[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร เล่ม 2 ตอนที่ 1.2

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

 

จวินซูอิ่งใช้วิชาตัวเบาตลอดทางกลับบ้าน เพียงเข้าประตูก็มองเห็นฉู่เฟยหยางที่หันหลังคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะ

“เจ้าทำอะไรหรือ” จวินซูอิ่งเดินเข้าไป แล้ววางกล่องอาหารในมือลงบนโต๊ะ

เมื่อเดินเข้าไปใกล้จนเห็นชัด สีหน้าจวินซูอิ่งก็แข็งทื่อ

ฉู่เฟยหยางอุ้มก้อนหินน้อยที่ร้องไห้โฮซบอยู่ในอกอย่างปวดใจ พร้อมตบเบาๆ เพื่อปลอบโยน

ได้ยินจวินซูอิ่งเดินเข้าใกล้ ทั้งสองคนก็เงยหน้ามองจวินซูอิ่งอย่างตำหนิ ก้อนหินน้อยซบอกฉู่เฟยหยางต่ออีกครั้งพลางแสดงความน้อยใจ

“เจ้านี่นะ ผูกก้อนหินน้อยก็แล้วไปเถิด เจ้าถึงกับใช้โซ่เหล็กน้ำแข็งทมิฬ รู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้เคยใช้ผูกพวกคนร้ายกาจมาก่อน เจ้าประเมินค่าลูกชายของเจ้าสูงไปแล้วกระมัง ดูสิ ทำให้ก้อนหินน้อยขวัญเสียแล้ว” ฉู่เฟยหยางเอ่ยอย่างจนใจ

จวินซูอิ่งลูบจมูก เอ่ยอธิบาย “ก็เจ้าตัวเล็กแกะปมเชือกเก่งเกินไปแล้ว ทำปมอะไรก็ล้วนผูกเขาไม่อยู่ ข้าจึงคิดถึงของเล่นชิ้นนี้”

ฉู่เฟยหยางคลอนศีรษะเอ่ยอย่างจนปัญญา “เจ้านี่นะ เจ้านี่นะ ข้ากล่าวแล้วไม่ใช่หรือ ว่ากับเรื่องอื่นไม่มีหลักการก็ไม่เป็นไร แต่กับตุ๊กตาน้อยที่เปราะบาง เหตุใดจึงโง่เขลาเช่นนี้ได้…”

“เจ้าว่าใครโง่เขลารึ! ฉู่เฟยหยาง เจ้าอยากสู้กับข้าหรือ” จวินซูอิ่งหรี่ตาอย่างไม่พอใจ “อยากต่อสู้ก็กล่าวมาตามตรง ข้าพร้อมทุกเมื่อ”

“ข้าไม่ต้องการสู้กับเจ้า ข้ากำลังอธิบายเหตุผลกับเจ้า คนโบราณกล่าวว่ารู้ผิดแล้วแก้ไขนับว่ายอดเยี่ยม ใช้โซ่เหล็กที่ใช้คุมขังยอดฝีมือจนตายผูกก้อนหินน้อยไว้ในบ้านคนเดียว เรื่องเช่นนี้ไม่อนุญาตให้ทำได้อีกแล้ว เหตุผลที่สมเหตุสมผลต้องรับฟัง อย่าทำเป็นหูทวนลมดื้อรั้นถึงเพียงนี้” ฉู่เฟยหยางวางก้อนหินน้อยลง แล้วลุกขึ้นยืน ร่างกายที่สูงตระหง่านเชิดหน้ายืดอกเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้

“จะ…เจ้าดีนักนะ! ฉู่เฟยหยาง หากวันนี้ไม่ได้สั่งสอนเจ้า ข้าจะเปลี่ยนไปใช้แซ่ของเจ้าเสีย!” จวินซูอิ่งหมุนกายหนึ่งหน รุดไปทางผนังเพื่อหยิบกระบี่สองเล่มที่แขวนไว้ โยนเล่มหนึ่งให้ฉู่เฟยหยางอย่างขอไปที แล้วชักกระบี่ออกมาเสียงดังชิ้ง ย่นคิ้วเอ่ยด้วยความโกรธ “ชักกระบี่!”

ฉู่เฟยหยางขมวดคิ้วแล้วดึงกระบี่ออกจากฝัก มือซ้ายไขว้ฝักกระบี่ไว้ด้านหลัง มือขวากุมด้ามกระบี่อย่างมั่นคง ปลายกระบี่ประกายวูบวาบชี้จวินซูอิ่ง

จวินซูอิ่งถูกแสงสะท้อนสว่างไสวของตัวกระบี่นั้นส่องจนตาพร่า คิดไม่ถึงว่าฉู่เฟยหยางจะชักกระบี่จริงๆ ทั้งยังชี้กระบี่มาทางเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้ จึงตกตะลึงไปชั่วขณะ ในใจถึงกับรู้สึกไม่ดีอย่างมาก อย่างไรก็ตามความน้อยใจและไม่พอใจเหล่านั้นล้วนกลายเป็นไฟโกรธแผดเผาอยู่ในอกทันที จวินซูอิ่งกำด้ามกระบี่แน่น ขยับเท้า แสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งหาฉู่เฟยหยาง

มุมปากฉู่เฟยหยางยกขึ้นยิ้มบางๆ แล้วเคลื่อนไหวเล็กน้อย เพียงเอียงตัวไปด้านข้างอย่างรื่นเริง ไม่รับการโจมตี แต่ชี้ปลายกระบี่ลงด้านล่าง และพลิกฝักกระบี่ที่อยู่ในมือซ้ายอย่างฉับไว

ได้ยินเพียงเสียงใสกังวานดังชิ้ง จวินซูอิ่งจ้องเขม็ง กระบี่ของตนถูกฝักกระบี่ของฉู่เฟยหยางเกี่ยวไว้เสียแล้ว จวินซูอิ่งออกแรงไปด้านหลังเพื่อดึงกระบี่คืน ฉู่เฟยหยางกลับโยนกระบี่ในมือขวาทิ้ง เพียงจับฝักกระบี่ แล้วออกแรงลากจวินซูอิ่งมาอยู่ในอก กลายเป็นการกอดรัดจากด้านหลังทันที

“เอาละๆ” ฉู่เฟยหยางยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยว แล้วจูบด้านหลังใบหูของอีกฝ่าย “อย่าโกรธถึงเพียงนั้นเลย ข้าล้อเล่นน่ะ”

“เจ้าคนเลว ใครล้อเล่นกับเจ้ากัน! ปล่อยข้า!” จวินซูอิ่งขัดขืน ปากเอ่ยอย่างเกลียดชัง “ปล่อย แล้วมาสู้กับข้าสักยก!”

“ไม่เอา!” ฉู่เฟยหยางปฏิเสธเด็ดขาด ใช้ปลายจมูกถูเนิบๆ กับผมด้านหลังจวินซูอิ่งอย่างสนิทสนม แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้าเต็มใจสู้กับเจ้าเสียที่ไหน”

จวินซูอิ่งดิ้นรนอีกสองสามครั้งจึงยอมแพ้ เขาเบนหน้าหนี ส่งเสียงหึเล็กน้อย

ฉู่เฟยหยางยิ้ม ปล่อยมือหนึ่งข้างคว้ากระบี่ในมือจวินซูอิ่งวางบนโต๊ะ แล้วกอดโยกไปมาอีกครั้ง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “แต่ว่า ข้าไม่ถือสาที่จะศึกษาแลกเปลี่ยนกับเจ้าบนเตียง…”

จวินซูอิ่งดิ้นออกจากอกฉู่เฟยหยางทันที รีบหันหน้ากลับไปมองก้อนหินน้อยที่ยังนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนพรมข้างโต๊ะ เพราะจวินซูอิ่งกลัวก้อนหินน้อยหนาว ก่อนไปจึงปูพรมไว้ตรงมุมโต๊ะหลายชั้น แล้ววางก้อนหินน้อยไว้ด้านบน

หมวกหน้าเสือของก้อนหินน้อยค่อนข้างเอียง บนเสื้อคลุมสีแดงตัวใหญ่หนาเตอะปักลวดลายงดงามประณีต ห่อหุ้มจนร่างกายอ้วนกลมมีเพียงสองเท้าที่สวมรองเท้าหน้าเสือโผล่ออกมา เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย ดวงตาดำแป๋วทั้งสองข้างมองทางนี้แล้วก็มองทางนั้น มองจนความสนใจของจวินซูอิ่งกลับมาหาเขาอีกครั้ง ก้อนหินน้อยเบะปาก ก้มหน้าลง ขยับแขนเล็กที่ยากจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเพราะเสื้อคลุมหนาเตอะ มือเล็กจับดึงโซ่เหล็กที่ผูกรอบเอว ทำให้โซ่เหล็กเกิดเสียงครืดคราด ก่อนจะเงยหน้ามองจวินซูอิ่งอีกครั้งด้วยความน้อยใจ

ทันใดนั้นจวินซูอิ่งก็รู้สึกผิด ทั้งที่ยามวางแผนทำเรื่องเลวร้ายในอดีตก็ยังไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความรู้สึกผิดฝังลึกที่ฉู่เฟยหยางทุ่มเทกายใจอย่างหนักหวังให้เขารู้สึก เมื่อเผชิญหน้ากับการจับจ้องของดวงตาโตแยกขาวดำชัดเจนปริ่มน้ำตาวาววับแต่กลับไม่ยอมปล่อยให้ไหลออกมานั้น เขารู้สึกว่าตนเองทำกับก้อนหินน้อยเกินไปจริงๆ

จวินซูอิ่งหยิบกุญแจออกมา เดินเข้าไปคุกเข่าลง ขยับหมวกหน้าเสือของก้อนหินน้อยให้ตั้งตรง ก่อนจะถอดโซ่ที่อยู่บนท้องของเขาออก

ก้อนหินน้อยก้มหน้าเล่นชายเสื้อไม่ยอมมองจวินซูอิ่ง จวินซูอิ่งค่อนข้างเสียใจที่ปฏิบัติต่อก้อนหินน้อยเช่นนี้ จึงอุ้มเขาขึ้นมานั่งบนโต๊ะ เชยใบหน้าเล็กขึ้นเช็ดตาให้ แล้วถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “เจ้าตัวเล็กขวัญเสียสินะ ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว”

ก้อนหินน้อยทำหน้ามุ่ย ก้มหน้าลงไปเล่นชายเสื้ออีกครั้ง คล้ายกับชายเสื้อเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การศึกษา

จวินซูอิ่งเห็นก้อนหินน้อยคล้ายกับไม่ยอมให้อภัยตนเอง ก็ไม่รู้แล้วว่าจะหลอกล่อเขาอย่างไร

ฉู่เฟยหยางเดินเข้ามา มือใหญ่ดีดหน้าผากก้อนหินน้อยเบาๆ เขายิ้ม แล้วเอ่ย “พอแล้วเจ้าตัวเล็กหน้าเหม็น ยามข้ากลับมาเห็นชัดว่าเจ้านอนคว่ำหลับพริ้มบนเบาะ เจ้าน้อยใจเช่นนี้เสียที่ไหน”

ก้อนหินน้อยเบะปากจะร้องไห้พลางมองฉู่เฟยหยาง แต่ฉู่เฟยหยางยิ้ม แล้วทำท่าทางพ่นฟองน้ำลายบนฝ่ามือ ก้อนหินน้อยยกมือขยี้ตา หันหาจวินซูอิ่งชูสองมือขึ้น “ท่านพ่อ ท่านพ่ออุ้มก้อนหินน้อย”

จวินซูอิ่งเห็นการแสดงของทั้งสองคนแล้วก็รู้สึกอ่อนแรงอย่างถึงที่สุด เขาอุ้มก้อนหินน้อยแนบอกอย่างจนใจ ก้อนหินน้อยซบอยู่บนไหล่จวินซูอิ่งด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง ซุกหน้าลงในขนสัตว์อบอุ่นบนคอเสื้อของจวินซูอิ่ง แล้วทำเสียงฮึมฮัมออกมาเล็กน้อยอย่างสุขสบาย

“เจ้าตัวเล็กนี่ ความสามารถในการเรียนวรยุทธ์นั้นธรรมดา แต่พลังในการออดอ้อนกลับลื่นไหลนัก” ฉู่เฟยหยางเอ่ยอย่างท้อแท้ “ไปร่ำเรียนมาจากใครนะ”

จวินซูอิ่งมองเขาปราดหนึ่ง ชี้ทางกล่องอาหารบนโต๊ะ “เรื่องไร้สาระพูดให้น้อยหน่อย นี่คืออาหารที่ข้าซื้อมาจากภัตตาคารเมื่อครู่ รีบจัดขึ้นโต๊ะแล้วกินข้าวเถิด”

ฉู่เฟยหยางมองกล่องที่สลักรูปดอกไม้ใบหญ้า ซ้ำยังลงสีจนงดงามประณีตไร้ที่เปรียบนั่น แล้วกุมหน้าผากเอ่ย “มื้อนี้ ราคาไม่น้อยเลยกระมัง”

“ข้าไร้ทางเลือก ข้างนอกหนาวเกินไป หากไม่ใช้กล่อง อาหารอาจเย็นชืดได้” จวินซูอิ่งขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้าต้องคิดเล็กคิดน้อยกระทั่งเรื่องนี้ด้วยหรือ”

“เฮ้อ…” ฉู่เฟยหยางถอนหายใจ ยกอาหารที่ใส่ในภาชนะงดงามประณีตออกมาจากกล่องทีละอย่าง พลางลอบทอดถอนใจอยู่ข้างใน การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายนั้นเป็นปัญหาที่เหลือทนจริงๆ

หลังจากกินข้าวและกล่อมก้อนหินน้อยให้นอนกลางวันแล้ว จวินซูอิ่งก็ถูกฉู่เฟยหยางลากไปยังข้างห้องตำราที่ใกล้จะสร้างเสร็จ

“เจ้าดูสิ” ฉู่เฟยหยางยิ้ม แล้วเอ่ย “ห้องตำราใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว ตอนนี้ขาดเพียงชื่อ ไม่สู้เจ้าตั้งให้สักชื่อ”

“ไยต้องยุ่งยากถึงเพียงนี้ เรียกห้องตำราก็ได้แล้ว” จวินซูอิ่งย่นคิ้ว

“สถานที่เมื่อก่อนนั้นจะเรียกส่งเดชล้วนได้ แต่นี่เป็นบ้านของเรา จะรู้สึกยุ่งยากได้ที่ไหนกัน! มาๆ ตั้งสักชื่อเถิด” ฉู่เฟยหยางผลักจวินซูอิ่ง

จวินซูอิ่งได้ยินคำเหล่านี้ถึงกับใจลอยไปครู่หนึ่ง

“บ้าน…”

“ถูกต้อง ข้าคิดแล้วคิดอีก อย่างไรก็คิดว่าปักหลักอยู่ที่นี่ดีที่สุด เจ้าและข้าล้วนมีศัตรูในยุทธภพไม่น้อย แน่นอนว่าหลักๆ คือของเจ้า” ฉู่เฟยหยางกล่าวถึงตรงนี้ก็หยุด พบสายตาเย็นชาเข้าอย่างที่คิด ดังนั้นจึงกล่าวต่ออย่างค่อนข้างพอใจ “ที่นี่เป็นสถานที่ของสำนักกระบี่ชิงเฟิง ต่อให้คนเลวเหล่านั้นคิดล้างแค้นก็ต้องพิจารณาตน”

“เจ้ากลัวคนล้างแค้นเป็นด้วยรึ!” จวินซูอิ่งส่งเสียงหึอย่างเย็นชา

“เจ้าย่อมไม่กลัว” ฉู่เฟยหยางโอบไหล่จวินซูอิ่ง แล้วยิ้มพลางเอ่ยต่อ “แต่ว่าแมลงมีมากก็ทำให้คนร้อนใจได้ไม่ใช่รึ ในเมื่อเป็นบ้าน ก็ต้องสงบเงียบ ไร้คนรบกวนจึงจะดี…”

จวินซูอิ่งผลักศีรษะของฉู่เฟยหยางที่ก่อกวนอยู่แถวคอของเขาออก ก่อนเอ่ยอีกครั้ง “ความคิดนั้นดี กลัวแต่เพียงคนที่ต้นไม้ใหญ่อย่างสำนักกระบี่ชิงเฟิงปกป้องคือเจ้า ไม่ใช่ข้า ข้าเห็นพวกเขาต้องการสับปีศาจพรรคมารเช่นข้าถึงจะดี ไหนเลยจะช่วยข้าได้”

“เจ้าช่างไม่เข้าใจอาจารย์ของข้าเสียเลย” ฉู่เฟยหยางเอ่ยอย่างจนใจ “ตอนนี้เขาเองก็ยอมรับแล้ว เพียงแค่เจ้าเป็นคนของข้าฉู่เฟยหยาง แม้เขาจะทนมองไม่ได้ ก็ไม่เคยให้คนนอกแตะต้องเจ้า”

“โอ้! คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าก็ควรจะซาบซึ้งใจสายตาพร่ามัวของจอมยุทธ์ฉู่จนหลั่งน้ำตาแล้ว” จวินซูอิ่งเอ่ยพลางกระตุกมุมปากยิ้ม

“ซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตานั้นไม่เป็นไร” ฉู่เฟยหยางเอ่ย มือที่อยู่บนไหล่จวินซูอิ่งตบเบาๆ แล้วจับไหล่เขาแน่น “ไม่สู้เสียงเรียกของเจ้า…ตอนนี้…”

จวินซูอิ่งปรายตามองฉู่เฟยหยางอย่างเย็นชา ฉู่เฟยหยางยิ้ม แล้วรีบเอ่ย “ไม่ต้องเรียกอะไรแล้ว เจ้าตั้งชื่อห้องตำราเถิด”

จวินซูอิ่งหันหน้ากลับไปดังคาด เงยหน้ามองอาคารที่มีรูปแบบเหมือนกับอาคารบนเขา หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ย “โถงเทียนอี”

“อย่าได้คิดเชียว!” ฉู่เฟยหยางปฏิเสธเด็ดขาด

“กระท่อมเทียนอี…” จวินซูอิ่งครุ่นคิดอีกหน แล้วเอ่ย

“ต่างกันตรงไหนรึ!” ฉู่เฟยหยางเอ่ยอย่างเกลียดชัง

“เช่นนั้นเจ้าก็คิดเองเถิด ข้าจะไปฝึกยุทธ์” จวินซูอิ่งเอ่ยเสียงเย็น ก่อนหมุนกายโบกมือจากไป

ฉู่เฟยหยางไม่ได้รั้งไว้ เขาเงยหน้ามองห้องตำราที่สร้างได้เกินครึ่ง แล้วถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย

ไม่ว่าอย่างไร จวนนี้ ห้องตำรานี้ ล้วนเป็นเลือดเนื้อส่วนหนึ่งของฉู่เฟยหยาง จวินซูอิ่งก็ไม่ได้ทำอย่างขอไปที ตั้งใจคิดหลายชื่อให้ฉู่เฟยหยางเลือก อย่างโถงซานเสิ่ง กระท่อมเทียนโหยว หอจื้อหย่วน ห้องฉางเฟิง โถงจงหลิว…เขียนเต็มหน้ากระดาษหนึ่งแผ่นมาให้

ฉู่เฟยหยางมองดูหนึ่งรอบ แล้วส่ายหน้า สุดท้ายก็สะบัดพู่กันเป็นอักษรตัวใหญ่ดั่งหงส์ฟ้อนมังกรเหิน [1] สามตัว “โถงฉู่จวิน” แล้วแขวนไว้กลางห้องตำรา

ฉู่เฟยหยางกล้าทำโดยไร้ความละอายเช่นนี้ จวินซูอิ่งกลับไม่มีอะไรให้เอ่ย กลัวเพียงหลังจากเหล่าคนเฒ่าคนแก่ของสำนักกระบี่ชิงเฟิงเห็นแล้วจะโกรธจนล้มป่วย แต่ในเมื่อฉู่เฟยหยางไม่กังวล เขาก็ยิ่งไม่ต้องกังวลแทนคนอื่น

สงบเงียบเช่นนี้อยู่หลายวัน เมื่อสำนักมีเรื่อง ฉู่เฟยหยางก็วิ่งขึ้นเขา บางครั้งที่ต้องออกไปข้างนอกสองสามวัน ก็จะกลับมาอย่างรวดเร็วที่สุด กระตุ้นให้ซิ่นอวิ๋นเซินส่งเสียงจิ๊จ๊ะประหลาดใจ แม้ฉู่เฟยหยางจะปวดหัวกับการหัวเราะเยาะไม่เคารพผู้ใหญ่ของซิ่นอวิ๋นเซินอยู่มาก แต่เห็นแก่หนี้ที่เมื่อก่อนเขาช่วยกันดอกท้อ [2] ให้จำนวนไม่น้อย มีทั้งที่ใช่บ้างไม่ใช่บ้าง ฉู่เฟยหยางจึงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับซิ่นอวิ๋นเซิน

จวินซูอิ่งไม่ใช่คนที่ทนอยู่ว่างได้ แต่ตั้งแต่เรื่องเมื่อครั้งก่อน เขาก็ไม่กล้าใช้เชือกผูกให้ก้อนหินน้อยอยู่ที่บ้านคนเดียวอีก ฉู่เฟยหยางตั้งใจเลี้ยงพิราบสื่อสารไว้หลายตัว ยามที่จวินซูอิ่งต้องการออกไปข้างนอกก็จะปล่อยนกหนึ่งตัวไปแจ้งซิ่นอวิ๋นเซินที่อยู่บนเขาให้มารับก้อนหินน้อยไป

การกระทำส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ซิ่นไป๋ย่อมรู้ชัด ไม่ใช่เขาไม่โมโหฉู่เฟยหยางและซิ่นอวิ๋นเซิน แต่เขายุ่งไม่ได้ ทั้งยังไร้ทางยุ่ง ยิ่งกว่านั้นตอนนี้ก็คร้านจะยุ่งแล้ว ลืมตาข้างหลับตาข้างแกล้งเป็นมองไม่เห็นเสียเลย จะได้ไม่ต้องวุ่นวายใจ เพียงแต่ยังแอบทอดถอนใจอยู่บ่อยๆ คิดไม่ออกว่าเหตุใดเด็กทั้งสองคนซึ่งเป็นที่ภาคภูมิของตนเองมากที่สุดต้องเกี่ยวข้องคลุมเครือกับคนในพรรคมาร ดีที่ก้อนหินน้อยฉลาดหลักแหลม ทั้งยังรู้จักวิธีแต่งตัวหลากสีสันให้บิดาบันเทิงใจ [3] เป็นอย่างดี แม้ว่าที่มาของเขาจะกวนใจซิ่นไป๋อย่างมาก แต่ได้อุ้มตุ๊กตาตัวอ้วนขาวทั้งยังเชื่อฟังและรู้ความขนาดนี้ ซิ่นไป๋จึงรู้สึกสบายอกสบายใจได้บ้าง

วันเวลาที่ยังนับได้ว่าสบายใจเช่นนี้ดำเนินไปได้ไม่นาน กลับมีคนที่ไม่นับว่าแปลกหน้าผู้หนึ่งมาเคาะประตูเยี่ยมเยียน

“ข้าน้อยฉู่อวิ๋นเฟยศิษย์คนโตแห่งสำนักเทียนซาน เลื่อมใสผู้อาวุโสมาเนิ่นนาน วันนี้ได้พบหน้า เป็นโชคดีของข้าน้อยจริงๆ” คนหนุ่มชุดขาวแสดงความเคารพอย่างค่อนข้างระมัดระวัง สายตาที่มองฉู่เฟยหยางมีความตื่นเต้น ทั้งใบหน้ายังมีความสุขลิงโลดที่มองเห็นได้ชัดเจน

“ไม่ต้องมากพิธีเช่นนี้ เอ่อ…จอมยุทธ์น้อยฉู่เชิญนั่ง” ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางหลีกทาง

ฉู่อวิ๋นเฟยพยักหน้า นั่งลงตรงข้ามฉู่เฟยหยางด้วยใบหน้าแดงเรื่อ

ฉู่เฟยหยางค่อนข้างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขายังไม่แก่ขนาดนั้น และคนหนุ่มของสำนักเทียนซานผู้นี้คะเนแล้วก็ไม่เด็กมาก กลับเอ่ยปากเรียกเขาว่าผู้อาวุโส ช่างเป็นหมวกใบใหญ่อยู่บนหัว [4] เสียจริง ทั้งยังแซ่ฉู่เหมือนกัน ชื่อก็คล้ายคลึงกัน เรียกขานยังคงไม่ชิน…จริงๆ

“เอ่อ…จอมยุทธ์น้อยฉู่ เจ้าและข้าสองคนแซ่เดียวกันนับว่ามีวาสนา ไม่สู้ข้าเรียกเจ้าว่าอวิ๋นเฟยเป็นอย่างไร น้องอวิ๋นเฟยก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดเช่นนี้ หากไม่รังเกียจ ก็เรียกข้าว่าพี่ใหญ่ฉู่ได้” ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางเอ่ยอีกหน

ฉู่อวิ๋นเฟยได้รับความสนิทสนมโดยไม่คาดคิดจึงรีบเอ่ยว่า “ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจ เอ่อ…พี่ใหญ่ฉู่ บางทีท่านอาจจำไม่ได้แล้ว ยามเด็กข้าตกอยู่ในอันตราย เคยได้พี่ใหญ่ฉู่ช่วยไว้ การปรากฎตัวของท่านในวันนั้นราวกับเทพจากสวรรค์ ข้าไม่เคยลืมเลยจริงๆ อีกทั้งต่อมาหากไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่ฉู่ช่วยไว้ ข้าคงไม่ได้ร่ำเรียนจากสำนักเทียนซาน นับตั้งแต่นั้นมา ข้าก็ให้ท่านเป็นคนที่ข้าเคารพเลื่อมใสคนเดียวในชีวิตนี้ ข้าเติบโตมากับการฟังเรื่องเล่าของพี่ใหญ่ฉู่ หวังเพียงสักวันหนึ่งจะเป็นได้อย่างพี่ใหญ่ฉู่”

เห็นคนหนุ่มหน้าแดงเรื่อ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น บนใบหน้าของฉู่เฟยหยางก็ประดับรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนโดยตลอด เรื่องที่ฉู่อวิ๋นเฟยเล่าทั้งหมด เขาคล้ายกับมีภาพความทรงจำเลือนราง แต่รายละเอียดนั้นกลับจำไม่ได้โดยสิ้นเชิง อีกทั้ง…

คนหนุ่มผู้นี้อายุเท่าใดกันแน่! กล่าวว่าเติบโตมากับเรื่องเล่าของเขาอะไรกัน…ฉู่เฟยหยางพิจารณาคนหนุ่มที่สง่าผ่าเผยใบหน้าดุจหยกประดับกวน [5] ก็ทอดถอนใจอย่างหดหู่ ข้าแก่ถึงเพียงนี้แล้วจริงๆ หรือ!

“ชื่นชมผิดแล้ว ข้าน้อยไม่คู่ควรจริงๆ อวิ๋นเฟยมีฐานะเป็นศิษย์คนโตของสำนักเทียนซาน อายุยังเยาว์ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้กล้าในยุทธภพแล้ว นับว่าหาได้ยาก” ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางเอ่ย “เพียงแต่ไม่รู้ว่า สำนักเทียนซานตามหาข้าน้อยครั้งนี้ มีธุระอันใดหรือ”

กล่าวถึงประเด็นหลัก ใบหน้าฉู่อวิ๋นเฟยก็จริงจังขึ้น

“ความจริงแล้วที่ข้าน้อยมาครั้งนี้ เพียงเพื่อกระบี่หักเล่มหนึ่งของสำนักอาจารย์”

“กระบี่หักรึ!” ฉู่เฟยหยางครุ่นคิด ในหัวเกิดประกายเงาสายหนึ่ง

“ไม่ผิด กระบี่เล่มนั้นชื่อว่ากระบี่เสี่ยวซิง เดิมเป็นอาวุธอย่างหนึ่งที่แม้ตายก็ยากจะได้มา แต่ไม่กี่ปีก่อนได้แตกหักเพราะเหตุผลบางประการ เหลือเพียงครึ่งท่อนอยู่ในสำนักเทียนซาน ท่านอาจารย์ที่สำนักรักและทะนุถนอมยิ่งนัก ทว่าเมื่อไม่นานมานี้กลับถูกคนขโมยไป ข้าน้อยลงจากเขาครั้งนี้ ได้รับคำสั่งของท่านอาจารย์ให้ตามหากระบี่หักเล่มนั้น”

ตอนนี้ฉู่เฟยหยางคิดออกแล้ว ความจริงเมื่อเร็วๆ นี้ จวินซูอิ่งออกไปข้างนอกหลายวัน ยามกลับมาคล้ายถือกระบี่หักเล่มหนึ่งกลับมาด้วย…

“เรื่องนี้…ไม่ทราบว่าข้าน้อยมีส่วนใดพอช่วยได้หรือไม่” แม้ใจคิดแล้วว่าน่าจะเป็นจวินซูอิ่งก่อเรื่องอีก แต่ฉู่เฟยหยางก็ยังคงยิ้มและเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

หนนี้ฉู่อวิ๋นเฟยกลับเป็นฝ่ายอึดอัด เขายิ้ม คล้ายกับกำลังไตร่ตรองคำที่จะใช้ เปิดปากเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ข้าน้อยสืบได้เพียงข่าวคราวเล็กน้อย ว่าที่นี่ของจอมยุทธ์ฉู่…อาจมีเบาะแส ที่มาของข่าวนี้ค่อนข้างซับซ้อน ทั้งยังมีข่าวอีกมากที่ชี้ไปยังที่อื่น ข้าน้อยไร้ความสามารถ ไร้ทาง…แยกแยะเท็จจริง ทำได้เพียงไปสืบหาแต่ละที่ ยามนี้มาพบท่านจอมยุทธ์ฉู่ ก็เพียงแค่…เพียงแค่…เฮ้อ ข้าน้อยปรารถนาค้นหากระบี่เต็มหัวใจ หากมีจุดใดล่วงเกิน จอมยุทธ์ฉู่โปรดอภัย”

ฉู่เฟยหยางได้ฟังคำพูดของอีกฝ่ายที่ไตร่ตรองมาแล้ว ซ้ำใบหน้าและหูก็ค่อนข้างแดง คงทึกทักไปว่าการถ่อมาบ้านของผู้อื่นแล้วถามราวกับตรวจสอบว่าผู้อื่นขโมยกระบี่ของสำนักตนหรือไม่เป็นเรื่องน่าอาย ยิ่งไปกว่านั้นความเลื่อมใสที่เขามีต่อฉู่เฟยหยางไม่คล้ายเป็นเรื่องเท็จ ฉับพลันก็ไม่คิดสร้างความลำบากให้เด็กผู้นี้ เขาถอนหายใจหนึ่งหน แล้วเอ่ย “ข้าจะไม่ปิดบังเจ้า สองวันก่อน สหายผู้หนึ่งของข้านำกระบี่หักกลับมาจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขานำมาจากที่ใด ไม่สู้เจ้ารอสักหน่อย เมื่อสหายผู้นั้นกลับมา ข้าจะถามแทนเจ้าให้ชัดเจน หากเป็นกระบี่ของสำนักเจ้าจริงๆ ข้าย่อมให้เขาส่งคืนแน่นอน”

ฉู่อวิ๋นเฟยเพียงได้ยิน สีหน้ายากลำบากก็หายไป ดวงตาปรากฏความยินดีออกมา ค่อยๆ เอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เช่นนี้ก็ต้องขอบคุณจอมยุทธ์ฉู่อย่างยิ่งแล้ว” เขาหวนคิดแวบหนึ่งก็มึนงง แล้วเมียงมองฉู่เฟยหยาง

ฉู่เฟยหยางรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรก็ไม่ไปสะกิดจุด เพียงยกจอกชาขึ้นดื่ม พูดคุยกับเขาเรื่องในยุทธภพที่จริงบ้างเท็จบ้าง

สุดท้ายฉู่อวิ๋นเฟยก็ทนไม่ไหว อ้าปากจะพูดแล้วก็หยุดอยู่สองสามหน ในที่สุดก็เอ่ย “จอมยุทธ์ฉู่ มีประโยคหนึ่งไม่รู้ว่าควรหรือไม่ควรถาม เพียงแต่ไม่ทราบว่า…สหายท่านนี้ที่จอมยุทธ์ฉู่กล่าวถึงเป็นใครหรือ”

ฉู่เฟยหยางเลิกคิ้ว กำลังจะเอ่ย เสียงนุ่มนิ่มไร้เดียงสาสองสามเสียงก็ดังมาจากนอกประตูไกลๆ

ฉู่อวิ๋นเฟยมองไปข้างนอก เห็นเพียงตุ๊กตาตัวขาวอ้วนปรากฏขึ้นที่หน้าประตู สองมือจับขอบประตูก้าวข้ามธรณีประตูอย่างยากลำบาก หลังจากยืนมั่นคงแล้วก็ตบปัดเสื้อคลุมตัวหนาที่ยาวลากพื้น ก้าวขาเล็กสั้น วิ่งมาทางฉู่เฟยหยางอย่างร่าเริง

“ท่านพ่ออุ้ม” ก้อนหินน้อยพุ่งเข้าสู่อกของฉู่เฟยหยาง พลางเอ่ยอย่างออดอ้อน

“ท่านนี้คือ…” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ

ก้อนหินน้อยได้ยินเสียงก็หันศีรษะมองฉู่อวิ๋นเฟยที่นั่งอยู่อีกฝั่ง เห็นดวงตาคู่นั้นมองตนเองระยิบระยับเข้าพอดี ก็ฝังหน้าเข้ากับต้นขาฉู่เฟยหยางด้วยความเขินอาย

ฉู่เฟยหยางอุ้มก้อนหินน้อยขึ้นนั่งบนตักอย่างไร้ทางเลือก

“เขาคือลูกสุนัข [6] ยามปกติไม่ได้อบรมให้เคร่งครัด ทำให้น้องอวิ๋นเฟยขบขันแล้ว” ฉู่เฟยหยางจัดแจงหมวกและเสื้อผ้าเบี้ยวๆ ที่ก้อนหินน้อยสวม เอ่ยทั้งรอยยิ้มอย่างจนปัญญา

“นะ…นี่…” ฉู่อวิ๋นเฟยค่อนข้างตกใจอย่างมาก เขาได้ยินมาเพียงว่า ฉู่เฟยหยางมีความสัมพันธ์อันดีกับคนจากพรรคมาร ทั้งยังได้ยินมาว่ายามฉู่เฟยหยางขึ้นเขาหลางเย่ว์ครั้งก่อนได้พาตุ๊กตาน้อยติดตามไปด้วย คำเล่าลือในยุทธภพก็ได้ยินมาไม่น้อยเช่นกัน ในข่าวลือย่อมไม่มีคำพูดดีๆ กล่าวเพียงว่าฉู่เฟยหยางมีความสัมพันธ์ที่ไม่อาจบอกใครได้กับปีศาจพรรคมาร แต่ก็ให้กำเนิดบุตรกับสตรีอื่นสองคน ในนั้นเป็นคำพูดสกปรกโสมมเหลือทน ทุกครั้งที่ได้ยินฉู่อวิ๋นเฟยจะขุ่นเคืองยิ่งนัก

ยามนี้กลับได้ยินฉู่เฟยหยางเอ่ยถึงสถานะของเด็กคนนี้กับปากอย่างชัดเจน หลังจากฉู่อวิ๋นเฟยสับสน ก็เริ่มรู้สึกวางใจบ้างแล้ว

เขาไม่เชื่อมาตลอดว่าฉู่เฟยหยางจะคบหากับคนโฉดชั่วได้ ยิ่งไม่เชื่อคำพูดสกปรกที่ทำลายฉู่เฟยหยางเหล่านั้น ตอนนี้ในเมื่อฉู่เฟยหยางเอ่ยปากยอมรับว่าเด็กเป็นของตนเอง เช่นนั้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนพรรคมารเหล่านั้นย่อมไม่เป็นความจริง เป็นคนเจตนาร้ายจงใจปั้นเรื่องเป็นแน่

ฉู่อวิ๋นเฟยรู้สึกคิดได้หนึ่งเปราะ อารมณ์ก็ดียิ่ง มองตุ๊กตาน้อยที่พิจารณาเขาอย่างสงสัยอยู่บนตักฉู่เฟยหยางอย่างละเอียด จึงรู้สึกว่าตุ๊กตาตัวนี้หน้าตางดงามละเอียดลออยิ่ง ประหนึ่งเซียนน้อยที่แกะสลักด้วยหยกขาว ในใจก็อดที่จะชื่นชอบไม่ได้ ก่อนจะคิดว่าอิงจากใบหน้าน่ารักและท่าทางเฉลียวฉลาดแล้ว ฉู่ฮูหยินต้องเป็นคนที่งดงามเพริศพริ้ง น่ารักอ่อนโยนแน่นอน อยู่กับฉู่เฟยหยางแล้วย่อมเป็นคู่เทพเซียนที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง ข่าวลือในยุทธภพที่ปั้นน้ำเป็นตัวเหล่านั้นล้วนเป็นการสาดโคลนตามคาด ในใจเขารู้สึกปลื้มปีติขึ้นอีกหลายส่วน

“คุณชายของท่านอายุยังน้อย แต่ดูแล้วไม่ธรรมดา ทั้งมีจอมยุทธ์ฉู่คอยอบรม ภายภาคหน้าย่อมไม่อยู่ในตมแน่นอน” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะรู้สึกว่าคำพูดนี้ของตนเองสุภาพเกินไป จึงยิ้มอย่างเขินอาย แล้วเอ่ยอีกว่า “ข้าเห็นว่าตุ๊กตาน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูอย่างมาก จอมยุทธ์ฉู่โชคดียิ่งนัก”

ก้อนหินน้อยได้ยินคนอื่นชม ก็ยิ้มให้ฉู่อวิ๋นเฟยอย่างเขินอาย เผยฟันน้ำนมเล็กๆ ก่อนจะหันตัวไปโอบคอของฉู่เฟยหยางไว้ ซุกหน้าลงบนไหล่นั้น ฉู่เฟยหยางตบหลังเล็กของเขาเบาๆ แล้วหัวเราะออกมา

ทั้งสองคนคุยกันต่ออีกสักพัก “สหายท่านนั้น” ของฉู่เฟยหยางก็กลับมา

“กระบี่หักอะไรรึ” จวินซูอิ่งขมวดคิ้ว

ฉู่อวิ๋นเฟยเพียงเห็นว่าเป็นปีศาจพรรคมารจวินซูอิ่ง ในใจก็ค่อนข้างอึดอัด ยามนี้ได้เห็นสีหน้าหงุดหงิดของเขา ก็ยิ่งไม่พอใจ แม้จะเห็นแก่ใบหน้าของฉู่เฟยหยางจึงสุภาพมาโดยตลอด แต่กลับเริ่มโมโหขึ้นบ้างแล้ว

“กระบี่หักเล่มนั้นไม่สะดุดตาจริงๆ คุณชายจวินจึงอาจหลงลืมหรือจำไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ กระนั้นมันก็สำคัญต่อท่านอาจารย์อย่างมาก ด้วยเป็นของที่สหายเก่ามอบให้ นอกจากนี้ ถึงนี่จะเป็นเรื่องเล็กสำหรับคุณชายจวิน ทว่าข่าวลือในยุทธภพกลับล้วนพุ่งมายังจอมยุทธ์ฉู่ คนชั่วที่ฉวยโอกาสสร้างเรื่องใส่ร้ายมีไม่น้อย ในเมื่อท่านเป็นสหายของจอมยุทธ์ฉู่ เพื่อมิตรภาพแล้วก็ควรพยายามคืนความบริสุทธิ์ให้กับจอมยุทธ์ฉู่อย่างเต็มที่จึงจะถูก” ฉู่อวิ๋นเฟยกล่าวถึงตอนท้าย ก็เริ่มเดือดดาลขึ้น

กระบี่ที่ถูกขโมยเล่มนี้ ยุทธภพลือมาโดยตลอดว่าในกระบี่หักเสี่ยวซิงที่สำนักเทียนซานทะนุถนอมได้ซ่อนเคล็ดลับวรยุทธ์สุดยอดไว้ แม้ว่าสำนักเทียนซานจะปล่อยข่าวชี้แจงความจริง ก็ยังคงมีคนปักใจเชื่อเรื่องนี้ ข่าวที่ฉู่อวิ๋นเฟยสืบได้ครั้งนี้นับว่าแม่นยำอย่างยิ่ง เขาเกือบจะยืนยันได้ว่ากระบี่หักเสี่ยวซิงที่ตนเองตามหาอยู่กับจวินซูอิ่ง เป็นเขาที่แสวงหาเคล็ดลับตามคำเล่าลือจึงลงมือขโมยไป ดังนั้นกับคนที่ลอบเข้าสำนักตนเพื่อขโมยของผู้นี้ จึงย่อมไม่มีความรู้สึกที่ดีให้โดยสิ้นเชิง ทว่าในเมื่อฉู่เฟยหยางกล่าวว่านี่คือสหายของเขา ฉู่อวิ๋นเฟยก็อดกลั้นไว้เสมอมา ปฏิบัติตัวด้วยความสุภาพ แต่หากจวินซูอิ่งออกท่าทางชั่วร้ายเช่นนี้ต่อไป เขาก็ไร้หนทางรักษาความสุภาพแล้วเช่นกัน

จวินซูอิ่งเพิ่งฝึกกระบี่เสร็จ ทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเหนอะหนะ วิชากระบี่ชุดนี้ที่ฉู่เฟยหยางสอน ไม่ว่าอย่างไรก็ฝึกไม่ชำนาญเสียที ในใจจึงหงุดหงิดแต่แรกอยู่แล้ว ฉู่อวิ๋นเฟยยังใช้สายตาราวกับมองโจรมองมาที่เขา ไหนเลยจวินซูอิ่งจะรักษาความสุภาพต่อไปได้

“ข้าบอกว่าไม่เคยเห็นก็คือไม่เคยเห็น กระบี่เล็กกระจ้อยร้อยเล่มหนึ่งย่อมไม่อาจต้องตาข้า จะว่าไปแล้วสำนักเทียนซานที่สง่าผ่าเผย คาดไม่ถึงว่าจะดูแลแม้กระทั่งกระบี่ไม่ได้ ทั้งยังป่าวร้องไปทุกที่อย่างไม่ละอาย” จวินซูอิ่งหัวเราะเสียงเย็นหนึ่งหน ยกเท้าเตรียมจะจากไป

ก้อนหินน้อยเห็นจวินซูอิ่งคล้ายกำลังโกรธอยู่ ก็มุดออกจากอกฉู่เฟยหยาง โถมเข้ากอดขาจวินซูอิ่ง ร้องเรียกด้วยเสียงเด็กเล็ก “ท่านพ่อ”

ฉู่อวิ๋นเฟยตกตะลึง ทว่าเขาได้ยินเสียงก้อนหินน้อยไม่ค่อยชัดเจนนัก เพียงสับสนในใจครู่หนึ่ง ฉับพลันก็โมโหกับคำพูดทิ่มแทงไร้ความรู้สึกของจวินซูอิ่ง

ฉู่อวิ๋นเฟยยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ฉู่เฟยหยางกลับดึงจวินซูอิ่งไว้ก่อน แล้วเอ่ยอย่างจนใจ “เจ้าลองคิดให้ละเอียด ข้าจำได้ว่าไม่กี่วันก่อนยามเจ้ากลับมาจากข้างนอก ได้ถือกระบี่หักเล่มหนึ่งมาด้วย ทั้งยัง…”

“เจ้าก็สงสัยข้าหรือ!” จวินซูอิ่งเอ่ยด้วยความโกรธ

ฉู่เฟยหยางปลอบประโลมจวินซูอิ่งทันที แล้วเอ่ยต่อ “ทั้งยังกล่าวว่ากระบี่เล่มนั้นไม่ธรรมดา ดูแล้วเคยเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมร้ายกาจ ยามนี้เหลือเพียงครึ่งเดียว ค่อนข้างเสียดาย”

ได้ยินฉู่เฟยหยางเอ่ย จวินซูอิ่งก็เงียบลง ตั้งใจครุ่นคิด

ฉู่อวิ๋นเฟยมองฉู่เฟยหยาง ก่อนจะมองจวินซูอิ่ง แล้วมองก้อนหินน้อยที่กอดต้นขาจวินซูอิ่งแน่นหนึบ สงสัยเพียงว่า เหตุใดบรรยากาศระหว่างสามคนนี้ถึงค่อนข้างแปลกประหลาด…

“ตามข้ามา” จวินซูอิ่งมองฉู่อวิ๋นเฟย มือหนึ่งหิ้วก้อนหินน้อยเดินออกไปด้านนอก

 

[1] อุปมาว่า ปราดเปรียวและทรงพลัง

[2] ในที่นี้หมายถึง ผู้หญิงที่เคยเข้าหาฉู่เฟยหยาง

[3] อุปมาว่า กตัญญูต่อบิดามารดา

[4] สำนวนจีน หมายถึง การกล่าวเกินจริง

[5] เครื่องสวมศีรษะของชนชั้นสูงในยุคโบราณ

[6] คำเรียกบุตรของตนเองยามพูดคุยกับคนอื่น

ใส่ความเห็น