[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร เล่ม 2 ตอนที่ 1.3

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

ทั้งหมดตามจวินซูอิ่งไปจนถึงห้องตำรา ตัวอักษรคำว่า “โถงฉู่จวิน” สามคำที่ต้อนรับ ทำให้ฉู่อวิ๋นเฟยตาวาววับครู่หนึ่ง เขามองฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งด้วยความสงสัย

จวินซูอิ่งคลำหยิบถุงผ้าอันหนึ่งจากด้านหลังชั้นตำราโยนให้ฉู่อวิ๋นเฟย “ลองดูว่าใช่กระบี่ที่เจ้าต้องการหรือไม่”

ฉู่อวิ๋นเฟยเปิดห่อผ้า พลันดวงตาก็เปล่งประกาย “นี่คือกระบี่ของสำนักแน่แท้…”

“หากใช่ก็เอาไว้ แล้วรีบไปซะ” จวินซูอิ่งเอ่ยส่งแขกอย่างไร้มารยาท

“จะ…เจ้าโจรขโมยของ เหตุใดถึงยังพูดได้เต็มปากเต็มคำเช่นนี้!” ฉู่อวิ๋นเฟยเห็นคนประเภทนี้เป็นครั้งแรก ก็เปิดปากกล่าวอย่างโมโหทันที

“ตาข้างไหนของเจ้าเห็นว่าข้าขโมยหรือ!” จวินซูอิ่งส่งเสียงหึหนึ่งที “ข้าพูดไปแล้ว กระบี่พรรค์นี้ไม่เข้าตาข้า สำนักเทียนซานที่แค่กระบี่ก็ดูแลไม่ได้ของเจ้า ยิ่งไม่เข้าตาข้ามากกว่า”

“เจ้าเอากระบี่คืนไป ส่วนข้าก็ไม่เคยขโมยของของเทียนซานของเจ้า เป็นใครที่มีความแค้นกับสำนักเทียนซานของเจ้ากันแน่นั้น ก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราแล้ว คำพูดใส่ร้ายป้ายสีเหล่านั้น หากเจ้ารู้จักสถานการณ์ก็รีบเก็บกลับไปเสีย มิฉะนั้นหากให้ข้าได้ยินอีก จะไม่ยกโทษให้เด็ดขาด” จวินซูอิ่งเอ่ยอย่างเย็นชา

ฉู่เฟยหยางคลึงหน้าผากอย่างกลุ้มใจอยู่ด้านข้าง ฉู่อวิ๋นเฟยคงจะไม่เคยพบคนเช่นนี้จริงๆ ทั้งคำพูดยามโกรธก็ล้วนตะกุกตะกัก “คะ…ความหมายของเจ้าคือข่าวลือที่พุ่งเป้าไปยังพี่ใหญ่ฉู่เหล่านั้น ล้วนเป็นข้าที่เป็นคนปล่อยหรือ! จะเป็นไปได้อย่างไรกัน! ขะ…ข้าจะทำเช่นนี้ทำไมรึ หากไม่ใช่เจ้าขโมยของของสำนักเทียนซาน จะเดือดร้อนถึงพี่ใหญ่ฉู่ได้อย่างไร!”

จวินซูอิ่งเลิกคิ้ว กำลังจะเอ่ยปากอีกครั้ง ฉู่เฟยหยางกลัวว่าเขาจะโมโหคนอื่นจนเป็นอะไรไป ก็รีบดึงเขาไว้ แล้วเอ่ย “พอแล้วซูอิ่ง เจ้าก็พูดมาว่ากระบี่นั่นเจ้าได้มาจากที่ใด หากมีคนพุ่งเป้าไปยังสำนักเทียนซานจริง น้องอวิ๋นเฟยจะได้ไปตามหา”

จวินซูอิ่งถลึงตามองพลางสะบัดฉู่เฟยหยางออก เทน้ำให้ตนเองดื่มจนหมดในรวดเดียว แล้วจึงเอ่ย “ข้าออกจากบ้านครั้งก่อนได้พบกับคนเลวไร้สัจจะ ตอนที่ตามฆ่าเขา เขาโยนของออกมาส่งเดชเพื่อปกป้องชีวิต ข้าว่าคนเลวนั่นไม่ได้มีค่าอะไร หากเขาคนเดียวเป็นศัตรูกับสำนักเทียนซานของเจ้า สำนักใหญ่โตของพวกเจ้าก็ไม่ต้องเคร่งเครียดเกินไป” กล่าวจบก็ยิ้มคล้ายกับเหน็บแนมเล็กน้อย

ครั้งนี้ฉู่เฟยหยางและฉู่อวิ๋นเฟยขมวดคิ้วขึ้นพร้อมกัน

“เป็นคำโกหกแน่ คนเลวไร้สัจจะอะไร เจ้ากุขึ้นมาเองทั้งสิ้น!” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยด้วยความโมโห

“เจ้าตามสังหารคนเลวผู้หนึ่งทำไมหรือ!” ฉู่เฟยหยางเอ่ยถาม เขาหวนนึกถึงคนไร้สัจจะในยุทธภพสองสามคนที่หมายกระทำการนอกลู่นอกทางต่อจวินซูอิ่งระหว่างทางไปเขาชางหลางเมื่อสองสามปีก่อน ในใจก็มีไฟโกรธลุกโชนขึ้นอย่างอดไม่ได้

จวินซูอิ่งเพียงมองฉู่อวิ๋นเฟยเล็กน้อย กลับเอ่ยกับฉู่เฟยหยางเพียงว่า “เรื่องที่ข้าทำย่อมมีเหตุผลของข้า”

ฉู่เฟยหยางกำลังจะถามอีก แต่เมื่อมองฉู่อวิ๋นเฟยที่อยู่ด้านข้างครู่หนึ่งก็ทำได้เพียงหยุดไว้ เตรียมจะถามให้ชัดเจนอีกครั้งยามค่ำเมื่อเหลือกันเพียงสองคน

ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยกับฉู่เฟยหยาง “หรือว่าจอมยุทธ์ฉู่จะเชื่อคำพูดของเขารึ! นี่…คนเลวไร้สัจจะที่ไร้ซึ่งร่องรอยให้ตามหาผู้หนึ่ง ตายแล้วก็ให้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิง จะว่ากล่าวอะไรล้วนขึ้นอยู่กับปากเขา”

“ย่อมเชื่ออยู่แล้ว น้องอวิ๋นเฟย หากเจ้าเชื่อใจ ข้าน้อยก็สามารถสืบสวนตามเบาะแสนี้ต่อไปได้” ฉู่เฟยหยางเอ่ยกับฉู่อวิ๋นเฟย “หากเบื้องหลังมีแผนร้ายจริงๆ ก็จะได้วางแผนรับมือแต่เนิ่นเสีย”

ฉู่เฟยหยางกล่าวเช่นนี้แล้ว แม้ฉู่อวิ๋นเฟยจะผิดหวัง แต่ก็ไร้ทางเลือกอื่น ฉู่เฟยหยางทิ้งเขาไว้อย่างสุภาพ ไหนเลยเขายังจะมีใจอยู่ต่อ เขาทำเพียงหาเหตุผลแล้วรีบจากไป

ยามค่ำ บนท้องฟ้ามีหิมะราวกับขนห่านห่าใหญ่ลอยโปรยปรายตกสู่กลางลาน ก้อนหินน้อยจับขอบประตูตะโกนร้องอย่างตื่นเต้น ล่อหลอกอย่างไรก็ไม่ไปไหน

ฉู่เฟยหยางถือชามไข่ตุ๋นนั่งยองๆ ลงตรงหน้าก้อนหินน้อย แล้วยัดช้อนเข้าปากเขาอย่างไม่ปล่อยให้เสียเวลา

ก้อนหินน้อยจับนิ้วมือฉู่เฟยหยาง เคี้ยวอยู่ในปากสองสามหนก็กลืนลงท้อง ก่อนจะกระโดดโลดเต้นคิดไปเล่นหิมะอีกครั้ง ฉู่เฟยหยางตะโกนเรียก “ก้อนหิน” หนึ่งครั้ง ก้อนหินน้อยก็ส่งเสียงดังตอบอย่างตื่นเต้น เพิ่งอ้าปากก็ถูกยัดช้อนไข่ตุ๋นเข้าไปอีก เสียงจึงเงียบลงเพื่อเคี้ยวอาหาร เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า หนึ่งคนโตหนึ่งคนเล็กล้วนไม่รู้สึกเบื่อ

จวินซูอิ่งเหลือบมองเขาสองคนแวบหนึ่ง ส่ายหน้าอย่างจนใจ

“ก้อนหินน้อยอายุหลายขวบแล้ว อย่าเล่นวุ่นวายกับเขาเช่นนี้อีก ดูสิ เขากลายเป็นเจ้าโง่ตัวน้อยไปเสียแล้ว” จวินซูอิ่งเปิดปากเอ่ย

ฉู่เฟยหยางและก้อนหินน้อย ทั้งสองคนหันหน้ามองเขาพร้อมเพรียงกัน ก้อนหินน้อยเบะปาก เห็นชัดว่าไม่พอใจกับคำว่า “เจ้าโง่ตัวน้อย”

ฉู่เฟยหยางยิ้มเอ่ย “เจ้าพูดพอดี ลองมาป้อนข้าวเจ้าตัวเล็กดูสิ”

จวินซูอิ่งวางตำราในมือลงอย่างไม่ยี่หระ ยื่นมือมาทางทั้งสองคน “ก้อนหิน ส่งชามของเจ้ามา”

“อื้ม” ก้อนหินน้อยตอบรับอย่างว่าง่าย รับชามจากมือฉู่เฟยหยาง เดินมาถึงด้านหน้าจวินซูอิ่ง ฟุบร่างกายอ้วนกลมอยู่ระหว่างขาเขา แล้วเงยหน้ามองด้วยดวงตาเป็นประกาย

จวินซูอิ่งมือหนึ่งรับชามไว้ มือหนึ่งช้อนตัวก้อนหินน้อยขึ้นบนเข่า เริ่มป้อนเขาทีละคำ ไม่นานก็กินไข่ตุ๋นทั้งชามจนเกลี้ยง

ฉู่เฟยหยางพิงกรอบประตูมองจวินซูอิ่ง รอก้อนหินน้อยกินเสร็จจึงยิ้มเอ่ย “เจ้าตัวเล็กรู้จักปฏิบัติต่อคนต่างกันจริงๆ ว่าเขาเป็นเจ้าโง่ตัวน้อยเป็นการกล่าวหาเขาแบบผิดๆ แล้ว”

“ใช่!” ก้อนหินน้อยมือหนึ่งจับนิ้วชี้ของจวินซูอิ่ง พยักหน้าอย่างจริงจัง เอ่ยด้วยเสียงดังใสกังวาน

“ใช่อะไรของเจ้า เจ้าเป็นพี่ใหญ่ของหลินเอ๋อร์ ยังให้พ่อป้อนข้าว ไม่รู้จักละอาย” จวินซูอิ่งใช้ท้องนิ้วค่อยๆ เช็ดเศษอาหารที่ปากก้อนหินน้อยจนสะอาด วางเขาลงพื้นอีกครั้ง แล้วปล่อยให้วิ่งสะเปะสะปะออกไปด้วยตนเอง

“งั้นรอหลินเอ๋อร์กลับมา ท่านพ่อต้องป้อนข้าวหลินเอ๋อร์ด้วย” ก้อนหินน้อยด้านหนึ่งอยากให้ท่านพ่อสองคนตามป้อนข้าวเขา ด้านหนึ่งก็ไม่อยากเสียสถานะพี่ใหญ่ต่อหน้าหลินเอ๋อร์ จึงก้มหน้าเม้มปากครุ่นคิดครู่หนึ่ง นึกกับตนเองว่าคิดวิธีจัดการปัญหาที่น่าเชื่อถือได้แล้ว

ก้อนหินน้อยพูดจาอย่างไม่ตั้งใจ กลับแตะโดนความกังวลที่ซ่อนอยู่ในก้นหัวใจของจวินซูอิ่งเข้า เขามองตามก้อนหินน้อยวิ่งเล่นหิมะด้านนอกครู่ใหญ่จึงทอดถอนใจเอ่ยเบาๆ “หลินเอ๋อร์ตอนนี้ยังเด็กกว่าก้อนหินน้อย กว่าเขาจะเรียนเสร็จและกลับมา เกรงว่าล้วนเติบใหญ่กันหมดแล้ว”

ฉู่เฟยหยางเดินถึงข้างกายจวินซูอิ่ง กดไหล่เขาแล้วเอ่ย “หากเจ้าคิดถึงหลินเอ๋อร์ ให้เขากลับมาก็ได้ หลินเอ๋อร์ถูกสั่งสอนโดยพวกเราก็ไม่ต่างกัน ต่อให้ไม่ดีเท่าท่านอาจารย์ แต่ก็ไม่แย่เกินไปนัก”

ฉู่เฟยหยางเคยกล่าวว่าอาจารย์ท่านหนึ่งของเขาไม่เพียงมีวรยุทธ์ยอดเยี่ยม ยังมีวิชาลับของสำนักที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี สามารถเก็บบุปผาสมุนไพรนานาชนิดหลอมเป็นยา หากใช้อาบเป็นประจำจะช่วยเสริมพื้นฐานการเรียนวรยุทธ์ได้มาก

หลินเอ๋อร์มีร่างกายพิเศษและบริสุทธิ์ มีความสามารถในการฝึกยุทธิ์ไม่ธรรมดาแต่กำเนิด ต่อให้จวินซูอิ่งคิดถึงเพียงใด กลับกลัวว่าจะปล่อยความสามารถของเขาให้สิ้นเปลืองเสียเปล่า กลายเป็นการถ่วงอนาคตที่งดงาม

ฉู่เฟยหยางมองท่าทางลำบากใจของจวินซูอิ่ง เหตุใดจะไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เขาตบไหล่จวินซูอิ่งเบาๆ พลางเอ่ย “เจ้าไม่ต้องคิดมากเพียงนั้น อนาคตคืออนาคตของหลินเอ๋อร์ ติดตามท่านอาจารย์ไปคือสิ่งที่หลินเอ๋อร์เลือกด้วยตนเอง พวกเราทำตามความตั้งใจของหลินเอ๋อร์ก็พอ รอเสร็จเรื่องทางนี้ค่อยไปหาท่านอาจารย์ เยี่ยมเยียนหลินเอ๋อร์ และถามการตัดสินใจทุกอย่างของหลินเอ๋อร์อีกครั้ง ตอนนี้เจ้าไม่ต้องกังวล อ่านตำราของเจ้าต่อเถิด ข้าจะไปดูก้อนหินน้อยให้”

ฉู่เฟยหยางกล่าวก็ยัดม้วนตำราที่จวินซูอิ่งวางคืนในมือ แล้วเดินไปทางก้อนหินน้อยที่เล่นหิมะอยู่ในลาน

จวินซูอิ่งเงยศีรษะวางตำราคลุมบนหน้า สูดหายใจหนึ่งเฮือกอย่างหงุดหงิด

ไม่นานนักท้องฟ้าก็มืดสนิท ลมยามเย็นหนาวมากขึ้น ฉู่เฟยหยางอยากพาก้อนหินน้อยอาบน้ำนอน ก้อนหินน้อยกลับกำลังเล่นสนุกได้ที่ ไม่ยอมกลับห้องอย่างเชื่อฟัง ฉู่เฟยหยางจึงสีหน้าทะมึนจนก้อนหินน้อยกลัว จับหิ้วก้อนหินน้อยขึ้นไหล่จะส่งเข้าห้องนอน แต่ก้อนหินน้อยกลับเกาะประตูแน่นไม่ปล่อยมือ พูดอย่างไรก็ไม่ยอมเข้านอนเสียที

“เจ้าทำอะไร ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ ปล่อยเขาอยู่ต่ออีกสักพักก็ได้ ไม่ต้องเคร่งนักหรอก” จวินซูอิ่งที่ถือตำราขดอยู่บนเก้าอี้กว้างเอ่ยขึ้นอย่างทนไม่ไหว

ก้อนหินน้อยเห็นจวินซูอิ่งเพียงส่ายศีรษะเอ่ยกับเขาว่า “ก้อนหิน กลับไปนอนดีๆ” แล้วหมกมุ่นอยู่กับม้วนตำราในมือเช่นเดิม ไม่สนใจเขา จึงหงอยลงฉับพลัน ห้อยอยู่บนตัวฉู่เฟยหยางอย่างเศร้าสร้อย

“เจ้าไม่เคร่ง ข้าต้องเคร่ง” ฉู่เฟยหยางที่ยุ่งอยู่กับการตามก้นก้อนหินน้อยมาหนึ่งชั่วยามกว่าเอ่ยอย่างเด็ดขาด พูดพลางคว้าสองมือเล็กของก้อนหินน้อยไว้ ไม่สนใจว่าเขาจะยื่นคอหาจวินซูอิ่งและร้องตะโกนอย่างไม่ยินยอม ตบแผ่นหลังเล็กจ้ำม่ำเบาๆ ก็สาวเท้ายาวเดินถึงห้องนอน

ฉู่เฟยหยางวางก้อนหินน้อยไว้บนเตียงเล็ก จับถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออกแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมให้ ก้อนหินน้อยทำปากมุ่ยไม่มองเขาอย่างน้อยใจ ฉู่เฟยหยางจิ้มปลายจมูกอย่างขบขัน “เจ้าตัวแสบ นอนให้ดีเล่า” เอ่ยพลางดับไฟและปิดประตู เดินไปหาจวินซูอิ่งที่ห้องตำรา

จวินซูอิ่งถือตำรากำลังอ่านจนจะเคลิ้มหลับพอดี หูได้ยินเสียงผิวปากเล็กน้อยก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงฉู่เฟยหยางกำลังพิงอยู่ข้างประตู มองเขาคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม

“ไปเถิด” ฉู่เฟยหยางลูบคาง ยิ้มเอ่ยอย่างมีเจตนาไม่ดี “กลับห้องกับข้าเถิด”

จวินซูอิ่งเพียงเหลือบมองฉู่เฟยหยางแวบหนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลงมองตำราในมืออีกครั้ง

ฉู่เฟยหยางไม่สนใจ กอดอกเดินเข้าไปนั่งยองๆ ลงข้างเก้าอี้ของจวินซูอิ่ง ยิ้มพลางลูบหนังสัตว์ที่ปูอย่างดีบนเก้าอี้ ไล่ไปจนถึงนิ้วมือเรียวยาวของจวินซูอิ่งอย่างสะดวกมือ แล้วลูบคลำอย่างละเอียด ทีละนิ้วๆ

ผ่านไปพักใหญ่ฉู่เฟยหยางจึงเอ่ย “ซูอิ่ง ข้ามีหนึ่งคำถาม”

“อะไรหรือ” จวินซูอิ่งเอ่ย

“ตอนบ่ายเจ้าบอกว่า กระบี่หักนี้ได้มาตอนที่ตามฆ่าคนคนเลวไร้สัจจะคนหนึ่ง ข้ารู้ว่าแม้เจ้าชอบสร้างปัญหา แต่ก็คงไม่เบื่อหน่ายจนตามฆ่าคนเลวที่ล้วนไม่มีค่าใดโดยไม่มีสาเหตุ เพราะเหตุใดกันแน่หรือ”

“เจ้าแค่จะถามสิ่งนี้รึ” จวินซูอิ่งเลิกคิ้วมองเขา

“แค่ถามสิ่งนี้ เจ้าจะบอกหรือไม่”

“เจ้า…น่าเบื่อจริงๆ ข้าบอกแล้ว เรื่องที่ข้าทำย่อมมีเหตุผลของข้า” จวินซูอิ่งเบือนหน้าเอ่ย

“ไม่บอกหรือ จะไม่บอกจริงๆ รึ” ฉู่เฟยหยางยกคิ้วขึ้นสูง สบตากับจวินซูอิ่ง

จวินซูอิ่งจ้องมองกับเขาพักใหญ่ ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะทำเช่นไร

…ช่างเถิด ไยต้องคิดเล็กคิดน้อยกับเขาด้วยเรื่องเล็กๆ พรรค์นี้

“ข้าเอาคืนคนชั่วเหล่านั้นที่ตีฆ้องร้องป่าวแต่งเรื่องของเจ้าในโรงน้ำชาเพื่อทำลายชื่อเสียง…”

จวินซูอิ่งยังพูดไม่จบ มือฉู่เฟยหยางที่จับเขาอยู่ก็ออกแรงบีบฉับพลัน “เพื่อเรื่องนี้หรือ! เจ้าทำเพื่อเรื่องของข้าที่พวกเขาแต่งขึ้นงั้นหรือ! เจ้าเคยสนใจสายตาของผู้อื่นเมื่อไหร่กัน!”

“หากพวกเขาไม่ได้แต่งเรื่องของเจ้า เจ้าคิดว่าข้าจะสนใจหรือ” จวินซูอิ่งส่งเสียงหึ

ฉู่เฟยหยางกำลังจะกล่าวบางอย่าง ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นนอกจวน

“เจ้าอยู่นี่ ข้าจะไปดูว่าเป็นใครกันแน่ที่มาขัดจังหวะดีๆ ตอนนี้” ฉู่เฟยหยางเอ่ยพลางปล่อยมือ มองจวินซูอิ่งขดกลับเข้าไปในเก้าอี้อย่างเกียจคร้านอีกครั้ง ก่อนจะโน้มไปกระชับเสื้อผ้าบนตัวให้แน่น

ฉู่เฟยหยางเดินไปถึงประตู ค่อยๆ แง้มช่องว่างโฉบตัวออกไปยังด้านนอก ปิดบานประตูที่ทั้งหนาทั้งหนัก ขวางกั้นลมหิมะที่ลอยระบำอย่างเหิมเกริม ไม่ปล่อยให้มันพัดความอบอุ่นในห้องให้หายไป

เสียงเคาะประตูยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ บางครั้งก็มีเสียงคนคลุมเครือดังขึ้นมา ฉู่เฟยหยางไม่กล้าประมาท เร่งฝีเท้าผ่านลานบ้าน เสียงนั้นก็ยิ่งดังชัดขึ้นเรื่อยๆ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเสียงของฉู่อวิ๋นเฟย

ฉู่เฟยหยางดึงกลอนประตูออก เพียงประตูเปิด ฉู่อวิ๋นเฟยก็พุ่งเข้ามาตรงหน้าฉู่เฟยหยางด้วยหิมะเต็มตัว “พี่ใหญ่ฉู่ กระบี่เล่มนี้เป็นของปลอม!”

ฉู่เฟยหยางเห็นท่าทางเคร่งเครียดจริงจังบนใบหน้าของคนหนุ่มตรงหน้า ก็จนปัญญาจนอยากถอนหายใจออกมาตรงๆ เด็กคนนี้มีเรื่องใหญ่อะไรกันหนอ เจ้ามาใหม่ยามกลางวันไม่ได้รึ กลางคืนลมแรงหิมะตกหนัก วิ่งมานี่คุ้มกับเรื่องนี้แล้วหรือ อายุยังน้อย เหตุใดจิตใจจึงต้องจริงจังขนาดนี้

ฉู่เฟยหยางยกยิ้มอ่อนโยน นำฉู่อวิ๋นเฟยเดินสู่ห้องโถง แล้วเอ่ย “น้องอวิ๋นเฟยมาจากเมืองชิงโจวหรือ อากาศเลวร้ายขนาดนี้ทำให้เจ้าลำบากแล้วจริงๆ”

ฉู่อวิ๋นเฟยตบปัดหิมะบนศีรษะ ส่ายหน้าเอ่ย “ไม่ใช่ หลังจากข้าออกจากจวนพี่ใหญ่ฉู่ก็รีบรุดไปที่เทียนซานทันที เป็นสหายพบว่าเป็นของปลอมระหว่างทาง ดังนั้นข้าจึงกลับมาอีกหน เดี๋ยวมาเดี๋ยวไปเสียเวลาช่วงหนึ่ง ยังดีที่ไม่ดึกจนเกินไป”

“เช่นนี้เอง” ฉู่เฟยหยางยิ้มจนตาหยี แล้วเอ่ย “ขาและเท้าน้องอวิ๋นเฟยขยันจริงๆ เป็นโชคดีของท่านอาจารย์เจ้าแล้ว”

ฉู่อวิ๋นเฟยเกาศีรษะ ยิ้มพลางเอ่ยอย่างเขินอาย “ขอบคุณพี่ใหญ่ฉู่ที่ชื่นชม”

พี่ใหญ่ฉู่ไม่ได้ชื่นชมเจ้าเสียหน่อย ฉู่เฟยหยางถอนหายใจยาวในใจ

ถึงด้านในห้องโถง ฉู่เฟยหยางรินชาร้อนยกให้ฉู่อวิ๋นเฟย ตนเองนั่งลงตรงข้าม เปิดปากเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าสหายผู้นั้นของเจ้ามองออกได้อย่างไรหรือว่ากระบี่เป็นของปลอม น้องอวิ๋นเฟยวางแผนจะทำอย่างไรต่อไปหรือ”

ฉู่อวิ๋นเฟยเงยหน้าดื่มชาในจอกอึกใหญ่ แล้วถือจอกชาเปล่าเอาไว้ สายตาชำเลืองไปทางกาน้ำชาเป็นครั้งคราว “ความจริงแล้วที่ปลอมนั้นมองออกง่ายมาก เพราะตอนนั้นข้าสะเพร่าเกินไป จึงไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียด”

ฉู่เฟยหยางเห็นเช่นนั้นก็ส่ายศีรษะ หิ้วกาน้ำชาทั้งอันวางตรงหน้าฉู่อวิ๋นเฟย เอ่ยต่อ “น้องอวิ๋นเฟย ในเมื่อกระบี่นี้เป็นจวินซูอิ่งให้เจ้า เขาย่อมไม่มีเหตุผลที่จะให้ของปลอม หากสหายของเจ้าไม่ได้มองผิด กล่าวได้เพียงว่า ที่ซูอิ่งได้มาตั้งแต่แรกนั้นเป็นกระบี่ปลอม”

ฉู่อวิ๋นเฟยวางจอกชาลงแล้วรีบเอ่ย “พี่ใหญ่ฉู่อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้สงสัยสหายของท่าน”

ฉู่เฟยหยางเลิกคิ้ว รอเขากล่าวต่อ

ฉู่อวิ๋นเฟยควักแผ่นกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ มอบให้ฉู่เฟยหยาง “พี่ใหญ่ฉู่ลองอ่านสิ่งนี้ก็จะเข้าใจ”

ฉู่เฟยหยางรับไว้แล้วคลี่ออกอ่าน เห็นเพียงด้านในเขียนโย้เย้ว่า นี่คือกระบี่ปลอม หากต้องการเสี่ยวซิงคืน ให้ฉู่เฟยหยางไปที่หอจิ่นซิ่ว [1] เพียงคนเดียวก่อนวันที่สิบสองเดือนสิบสองยามไฮ่ [2] หากไม่ทำตามจะทำลายกระบี่ทิ้งเสีย จำไว้ให้ดี’

“คืนนี้หรือ” ฉู่เฟยหยางขมวดคิ้ว “เจ้าได้สิ่งนี้มาจากไหน” เดิมเขาคิดว่าฉู่อวิ๋นเฟยและกระบี่เสี่ยวซิงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ ยามนี้ดูแล้วเห็นชัดว่ามีคนวางแผนต่อเขา

“อยู่ในฝักกระบี่” ฉู่อวิ๋นเฟยนำกระบี่ออกมา ใช้มือคลำรอบฝักกระบี่รอบหนึ่ง เอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าโศก “ล้วนผิดที่ข้าไม่ได้ตรวจให้ดีในตอนที่ได้กระบี่มา มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องลำบากพี่ใหญ่ฉู่ยามนี้”

ฉู่เฟยหยางตบไหล่เขา เอ่ยในใจ เจ้ายามนั้นถูกจวินซูอิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สามารถจำกระบี่ได้จึงจะแปลก

“พี่ใหญ่ฉู่ ขะ…ข้ามีเหตุให้ต้องทำ จึงมาหาท่าน เขาระบุให้ท่านไปคนเดียว ข้ากลัวว่าไม่ทำตามที่กล่าวแล้ว คนผู้นั้นจะทำลายกระบี่จริงๆ …” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยอย่างลำบากใจ

ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางเอ่ยปลอบ “นี่จะนับว่าลำบากได้อย่างไร ข้าว่าคนผู้นี้พุ่งเป้ามาที่ข้าอย่างชัดเจน กลับทำให้เจ้าเดือดร้อนแทน หากเจ้าไม่กลัวลำบากแล้ว ไยต้องกลัวข้าลำบากด้วย”

ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยอย่างซาบซึ้ง “พี่ใหญ่ฉู่…”

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เสียงเย็นชาสายหนึ่งตัดแทรกบทสนทนาของคนทั้งสอง ฉู่อวิ๋นเฟยเงยหน้ามอง เห็นเพียงจวินซูอิ่งสวมเสื้อขนสัตว์สีขาวทั้งตัวเดินมาจากด้านหลังห้องโถงด้วยใบหน้าเหนื่อยล้าและหงุดหงิด

ฉู่เฟยหยางเดินเข้าไปยิ้มเอ่ย “เรื่องของน้องอวิ๋นเฟยเกิดปัญหาแล้ว เจ้าดูสิ คืนนี้ข้าไม่ว่างแล้ว”

จวินซูอิ่งมองฉู่อวิ๋นเฟยปราดหนึ่ง “อะไรกัน จอมยุทธ์ฉู่ผู้นี้ ของก็คืนให้ถึงมือเจ้าแล้ว เจ้าเพียงแค่ต้องนำกลับสำนักของเจ้า เช่นนี้ก็เกิดปัญหาได้หรือ เจ้าคงไม่ได้คิดจะกล่าวว่ากระบี่นี้เป็นของปลอม จึงมาประนามความผิดกระมัง”

ฉู่อวิ๋นเฟยถูกบีบคั้นจนใบหน้าขึ้นสี ในใจเขาไม่ชอบคนผู้นี้ มองฉู่เฟยหยางด้านข้างอีกครั้ง ฉับพลันก็ไม่รู้ว่าต้องใช้ท่าทีใดโต้เถียงกับเขาจึงจะดี เพียงเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ข้าน้อยไม่ได้แย่ถึงเพียงนั้น กระบี่เป็นของปลอมจริงๆ! แต่ข้าไม่ได้…ข้าไม่ได้ประนาม”

“พอแล้ว” ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางตัดบทเขา ก่อนจะให้จวินซูอิ่งนั่งลงบนเก้าอี้แล้วโอบไหล่ไว้ ฉู่เฟยหยางเอ่ย “กระบี่เป็นของปลอมจริงๆ เรื่องนี้กล่าวแล้วดูเหมือนเกี่ยวข้องกับข้า เจ้าดูสิ่งนี้” เขายื่นกระดาษในมือไปด้านหน้าอีกฝ่าย จวินซูอิ่งก็อ่านบนมือฉู่เฟยหยาง

ฉู่อวิ๋นเฟยมองอยู่ด้านข้าง รู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างสองคนนี้แปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ ในหัวอดไม่ได้ที่จะคิดถึงข่าวลือในยุทธภพ

ฉู่อวิ๋นเฟยรีบดึงสติรวมสมาธิไม่คิดฟุ้งซ่านอีก ก่อนจะลอบรังเกียจตนเอง จะเป็นเหมือนพวกคนเลวในยุทธภพที่ใช้เรื่องพรรค์นั้นดูถูกจอมยุทธ์ฉู่และสหายของเขาได้อย่างไร

หลังจากจวินซูอิ่งอ่านจบก็ขมวดคิ้ว กระซิบปรึกษาบางสิ่งกับฉู่เฟยหยาง

ฉู่อวิ๋นเฟยฟังอยู่ด้านข้าง จับคำพูดอะไรไม่ได้ มองซ้ายมองขวา ในใจก็คิดได้ว่า เหมือนจะยังไม่ได้พบฮูหยินของจอมยุทธ์ฉู่เลยนี่ คิดแล้วจะต้องไม่ใช่คนในยุทธภพเป็นแน่ จึงไม่อาจเปิดเผยใบหน้าต่อคนนอกได้

ฉู่เฟยหยางกระซิบปรึกษากับจวินซูอิ่งหลายประโยค ก็หันมายิ้มเอ่ยกับฉู่อวิ๋นเฟย “น้องอวิ๋นเฟย”

ฉู่อวิ๋นเฟยค่อนข้างระวังจนเกินพอดี อย่างไรเสียนี่ก็เกือบจะเป็นความลำบากที่เขาหามาให้ฉู่เฟยหยางโดยไร้สาเหตุ ในใจจึงกังวลยิ่งนัก กลัวว่าจอมยุทธ์ฉู่ที่เลื่อมใสมานานจะเอือมระอาตนเอง

“ดูท่าพวกเราต้องไปหอจิ่นซิ่วนั่นสักหนแล้ว” ฉู่เฟยหยางเอ่ย “ข้ากลับต้องการไปดูว่าเป็นใครกันแน่ที่ทำเรื่องยุ่งยากเช่นนี้เพียงเพื่ออยากพบข้าน้อยเพียงลำพัง”

ฉู่อวิ๋นเฟยเห็นใบหน้าฉู่เฟยหยางไม่มีอะไรไม่พอใจ แต่กลับดูสนใจเป็นอย่างมาก ก็เบาใจลงในที่สุด

“คำไร้สาระกล่าวให้น้อยหน่อยเถอะ พวกเราเตรียมตัวสักครู่ จะออกเดินทางเดี๋ยวนี้” จวินซูอิ่งเอ่ยพลางเดินเข้าไปในห้องด้านใน

ฉู่เฟยหยางให้ฉู่อวิ๋นเฟยนั่งรอในห้องโถง แล้วตามเข้าไปเช่นกัน

ฉู่อวิ๋นเฟยนั่งได้สักพักหนึ่ง ดื่มชาจนหมดกาแล้ว ก็เบื่อหน่ายอย่างยิ่ง จึงลุกขึ้นเดินออกไปยืนอยู่กลางลาน ชื่นชมเกล็ดหิมะแผ่นใหญ่ที่ตกลงมาเงียบๆ อย่างสนอกสนใจ เห็นด้านหลังจวนมีแสงพลุสายหนึ่งลอยขึ้น พร้อมกับเสียงร้องยาวพุ่งแหวกราตรีหนาวมืด ฉู่อวิ๋นเฟยไม่เข้าใจความหมาย เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังคิดความหมายแฝงไม่ออก จึงไม่สนใจเสียเลย ถึงอย่างไรสิ่งที่จอมยุทธ์ฉู่กระทำย่อมมีเหตุผลของเขา

ขณะเดียวกัน บนเขาหลางเย่ว์ ประมุขหนุ่มของสำนักกระบี่ชิงเฟิงที่นับวันยิ่งประสบความสำเร็จอย่างสง่าผ่าเผยกำลังขยับบางสิ่งไปมาในห้องของตนก็ถูกเสียงร้องทำให้ตกใจ ทิ้งของในมือเดินไปข้างหน้าต่าง เห็นพลุสีแดงสายนั้นที่ลอยขึ้นจากสักแห่งด้านล่างเขาเข้าพอดี

“ไม่มีความรับผิดชอบเกินไปแล้วกระมัง ข้าไม่ใช่แม่นมของเสี่ยวฉีนะ!” ซิ่นอวิ๋นเซินร้องครวญด้วยใบหน้าแตกสลาย

ฉู่อวิ๋นเฟยรอไม่นาน ก็เห็นฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งเดินตามกันออกมาจากในห้องโถง ทั้งสองคนเปลี่ยนไปสวมชุดสีเข้ม ดูเคร่งขรึมทั้งตัว เย็นชาและเฉียบขาดกว่าท่าทางปกติในบ้านเมื่อครู่อย่างมาก

“ไปเถิด” ฉู่เฟยหยางเดินผ่านฉู่อวิ๋นเฟย ส่งยิ้มให้เขา

ฉู่อวิ๋นเฟยรีบยิ้มกลับทันใด จวินซูอิ่งยังคงสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเคย เขาเดินผ่านหน้าฉู่อวิ๋นเฟยติดตามฉู่เฟยหยางไป ฉู่อวิ๋นเฟยมองเงาด้านหลังของทั้งสองคนอย่างสับสน

มิน่าเล่าในยุทธภพจึงมีข่าวลือเช่นนั้น เข้าออกพร้อมกันแบบนี้ ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายจริงๆ ฉู่อวิ๋นเฟยแอบคิดกับตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าแล้วตามออกไปเช่นกัน

ทั้งสามคนมาถึงหอจิ่นซิ่วในเมืองก่อนเวลานัดหมาย ฉู่เฟยหยางพาทั้งสองคนขึ้นไปบนชั้นสองของภัตตาคารจากทางด้านหลัง ซ่อนอยู่ในห้องพิเศษห้องหนึ่ง ไม่ทำให้ใครแตกตื่น ฉู่เฟยหยางเก็บลมปราณตรวจสอบโดยรอบ ก็ไม่พบคนที่มีกำลังภายในล้ำลึกอะไร ทั้งยังไม่เห็นบุคคลน่าสงสัย

“เจ้าอย่าเปิดเผยตัวชั่วคราว พวกเราซ่อนตัวสังเกตจากที่มืดก่อน เผื่อว่ามีหลุมพรางอะไร” จวินซูอิ่งยืนเอ่ยจากด้านหลังฉู่เฟยหยาง

ฉู่เฟยหยางแหวกม่านมองดูห้องโถงของภัตตาคารที่ยังคงคึกคักเซ็งแซ่ ได้ยินจวินซูอิ่งเอ่ยเช่นนี้ ก็หันมาสบสายตากับเขาแล้วยิ้มเอ่ย “ตั้งใจเช่นนั้นพอดี”

จวินซูอิ่งเดินไปข้างม่าน มองออกไปด้านนอกเช่นกัน สำรวจแขกที่นั่งอยู่อย่างละเอียด

ฉู่อวิ๋นเฟยมองด้านหน้าดูเหมือนมีเพียงตนเองที่ว่างงานอยู่ ไม่สมควรจริงๆ จึงไปยืนข้างม่านเช่นกัน ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งสองคน หนึ่งซ้ายหนึ่งขวากำลังแหวกม่านมุกเม็ดเล็กๆ มองไปด้านนอก ฉู่อวิ๋นเฟยลองมองซ้ายขวา คิดอยากไปเบียดอยู่ด้านฉู่เฟยหยาง จนปัญญาที่พื้นที่เล็กเกินไป ทั้งไม่ดีที่จะใกล้ชิดกับผู้ที่เคารพเลื่อมใสที่เพิ่งจะรู้จักกันได้วันเดียว ฉู่อวิ๋นเฟยโผล่ตัวออกไปด้านนอกเกินครึ่ง ยืนอยู่ด้านหลังม่านมุกบางตา

ฉู่เฟยหยางเลิกคิ้วมองเขา ฉู่อวิ๋นเฟยยิ้มให้อย่างกระอักกระอ่วน ฉู่เฟยหยางถอนหายใจอย่างจนปัญหา เอ่ยกับจวินซูอิ่ง “ซูอิ่งมานี่ น้องอวิ๋นเฟย เจ้าไปด้านนั้นเถิด”

จวินซูอิ่งได้ยินก็โฉบผ่านม่านอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียงราวกับแมว

ทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ด้านล่างก็รู้สึกว่าชั้นสองมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย เห็นเพียงม่านมุกในห้องหรูหราถูกลมพัดแกว่งเบาๆ ครู่หนึ่ง นอกจากนี้ก็ไม่ผิดปกติอะไรอีก เสี่ยวเอ้อร์คลอนศีรษะ ลูกค้าตะโกนเรียกอีกครั้งก็รีบไปทำงานต่อทันที

ฉู่เฟยหยางโอบจวินซูอิ่งแนบติดกับผนัง ดึงฉู่อวิ๋นเฟยที่ขวางอยู่ด้านหน้าทั้งสองคนออกจากม่าน

ฉู่อวิ๋นเฟยถอนหายใจ เคลื่อนไหวก้าวหนึ่ง เงากายก็ไปอยู่อีกด้านแล้ว

“เหตุใดห้องพิเศษของภัตตาคารนี้จึงไม่มีประตูกันนะ ม่านป้องกันคนได้เสียที่ไหน” ฉู่อวิ๋นเฟยเอ่ยอย่างไม่พอใจ

“คนที่มาที่นี่ปกติก็เพื่อกินข้าว ไม่ต้องหลบซ่อนเช่นนี้” ฉู่เฟยหยางหัวเราะพลางเอ่ยเสียงเบา

จวินซูอิ่งค้อมกายมองสำรวจอยู่ข้างม่าน สีหน้าท่าทางตั้งใจเอาจริงเอาจัง ฉู่เฟยหยางถอนหายใจเบาๆ หากไม่ใช่เพราะมีจอมยุทธ์น้อยฉู่ที่มองทั้งสองคนอย่างกระตือรือร้นอยู่ เขาคงอดจูบจวินซูอิ่งไม่ได้จริงๆ

“ไม่ต้องกังวลถึงเพียงนี้” ฉู่เฟยหยางยิ้ม เอ่ยเสียงเบาอยู่ข้างหูของจวินซูอิ่ง “ข้าไม่ให้เจ้าเป็นหม้ายหรอก”

จวินซูอิ่งฝึกความสามารถลมแปดทิศพัดไม่สะทกสะท้านต่อการพูดจาแทะโลมระดับนี้มาแต่เนิ่นแล้ว แม้แต่เปลือกตาล้วนไม่กะพริบ

ฉู่อวิ๋นเฟยมองสองคนที่แนบชิดติดกันก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะคลายอีกครั้งแล้วถอนหายใจยาวหนึ่งหน รู้สึกว่าตนเองเชื่อคำพูดของฉู่เฟยหยางแล้วทั้งหมดทั้งมวล พวกเขาเป็นสหายที่ดีจริงๆ มิน่าเล่าจอมยุทธ์ฉู่จึงเชื่อใจอดีตประมุขพรรคมารขนาดนั้น แทบจะเชื่อเขาโดยไม่เผื่อใจแม้แต่น้อย ดีที่ตนยังไม่ทันได้เตือนให้จอมยุทธ์ฉู่ให้ออกห่างจากคนเจ้าเล่ห์ มิฉะนั้นเขาต้องคิดว่าตนเป็นคนเลวที่หมายยุแยงตะแคงรั่วเป็นแน่

สองคนที่ต่างมีความคิดไปคนละอย่าง ต่างครุ่นคิดเรื่องของตนภายในห้องพิเศษที่ตกแต่งอย่างประณีตงดงามเงียบเชียบอยู่เป็นเวลาเนิ่นนาน

ฉู่เฟยหยางกอดคนรัก รู้สึกเพียงพึงพอใจอย่างไร้ที่เปรียบ ฉู่อวิ๋นเฟยกลับคิดว่าในความเงียบนี้คล้ายกับมีสิ่งไร้รูปร่างที่ไหลวนในความมืด มันกำเริบเสิบสานขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขายากจะอดทนไม่หยุดหย่อน ยังดีที่ตอนนี้เสียงจวินซูอิ่งได้เอ่ยทำลายบรรยากาศที่แปลกประหลาดลงเสียก่อน

“หรือจะเป็นเขา!”

“ใคร” ฉู่เฟยหยางโน้มไปมอง เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่มาใหม่ชัดเจน หนังตาเขาก็กระตุก ปวดหัวขึ้นฉับพลัน

“ใครหรือ” ฉู่อวิ๋นเฟยมองลงไปข้างล่าง กลับมองไม่เห็นบุคคลน่าสงสัย จึงอดถามไม่ได้

‘คนไร้วรยุทธ์แต่สามารถทำให้จอมยุทธ์ฉู่ที่เจ้าเลื่อมใสไร้ที่เปรียบประสบโชคร้ายอย่างไรเล่า’ ในใจฉู่เฟยหยางยิ้มเอ่ยอย่างขมขื่น

“เป็นเพียงสหายผู้หนึ่ง” ฉู่เฟยหยางยิ้มตอบ ได้ยินจวินซูอิ่งส่งเสียงหึหนึ่งหน

ฉู่อวิ๋นเฟยมองไปอีกครั้ง เห็นเพียงบัณทิตชุดสีน้ำเงินร่างกายอ่อนแอผู้หนึ่งกำลังคุยบางอย่างกับเจ้าของร้านอยู่ที่โต๊ะต้อนรับ คิ้วงดงามขมวดเป็นปมราวกับเสียใจยิ่งนัก เพียงแต่คุยไม่ทันไรก็วางเงินจำนวนหนึ่งไว้แล้วจากไป

“หรือไม่ใช่เขางั้นรึ!” จวินซูอิ่งขมวดคิ้วเอ่ยอย่างสงสัย

“เขาเป็นบัณทิตอ่อนแอผู้หนึ่ง เหตุใดซูอิ่งจึงคิดว่าเป็นเขาหรือ! ” ฉู่เฟยหยางกลับสนใจ เลิกคิ้วถามกลับ รอครู่ใหญ่ จวินซูอิ่งก็ยังไม่ตอบคำถาม ฉู่เฟยหยางจึงถอนหายใจอย่างจนปัญญา ดูท่าคงทำเป็นไม่ได้ยินเสียแล้ว

“ถึงเวลาแล้ว ข้าควรลงไป” ฉู่เฟยหยางปล่อยจวินซูอิ่ง เอ่ยกำชับอีกครั้ง “พวกเจ้าอย่าเปิดเผยตัวเด็ดขาด หากสถานการณ์เลวร้ายก็หลีกเลี่ยงเสีย”

ฉู่เฟยหยางออกไปทางด้านหลังเช่นเดิม อ้อมจนถึงประตูหน้า แล้ววางมาดเดินเข้าไป เพิ่งจะหาโต๊ะว่างนั่งลงได้ เบื้องหน้าก็ปรากฏเงาสายหนึ่ง ฉับพลันข้างกายจึงมีคนหนุ่มฟันขาวปากแดง ใบหน้าดุจหยกประดับกวนผู้หนึ่งเพิ่มมา คนหนุ่มผู้นั้นชำเลืองดวงตาดุจผลซิ่ง [3] มองเขาด้วยแววตาซ่อนรอยยิ้ม เมื่อพิจารณาให้ดี คิ้วตาคนผู้นี้ยังงามกว่าสตรีเสียอีก “พี่ใหญ่ฉู่ ไม่เจอกันเสียนาน ยังจำข้าน้อยได้หรือไม่” คนหนุ่มใช้มือเรียวคู่นั้นเท้าคาง กะพริบตา เอ่ยถามด้วยความไร้เดียงสาสองสามส่วน

 

[1] แปลว่า งดงาม

[2] เวลา 21:00 – 22:59 น.

[3] ผลแอพปริคอต ตารูปผลซิ่งคือกลมโต หางตาไม่ยาวเกินไป มีริ้วรอยน้อย ตาไม่ลึก ให้ความรู้สึกอ่อนเยาว์

ใส่ความเห็น