่งดังอีกครั้ง ทุกอย่างคล้ายย้อนคืนสู่จุดเริ่มต้น สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนเดิม คือข้างกายฉู่เฟยหยางปรากฏบุรุษใบหน้าเย็นชาผู้หนึ่งและเด็กอีกสองคนอย่างเป็นปริศนา

ในงานเลี้ยงฉลองครบรอบหกสิบปีของผู้นำยุทธภพหยวนคังโซ่ว ฉู่เฟยหยางพาหนึ่งคนโตสองคนเล็กติดตามกาย ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนโยนไม่สนใจผู้ใด ปรากฏตัวต่อหน้าคนทั่วทั้งยุทธภพบนเขาหลางเย่ว์ ไม่ปกปิด ไม่เอิกเกริก คล้ายเป็นเพียง…เพียงครอบครัวที่เรียบง่ายครอบครัวหนึ่ง หลังจบงานเลี้ยงฉลอง คนที่ติดตามฉู่เฟยหยางลงจากเขากลับเหลือเพียงหนึ่งคนโตหนึ่งคนเล็ก รวมสองคนเท่านั้น

ทุกอย่างล้วนธรรมดาเรียบง่ายราวกับเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ในยุทธภพกลับมีคนพยายามสืบหาความจริงอยู่เนืองๆ

ดังนั้นนอกเหนือจากความเคารพเลื่อมใสแล้ว สายตาแปลกประหลาดและการว่าร้ายให้หมองมัวจึงเป็นดั่งแมลงตัวเล็กที่แทรกซึมและแพร่กระจายไปทุกซอกทุกมุม เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์เจิดจรัสที่ยังประสบกับเงามืดขมุกขมัวได้เช่นกัน แม้ว่าในใจฉู่เฟยหยางจะไม่สนใจมาโดยตลอด แต่กลับมีคนโกรธแค้นแทนเขาอยู่เสมอ…

ชิงโจวตั้งอยู่ที่ตีนเขาหลางเย่ว์ เป็นเมืองเล็กๆ ที่นับว่ารุ่งเรืองคึกคักเมืองหนึ่ง ด้วยสำนักอันดับหนึ่งในโลกหล้าอย่างสำนักกระบี่ชิงเฟิงตั้งอยู่บนเขาหลางเย่ว์ ดังนั้นกลางเมืองชิงโจวจึงมักมีคนในยุทธภพพลุกพล่านเสมอ คนในเมืองแต่ละคนล้วนนิยมใช้วรยุทธ์ กระทั่งเด็กเล็กหกขวบที่อยู่ตามริมถนนก็ใช้อาวุธระดับพื้นฐานได้

หน้าธรณีประตูสำนักกระบี่ชิงเฟิงย่อมไม่มีคนกล้ากำเริบเสิบสานก่อเหตุร้าย ดังนั้นแม้จะพบเห็นชาวยุทธ์ผู้เหนื่อยล้าและตกอับอยู่ทั่วไป แต่ในเมืองกลับสงบสุขมาโดยตลอด ขุนนางที่มาดำรงตำแหน่งจึงรู้สึกสบายยิ่งนัก เพราะเพียงแค่อยู่เฉยๆ ก็ได้รับชื่อเสียงดีงามว่าปกครองได้ดีและยังได้รับการชมเชยจากราชสำนัก

ภัตตาคารชิงเฟิงเป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองชิงโจว ราวกับว่าเพียงมีชื่อของชิงเฟิง การค้าต่างๆ ก็จะพลอยดำเนินไปได้ด้วยดี แม้จะไม่ได้ดีเท่าที่อื่น แต่ชาวยุทธ์นักเดินทางกลับชื่นชอบที่แห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาอาหาร ในห้องโถงทั้งบนล่างของภัตตาคารล้วนมีเสียงคนอึกทึกดังสับสนวุ่นวายเฉกเช่นเดียวกัน สำเนียงทั่วทุกสารทิศมารวมกันอยู่ในห้องโถง ส่วนใหญ่คือชาวฮั่นที่รูปร่างสูงกำยำ บ้างหิ้วค้อนหนัก บ้างแบกดาบใหญ่ คุยโวอย่างออกรสทั้งเรื่องวีรกรรมการผดุงความยุติธรรมของตนเอง การสู้รบเพื่อความถูกต้อง การต่อสู้ดุเดือด และคนชั่วที่สังหารได้

ชาวยุทธ์ประเภทนี้พบได้มาก เสี่ยวเอ้อร์ในภัตตาคารฝึกฝนทักษะดวงตาไฟดวงตาทอง [1] มาแต่เนิ่นแล้ว ดังนั้นเมื่อยามรองเท้าสะอาดสะอ้านก้าวข้ามธรณีประตู ปรากฏเงากายสูงโปร่งเรียบง่ายแต่สง่างาม เสี่ยวเอ้อร์ที่วิ่งวุ่นอยู่ในห้องโถงใหญ่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าท่านผู้นั้นกับคนในภัตตาคารเหล่านี้เป็นคนละระดับกัน จึงรีบวางกาน้ำชา เข้าไปต้อนรับอย่างกระตือรือร้น แล้วเอ่ยทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เชิญท่านด้านใน ด้านนอกเย็นใช่ไหมขอรับ ท่านมากี่คนหรือ พักทานอาหารหรือว่าค้างคืนขอรับ”

ผู้ที่มาใหม่ปัดหิมะบนตัว พยักหน้าให้เสี่ยวเอ้อร์ เปิดปากเอ่ย “ไม่ค้างคืน จัดอาหารขึ้นชื่อของพวกเจ้ามาทั้งหมด เอารสอ่อนสักหน่อย ข้าจะนำกลับไป”

“อ่า ทราบแล้ว ท่านนั่งรอก่อนเถิดขอรับ ข้าน้อยจะไปสั่งอาหารให้” เสี่ยวเอ้อร์นำผู้ที่มาใหม่เข้ามาในห้องโถงอย่างรวดเร็ว ย้ายม้านั่งมา หยิบผ้าขึ้นเช็ดถู แล้วเชิญแขกนั่งลง ทั้งยังรินชาและยกมาให้ ก่อนจะวิ่งไปด้านหลังโต๊ะกั้นอย่างว่องไว

จวินซูอิ่งมองน้ำชาในจอก ในชาสีใสแจ๋วมีก้านชาสีขาวลอยอยู่หลายก้าน เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ แล้วเคลื่อนจอกชาไปอีกด้านหนึ่ง

ตั้งแต่งานเลี้ยงวันเกิดของหยวนคังโซ่ว คล้ายว่าซิ่นไป๋อาจารย์ของฉู่เฟยหยางไม่ได้ถือทิฐิขนาดนั้นอีกต่อไปแล้ว แม้ไม่ได้เอ่ยกระจ่างแจ้ง แต่เห็นได้ชัดว่าตาเฒ่าดื้อรั้นผู้นี้ยอมรับอดีตประมุขพรรคมารแล้วโดยปริยาย รวมทั้งยอมรับความจริงด้วยว่าผู้ที่อยู่เคียงข้างฉู่เฟยหยางเป็นบุรุษเพศ

ปัจจุบันไม่รู้ว่าฉู่เฟยหยางกับอาจารย์ของเขาได้วางแผนอะไรไว้ จึงย้ายบ้านมาอยู่ที่ตีนเขาสำนักกระบี่ชิงเฟิงเช่นนี้

จวินซูอิ่งไม่ชอบที่นี่ ฉู่เฟยหยางกลับปักใจต้องการกลับมา บังคับหลอกล่อเขาไม่ว่าวิธีใดล้วนใช้แล้วทั้งหมด ท้ายสุดจวินซูอิ่งจึงทำได้เพียงยินยอม

ราวกับว่าตั้งแต่เริ่ม เขาถูกฉู่เฟยหยางจูงจมูกเดินอยู่เสมอ…

ดีที่ฉู่เฟยหยางไม่ได้มีความต้องการจะพักอยู่ในสำนักกระบี่ชิงเฟิง แต่ก็ยังคงพักอยู่ที่บ้านบนตีนเขาซึ่งอาจารย์อีกคนของเขาเคยพักอยู่คนเดียว นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่จวินซูอิ่งไม่ได้ดึงดันคัดค้าน อย่างไรเสียบุญคุณความแค้นทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องในอดีต เพียงแค่ไม่ต้องเห็นหน้าคนสำนักกระบี่ชิงเฟิงทุกวัน ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทีบาดหมางกันชั่วชีวิต มิฉะนั้นจะดูเหมือนเขาพาลหาเรื่องและไร้เหตุผล

ตอนนี้สมาชิกครอบครัวมากขึ้น หลายสิ่งในบ้านนี้จึงยังไม่พร้อมอยู่อย่างเห็นได้ชัด จวินซูอิ่งเองไม่เดือดร้อนอะไร มีเพียงฉู่เฟยหยางที่ยุ่งอยู่กับการเชิญเหล่าศิษย์น้องศิษย์หลานมาช่วยซ่อมแซมบ้านและจัดลานบ้านใหม่ ถึงขนาดสร้างห้องตำราเพิ่ม ท่าทางเหมือนต้องการลงหลักปักฐานที่นี่

วันนี้ฝ่ายนั้นก็ขึ้นเขาไปตั้งแต่เช้าอีกแล้ว ฟ้าเลยผ่านจนถึงเที่ยงก็ยังไม่กลับมา ก้อนหินน้อยหิวจนร้องงอแง จวินซูอิ่งรอไม่ไหวแล้วเช่นกัน เมื่อคะเนเงินแล้วจึงเร่งมายังภัตตาคารชิงเฟิงแห่งนี้

จวินซูอิ่งนั่งรอด้วยความเบื่อหน่ายยิ่ง ในใจประเดี๋ยวคิดถึงรวมเคล็ดลับวรยุทธ์ที่ฉู่เฟยหยางเขียนให้ ประเดี๋ยวก็กังวลถึงก้อนหินน้อยที่เขามัดไว้กับขาโต๊ะ อดร้อนใจขึ้นไม่ได้ จึงนึกโทษว่าอาหารทำช้าเกินไป

ยามกำลังจะเรียกเสี่ยวเอ้อร์ให้เร่งมือ บทสนทนาของคนหลายคนที่โต๊ะสี่เหลี่ยมด้านหลังก็มีชื่อคุ้นเคยชื่อหนึ่งลอยมา

“…ฉู่เฟยหยาง จอมยุทธ์ฉู่ผู้เป็นหนึ่งในโลกหล้าน่ะหรือ! ถุย!” ชายหนุ่มในชุดสีเขียวสวมงอบ ใบหน้ามีรอยแผลสายหนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรุนแรง “เขาคู่ควรให้เรียกจอมยุทธ์รึ ยังเรียกเขาว่าจอมยุทธ์ได้อีกรึ ทั้งหนึ่งในโลกหล้าอีก พวกเราทั้งยุทธภพล้วนขายหน้าให้เขาแล้ว” รอยแผลเป็นบนใบหน้าชายหนุ่มขยับไปตามการพูด ไม่รู้เป็นเพราะไม่พอใจหรือดื่มมากเกินไป ทั้งใบหน้าจึงแดงก่ำ ภายในดวงตาเล็กๆ มีประกายแสงวาววับออกมา

“พี่หยาง ท่านเบาเสียงหน่อย อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นเขตของสำนักกระบี่ชิงเฟิง…” มีคนเอ่ยตักเตือน

“เบาเสียงกับผีสิ เจ้าฉู่เฟยหยางนั่นนับเป็นอะไร!” ชายกำยำหน้าตาอัปลักษณ์อีกคนเอ่ยแทรกขึ้น เขายกจอกแล้วรินสุรา ก่อนเอ่ยจ้อ “เจ้าบอกพวกเราซิ เด็กแซ่ฉู่นั่นมีความสามารถอะไรหรือ เขาเป็นอะไร เขามันเป็นพวกรักบุรุษ…อืม” ชายกำยำทำท่าทางต่ำช้า ลากเสียงยาว หลายคนมองหน้ากันรอบหนึ่งก็หัวเราะอย่างสัปดน

“ข้าจะบอกพวกเจ้าให้ รู้ไหมว่ารอยแผลบนใบหน้าพี่หยางได้มาอย่างไร” ชายร่างกำยำเรอแล้วเอ่ยต่อ “เจ้าคนแซ่ฉู่ฟันเข้าไงเล่า เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดจริงๆ พี่หยางว่าใช่หรือไม่”

ชายผู้มีแผลเป็นโบกมือ เอ่ยด้วยใบหน้าอ่อนน้อม “ไม่ควรค่าให้กล่าวถึง ไม่ควรค่าให้กล่าวถึง”

“ไม่ควรค่าให้กล่าวถึงได้อย่างไรเล่า!” ความอัปลักษณ์ที่อยู่บนใบหน้าชายกำยำเริ่มสั่นไหว เขาถลึงดวงตาโต “เรื่องเช่นนี้จะไม่ให้พูดได้อย่างไร เล่าให้ทุกคนฟัง ทั้งให้ทุกคนเห็น ว่าเจ้าหน้าขาว [2] แซ่ฉู่นั่นชั่วช้าอย่างไร ข้าจะบอกพวกเจ้าให้ ครั้งก่อน รังโจรบนเขาเฮยเซียจือนั่น พี่หยางปีศาจทมิฬของพวกเราบุกเข้าไปคนเดียว พี่หยางต่อสู้อาบเลือดเพียงลำพังสามวันสามคืน สังหารพวกโจรโหดเหี้ยมห้าร้อยกว่าคนจนเละเทะกระจัดกระจาย จนตนเองไม่มีพลังเหลือแล้ว คาดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กแซ่ฉู่นั่นจะโผล่ออกมาในตอนนั้น จัดการโจรไม่กี่คนที่เหลือ พี่หยางใจคอกว้างขวางตรงไปตรงมา ไหนเลยจะคิดว่าเขามาเพื่อแย่งความชอบ ซ้ำยังกล่าวขอบคุณต่อเขา เขาถึงกับฉวยโอกาสฟันพี่หยาง…”

คนทั้งโต๊ะส่งเสียงทอดถอนใจออกมาและส่ายหน้าอย่างหดหู่ทันที ชายกำยำตบชายผู้มีแผลเป็น แล้วเอ่ยต่อ “ที่เรียกว่าจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่น่ะหรือ พี่หยางก็เป็นเช่นกัน! เพียงแต่ความดีความชอบถูกเจ้าแซ่ฉู่นั่นฉกฉวยไปดังคาด คิดไม่ถึงว่าพี่หยางจะไม่ยอมเล่าเรื่องนี้ให้พวกเขาฟัง จริงๆ เลย…”

เสียงกร็อบแกร็บดังขึ้นตัดบทชายกำยำ หลายคนรู้สึกถึงพลังมืดครึ้มอย่างชัดเจน พวกเขามองกันและกันครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปด้านหน้าพร้อมกัน

ภายใต้แขนเสื้อที่กุ๊นขอบด้วยขนกระต่ายอย่างประณีต มือเรียวขาวสะอาดค่อยๆ กำเข้าหากัน เส้นเลือดบนหลังมือนูนขึ้นมา เสียงกร็อบแกร็บนั่นดังมาจากการเคลื่อนไหวของกระดูกที่อยู่ใต้ผิวหนัง

ชายกำยำทั้งห้ามองคนผู้นั้นหันกายเดินมาถึงโต๊ะ สายตาครึ้มเข้มกวาดมองพวกเขาหนึ่งรอบ

ชายผู้มีแผลเป็นได้สติก่อนคนแรก จึงตบโต๊ะตวาด “เจ้าคนหน้าเหม็น อยากตายรึไง! กล้าใช้สายตาเช่นนั้นมองห้าพยัคฆ์เผิงเย่ว์อย่างพวกเรา…” เสียงพูดยังไม่สิ้นก็กลับกลายเป็นเสียงร้องอย่างน่าเวทนาโดยฉับพลัน สร้างความตกตะลึงให้คนทั้งห้องโถงทันที ทุกคนทยอยมองมาทางนี้ ภายในพริบตานอกจากเสียงโอดครวญก็ไม่มีเสียงอื่นใด

จวินซูอิ่งซัดตะเกียบไม้ไผ่สีเขียวพุ่งตรงไปปักลงบนโต๊ะ ทะลุหลังมือของชายผู้มีแผลเป็น เลือดสดทะลักออกมาเป็นสายไหลตามโต๊ะ แล้วหยดลงพื้น

“เจ้า!” ชายผู้อยู่ใกล้จวินซูอิ่งที่สุดได้สติคืนมา คว้าดาบใหญ่บนโต๊ะ เมื่อประเมินน้ำหนักดาบในมือแล้วก็ลุกขึ้น จวินซูอิ่งไม่แม้แต่กะพริบตา เพียงยื่นมือกดหน้าคนผู้นั้นไว้ ออกแรงระหว่างนิ้ว ได้ยินเพียงเสียงกร๊อบหนึ่งหน ชายหนุ่มก็เอียงหน้ากุมคอร้องเสียงดังแล้วนอนแน่นิ่งไป เสียงดาบใหญ่หนักอึ้งตกสู่พื้นเสียงดังก้องกังวาน

จวินซูอิ่งเดินไปข้างหน้า ชายหนุ่มที่เดิมทีเล่าเรื่องจนน้ำลายแตกฟองมองสหายทั้งสองคน รู้ว่าพบยอดฝีมือเข้าก็คว้าเอาอาวุธของตนออกมา แล้วถอยหลังอย่างระแวดระวัง

จวินซูอิ่งหัวเราะเสียงเย็น หนีบตะเกียบแท่งหนึ่งโยนออกไป ชายหนุ่มรับไว้ได้ในคราเดียวอย่างประหม่า เขาหนีบตะเกียบไว้พลางเผยรอยยิ้ม “เจ้าเองก็แค่นี้”

“ระวัง! รีบโยนทิ้งซะ!” จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านบน ชายหนุ่มหนีบตะเกียบไว้พร้อมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงเงาสีขาวสายหนึ่ง ข้อมือขวาก็เย็นวาบ ความเจ็บปวดทิ่มแทงใจแผ่กระจายจากบริเวณข้อมือไปทุกส่วนของร่างกายทันที

“อ๊าก!” ชายหนุ่มร้องขึ้นอย่างน่าเวทนา กุมข้อมือทรุดลงกับพื้น เห็นมือขวาของตนที่ยังคงหนีบตะเกียบไว้หล่นตรงหน้าไม่ไกลเข้าพอดี

“เจ้า!” ชายหนุ่มเงยหน้า มองคนหนุ่มในชุดขาวลอยร่อนลงเบื้องหน้าด้วยสายตาแดงก่ำเส้นเลือดปูดโปน

“เจ้าอย่าทำเช่นนี้ ข้ากำลังช่วยเจ้า เจ้าดู” คนชุดขาวชี้ยังมือขวาที่หล่นอยู่บนพื้น เห็นเพียงมือข้างนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำจากบริเวณที่สัมผัสกับตะเกียบไม้ไผ่ สีดำแพร่กระจายอย่างรวดเร็วครอบคลุมมือทั้งข้าง ก่อนจะเริ่มเน่าเปื่อย จนกระทั่งเห็นเนื้อเห็นกระดูก สุดท้ายเหลือเพียงโครงกระดูกชิ้นหนึ่งและเลือดสดกองหนึ่ง

ชายหนุ่มบนพื้นมองอย่างตกตะลึง ลืมส่งเสียงร้องเจ็บปวดไปชั่วขณะ

คนชุดขาวหมุนตัวไปทางจวินซูอิ่ง เอ่ยด้วยสีหน้าหวาดกลัว “ท่านเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงใจจืดใจดำเช่นนี้ ต่อให้คนเหล่านี้ยุแหย่ท่าน ก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายคนจนตายด้วยวิธีโหดเหี้ยม วิธีชั่วร้ายเช่นนี้ไม่ใช่การกระทำของฝ่ายธรรมของข้า”

จวินซูอิ่งมองสามคนที่ได้รับบาดเจ็บอยู่บนพื้น ก่อนจะกวาดสายตามองอีกสองคนที่ขดตัวสั่นเทิ้มอยู่ในมุมไกลๆ แล้ว ก็ไม่สนใจพวกเขาอีก เคลื่อนสายตาไปยังตัวคนหนุ่มที่ทำน้ำเสียงและสีหน้าถมึงทึงตำหนิเขาด้านหน้า

จวินซูอิ่งมองประเมินคนหนุ่มตรงหน้ารอบหนึ่ง คนหนุ่มเงยหน้าขึ้นยืดอกตรง มือที่ถือกระบี่กระชับแน่น ระหว่างคิ้วที่ขมวดเป็นปมเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วยและการติเตียน

ห้องโถงใหญ่ไร้เสียงทันที ชายหนุ่มสองสามคนที่ได้รับบาดเจ็บประคองกันและกันถอยโซซัดโซเซไปอยู่ที่มุมห้องโถง มองสองคนที่เผชิญหน้ากันเงียบๆ กลางห้องด้วยสีหน้าอึมครึม

ฝูงชนคนธรรมดาจำนวนไม่มากทยอยวางเงินแอบย่องออกจากประตูไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว ชาวยุทธ์ที่เหลืออยู่ บ้างนั่งบ้างยืน เมื่อพบความวุ่นวายเช่นนี้ ล้วนทำเพียงหยุดชมอยู่ที่เดิมชั่วขณะ

“พี่ชายท่านนี้ ไม่ทราบว่าคนเหล่านี้ได้ล่วงเกินอะไรท่านหรือ จึงต้องลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้!” คนชุดขาวเริ่มเอ่ยก่อน อักษรชวน [3] ที่อยู่บนระหว่างคิ้วเพิ่มความหนักแน่นซึ่งไม่เข้ากับอายุให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขา

“อย่ายุ่งให้มาก” จวินซูอิ่งส่งเสียงหึเบาๆ “ไม่ต้องพูดไร้สาระ ลงมือเถอะ”

“ลงมือหรือ!” ชายชุดขาวตะลึงครู่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะส่ายหน้า แล้วเอ่ย “พี่ชายท่านนี้ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้มีเจตนาเป็นศัตรูกับท่าน เพียงแต่ท่านกำลังจะสังหารคนอย่างโหดเหี้ยมกลางวันแสกๆ ในฐานะชาวยุทธ์ล้วนต้องออกมือห้ามปราม ข้าน้อยเพียงไกล่เกลี่ยปรับความเข้าใจให้พวกท่านเท่านั้น”

หลังจากคนหนุ่มผู้นั้นกล่าวจบ จวินซูอิ่งมองรอบบริเวณด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม ชาวยุทธ์ผู้ทะนงตนบางคนก็ข่มสีหน้าไม่อยู่ เขามองคนสองสามคนที่ถูกช่วยไว้อีกหน ซึ่งก็กำลังมองคนทั้งสองด้วยใบหน้าทะมึนเช่นกัน ไหนเลยจะมีความรู้สึกสำนักบุญคุณต่อคนหนุ่มชุดขาว

“ไม่ทราบว่าท่านยิ้มอะไรหรือ” คนหนุ่มขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย “ท่าน…”

เสียงของเขาไม่ทันสิ้น กลับเห็นเพียงบุรุษที่เดิมทียังยิ้มเรียบๆ เคลื่อนกายฉับพลัน กลายเป็นเงารวดเร็วสายหนึ่งพุ่งตรงเข้ามา

คนชุดขาวทะยานตัวขึ้นทันที หมุนกายกลางอากาศร่อนลงอีกด้าน ฝีเท้ายังไม่มั่นคง ลมคลั่งที่เปี่ยมด้วยกำลังภายในสายหนึ่งก็แทงเข้ามาทางด้านหลัง เขาโคจรกำลังภายทันใด ร่ายรำกระบี่อย่างต่อเนื่องกวาดไปยังด้านหลัง ขณะเดียวกันก็หมุนกายอีกครั้ง

“จอมยุทธ์ฉู่ ระวัง!” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านบน

ยามนี้คนชุดขาวเพิ่งมองเห็นชัดเจน บนตัวกระบี่ในมือเขามีเข็มเล็กๆ ที่ประกายแสงสีเขียวหลายเล่มปักอยู่ บุรุษเบื้องหน้าสะบัดมือขวาพร้อมแสงสีเงินสามสาย พุ่งตรงเข้ามา

คนชุดขาวกำลังจะถอยหลัง กลับเห็นคนผู้นั้นหยุดการโจมตีฉับพลัน เข็มเงินสามเล่มที่หนีบอยู่ระหว่างนิ้วหยุดลงตรงหน้าจมูกอย่างมั่นคง

“เจ้าแซ่ฉู่หรือ” บุรุษตรงหน้าขมวดคิ้ว ในน้ำเสียงเจือด้วยความคลุมเครือ

คนชุดขาวไม่รู้ว่านี่เกี่ยวอะไร แต่ก็ยังพยักหน้าให้

“จอมยุทธ์ฉู่รึ! หึ!” บุรุษตรงหน้าหลุบตาลง ส่งเสียงหึอย่างเหยียดหยาม

แม้การเหยียดหยามที่มีต่อเขาจะค่อนข้างแปลกประหลาด คนชุดขาวก็ยังเอ่ยอย่างได้รับการอบรมมาดี “ข้าน้อยฉู่อวิ๋นเฟย เป็นศิษย์คนโตของสำนักเทียนซาน [4] ข้าน้อยรู้ว่าคุณสมบัติของตนอ่อนด้อย เป็นสหายในยุทธภพที่ให้เกียรติเรียกข้าน้อยว่า จอมยุทธ์ฉู่”

จวินซูอิ่งเก็บกระบวนท่าอย่างเคอะเขิน เสี่ยวเอ้อร์ที่มองอยู่ด้านข้างมาตลอดฉวยโอกาสปรี่เข้ามาเอ่ย “นายท่าน อาหารที่ท่านต้องการเสร็จแล้วขอรับ พวกเราใช้กล่องอาหารห่อให้ท่านอย่างดีแล้ว ท่านนำกลับถึงบ้านก็จะยังร้อนอยู่ ท่านดูสิขอรับ…”

จวินซูอิ่งส่งสัญญาณให้เขานำเข้ามา รอเสี่ยวเอ้อร์หิ้วกล่องอาหารที่งดงามประณีตกลับมาด้วยใบหน้ากระตือรือร้น ก็หยิบเงินหนึ่งก้อนยัดให้เสี่ยวเอ้อร์ แล้วหมุนตัวจากไป

ฉู่อวิ๋นเฟยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดคนผู้นี้จึงจู่ๆ ก็มีไอสังหารเต็มเปี่ยม แล้วจู่ๆ จะไปก็ไป เขาได้แต่เก็บกระบี่แล้วเดินตามไปเอ่ยว่า “พี่ชายโปรดรอก่อน เรื่องเมื่อครู่ยังไม่ได้…”

“ข้าเกลียดคนยุ่งเรื่องของคนอื่นที่สุด ยุ่งเรื่องคนอื่นแล้วยังแซ่ฉู่ก็ยิ่งเกลียด เจ้าระวังตัวให้ดี” จวินซูอิ่งทิ้งท้ายไม่กี่ประโยค เดินผ่านประตู แล้วก็บินจากไปไม่เห็นเงาทันที ความสูงส่งของวรยุทธ์ทำให้ฉู่อวิ๋นเฟยแอบตกใจจนพูดไม่ออก

พลังที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ หากเมื่อครู่ต่อสู้กับเขาจริงๆ ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดแน่นอน ฉู่อวิ๋นเฟยส่ายหน้า หมุนตัวกลับไปต้อนรับสหายร่วมทางที่เดินมาอย่างรีบร้อน

“คนผู้นี้เย่อหยิ่งไร้เหตุผล ลงมือเหี้ยมโหดราวกับมีใจคิดคด ไม่รู้ว่าเป็นมาอย่างไร และไม่รู้ว่าเบื้องล่างสำนักกระบี่ชิงเฟิงที่ดีเลิศ เหตุใดจึงมีคนประเภทนี้โผล่มาได้” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยพลางครุ่นคิดเมื่อเดินกลับไปยังที่นั่ง

“ข้าจะบอกให้ ที่นี่มีคนดีคนเลวอยู่ปะปนกัน ครั้งหน้าเจ้าไม่ควรบุ่มบ่ามลงมือเช่นนี้อีก” สหายร่วมทางเอ่ยพลางส่ายหน้า

“เสี่ยวฉวี่ เจ้าพูดอะไรของเจ้า เจ้าอยากให้ข้าเห็นคนจะตายแต่ไม่ช่วยหรือ เมื่อครู่หากข้าไม่ลงมือ เกรงว่าตอนนี้คงมีเศษกระดูกหลายชิ้นแล้ว คนผู้นั้นเมื่อครู่เห็นชัดว่าเจตนาสังหาร” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย

สหายร่วมทางที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวฉวี่เอ่ยอย่างจนใจ “เจ้านี่นะ จริงๆ เลย เจ้าลองมองคนพวกนั้นเมื่อครู่สิ เหมือนคนดีเสียที่ไหน” เอ่ยพลางเงยหน้ามองรอบๆ หนึ่งหน ห้องโถงใหญ่กลับมามีเสียงคนอึกทึกอีกครั้ง ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น “นั่น เจ้าดู มองไม่เห็นคนแล้ว เจ้าเสี่ยงอันตรายช่วยชีวิตพวกเขา สายตาที่พวกเขามองเจ้าเมื่อครู่กลับมองไม่เห็นคำขอบคุณสักนิด”

“ข้าน้อยช่วยคนไม่ได้มีเจตนาให้พวกเขารู้สึกขอบคุณ” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ย

“เฮ้อ…โง่งมนัก ช่างเถิด ไม่พูดถึงพวกเขาแล้ว แต่ว่าบุรุษเมื่อครู่นั้น…ข้าคิดถึงคนผู้หนึ่ง” เสี่ยวฉวี่ลูบคาง แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าสนใจ

“ใครหรือ” ฉู่อวิ๋นเฟยมึนงง

“ยังจะเป็นใครได้เล่า ก็คือ…โธ่เอ้ย ตอนเจ้าสู้เมื่อครู่ ด้านบนมีคนเตือนให้เจ้าระวัง เขาได้ยินคำว่า ‘จอมยุทธ์ฉู่’ ก็ยั้งมือแล้ว เจ้าว่ายังจะเป็นใครได้อีกหรือ” เสี่ยวฉวี่ยักคิ้วให้ฉู่อวิ๋นเฟย

“เอ่อ…ใครหรือ” ฉู่อวิ๋นเฟยย่นคิ้วอย่างคับข้องใจ

“โอ๊ย! เจ้าโง่ เจ้านี่โง่เสียจริง! ไม่ใช่ว่าเจ้าบูชาเลื่อมใสจอมยุทธ์ฉู่เฟยหยางมากรึ ข่าวซุบซิบใหญ่โตของยุทธภพเช่นนี้เจ้าก็ไม่รู้เลยหรือ!” เสี่ยวฉวี่เอ่ยอย่างจนปัญญา

“จอมยุทธ์ฉู่หรือ! ท่านเมื่อครู่คือ…จอมยุทธ์ฉู่เฟยหยางรึ!” ฉู่อวิ๋นเฟยเบิกตากว้าง เอ่ยถามอย่างลิงโลด

“จอมยุทธ์ฉู่กับเจ้าสิ โง่งมนัก เจ้าก็บอกว่าคนเมื่อครู่มีใจไม่ซื่อนี่ เจ้าลองคิดถึงคนที่เกี่ยวข้องกับจอมยุทธ์ฉู่ ทั้งยังมีใจคิดคด…”

“จวินซูอิ่งหรือ!” ดวงตาฉู่อวิ๋นเฟยเบิกกว้างกว่าเดิม

“ชู่ว!” เสี่ยวฉวี่โน้มตัวปิดปากเขาไว้ทันที “เจ้าเบาเสียงหน่อยได้หรือไม่!”

“คิดไม่ถึงว่าจะเป็นมารตนนั้น!” ฉู่อวิ๋นเฟยลดเสียงลง เอ่ยอย่างเกลียดชัง “หากรู้แต่แรกว่าเป็นเขา ข้าคงไม่พูดกับเขาให้มากความ แล้วสังหารปีศาจนั่นในดาบเดียวเสีย!”

“เจ้าเกลียดเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ” เสี่ยวฉวี่งุนงง “เจ้าเคยพบเขามาก่อนรึ”

“ใครจะเคยพบปีศาจพรรคมารเช่นนั้นกัน!” ฉู่อวิ๋นเฟยส่งเสียงหึทีหนึ่ง “ล้วนเป็นเพราะเขาทำลายชื่อเสียงจอมยุทธ์ฉู่ให้เสื่อมเสีย ในยุทธภพยามนี้ไม่รู้ว่ามีพวกคนเลวมากน้อยเพียงใดใช้เรื่องนี้ทำลายจอมยุทธ์ฉู่อย่างลับๆ เห็นชัดอยู่ว่า…เห็นชัดอยู่ว่าเป็นบุรุษ ถึงกับ…หึ!”

“เจ้าก็รู้แล้วนี่” เสี่ยวฉวี่หยิบเมล็ดถั่วลิสงโยนเข้าปาก “ทั้งสองคนล้วนเป็นบุรุษ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้ใช้วิชาปีศาจล่อลวงจอมยุทธ์ฉู่ที่อยู่ในใจเจ้าไว้”

“พูดอะไรของเจ้า!” ฉู่อวิ๋นเฟยตบโต๊ะอย่างโมโห “จอมยุทธ์ฉู่ใจคอเปิดเผยมาโดยตลอด หากกล่าวว่าในยุทธภพนี้ใครเหมาะสมกับคำว่าจอมยุทธ์ที่สุด ก็คือจอมยุทธ์ฉู่! ยามนี้เกือบจะตกอยู่ในสภาพชื่อเสียงป่นปี้เพื่อปีศาจพรรคมาร ช่างน่าเสียดายจนน่าโมโหเสียจริงๆ ข้าต้องการเพียงเตือนเขาต่อหน้าว่าไม่ควรหลงผิดเช่นนี้อีกต่อไป”

“เอาละๆ” เสี่ยวฉวี่เอ่ยปลอบ “เจ้าใจเย็นหน่อย เรื่องซุบซิบเหล่านี้ล้วนไว้ฆ่าเวลายามว่าง เจ้าอย่าลืมว่าเจ้าลงเขาครั้งนี้เพราะมีภารกิจของสำนักติดตัว งานหลักต้องเคร่งครัด งานหลักต้องเคร่งครัด”

“นี่เป็นเพียงข่าวซุบซิบในยุทธภพเสียที่ไหนกัน…” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบสายตาของเสี่ยวฉวี่ที่จ้องเขาอย่างจริงจัง ทำเอาเขามึนงงไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ภารกิจของสำนัก ข้าย่อมรู้ดี ท่านอาจารย์ให้ข้าตามหากระบี่หักเสี่ยวซิง [5] ครึ่งเล่มที่ถูกขโมยไปกลับคืน เพียงแต่เบาะแสมีเพียงเมืองชิงโจวเท่านั้น ข้าเสาะหามาหลายเดือนแล้วตั้งแต่มาถึงที่นี่ ก็หาไม่พบแม้แต่เบาะแสเดียว ถึงจะมีสำนักที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสำนักเทียนซานของข้าหลายสำนักช่วยเหลือ ก็ยังไม่คืบหน้าแม้แต่น้อย ตอนนี้ข้าคิดหาวิธีไม่ออกแล้วจริงๆ”

เสี่ยวฉวี่ตบบ่าเขา เอ่ยปลอบว่า “รถม้าถึงหน้าเขาย่อมมีหนทาง [6] มองให้กว้างสิ เจ้าโง่ ข้าเองก็ช่วยเจ้านะ!”

 

[1] อุปมาถึงดวงตาเฉียบแหลม แยกแยะถูกผิดได้

[2] หมายถึง คนไม่ได้ความ

[3] 川 อ่านว่า “ชวน” คือ ตัวอักษรจีนที่มีลักษณะเป็นสามขีด คล้ายรอยย่นบนหน้าผากเวลาขมวดคิ้ว

[4] หมายถึง ขุนเขาแห่งสวรรค์

[5] แปลว่า ดวงดาวย่ำรุ่ง

[6] หมายถึง ทุกปัญหาย่อมมีทางออก

ใส่ความเห็น