[ทดลองอ่าน] งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล ตอนที่ 2 : มองดูพิธีแห่ศพของตนเอง

งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล
春日宴

 

ไป๋ลู่เฉิงซวง 白鹭成双 เขียน

ม้าลาย แปล

 

นิยาย 4 เล่มจบ

 

___________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

มองดูพิธีแห่ศพของตนเอง

 

นางกำมือแน่นจนเรียวนิ้วซีดขาว หลี่ไหวอวี้ก้มมองคนที่อยู่ใต้ร่าง ยื่นมือไปวางบนคอของเขาตามสัญชาตญาณ นิ้วมือทั้งห้ากางออกเล็กน้อย เพียงใช้แรงรวบเข้าหากันก็สามารถฝากริ้วรอยดุจมาลีงามสะพรั่งไว้บนลำคอของเขาได้!

ทว่าเฉิงซวี องครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เคลื่อนไหวเร็วกว่านางมากนัก ขยับดาบจ่อที่คอระหงของนาง และตะคอกถามอย่างกราดเกรี้ยวว่า “เจ้าทำอันใด!”

หลี่ไหวอวี้ชะงักงันอย่างตื่นตระหนก

นัยน์ตาสีนิลของบุรุษผู้อยู่เบื้องล่างจับจ้องนางนิ่ง ไม่มีท่าทีจะต่อต้านใดๆ มิใช่ว่าไม่อาจต่อต้าน แต่ด้วยสภาพของนางในยามนี้คงไม่อาจสร้างภัยคุกคามใดๆ แก่เขาได้

มือของนางแนบชิดลำคอของเขา กิริยานี้ช่างอันตรายยิ่ง เฉิงซวีที่ยืนอยู่มีสีหน้าเหี้ยมเกรียม ราวกับเมื่อนางเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย ดาบของเขาก็จะเฉือนลำคอนางทันที!

สถานการณ์ไม่เป็นใจเท่าที่ควร

หลี่ไหวอวี้กลอกตาพลันผ่อนคลายสีหน้าลง กรงเล็บที่แหลมคมแปรเปลี่ยนเป็นมือคู่น้อยที่อ่อนนุ่มในพริบตา ลูบไล้จากลำคอลงมายังแผ่นอกของเขา กะพริบตาและเอ่ยพูด “คุณชายท่านนี้รูปงามเสียนี่กระไร”

“…”

เดิมทีเจียงเสวียนจิ่นมีสีหน้าเรียบเฉย พอถูกนางลูบไล้อย่างไร้ยางอาย ก็สติขาดผึง

เขาขมวดคิ้วเข้าหากัน นัยน์ตาแฝงความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นโยนคนที่อยู่บนร่างของตนลงพื้นอย่างไร้ปรานี

“โอ๊ย!” หลี่ไหวอวี้หล่นลงพื้น กลิ้งสองตลบ อีกเพียงนิดเดียวก็จะกระแทกกับกำแพงทางด้านหลัง

“คุณชายช่างป่าเถื่อนเหลือเกิน!” นางตะกายขึ้นมาอย่างน่าเวทนา คลึงลำคอพลางกล่าวว่า “หยาบคายต่อสตรีงามหยดย้อยเช่นนี้ได้เยี่ยงไร!”

ด้วยกิริยาไร้ยางอายเช่นนี้ยังใช้คำว่าสตรีงามหยดย้อยงั้นหรือ เจียงเสวียนจิ่นฟังแล้วถึงกับส่ายศีรษะ สะบัดกระดาษเงินกระดาษทองที่ติดอยู่บนเสื้อผาว [1] ทิ้ง ขมวดคิ้วมุ่นมองนาง

หลี่ไหวอวี้แสร้งยิ้มพลางมองตอบเขา ทว่าเกลียวคลื่นในใจมิอาจสงบลงได้ในชั่วขณะ ฟื้นขึ้นมาก็ได้พบคนที่สังหารตนเองนี่นับว่าเป็นบุพเพอย่างหนึ่ง เพียงแต่น่าเสียดายที่นางในยามนี้ไม่มีโอกาสแก้แค้นเลยแม้แต่นิดเดียว

ความวู่วามเป็นวิสัยของคนมุทะลุ การใช้ปัญญาเข้าแก้ไขต่างหากจึงจะเป็นแผนการที่เหนือชั้น ในเมื่อวันนี้ไม่มีโอกาส นางจะปล่อยเขาไปก่อน หนทางอีกยาวไกล หลี่ไหวอวี้คิดปลงได้ดังนี้แล้วก็ปัดฝุ่นบนกระโปรงเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างใจกว้าง “หากเป็นผู้อื่นข้าคงไม่ยอมรามือเป็นแน่ แต่เห็นว่าคุณชายสง่างามน่าหลงใหลเช่นนี้ ข้าจะไม่เอาความแล้วกัน”

กล่าวจบยังโบกมือหย็อยๆ ให้เขา “ไว้พบกันใหม่”

เป็นนางที่ร่วงลงมาทับเขาแท้ๆ เหตุใดถ้อยคำนี้กลับกลายเป็นนางยกโทษให้เขาเล่า เจียงเสวียนจิ่นฟังแล้วรู้สึกงุนงง กระทั่งต้องก้มศีรษะไตร่ตรองดูว่าตนทำผิดประการใด

ยังไม่ทันไตร่ตรองจนได้ความ คนตรงหน้าก็โกยแน่บดัง “ฟิ้ว”

“เจ้าหยุดนะ!” เขาขมวดคิ้ว

แน่นอนว่าหลี่ไหวอวี้ไม่หยุด ไม่เพียงไม่ยอมหยุด ซ้ำยังวิ่งเร็วกว่าเดิม สาวเท้าจ้ำอ้าวเบียดตัวเข้าไปในฝูงชนริมถนน

นางออกมาเพื่อดูหีบศพของตนเอง ใช่ว่ามีพละกำลังมากมายไปสู้รบตบมือกับศัตรูคู่อาฆาตที่มิอาจสังหารเสียที่ไหน

ขบวนแห่ศพเคลื่อนออกจากวังหลวงแล้ว สองข้างทางรายล้อมด้วยประชาชนที่มาร่วมชมความครึกครื้น เมื่อหลี่ไหวอวี้แทรกตัวไปถึงด้านหน้าของฝูงชน ขบวนแห่ก็เคลื่อนผ่านเบื้องหน้าไปพอดี

รถแห่สร้างขึ้นจากไม้หลี [2] เทียมไว้ด้วยอาชาแปดตัวดูยิ่งใหญ่ ด้านบนคือไม้หนานมู่ [3] สะท้อนประกายแสงสีหม่น ดอกไม้ที่ผูกด้วยผ้าไหมสีขาวปลิวไสวรอบด้าน โคมไว้อาลัยสีขาวสว่างไสว ด้านบนเขียนอักษรตัวใหญ่สองพยางค์…

ตันหยาง

นี่ไม่ใช่ความฝัน และไม่มีผู้ใดกำลังล้อนางเล่น นี่เป็นขบวนแห่ศพองค์หญิงใหญ่ตันหยางจริงๆ ทว่านางกลับมีชีวิตอยู่ในร่างของคนอีกคนหนึ่ง ช่างพิสดารเหลือคณา นางได้แต่มองดูขบวนแห่ศพของตนเองตาปริบๆ

“ตึ่ง…” แว่วเสียงกังวานจากกระถางธูปหน้าขบวนแห่ กระดาษเงินกระดาษทองถูกโปรยขึ้นฟ้า ปลิวว่อนกระจัดกระจายก่อนร่วงลงมา

ประชาชนโดยรอบต่างรู้สึกถึงเคราะห์ร้าย ขากน้ำลายดัง “ถุย” กันยกใหญ่ พลางปัดกระดาษเงินกระดาษทองให้พ้นสายตา ทว่าหลี่ไหวอวี้กลับยืนนิ่งงันอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้กระดาษเงินกระดาษทองปกคลุมใบหน้าของตนเอง ท่ามกลางเสียงผู้คนจ้อกแจ้กจอแจ นางได้ยินเสียงของหลี่ไหวซ่งดังก้องในหัวของตน

“เสด็จพี่ ท่านไม่ได้สังหารอัครเสนาบดีซือหม่าซวี่ใช่หรือไม่ เรารู้ว่าท่านไม่มีทางสังหารเขา!”

“เป็นฝีมือข้าแล้วอย่างไร ไม่ใช่ฝีมือข้าแล้วอย่างไร”

“กฎแห่งกรรมย่อมแบ่งแยกชัดเจน ย่อมมีผิดชอบชั่วดี หากเป็นฝีมือท่าน เราย่อมมิอาจละเว้น แต่หากมิใช่ เราย่อมต้องปกป้องท่าน!”

ปกป้องนางอย่างนั้นหรือ หลี่ไหวอวี้เรียกสติคืนมา ส่งเสียงหัวร่อแผ่วเบา

เรื่องราวในราชสำนักแห่งนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ไหวซ่งคาดคิด ดูเอาเถิด นางเชื่อเขาเพียงคราหนึ่งก็ถูกให้ร้ายจนถึงแก่ความตาย เป็นบทเรียนอันน่าขมขื่นเพียงใด!

เพียงแต่ไม่ทราบว่าการตายของนางครานี้จะทำให้ไหวซ่งกระจ่างแจ้งหรือไม่ จะประคองแผ่นดินของตระกูลหลี่ต่อไปได้หรือไม่

ขณะที่นางกำลังเหม่อลอย ชาวบ้านรอบข้างกลับซ่อนมือในแขนเสื้อวิจารณ์กันไม่หยุดหย่อน

“ดูขบวนแห่สิ จัดได้เอิกเกริกอลังการยิ่งกว่าขบวนแห่ศพของอัครเสนาบดีซือหม่าซวี่เสียอีก”

“ถุย! เอิกเกริกอลังการแล้วมีประโยชน์อันใด คราที่อัครเสนาบดีซือหม่าซวี่สิ้นชีพ ประชาราษฎร์คุกเข่าน้อมส่ง เจ้าดูเถิด องค์หญิงใหญ่ผู้นี้มีอันใด ทุกคนต่างก็แทะเมล็ดแตงชมงิ้วกันน่ะสิ!”

“เสียดายไม้หนานมู่เนื้อทองชั้นเลิศต้องถูกฝังไปพร้อมกับเดรัจฉานโสมมโดยไร้ความผิด!”

“วิญญาณของอัครเสนาบดีซือหม่าซวี่ที่อยู่บนสวรรค์คงได้พักผ่อนอย่างสงบแล้ว ผู้ที่ทำร้ายเขาจนถึงแก่ความตายได้รับผลกรรมเสียที!”

หลี่ไหวอวี้ฟังเสียงก่นด่าข้างหู ปัดกระดาษเงินกระดาษทองที่ผ่านหน้าออกแล้วแสร้งด่าตามอย่างเดือดดาล “นั่นน่ะสิ กรรมตามสนอง!”

ชาวบ้านรอบข้างมองนาง กล่าวชื่นชมตามๆ กัน “แม่นางผู้นี้จิตใจเปี่ยมคุณธรรม”

“คงเคยถูกองค์หญิงตันหยางข่มเหงเหมือนกันละสิ”

“ถูกต้อง!” หลี่ไหวอวี้พยักหน้าอย่างหนักแน่น “นางยึดอิสรเสรี ทำลายชื่อเสียงของข้า ทำลายสิ่งที่ข้าเพียรพยายามมาตลอดแปดปี น่าชิงชังเสียยิ่งกว่าอะไร!”

น่าเวทนาถึงเพียงนี้เชียวหรือ ชาวบ้านเห็นแววตาของนางแล้วพลอยสลดหดหู่ตามไปด้วย

หลี่ไหวอวี้ก็นึกสังเวชตนเองไม่น้อย

ความฝันอันแสนเหลวไหลตลอดแปดปี ก็ยังพ่ายแพ้แก่นามที่ว่าใจดำอำมหิตเมื่อวายชนม์ ฟังว่าเกียรติคุณนั้นเป็นที่ประจักษ์เพียงร้อยปี กิตติศัพท์อันน่าอัปยศกลับโจษจันชั่วกัลปาวสาน เมื่อคิดได้เช่นนี้ หึ! นับว่านางไม่ขาดทุน!

หลี่ไหวอวี้แสยะยิ้ม มองตามหีบศพที่เคลื่อนผ่านหน้านางไป และอดโบกมือลาไม่ได้

ลำบากเจ้าแล้ว ตันหยาง

โคมไว้อาลัยต้องลมจนหมุนติ้ว ตัวอักษรตันหยางแกว่งไกวไปมาราวกับกำลังโบกมือตอบนาง

ดวงตาของหลี่ไหวอวี้แดงเรื่อ อยากหันหลังเดินจากไป

ทว่าเวลานั้นเองก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในฝูงชนจากที่ไกล เสียงโหวกเหวกดังปานฟ้าคำรามบนที่ราบในวสันตฤดู… “หลบไปเสีย! หลบไป!”

ฟางข้าวขนาดมหึมาหลายกองถูกจุดไฟจนคุโชนขึ้นกลายเป็นลูกไฟโชติช่วงกลิ้งลงมาจากชายคาซึ่งอยู่ริมถนน ทว่าทหารอารักขาป้องกันหีบศพที่อยู่กลางขบวนแห่เอาไว้ได้

“ไฟไหม้แล้ว…”

เสียงหวีดร้องดังขึ้นทุกสารทิศ ราษฎรที่อยู่สองข้างทางตะลีตะลานหลบหลีกเป็นพัลวัน ลูกไฟเหล่านั้นกลิ้งตรงมาลุกไหม้กระดาษเงินกระดาษทองที่ปลิวว่อนเต็มถนน เพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว

กองกำลังอารักขาขบวนแห่เริ่มสับสนอลหม่าน ทหารหน้าขบวนหลายนายชักดาบออกจากฝัก ผู้อารักขาดวงวิญญาณที่อยู่กลางขบวนใช้ฝักดาบกันลูกไฟไว้ เนื่องจากโดยรอบมีแต่กระดาษเงินกระดาษทอง ทำให้เปลวไฟลุกโหมรุนแรงจนมิอาจกันเอาไว้ได้ ทำได้เพียงยืนมองผ้าไหมสีขาวที่ผูกประดับอยู่บนหีบศพพลอยลุกไหม้ไปด้วย

“ดับไฟ ดับไฟเร็วเข้า!”

ขบวนแห่ศพที่เมื่อครู่ยังดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกลายเป็นชุลมุนวุ่นวายในพริบตา หลี่ไหวอวี้ยืนชมเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ด้วยอาการตกตะลึงพรึงเพริด กระทั่งกระจ่างแจ้งแล้วว่าเกิดอันใดขึ้นจึงค่อยหัวร่อออกมาอย่างอดไม่ได้

นางน่าชังถึงเพียงนี้เชียวหรือ กระทั่งพิธีแห่ศพยังมิอาจจัดได้อย่างสงบ กล่าวว่าผู้วายชนม์สมควรได้รับเกียรติสูงสุดมิใช่หรือ คนเหล่านั้นไม่สนใจแม้แต่ธรรมเนียมนี้แล้วหรืออย่างไร

ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ…

ราวกับยืนยันความคิดของนาง กลุ่มคนคลุมหน้าจำนวนมากกระโดดลงมาจากด้านหลังชายคาที่ลูกไฟกลิ้งหล่นลงมา แต่ละคนถือดาบในมือ ท่าทางปราดเปรียวว่องไว โถมตัวเข้าใส่หีบศพของนางดุจตั๊กแตนข้ามทุ่งก็ไม่ปาน

“อารักขาดวงพระวิญญาณ!” แม่ทัพรักษาพระองค์ตะโกนเสียงดัง ทหารทุกนายบนถนนชักดาบออกจากฝักทันควัน เตรียมพร้อมประจันหน้ากับเหล่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

ทว่าพวกเขาไม่ได้ตระเตรียมตัวรับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน จะประมือกับผู้ที่เตรียมการมาไว้อย่างดีแล้วได้อย่างไร กลุ่มคนที่คลุมหน้านั้นแบ่งกองกำลังเป็นสามกอง กองหน้าและกองหลังเริ่มเปิดฉากต่อสู้กับทหารที่คุ้มกันด้านหน้าและด้านหลังหีบศพ กองกลางถือเสียมเหล็กพุ่งเข้าใส่รถเทียมม้าเพื่องัดฝาหีบศพของนางอย่างรวดเร็ว

ตึง!

หลี่ไหวอวี้ได้ยินเสียงที่ทำให้ใจหม่นหมองดังขึ้น มองกลุ่มคนคลุมหน้าที่กระทำการอย่างบ้าคลั่งตรงหน้าตนเอง อยากหัวร่อออกมาแต่ร่างกายกลับแข็งทื่อ

ใช่แล้ว เมื่อครั้งที่นางมีชีวิตอยู่ได้ล่วงเกินผู้คนมากมาย พวกเขาจะปล่อยให้นางลงหลุมอย่างสงบสุขได้อย่างไร จะต้องนำร่างของนางออกมาให้ม้าห้าตัวฉีกกระชากจึงจะสาแก่ใจ!

กล่าวไปก็สังเวชใจไม่น้อย นางเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ คราที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่เคยได้ยินถ้อยคำดีงามสักเท่าไร สิ้นชีพแล้วยังมิอาจสงบสุข เกรงว่ากระทั่งในใจของแม่ทัพรักษาพระองค์ในขบวนส่งศพผู้นั้นก็คงปรารถนาให้นางมีจุดจบที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเช่นกัน ดูสิ เขาไม่พยายามที่จะคุ้มกันเสียด้วยซ้ำ เพียงแค่มองฝาหีบศพของนางถูกงัดหน้าตาเฉย

เมื่อเห็นฝาหีบศพถูกยกขึ้นสูงลิ่ว หลี่ไหวอวี้ก็รู้สึกจุกในลำคอเล็กน้อย นางกวาดสายตามองเหล่าทหารที่มีสีหน้าไม่แยแสใดๆ พลางกำมือแน่นก่อนคลายออกอย่างทำอะไรมิได้

ช่างเถิด กระทำความผิดย่อมได้รับโทษที่สาสม ผู้คนต่างคิดว่านางสมควรจะมีจุดจบเช่นนี้ เช่นนั้นนางก็สมควรมีจุดจบเช่นนี้ มีอันใดไม่ยุติธรรมอีกเล่า

นางสูดลมหายใจลึกพลางเบือนหน้าหนี มิอาจทนดูได้อีกต่อไป

ทว่าพอนางเบือนหน้าหนี พลันปรากฏคนผู้หนึ่งในชุดผาวสีอำพันเหลือบเขียวผ่านหน้านางไปด้วยกิริยาน่ายำเกรง ชายเสื้อปลิวไสวตามแรงลม ตัวเสื้อด้านบนปักลายชลธีดุจเกลียวคลื่นซัดสาด พร่างพราวจนสายตานางพร่าเลือน

หลี่ไหวอวี้มองตามเงาร่างของคนผู้นี้ไปอย่างตะลึงงัน

คนคลุมหน้าที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ฮึกเหิมกำลังยกฝาหีบศพของนางขึ้นหมายจะโยนทิ้งลงบนถนน พลันรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในมือนั้นหนักขึ้น รู้สึกถึงพลังขุมหนึ่งที่ถาโถมเข้าใส่ ต้านทานไม่ไหวจนต้องปล่อยมือ

เกิดเสียงดัง “ปัง” ฝาหีบศพร่วงลงที่เดิมอย่างแรง ขี้เถ้าจากก้านธูปฟุ้งตลบ

คนทั้งหลายล้วนตกตะลึงพรึงเพริด พากันแหงนหน้ามองด้วยความงงงัน ปรากฏคนผู้หนึ่งทิ้งตัวลงบนหีบศพ เสื้อผาวสีอำพันเหลือบเขียวปลิวพลิ้วตามลม ท่วงท่างามสง่าราวกับคุณชายรูปงามผู้สูงศักดิ์ คุณชายผู้นี้ราศีจับเหลือเกิน เขาเหยียบอยู่บนฝาหีบศพอย่างมั่นเหมาะ ทำให้ฝาหีบนั้นแน่นหนักดุจเขาไท่ซาน [4] งัดยากยิ่งกว่าเดิม

เขาปัดกระดาษเงินกระดาษทองที่ติดไฟออก เก็บแขนเสื้อและยืนตรงอย่างมั่นคง กล่าวตำหนิด้วยแววตาเย็นชา “บังอาจนัก!”

 

 

[1] หมายถึงชุดเสื้อคลุมยาว

[2] ชื่อของไม้ที่ได้จากต้นสาลี่ เนื้อไม้แข็งปานกลาง สีน้ำตาลอ่อน

[3] ชื่อเรียกตระกูลไม้ขนาดใหญ่ที่หายากที่สุดในจำนวนไม้ทั้งหมด เป็นไม้ที่ใช้อย่างแพร่หลายในการสร้างพระราชวัง

[4] ชื่อขุนเขาแห่งแรกของจีน และเป็น 1 ใน 5 ภูเขาที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์จีน ทั้งยังใช้เป็นสถานที่จัดพิธีบวงสรวงในรัชสมัยต่างๆ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งประเทศจีน

ใส่ความเห็น