[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร เล่ม 2 ตอนที่ 2.1

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

บทที่ 2

 

“ไม่ทราบว่าท่านคือ” ฉู่เฟยหยางพิจารณาใบหน้าที่มีดวงตาเปล่งประกาย ฟันขาวสะอาดและรอยยิ้มประดับอยู่ อีกฝ่ายยิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ย

“พี่ใหญ่ฉู่ ท่านจำข้าไม่ได้แล้วจริงๆ หรือ!” คนหนุ่มกัดริมฝีปาก สายตาเคลื่อนไปมามีประกายริ้วตำหนิ

ฉู่เฟยหยางยิ้มเอ่ย “เจ้าสำนัก ไม่พบกันนาน สบายดีหรือไม่…”

“เรียกข้าว่าพิงถิง!” คิ้วใบหลิวของเจ้าสำนักเจินสุ่ย [1] ย่นหากัน เอ่ยอย่างไม่พอใจ

“…” ฉู่เฟยหยางยิ้มอย่างจนใจ เอ่ยถามตรงไปตรงมา “คนที่นัดข้ามาคือเจ้าหรือ เจ้ารู้ที่อยู่ของกระบี่เสี่ยวซิงหรือไม่”

พิงถิงเท้าคางอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยอ้อยอิ่งอยู่บนใบหน้าฉู่เฟยหยางอย่างหลงใหล มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย พยักหน้าประหนึ่งเหม่อลอย

“กระบี่อยู่ไหนรึ” ฉู่เฟยหยางเอ่ยถามต่อ

ยามนี้พิงถิงคล้ายกับเพิ่งได้สติ รีบส่ายหน้า “ไม่ใช่ข้า!” เห็นท่าทางที่ไม่ค่อยเชื่อของฉู่เฟยหยางก็อธิบายอีกครั้ง “เป็นคนลึกลับผู้หนึ่งให้ข้ามาพบท่าน เขากล่าวว่าวันนี้ยามนี้ท่านจะมารอข้าที่นี่แน่นอน เป็นจริงดังคาดเสียด้วย” พิงถิงกล่าวถึงตอนนี้ก็ดูมีความสุขอย่างยิ่ง

“คนลึกลับรึ!” ฉู่เฟยหยางเอ่ยทวนอย่างไม่เข้าใจ ถามพิงถิงอีกครั้ง “เจ้าเคยเห็นเขากับตาหรือไม่”

“กล่าวว่าเป็นคนลึกลับแล้ว จะเคยเห็นได้อย่างไร” พิงถิงตอบกลับอย่างหมดความอดทน ก่อนจะโน้มเข้าใกล้ฉู่เฟยหยางด้วยความสนใจ แล้วเอ่ย “อย่าสนใจคนลึกลับอะไรนั่นเลย พี่ใหญ่ฉู่ ท่านลองมองข้า ท่านรู้สึกเช่นไรหรือ”

ฉู่เฟยหยางถอยหลังเล็กน้อย มองเจ้าสำนักเจินสุ่ยที่ปลอมตัวเป็นบุรุษ ยามนี้กำลังมองตนเองอย่างตรงไปตรงมาด้วยความตื่นเต้นดวงตาเป็นประกาย

“เอ่อ…ก็ไม่เลว” ฉู่เฟยหยางฝืนเอ่ย

“ไม่เลวตรงไหนหรือ” นางโน้มไปข้างหน้าเพื่อเอ่ยถามต่อ เห็นได้ชัดว่าพิงถิงไม่พอใจคำตอบขอไปทีเช่นนี้ของฉู่เฟยหยาง

ฉู่เฟยหยางถอยหลังอีกครั้ง เหลือบมองบนชั้นสองปราดหนึ่ง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ คล้ายเห็นด้านหลังม่านมีสายตาสุกใสคู่หนึ่งส่องประกายวูบวาบชั่วขณะ จึงอดไม่สบายใจไม่ได้

“ช่างเถิด พิงถิงรู้ พี่ใหญ่ฉู่ชอบปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างขอไปทีเสมอมา” พิงถิงกลับไปนั่งยืดตัวตรง “ก็เช่นเดียวกับเมื่อปีนั้นที่ท่านกล่าวกับข้าว่าต้องการแต่งกับคนงามอันดับหนึ่งในโลกหล้า พิงถิงจำได้หลายปีขนาดนี้ พี่ใหญ่ฉู่กลับลืมจนสิ้น”

ฉู่เฟยหยางไม่อยากย้อนความถึงอดีตกับเจ้าสำนักเจินสุ่ยในสถานการณ์เช่นนี้ เขาแบ่งแยกชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นความคึกคะนองในวัยเยาว์ และอะไรคือการผิดคำสาบาน อีกด้านก็สงสัยบุคคลปริศนาที่กล่าวถึง เขาอ้อมค้อมเป็นวงใหญ่ขนาดนี้ ตกลงแล้วมีแผนการอะไรกันแน่ การมาครั้งนี้ของคนผู้นี้ยุแหย่ทั้งสำนักเทียนซาน สำนักเจินสุ่ย และตัวฉู่เฟยหยางเอง หากไม่ใช่เพราะมีเหตุผลมากพอ คนผู้นั้นก็คงเบื่อจนไม่รู้จักเป็นตายแล้ว

“พี่ใหญ่ฉู่ ข้าคิดออกแล้ว” พิงถิงเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว “ท่านชอบบุรุษก็ไม่เป็นไร”

ฉู่เฟยหยางที่กำลังคิดใคร่ครวญอยู่ ถูกประโยคนี้ของพิงถิงดึงสติกลับมาก็มึนงงไปชั่วขณะ จึงเอ่ยปาก “เจ้า…”

“พี่ใหญ่ฉู่ การแต่งกายเป็นชายของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” พิงถิงโน้มไปข้างหน้าอีกครั้ง สายตาเป็นประกาย “ในเมื่อพิงถิงสามารถเป็นสตรีงามอันดับหนึ่งในโลกหล้าได้แล้ว ก็สามารถเป็นบุรุษงามอันดับหนึ่งในโลกหล้าได้เช่นกัน! พี่ใหญ่ฉู่ หากเพราะท่านไร้ทางชื่นชอบสตรี จึงไม่อาจยอมรับข้าได้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องกลัดกลุ้ม เพื่อท่านแล้ว ข้าสามารถเปลี่ยนเป็นบุรุษได้!”

ฉู่เฟยหยางตกตะลึง เขามองใบหน้าที่หนักแน่นอาจหาญของสตรีเบื้องหน้า เพียงรู้สึกว่าจู่ๆ ก็คล้ายได้ยินเสียงแว่วข้างหู หลังจากได้ยินเสียงดังตูม ฉับพลันก็มีความรู้สึกดั่งสายฟ้าฟาด

ฉู่เฟยหยางอ้าปากพูดไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงหาเสียงของตัวเองเจอ “จะ…เจ้านี่จริงๆ เลย! อีกอย่าง เรื่องราวไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดสักนิด…”

“เช่นนั้นแล้วเป็นอย่างไรหรือ!” พิงถิงเอ่ยแทรกอย่างไม่พอใจ “พี่ใหญ่ฉู่ ข้ากับท่านรู้จักกันก่อน แต่ว่าท่านใกล้ชิดกับคุณหนูเหมยได้ ใกล้ชิดกับแม่นางรูปงามได้ กลับไม่ไว้หน้าแค่เพียงกับข้า พวกเขาไม่อาจอยู่ในใจของท่าน ไม่ได้แปลว่าข้าไม่สามารถ แต่ท่านกลับไม่ให้โอกาสข้าเลย ข้าไม่ยอม”

ด้านหลังม่านมุกในห้องพิเศษชั้นสอง ฉู่อวิ๋นเฟยและจวินซูอิ่งล้วนได้ยินทุกอย่างในห้องโถง

ฉู่อวิ๋นเฟยเห็นฉู่เฟยหยางขมวดคิ้วลูบหน้าผาก คล้ายรู้สึกยากจะจัดการ ก็เอ่ยขึ้นอย่างสงสัย “เอ๊ะ แม่นางผู้นั้นเป็นใครหรือ ถึงกับบีบคั้นพี่ใหญ่ฉู่เช่นนี้ หรือจะเป็นฉู่ฮูหยินรึ” ฉู่อวิ๋นเฟยหันไปถามจวินซูอิ่ง ความสงสัยครอบคลุมสติส่วนใหญ่ ทำให้ตอนนี้เขาลืมมองว่าจวินซูอิ่งเป็นศัตรูไปแล้ว

จวินซูอิ่งไม่ได้ตอบกลับ เพียงเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา สายตาที่ดุดันอารมณ์ไม่ดีนั้นทำให้ฉู่อวิ๋นเฟยชะงัก กระทั่งเขาเคลื่อนสายตาออกไปมองด้านนอกต่อ ฉู่อวิ๋นเฟยจึงถอนหายใจ

จริงๆ เลย สายตาราวกับมีด สมกับเป็นคนโฉดจากพรรคมารจริงๆ ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยตำหนิในใจ ยามกำลังจะสังเกตต่อก็รู้สึกสายตาพร่ามัวครู่หนึ่ง ด้านข้างไม่เห็นร่องรอยของจวินซูอิ่งแล้ว บานหน้าต่างตรงข้ามประตูกลับเปิดเล็กน้อย ทั้งยังขยับไหวอยู่

ฉู่อวิ๋นเฟยเห็นห้องว่างเปล่าก็มึนงง พุ่งไปทางหน้าต่างแล้วตามไปเช่นกัน

“พิงถิง ที่เจ้าคิดทั้งหมด ล้วนไม่ถูกต้อง” ฉู่เฟยหยางกดเสียงเอ่ย “นี่ไม่ใช่ปัญหาของการชอบบุรุษหรือชอบสตรี…”

พิงถิงเอ่ยอย่างเด็ดขาด “พี่ใหญ่ฉู่ ท่านไม่ต้องกล่าวอ้อมค้อม ท่านรังเกียจข้าเพียงเพราะแต่งกายเป็นบุรุษ หรือว่าเพราะยังมีกายเป็นสตรี แต่ไม่เป็นไร ข้าสามารถ…”

“อย่า!” ฉู่เฟยหยางตัดบททันที พิงถิงหยุดมองเขาด้วยใบหน้าตั้งอกตั้งใจ

“อย่าพูดคำเหลวไหลเหล่านั้นของเจ้าอีกเลย” ฉู่เฟยหยางเอ่ยอย่างจนใจ ยังเอ่ยไม่จบ กลับรู้สึกเพียงสายลมระลอกหนึ่งพัดพากลิ่นคุ้นเคยเข้ามา ก่อนจะมีเงาดำแผ่ปกคลุมตามมาด้วย

“เฟยหยาง เมื่อครู่มีคนน่าสงสัยปรากฏตัวอยู่ในห้องโถง กำลังภายในที่เขาใช้ผนึกลมปราณสูงเกินไป เจ้ากับข้าจึงล้วนไม่รู้สึกตัว” จวินซูอิ่งมาถึงข้างกายฉู่เฟยหยาง โน้มตัวลงเอ่ยเสียงค่อย “เขาเพิ่งออกจากที่นี่ ข้ากลัวจะแหวกหญ้าให้งูตื่น เจ้าว่าตามหรือไม่ตาม” เอ่ยพลางมองเจ้าสำนักเจินสุ่ยที่จ้องมองมาเช่นกัน “อย่างไรเสียเจ้าก็มาพบคนที่นัดหมายไว้ตามคำพูดแล้ว หากคนผู้นี้รักษาคำพูด ย่อมมีกลอุบายต่อ”

“ย่อมต้องตามอยู่แล้ว!” ฉู่อวิ๋นเฟยเดิมไม่รู้ต้นสายปลายเหตุก็ไหลตามคำกล่าวของจวินซูอิ่ง เบิกตาโตร้องเอ่ย “ข้าต้องจับคนเลวน่ารังเกียจคนนั้นมาให้ได้!” เอ่ยพลางใช้วิชาตัวเบานำออกไปด้านนอก

ฉู่เฟยหยางลุกขึ้นสบตากับจวินซูอิ่งครู่หนึ่ง แล้วหันตัวกลับมาเอ่ยกับเจ้าสำนักเจินสุ่ย “ข้ายังมีธุระสำคัญ ขอลากันตรงนี้” เอ่ยพลางทะยานออกไปด้านนอกพร้อมจวินซูอิ่ง หนึ่งนำหน้าหนึ่งตามหลัง

คนในห้องโถงเคยชินกับคนในยุทธภพที่ไปๆ มาๆ อยู่แล้ว ทั้งสามคนจึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจมากนัก กลับเป็นคนหนุ่มผู้นั้นที่เหลือเพียงผู้เดียว เขาเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนแผดเสียงอย่างดุร้ายว่า “เสี่ยวเอ้อร์ นำสุรามา!” ทำให้หลายคนตกใจ

ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งออกจากหอจิ่นซิ่วก็ไม่เห็นร่องรอยของฉู่อวิ๋นเฟยแล้ว ลมปราณของคนน่าสงสัยก็ไม่รับรู้แล้วเช่นกัน

ฉู่เฟยหยางมองสำรวจรอบบริเวณ พบเครื่องหมายหยาบๆ บนผนังรอยหนึ่งก็ยิ้มเอ่ย “เด็กคนนี้ก็ไม่ได้โง่ถึงเพียงนั้น ยังรู้จักทิ้งเครื่องหมายให้พวกเราด้วย ไปกันเถิด” ฉู่เฟยหยางจูงจวินซูอิ่ง ขณะกำลังจะใช้วิชาตัวเบาก็กลับถูกจวินซูอิ่งดึงไว้เบาๆ

“เดี๋ยวก่อน”

“อะไรรึ!” ฉู่เฟยหยางตกใจเล็กน้อย ก่อนจะครุ่นคิดอีกครั้ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มร้าย โน้มเข้าใกล้จวินซูอิ่งเอ่ยเบาๆ “หรือว่า…เดิมทีแล้วไม่มีบุคคลน่าสงสัย เพียงแต่ข้าพูดคุยกับเจ้าสำนักเจินสุ่ย เจ้าก็อารมณ์ไม่ดีใช่หรือไม่!”

จวินซูอิ่งเหลือบมองฉู่เฟยหยาง ส่งเสียงหึขึ้นหนึ่งครั้ง แล้วเอ่ย “คนน่าสงสัยย่อมมี เหตุใดข้าต้องโกหกด้วยเรื่องเช่นนี้ด้วย”

“อ้อ!” หางเสียงที่ยกสูงของฉู่เฟยหยางไม่จริงจังนัก คิ้วที่อ่อนโยนในยามปกติโค้งเป็นรูปทรงแสดงความพอใจ เขาหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยสื่อความหมายลึกซึ้ง “เช่นนั้น…ซูอิ่ง ในเมื่อยากที่จะมีเบาะแสแล้ว ไยเจ้าจึงไม่ให้ข้าไล่ตาม แต่กลับปล่อยไปเล่า นี่ไม่ใช่นิสัยของเจ้าเลยนะ”

จวินซูอิ่งเบี่ยงกายหลบจากใบหน้าที่เข้าใกล้ของฉู่เฟยหยาง แล้วเดินตามเครื่องหมายที่ฉู่อวิ๋นเฟยทิ้งไว้

“เจ้าไม่รู้สึกหรือ ว่าทุกอย่างบังเอิญเกินไป” จวินซูอิ่งย่นคิ้วเอ่ย

“อย่างไรหรือ” ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางพยักหน้า

“เริ่มแรกคือมีคนผ่านทางแปลกประหลาด จงใจยั่วยุให้ข้าลงมือ ดูเหมือนทำกระบี่ตกไว้โดยไม่ตั้งใจ ทำให้กระบี่มาอยู่ในมือข้า แล้วฉู่อวิ๋นเฟยได้รับข่าวจึงมาตามหาพวกเราเพื่อเรียกขอกระบี่คืน จากนั้นเขาก็รีบนำกระบี่กลับเทียนซาน ในเมื่อยามที่เขาเอาไปไม่ได้ตรวจสอบ ในระหว่างทางที่รีบเร่งเขาฉุกคิดได้อย่างไรว่าต้องตรวจสอบช่องว่างตรงฝักกระบี่ ทำให้พบเข้ากับกระดาษที่ต้องการนัดหมายกับเจ้า แล้วตอนนี้ จากความล้ำลึกของกำลังภายในของคนที่น่าสงสัยคนนั้น เห็นชัดว่าสามารถปกปิดตัวตนได้เป็นอย่างดี กลับเผยร่องรอยของตนเอง ฉู่อวิ๋นเฟยไม่รอพวกเราปรึกษากันก็รีบเร่งออกไป ทั้งยังทิ้งเครื่องหมายไว้ นี่ราวกับ…เส้นที่ถูกคนวางไว้อย่างดี ต้องการดึงเจ้าสู่สถานที่บางแห่ง” จวินซูอิ่งเอ่ยทีละอย่าง เงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยอีกครั้ง “โดยรวมแล้วข้ารู้สึกว่าฉู่อวิ๋นเฟยผู้นี้กับคนน่าสงสัยผู้นั้นเหมือนกัน…”

“ไม่อาจเชื่อได้รึ!” ฉู่เฟยหยางเอ่ยถามต่อ

จวินซูอิ่งพยักหน้าด้วยสีหน้าหนักแน่น ฉู่เฟยหยางกลับหัวเราะดัง พลางโอบไหล่จวินซูอิ่งแล้วตบเบาๆ เขาถอนหายใจยาว เอ่ยอย่างปลื้มใจ “คุณชายจวินของข้าเอ๋ย ท่านยอมเป็นห่วงความปลอดภัยของข้าฉู่เฟยหยางตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หากเจ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ทุกชาติภพของข้าจากนี้ล้วนต้องพัวพันอยู่กับเจ้า ยากจะหลุดพ้นแล้ว”

สีหน้าจริงจังระแวดระวังของจวินซูอิ่งผ่อนคลายลงเล็กน้อย กระตุกมุมปากเอ่ย “ทุกชาติภพของเจ้าราคาค่อนข้างถูกเกินไปสักหน่อยนะ”

“ต่อให้ขาดทุนให้เจ้าทั้งหมดก็ยินยอม เจ้าเล่า เจ้ายินยอมหรือไม่!” ฉู่เฟยหยางยิ้มจนทำให้คนหลงใหล

“…” จวินซูอิ่งหมุนกาย กระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง “พูดเรื่องตรงหน้าเถอะ ฉู่อวิ๋นเฟยผู้นั้น…”

“ข้าไม่ระแวงเขา” แม้ไม่มีสักประโยคที่เอ่ยถามออกมา แต่จอมยุทธ์ฉู่ที่เข้าใจจวินซูอิ่งมานานแล้วหาได้สนใจ ทำให้ความปรารถนาอยากเปลี่ยนเรื่องของเขาสมดั่งใจเสียเลย “ท่าทางไม่คิดมากและเอาจริงเอาจังของเขาไม่คล้ายกับแสร้งทำ ยิ่งกว่านั้น ในเมื่อข้าคบสหายผู้นี้แล้ว ย่อมไม่สงสัยในตัวเขา หากท้ายที่สุดพิสูจน์ว่าข้าผิด…” ฉู่เฟยหยางยิ้ม “เช่นนั้นก็ทำได้เพียงยอมรับว่าตนโชคร้ายแล้ว”

จวินซูอิ่งได้ยินก็ยิ้มเย็นชา เอ่ยว่า “ข้ากลับลืมไปแล้วว่าจอมยุทธ์ฉู่คุณธรรมสูงส่งจิตใจกว้างขวางอย่างแท้จริง กลับเป็นตัวข้าเองที่มีขี้ระแวงเกินเหตุ เป็นคนเลวที่กระทำการแทนโดยคนอื่นไม่ยินยอมแล้ว”

“เจ้าเป็นคนเลวเพื่อข้า ข้าก็จะเป็นคนเลวเพื่อเจ้าเช่นกัน คนเลวสองคน เหมาะสมกันพอดีเลยมิใช่หรือ” ฉู่เฟยหยางเอ่ยด้วยรอยยิ้มพลางโอบจวินซูอิ่งไว้

‘เจ้ายอมเป็นคนเลวเพื่อข้า แล้วรู้หรือไม่ว่าที่ข้ารักและทะนุถนอมที่สุดก็คือคนเลวเช่นเจ้า’ ฉู่เฟยหยางมองใบหน้าไม่สบอารมณ์ของจวินซูอิ่ง แล้วนึกในใจ

ฉู่เฟยหยางยื่นมือสัมผัสเครื่องหมายที่ฉู่อวิ๋นเฟยทิ้งไว้อีกครั้ง “ส่วนเรื่องทั้งหมดนี้เป็นใครวางแผนไว้ แทนที่จะคาดเดาอยู่ที่นี่ให้เสียเปล่า ไม่สู้ไล่ตามไปสืบให้ชัดเจน”

ในเมื่อฉู่เฟยหยางกล่าวเช่นนี้ จวินซูอิ่งก็ไม่คัดค้านอีก ทั้งสองใช้วิชาตัวเบาวิ่งติดตามเครื่องหมายไปด้วยกันตลอดทาง ค่อยๆ ออกจากเมืองมุ่งสู่ด้านบนขุนเขา

เดินทางอยู่บนเขาไม่นานก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอยู่ไม่ไกล ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งสบตากันครู่หนึ่ง บินตามเสียงไปพร้อมกัน

คาดไม่ถึงว่าเบื้องหน้าจะเป็นหน้าผาสูงชัน ฉู่อวิ๋นเฟยยืนห่างจากริมหน้าผา ตะโกนใส่เบื้องหน้า “พี่ชายท่านนี้ ในมือท่านเป็นกระบี่ของสำนักข้าจริงๆ ด้วย หวังว่าท่านจะส่งมอบของคืน ข้าน้อยจะตอบแทนแทนสำนักแน่นอน”

“ถุย! เจ้าหลอกเด็กสามขวบน่ะสิ! ข้าจะบอกเจ้าให้ หากเจ้าเข้ามาอีกก้าว ข้าจะโยนสิ่งนี้ลงไป!” เสียงแหบแห้งขุ่นเครือดังขึ้นมา ไม่ได้แฝงกำลังภายในแต่อย่างใด

ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งสบตากับครู่หนึ่ง แล้วซุ่มรอต่อ

ได้ยินเพียงฉู่อวิ๋นเฟยรีบร้อนตะโกนขึ้นอีกครั้ง “อย่า ท่านอย่าเด็ดขาดนะ! ที่ข้ากล่าวคือความจริง ข้ารู้ว่าท่านไม่ใช่ขโมย เพียงแค่ท่านส่งคืนให้ข้า ข้ารับรองว่าจะไม่ซักถาม!”

“เจ้ารับรองรึ! เจ้าเป็นใครกัน! คำรับรองของเจ้าเชื่อได้หรือ” เสียงนั้นหัวเราะเยาะ “ข้าจะบอกให้ นอกจากฉู่เฟยหยางแห่งสำนักกระบี่ชิงเฟิงผู้นั้น ฉู่เฟยหยางที่ตาบอดแล้วยังกล้าไปตามนัดคนเดียว ถ้าเขาเป็นผู้กล่าว ข้ายังอาจจะเชื่อสักหน่อย”

“ข้ามากับเขา! อีกประเดี๋ยวเขาก็มาแล้ว!” ฉู่อวิ๋นเฟยรีบเอ่ย

ฉู่เฟยหยางได้ยินถึงตรงนี้ก็จะลุกออกไป แต่กลับถูกจวินซูอิ่งดึงไว้ และส่งสัญญาณให้เขารอต่ออีกสักพัก

ฉู่เฟยหยางก้มหน้ามองจวินซูอิ่งปราดหนึ่ง ย่อตัวลงไปตามแรงของเขา คว้ามือจวินซูอิ่งที่ดึงแขนเขาขึ้นจ่อปากแล้วกัดเบาๆ เขายิ้มจนเห็นฟันที่ดูขาวเกินไปภายในความมืด

จวินซูอิ่งรอเขากัดเสร็จก็ดึงมือกลับอย่างเงียบๆ เช็ดน้ำลายที่ฉู่เฟยหยางทำเลอะกับเสื้อ ยังคงมองไปข้างหน้าตาไม่กะพริบ

บนหน้าผาไม่ไกล ฉู่อวิ๋นเฟยยังคงพยายามทำให้คนที่อยู่ริมผาเห็นใจ พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลให้เข้าใจด้วย

“…พี่ชายท่านนี้ อย่าหุนหันพลันแล่น ทะ…ท่านยืนให้มั่นคงสักหน่อย ตรงนั้นอันตรายเกินไปแล้ว” ฉู่อวิ๋นเฟยรีบเอ่ย

“เสแสร้ง!” น้ำเสียงขุ่นนั่นหัวเราะเย้ยหนึ่งครั้ง “เสแสร้งยิ่งนัก! เจ้าหนู เห็นชัดเลยว่าเจ้าทำเพื่อกระบี่เล่มนี้”

“มะ…ไม่ใช่” คำพูดตะกุกตะกักของฉู่อวิ๋นเฟยเปิดโปงความคิดของเขา

คนผู้นั้นส่งเสียงหึเย็นชาอีกครั้ง เอ่ยทิ่มแทงต่อ “เด็กอย่างเจ้า โกหกก็ล้วนไม่หมดจด ข้าจะบอกให้ สิ่งนี้ ข้าไม่ได้ขโมยมา ไม่ได้หยิบมา มีคนมอบให้ข้า! แผนที่ซ่อนสมบัติที่อยู่ในกระบี่นี้ ย่อมต้องเป็นของข้า!”

“กระบี่นี้อยู่ในสำนักข้าหลายปีขนาดนั้น ไม่มีแผนที่สมบัติอะไรจริงๆ นะ” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยอย่างจนใจด้วยความหนักแน่น

“ยังคิดโกหกข้าอีก! ข้าจะบอกให้ ในเมื่อเจ้าบอกแล้วว่ากระบี่นี้เป็นของเจ้า ของพังๆ นี้ข้าให้เจ้าก็ได้ แต่แผนที่ซ่อนสมบัติด้านในต้องเป็นของข้า!”

“ได้ๆ แผนที่อะไรนั่นข้าให้ท่าน ส่วนท่านคืนกระบี่ให้ข้า” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยอย่างรีบร้อน

“ข้าไม่เชื่อเจ้า! เจ้าบอกว่ารู้จักฉู่เฟยหยาง ก็ให้เขาออกมาพูด!”

ทั้งสองคนดำเนินบทสนทนาที่ไม่มีทางจบสิ้น ฉู่เฟยหยางมองดูต่อไปไม่ได้แล้ว เขาจิ้มไหล่จวินซูอิ่ง ส่งสัญญาณให้ปรากฏกาย

“ทำอะไรหรือ” จวินซูอิ่งหันหน้ามาเอ่ยถามไร้เสียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

ฉู่เฟยหยางไม่อธิบาย เพียงยิ้มให้และยังคงบอกใบ้ให้เขาออกไป จวินซูอิ่งแม้ยังคงไม่เข้าใจ แต่ก็พยักหน้าแล้วปรากฏตัว

“โอ้ ลูกเต้าเหล่าใครมาอีกแล้วนั่น!” เสียงนั้นตะโกนขึ้นอีกครั้ง

เสียงยังไม่ทันสิ้น ได้ยินเพียงเสียงแหวกอากาศดังเฟี้ยวหนึ่งหน ก่อนเสียงกรีดร้องจะตามมา

“จะ…เจ้ากล้าทำร้ายข้า! เจ้า…”

“เจ้าทำอะไร! กระบี่ยังอยู่ในมือเขา เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร!” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยด้วยความโกรธแค้น

จวินซูอิ่งกลับไม่สนใจเขา เพียงเอ่ยอย่างเย็นชา “ข้าไม่เพียงกล้าทำร้ายเจ้า ยังกล้าสังหารเจ้าด้วย กระบี่ในมือเจ้าเป็นของสำคัญของเด็กคนนี้ ไม่มีค่าอะไรต่อข้า หากเจ้าอยากตายก็อวดดีต่อให้เต็มที่”

ฉู่เฟยหยางเงยหน้ามองแผ่นหลังสูงโปร่งของจวินซูอิ่งที่ยืนมือไขว้หลังอยู่ภายใต้แสงจันทร์ ยิ้มพลางส่ายหน้า แล้วย่อตัวเข้าไปในพุ่มไม้

“เจ้า! ได้! ข้าจะโยนกระบี่ลงไปเดี๋ยวนี้!” เสียงนั้นตะโกนดังลั่น

“อย่านะ! พี่ชายท่านนี้ ท่านอย่าได้ฟังคนผู้นี้กล่าวไร้สาระเลย ท่านลืมความต้องการเมื่อครู่ของท่านแล้วหรือ ทะ…ท่านรอจอมยุทธ์ฉู่อีกสักหน่อยเถิด” ฉู่อวิ๋นเฟยร้อง อยากเดินเข้าไปข้างหน้าแต่ก็ไม่กล้า จึงเอ่ยกับจวินซูอิ่ง “พี่ใหญ่ฉู่เล่า สำนักเทียนซานของข้าไม่เคยบาดหมางกับเจ้ามาก่อน เจ้าจงใจมาเพิ่มความวุ่นวายอะไรอีก!”

จวินซูอิ่งยังคงไม่สนใจเช่นเดิม กลับเอ่ยกับคนตรงหน้าต่อ “กล้าทิ้งเจ้าก็ทิ้งเถิด ไม่รู้ว่าระหว่างกระบี่กับเจ้า อะไรจะตกลงไปก่อน”

“เจ้า!” คนผู้นั้นโมโหพลางย่ำเท้าไปมาซ้ายขวา เศษหินที่เหยียบร่วนเล็กน้อยกลิ้งตกหน้าผา กระบี่ในมือเขาก็น่าหวาดหวั่นว่าจะตกลงไปเช่นกัน

ฉู่อวิ๋นเฟยเบิกตาโพลงพลางคิดจะพุ่งไปข้างหน้า จวินซูอิ่งที่อยู่ด้านข้างกลับเร็วกว่าเขาหนึ่งก้าว เงากายดุจภูตผี พริบตาก็ถึงริมหน้าผาแล้ว อย่างไรก็ตามทั้งสองต่างยังไม่ถึงตัวคนผู้นั้น เห็นเพียงเงาคนผู้หนึ่งวิ่งมาทางหน้าผาด้านหลังคนผู้นั้นอย่างฉับพลัน เพียงพริบตาเดียว ลมผ่านระลอกเดียว ฉู่เฟยหยางก็จับคนผู้นั้นมายืนอยู่เบื้องหน้าจวินซูอิ่งและฉู่อวิ๋นเฟยได้แล้ว

“พี่ใหญ่ฉู่!” ฉู่อวิ๋นเฟยตกตะลึง หลังจากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้า เอ่ยเรียกอย่างตื่นเต้น

ฉู่เฟยหยางหัวเราะเล็กน้อย มือขวาจับกุมคนที่เสื้อผ้ารุ่งริ่งใบหน้ามอมแมมผู้นั้น มือซ้ายส่งกระบี่เสี่ยวซิงให้ฉู่อวิ๋นเฟย

ฉู่อวิ๋นเฟยรับไว้ รีบร้อนตรวจสอบหนึ่งรอบ หลังจากยืนยันแล้วว่าเป็นของจริงก็ถอนหายใจยาว กล่าวขอบคุณฉู่เฟยหยางอย่างซาบซึ้งใจ

“ไม่ต้องเคร่งครัดเช่นนั้นหรอก ข้ากลับยังมีคำถามเล็กน้อยอยากซักถาม ‘พี่ชาย’ ท่านนี้” ฉู่เฟยหยางสกัดจุดคนผู้นั้น แล้วยิ้มจนตาหยีเดินอ้อมมาข้างหน้า

“จะ..เจ้าเป็นใครอีก!” คนผู้นั้นเบิกตาเอ่ยอย่างหวาดกลัว

“เมื่อครู่ไม่ใช่ท่านร้องเรียกอยากพบข้ามาโดยตลอดหรอกหรือ” ฉู่เฟยหยางยิ้มเอ่ย

“ฉู่เฟยหยาง! ฉู่เฟยหยางแห่งสำนักกระบี่ชิงเฟิงรึ!” ดวงตาของคนผู้นั้นโตกว่าเดิม

ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางพยักหน้า ด้านในกลับทอดถอนใจ เหตุใดคำพูดนี้จึงคุ้นหูยิ่งนัก คนมีชื่อเสียงโด่งดังเกินไปก็ไม่ดีดังคาด

“เฮ้อ อุทกภัยเข้าปะทะวังมังกร [2] …” คนผู้นั้นเอ่ย กลับถูกฉู่เฟยหยางขัด “อย่าได้อ้างความสัมพันธ์เครือญาติกับข้าส่งเดช ข้าถามท่านไม่กี่ประโยค เพียงตอบข้ามาตามจริง”

“ได้ ได้ เชิญถาม เชิญถาม!” คนผู้นั้นยิ้มเอ่ยอย่างเป็นรอง ใบหน้ามอมแมมมีเพียงฟันและดวงตาที่เห็นชัดเจน “ข้าย่อมบอกทุกอย่างที่รู้ ไม่มีปกปิด! คิดถึงปีนั้น…”

“ท่านเป็นใครหรือ” ฉู่เฟยหยางเอ่ยถาม

“เจียงซาน” คนผู้นั้นตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ทำอาชีพอะไร” ฉู่เฟยหยางเอ่ยถามต่อ

“เป็นศิษย์พรรคกระยาจก!” คนที่ชื่อเจียงซานตอบด้วยความภูมิใจ

“อ้อ ขอทาน” ฉู่เฟยหยางพยักหน้าแสดงออกชัดเจน

“จอมยุทธ์ฉู่เข้าใจผิดแล้ว ศิษย์พรรคกระยาจกและขอทานทั่วไปเหมือนกันเสียที่ไหน…” เจียงซานเอ่ยแย้งลื่นไหลด้วยความไม่พอใจ

“ขอทานที่ไม่ธรรมดา…ก็ยังคงเป็นขอทานไม่ใช่รึ” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ย หลังจากที่ยืนคิดอย่างเชื่อฟังอยู่ข้างหลังฉู่เฟยหยางพร้อมกับจวินซูอิ่งมาตลอด

“เจ้าเด็กหน้าเหม็น! มีส่วนให้เจ้าแทรกปากด้วยรึ!” เจียงซานถลึงตามองฉู่อวิ๋นเฟย ท่าทางดุดันหมายจะโผเข้าใส่ เสียดายที่การสกัดจุดทำให้ไม่อาจขยับตัวได้แม้แต่น้อย

“ท่านได้กระบี่นี้มาจากไหน” ฉู่เฟยหยางเอาแต่เอ่ยถามต่อ ตอนเขาจับคนผู้นี้ได้เมื่อครู่ ไม่รู้สึกถึงกำลังภายในของเขา แม้ผู้มีกำลังภายในแข็งแกร่งจะสามารถปิดกั้นลมปราณของตนไม่ให้ผู้อื่นรู้สึกได้ แต่การทำให้เส้นปราณทั้งร่างกายว่างเปล่าไม่มีปราณแท้ไหลเวียนเลย ฉู่เฟยหยางพเนจรอยู่ในยุทธภพมาหลายปีขนาดนี้ ก็ยังไม่เคยพบวิชาเช่นนี้มาก่อน

“คนลึกลับที่มีวรยุทธ์ร้ายกาจให้ข้ามา!” เจียงซานเอ่ยตอบ

“ส่วนนี้ข้าเห็นแล้ว ข้าตามคนผู้นั้นมาถึงบนเขา เขาทะลุผ่านป่าด้านนั้น ข้าช้ากว่าเขาเพียงก้าวเดียว เขาจึงหลุดมือหนีเข้าไปในป่า พอมาถึงที่นี่ก็เห็นเพียงคนผู้นี้แล้ว” ฉู่อวิ๋นเฟยยืนยัน

“แล้วแผนที่ซ่อนสมบัติที่ท่านพูดถึงหมายถึงอะไร”

“เป็นคำพูดของคนผู้นั้นเช่นกัน”

“โกหก” จวินซูอิ่งที่เงียบมาตลอดเอ่ยเสียงเย็นชา “หากมีแผนที่ซ่อนสมบัติอะไรนั่นจริง เหตุใดคนผู้นั้นจึงไม่กอบโกยไว้เอง แต่กลับยกให้ขอทานสกปรกอย่างเจ้า”

เมื่อครู่เจียงซานเพิ่งถูกจวินซูอิ่งพูดจี้ใจดำ ทั้งยังถูกข่มขู่ จึงค่อนข้างกลัวจวินซูอิ่ง แต่ก็เอ่ยตอบอย่างซื่อสัตย์ “เมื่อก่อนข้าเคยช่วยชีวิตคนผู้หนึ่งไว้ เขากล่าวว่าข้าสามารถขอได้หนึ่งสิ่งเป็นการตอบแทน ข้าขอว่าต้องการเงินทองสมบัติมากมาย เขาก็นำสิ่งนี้ให้ข้า วันนี้พวกเรานัดพบกันที่นี่ คิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กนี่จะโผล่มาบอกว่ากระบี่เป็นของเขา”

“กระบี่เป็นของข้า! อีกอย่างตอนข้าอยู่ในสำนักไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าในกระบี่มีเคล็ดลับหรือแผนที่ซ่อนสมบัติอะไร มันเป็นเพียงกระบี่หักเล่มหนึ่ง หากด้านในมีอะไรอยู่จริง ในเมื่อท่านอาจารย์ให้ข้าตามหากลับไปแล้ว ย่อมต้องบอกให้ข้ารู้!” ฉู่อวิ๋นเฟยแย้ง

ฉู่เฟยหยางยกมือปรามเขา คิดแล้วก็เอ่ยถามเจียงซานอีกหน “ท่านเคยเห็นหน้าคนผู้นั้นแล้วกระมัง”

“ไม่เคย” เจียงซานส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง [3] “ใบหน้าเขามีหนวดเคราดกครึ้มอยู่แล้ว เมื่อครู่ยังคลุมหน้าไว้อีก จึงมองไม่เห็นอะไรเลย”

ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งสบตากัน ต่างรู้สึกสงสัยยิ่งนัก ด้านฉู่อวิ๋นเฟยก็เก็บกระบี่ของเขาอย่างระมัดระวัง

เจียงซานมองซ้ายมองขวา กลืนน้ำลายก่อนเอ่ยเสียงค่อย “เช่นนั้น…จอมยุทธ์ฉู่ ท่านถามจบแล้วสินะ ปล่อยข้าได้แล้วกระมัง”

ฉู่เฟยหยางมองเขาปราดหนึ่ง เอ่ยถามอีกครั้ง “แผนที่ซ่อนสมบัติอยู่ไหนรึ”

เจียงซานมองฉู่เฟยหยางครู่ใหญ่ กลับหัวเราะร่าขึ้น “จอมยุทธ์ฉู่ นี่คือผู้อื่นให้ข้าเพื่อตอบแทนบุญคุณโดยเฉพาะ เด็กผู้นี้ก็ยืนยันว่าพวกเขาไม่มีแผนที่ซ่อนสมบัติอะไร อ้างอิงตามความยุติธรรมของยุทธภพ แผนที่ซ่อนสมบัตินี้…อย่างไรมันก็ควรเป็นของข้านะ”

ฉู่เฟยหยางมองฉู่อวิ๋นเฟยแวบหนึ่ง พยักหน้าให้เจียงซาน แล้วเอ่ย “ในเมื่อไม่ใช่ของสำนักเทียนซานแล้ว ย่อมเป็นของท่าน”

“จอมยุทธ์ฉู่กล่าวแล้ว ท่านเชื่อได้แล้วกระมัง” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยตาม

“เชื่อ เชื่อ” เจียงซานหรี่ตายิ้ม

ฉู่เฟยหยางคลายจุดให้เจียงซาน เขาโซเซหนหนึ่งจึงยืนได้มั่นคง นวดมือเท้าที่เกิดเหน็บชา ก้าวไปด้านหน้ามองพวกเขาสามคนแล้วยิ้ม

“เอ่อ จอมยุทธ์ฉู่ ข้ายังมีความปรารถนาอีกข้อ”

“เจ้าได้คืบแล้วอย่าเอาศอก สังหารเจ้าแล้วพวกเราก็หาสมบัติเจอได้เช่นกัน” จวินซูอิ่งเอ่ยขู่

“โธ่เอ้ย คุณชายจอมยุทธ์ท่านนี้ รูปลักษณ์ก็น่าดูเพียงนี้ อย่าเอาแต่สังหารๆ สิ” เจียงซานเอ่ยอย่างขบขัน ไม่กลัวแม้แต่น้อย

“ความปรารถนาอะไรหรือ ท่านพูดมาเถิด” ฉู่เฟยหยางเอ่ย

“แผนที่ซ่อนสมบัตินี้ สถานที่ด้านในห่างไกลยิ่งนัก บนเส้นทางยังอาจมีอันตรายบางอย่างอีก จอมยุทธ์ฉู่ ท่านดูข้า ข้าคนเดียวไม่อาจเอามาได้ ทำให้สมบัติจำนวนมากขนาดนั้นสูญสิ้นเสียเปล่า” เจียงซานเอ่ยด้วยใบหน้าสลด

“ท่านต้องการให้ข้าค้นหาสมบัติหรือ” ฉู่เฟยหยางเอ่ยถาม

“เป็นการช่วยเสียที่ไหนกัน ข้าจะบอกว่า จอมยุทธ์ฉู่ พวกเราร่วมมือกัน ท่านช่วยข้าหาสมบัติ แล้วเราแบ่งเงินกันเป็นอย่างไร” เจียงซานโน้มตัวเข้าใกล้ เอ่ยพร้อมยิ้มประจบประแจง

“พี่ใหญ่ฉู่ คนผู้นี้พูดปด อย่าเชื่อเขา” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยจริงจัง “สำนักเทียนซานของข้า เดิมทีไม่มีแผนที่ซ่อนสมบัติอันใด จะให้หาสมบัติอะไรหรือ พวกเราอย่าได้หลงกล”

ฉู่เฟยหยางใช้สายตาปลอบฉู่อวิ๋นเฟย เลิกคิ้วยิ้มให้เจียงซาน แล้วเอ่ย “ตกลง เอาแผนที่ออกมาเถิด”

เจียงซานเลียริมฝีปากที่แห้งแตกก่อนยิ้มออกมา “ในเมื่อจอมยุทธ์ฉู่กล่าวเช่นนี้แล้ว ข้าย่อมเชื่อ” เอ่ยพลางค่อยๆ ถอยไปด้านหลัง

จวินซูอิ่งก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว มองเขาอย่างระแวดระวัง

เจียงซานถอยหลังชี้เหวลึกหมื่นจั้งใต้เท้า ขยิบตาให้จวินซูอิ่ง “คนงาม เจ้ากังวลว่าข้าคิดสั้นอยากจะกระโดดลงไปหรือ! เจ้าจิตใจดีจริงๆ ดีจริงๆ” เอ่ยพลางหัวเราะคิกคักสองครา

จวินซูอิ่งสีหน้าทะมึน เอ่ยอย่างไม่พอใจ “เรื่องไร้สาระพูดให้น้อยหน่อย รีบส่งของมา”

“อย่าโกรธเลย อย่าโกรธเลย ข้าให้ ข้าให้” เจียงซานถอยไปถึงริมผาแล้วหมอบตัวลง เขายื่นมือควานหาอยู่ใต้หน้าผาครู่หนึ่ง ก็ล้วงม้วนกระดาษที่ค่อนข้างเหลืองม้วนหนึ่งออกมา

“เจ้าซ่อนของไว้ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่” ฉู่อวิ๋นเฟยเบิกตาโพลง

“เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม อาจารย์ไร้ค่าของเจ้าไม่ได้สอนเจ้ารึ บางครั้งวรยุทธ์ก็ใช้ได้ไม่ดีเท่าสมอง” เจียงซานเอ่ยเยาะเย้ย

“จะ…เจ้าถึงกับกล้าสบประมาทอาจารย์ข้า!” ฉู่อวิ๋นเฟยโมโหจนอยากจะชักกระบี่ออกมา แต่กลับถูกฉู่เฟยหยางยั้งไว้

“ในเมื่อพวกเราร่วมมือกันแล้ว ก็อย่าโต้เถียงเรื่องไม่สำคัญอีกเลย” ฉู่เฟยหยางเอ่ยกับทั้งสองคน ก่อนจะถามฉู่อวิ๋นเฟยอีกหน “เจ้าจะกลับเทียนซาน หรือกลับไปพร้อมกับพวกเรารึ”

ฉู่อวิ๋นเฟยขมวดคิ้วอย่างลำบากใจ เขาคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ข้าจะกลับไปกับพวกท่าน แม้ข้าจะไม่เคยรู้มาก่อนว่าเทียนซานของพวกเรามีแผนที่ซ่อนสมบัติอะไร แต่ว่าในเมื่อขอทานผู้นี้เอ่ยไม่หยุดว่าเป็นของภายในกระบี่ ข้าต้องสืบให้แน่ชัด”

เจียงซานได้ยินแล้วก็หัวเราะเยาะอีกครั้ง “นี่ ตอนไม่เห็นของก็กัดไม่ปล่อยว่าไม่มีเรื่องเช่นนี้ ไยพอเห็นแผนที่ซ่อนสมบัติแล้วก็เริ่มสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเทียนซานของเจ้าเล่า ข้าขอบอกเจ้า ตอนนี้ของเป็นของข้า ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับสำนักเทียนซานของเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะพบของล้ำค่าอะไร แม้แต่ขนไก่สักเส้นพวกเจ้าก็อย่าคิดจะเอา”

ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยอย่างโมโห “เจ้าคนเลวไร้ค่า คิดว่าคนอื่นโลภมากเช่นเจ้ารึ”

“เจ้าไม่โลภมากงั้นรึ! เจ้าไม่โลภก็อย่าตามมา!” เจียงซานถลึงตาโต ไม่ยอมแพ้แม้แต่น้อย

“ข้าย่อมต้องไป! แต่ข้าไม่ได้ไปเพราะของล้ำค่าอะไรนั่น…” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยแย้งด้วยใบหน้าแดงก่ำ

“พูดไปพูดมาก็ยังอยากไปด้วยอยู่ดี ใช่สินะ แผนที่เก่าแก่ขนาดนี้ ไม่รู้ว่ามีของล้ำค่าหายากอะไร” เจียงซานสอดแผนที่เข้าไปในอก เอ่ยกับฉู่อวิ๋นเฟยด้วยใบหน้าเหยียดหยาม

“เจ้า! ข้าบอกแล้วว่าไม่ใช่เพื่อของล้ำค่า!” ฉู่อวิ๋นเฟยเดือดดาล “ไม่ว่าอย่างไร เรื่องนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับสำนักเทียนซานของข้า ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเทียนซาน ย่อมต้องไปสืบให้แน่ชัด”

“กล่าวได้รื่นหูยิ่งกว่าบทเพลงเสียอีกนะ” เจียงซานแคะหูดูแคลน “อยากไปก็ไป ข้าขวางเจ้าไม่ได้ แต่ของของข้าไม่ให้เจ้าหรอกนะ”

“ใครเขาอยากได้กัน!”

“เจ้าไง”

“จะ…เจ้า ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!”

“เกรงใจแล้ว เจ้าก็มิได้ดูด้อยไปกว่ากันเลย”

ฉู่อวิ๋นเฟยไหนเลยจะเคยพบเจอคนที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ เวลานี้ก็ไม่สะดวกจะต่อสู้ด้วย จึงทำได้เพียงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟกับตนเอง

ฉู่เฟยหยางส่ายหน้าอย่างจนใจ จูงจวินซูอิ่งเดินลงเขาไปด้วยกัน

 

[1] แปลว่า น้ำแท้

[2] ใช้เปรียบกับตนเอง หมายถึง เข้าใจผิดเพราะความไม่รู้ มีประโยคต่อหลังคือ ครอบครัวเดียวกันไม่รู้จักกัน

[3] ของเล่นชนิดหนึ่ง เมื่อสะบัดกลองซ้ายขวารัวเร็ว ลูกตุ้มที่ร้อยเชือกไว้ข้างกลองจะเหวี่ยงตีกลองไปมาจนเกิดเสียงดัง

ใส่ความเห็น