[ทดลองอ่าน] งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล ตอนที่ 4 : ร่ำสุราหนึ่งจอกขับขานเพลงหนึ่งบท

งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล
春日宴

ไป๋ลู่เฉิงซวง 白鹭成双 เขียน

ม้าลาย แปล

นิยาย 4 เล่มจบ

 

___________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

ร่ำสุราหนึ่งจอกขับขานเพลงหนึ่งบท

ยังไม่ทันขบคิดจนกระจ่าง ทันใดนั้นมีคนมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า

“ท่านเจ้าเมืองโปรดอภัย!” แม่ทัพรักษาพระองค์กล่าวด้วยอาการประหม่า “ข้าน้อยเตรียมการป้องกันสะเพร่า บกพร่องต่อการอารักขาดวงพระวิญญาณ ทำให้ท่านเจ้าเมืองตกอยู่ในอันตราย…”

เจียงเสวียนจิ่นเรียกสติคืนมา กล่าวตอบเขาว่า “ไม่ต้องมาแถลงโทษต่อข้า เรื่องนี้ฝ่าบาทจะเป็นผู้ตัดสินโทษด้วยพระองค์เอง”

เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ แม่ทัพรักษาพระองค์มีเหงื่อเย็นผุดพรายทั่วร่าง “ท่านเจ้าเมือง…”

“ข้าแค่ผ่านมา ยังมีธุระอื่นต้องไปสะสาง ตรงนี้ฝากเจ้าจัดการต่อด้วย” เขาสะบัดแขนเสื้อพลางจัดประคำที่สวมอยู่บนข้อมือให้เป็นระเบียบ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับเฉิงซวี

“ช้าก่อน” หลี่ไหวอวี้ที่ยืนอยู่อีกฟากของหีบศพตะโกนเรียกเขา “พวกมันหนีกันไปหมดแล้ว! พวกท่านไม่ส่งคนไปตามจับหรือ”

เจียงเสวียนจิ่นชำเลืองมองนางเล็กน้อยแล้วเดินต่อไปโดยไม่โต้ตอบอะไร เฉิงซวีเก็บดาบเข้าฝักแล้วเดินมาหยุดที่ข้างกายนาง ประสานมือคารวะและกล่าวว่า “แม่นาง นายท่านเชิญท่านไปเสวนาที่โรงน้ำชาด้านข้าง”

หลี่ไหวอวี้รู้สึกประหลาดใจยิ่ง มองแผ่นหลังของเจียงเสวียนจิ่นแล้วหันมามองคนตรงหน้า “นายท่านของเจ้ายังมิได้เอ่ยคำ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาต้องการเสวนากับข้า”

เฉิงซวีเม้มริมฝีปากและกล่าวตอบว่า “นี่เป็นเจตนาของนายท่าน”

เขาแสดงเจตนารมณ์ตั้งแต่เมื่อไรกัน เหตุใดนางจึงไม่ได้ยิน หลี่ไหวอวี้รู้สึกทึ่งยิ่งนัก ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนถลกชายกระโปรงแล้วออกเดินตามคนตรงหน้าไป

เศษซากจากเหตุวุ่นวายเกลื่อนกลาดเต็มถนนหนทาง กองไฟค่อยๆ มอดดับลง สุดท้ายไม่มีผู้ใดไล่ตามผู้กระทำผิด ปล่อยให้คนพวกนั้นอันตรธานหายไปจากเมืองหลวงอย่างสบายใจเฉิบ

หลี่ไหวอวี้เดินตามเฉิงซวีขึ้นไปชั้นสองของโรงน้ำชา เข้าไปในห้องด้านข้างห้องหนึ่งที่ตกแต่งอย่างงดงามและเรียบง่าย เจียงเสวียนจิ่นกำลังยกการินน้ำชา เมื่อได้ยินสุ้มเสียงจากอีกฝ่ายจึงเอ่ยปากถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “เจ้าคิดจะทำอันใด”

หลี่ไหวอวี้ขวัญกระเจิง รู้สึกว่าตนเองแทบหยุดหายใจชั่วขณะ

เขารู้แล้วอย่างนั้นหรือ

“ทั้งดักข้าระหว่างทางเข้าวัง ซ้ำยังยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หากกล่าวว่าเจ้าไม่มีเจตนามุ่งร้าย อาจดูไม่สมเหตุสมผลนัก” เขากล่าว นำถ้วยชาที่รินชาเสร็จแล้ววางไว้เบื้องหน้านาง เงยหน้าและพูดต่ออีกว่า “ลองกล่าวตามตรงคงไม่เสียหายกระไร”

เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ หลี่ไหวอวี้จึงค่อยกระจ่างแจ้ง เขามิได้รู้แล้ว เพียงแค่คิดว่านางมีเจตนาร้ายแอบแฝงเท่านั้น

นางโล่งใจอย่างยิ่ง หัวร่อออกเสียง จากนั้นจึงสะบัดเสื้อผาวแล้วนั่งลงเบื้องหน้าเขา ยกถ้วยชากระดกซดด้วยกิริยาไร้ซึ่งความสำรวม เช็ดปากแล้วกล่าวว่า “เรื่องในวันนี้ล้วนเป็นแค่ความบังเอิญ”

“บังเอิญงั้นหรือ” เจียงเสวียนจิ่นมีสีหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม รินน้ำชาให้ตนเองอย่างแช่มช้า เลื่อนถ้วยชามายังปลายจมูกพลางดมรับกลิ่นบางเบา นัยน์ตาสีดำสนิทเคลื่อนจับจ้องนางอย่างเงียบงัน บ่งบอกว่าไม่เชื่อคำแก้ต่างนี้

หลี่ไหวอวี้ถูกเขาจ้องจนรู้สึกชาไปทั้งร่าง กลอกตาไปมาเล็กน้อยก่อนถอนใจอย่างจนปัญญา “หลอกท่านไม่ใช่ง่ายเลย เช่นนั้นข้าขอพูดตามตรงแล้วกัน”

เจียงเสวียนจิ่นพยักหน้ารับ “เจ้าจงว่ามา”

“เรื่องมันเป็นเช่นนี้” หลี่ไหวอวี้ประสานมือ ดวงตาทั้งสองข้างกะพริบปริบๆ ฉายแววอ่อนโยน จ้องมองเขาอย่างลึกซึ้งและกล่าวว่า “ข้าสนใจในตัวท่าน”

เจียงเสวียนจิ่น “…”

“ท่านทำหน้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” เห็นสีหน้าเขาทึ่มทื่อ หลี่ไหวอวี้ลอบยินดีในใจจนอยากตบหน้าตักตนเองเสียตรงนั้น แต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นน้อยใจและกล่าวว่า “ท่านบีบให้ข้าพูดเองนะ!”

เส้นโลหิตบนขมับของเจียงเสวียนจิ่นเต้นตุบๆ เขาหลุบตาลงต่ำ พลันรู้สึกว่าการที่ตนเชิญนางมาเสวนาช่างไร้ความจำเป็นโดยแท้ คนผู้นี้ไร้ยางอาย คำพูดที่เปล่งออกมาไม่มีความจริงสักประโยคเดียว ถามอย่างไรก็ไม่เป็นประโยชน์

เขาสูดลมหายใจลึก หยัดกายลุกขึ้นจากโต๊ะ

“อ๊ะ” หลี่ไหวอวี้ลุกขึ้นยืนตาม “ท่านจะไปไหน ข้ายังไม่ได้ไถ่โทษที่หยอกเย้าท่านเลยนะ”

หยอกเย้างั้นหรือ หยอกเย้าได้ประเสริฐนัก! คำพูดนี้โดยทั่วไปใช้สำหรับบุรุษที่แทะโลมหญิงงาม กลับกลายเป็นสตรีหยอกเย้าบุรุษได้อย่างไร

เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ไม่ต้องไถ่โทษแล้ว อย่าได้พบกันอีกเลย!”

สิ้นคำก็สาวเท้าเดินจากไป ทว่าก้าวออกไปได้เพียงก้าวเดียวก็ถูกรั้งแขนเสื้อไว้

“ท่านซื่อบื้อหรือไง” คนด้านหลังคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ เท้าเอวไปพลางกระทืบเท้าไปพลาง กล่าวด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด “สตรีกล่าวว่าจะไถ่โทษ หมายความว่าอยากทอดสะพานให้ท่าน ใครจะสนใจว่าสุดท้ายจะได้ไถ่โทษจริงๆ หรือไม่เล่า!”

“…”

เจียงเสวียนจิ่นได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงตั้งแต่เยาว์วัย ให้เป็นผู้สำรวมกิริยามารยาท รู้ผิดชอบชั่วดี มีความละอายต่อบาป อีกทั้งผู้คนรอบกายล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี แม้ว่าบังเอิญพบคนหยาบโลนบ้างเป็นบางครั้ง แต่พวกเขาเหล่านั้นล้วนประพฤติตัวดี ไม่กล้าพูดจาโผงผางต่อหน้าเขา

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันนี้จะได้พบคนที่ไร้ยางอายโดยสิ้นเชิง!

“เจ้า” เขารู้สึกไม่อยากเชื่อสายตา หันกลับไปมองนาง มุ่นคิ้วและกล่าวว่า “เจ้าเป็นสตรีเพศ ไยจึงพูดจาไร้ยางอายเช่นนี้”

หลี่ไหวอวี้เลิกหางคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบว่า “ยางอายคือสิ่งใด ข้าไม่ทราบจริงๆ ข้าแค่เห็นว่าท่านรูปงาม อีกทั้งท่วงท่าอันองอาจน่าหลงใหลของท่านบนถนนเมื่อครู่นี้ทำให้ข้าสนใจในตัวท่าน รู้สึกชื่นชมและชมชอบในตัวท่านยิ่งนัก จึงอยากทอดสะพานให้ท่าน ท่านว่าแปลกที่ใดหรือ”

เจียงเสวียนจิ่นรู้สึกงงงัน เฉิงซวีที่ยืนอยู่ข้างๆ ฟังจนตาค้างไม่ต่างกัน ทั้งสองคนมองนางอย่างตะลึงงันคล้ายกำลังมองสัตว์ประหลาด

“กระไร ไม่ชอบฟังคำพูดตรงไปตรงมาหรือ” หลี่ไหวอวี้เลิกคิ้วขึ้น ยิ้มจนดวงตาหยีโค้งลง “เช่นนั้นข้าลองพูดคำรื่นหูให้ท่านฟังดีหรือไม่”

นางกล่าวพลางเอื้อมมือคว้าเอาช้อนตักใบชาจากโต๊ะข้างๆ เคาะกับโต๊ะไม้สลักลายเคลือบเงาเป็นจังหวะ พลางเปล่งเสียงร้อง “งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล ร่ำสุราหนึ่งจอกขับขานเพลงหนึ่งบท

“คารวะหนึ่งครั้งขอพรสามประการ

“ประการแรกให้ท่านพี่อายุยืนยาวนับพันปี ประการสองให้น้องนางอายุมั่นขวัญยืน ประการสามให้เป็นดั่งนกนางแอ่นร่วมคอน ครองรักกันตราบนานเท่านาน”

เสียงไพเราะกังวานละม้ายเสียงร้องของนกขมิ้น น้ำเสียงในถ้อยคำสุดท้ายของแต่ละวรรคล้วนแฝงไปด้วยความยั่วเย้าดุจตะขอโค้งงอนที่เกี่ยวจนหัวใจผู้คนคันคะเยอ พอนางเปล่งเสียงคลอจังหวะตีเคาะช้อนจบลงก็หันหน้ามามองเจียงเสวียนจิ่น ส่งยิ้มหยาดเยิ้มจนนัยน์ตาวับวาว

“ข้าปรารถนาครองรักกับท่านตลอดไป”

เจียงเสวียนจิ่นได้ยินพลันมีสีหน้าโกรธจัด

“เป็นอันใดเล่า” หลี่ไหวอวี้วางช้อนตักใบชาลง กะพริบตาใส่เขา “ไม่พึงใจอีกแล้วหรือ”

ท่าทางหยิบโหย่งเช่นนาง ผู้ใดจะพึงใจได้ลง เจียงเสวียนจิ่นยิ้มหยัน “เฉิงซวี กลับจวน”

“ขอรับ” เฉิงซวีตอบรับ ทางหนึ่งรีบก้าวเท้าตามเขา ทางหนึ่งชำเลืองมองหลี่ไหวอวี้ด้วยความเลื่อมใส

ในเมืองหลวงแห่งนี้ สตรีที่มาสารภาพรักต่อเจ้าเมืองจื่อหยางนับว่ามีไม่น้อย ทุกวันเขาได้พบเจอบ้างประปราย แต่ผู้ที่สามารถยุแหย่ให้เจ้านายของตนโกรธเกรี้ยวได้เช่นนี้ กลับเพิ่งได้พบเป็นครั้งแรก

เป็นยอดฝีมือในหมู่สตรีโดยแท้!

ยอดฝีมือในหมู่สตรีมองแผ่นหลังของพวกเขาด้วยใบหน้าแต้มยิ้มตาหยี รู้สึกว่าระยะห่างพอประมาณแล้วจึงค่อยเดินลงจากโรงน้ำชาตามหลังพวกเขาไป

เจียงเสวียนจิ่นซอยเท้าอย่างเร่งรีบตลอดทาง เมื่อพบว่าเบื้องหลังมีคนติดตามมา สีหน้าของเขายิ่งถมึงทึง โบกมือให้เฉิงซวีไปขับรถม้ามารอรับ หมายจะสลัดนางให้พ้นตัว

ทว่าเมื่อเข้าไปในตัวรถได้ไม่นาน เจียงเสวียนจิ่นก็รู้สึกได้ว่าบริเวณที่นั่งสารถียวบลง

“แม่นาง” เฉิงซวีที่ยืนอยู่ด้านนอกเอ่ยออกมาอย่างจำใจว่า “ท่านนั่งตรงนี้ไม่ได้นะ”

หลี่ไหวอวี้ผู้เคลื่อนก้นไปนั่งบนที่นั่งสารถีอย่างมั่นเหมาะแล้ว เอ่ยปากถามอย่างไร้เดียงสาว่า “ไฉนจึงไม่ได้”

“นี่เป็นรถม้ากลับจวนสกุลเจียง”

“บังเอิญจริงๆ ข้าก็กำลังจะไปจวนสกุลเจียงพอดีเลย”

อดกลั้นแล้วอดกลั้นอีก จนแล้วจนรอดเจียงเสวียนจิ่นก็อดรนทนไม่ไหว เลิกผ้าม่านขึ้นและกล่าวกับนางด้วยแววตาเรียบเฉย “เจ้าจะไปจวนสกุลเจียงทำอันใด”

หลี่ไหวอวี้หันกลับมา ฉีกยิ้มฟันขาวให้เขา “ไปไถ่โทษอย่างไรเล่า พวกเราจูบกันไปแล้ว กอดกันแล้วด้วย อย่างไรก็ควรมี…”

“พูดจาเหลวไหลอันใด!” เจียงเสวียนจิ่นมีสีหน้าโกรธจัด พูดขัดจังหวะนาง “ใครกอดเจ้า จูบเจ้ากัน”

หลี่ไหวอวี้เบิกตากว้าง “ท่านคิดจะปัดความรับผิดชอบงั้นหรือ”

ตอนที่นางกระโดดลงมา เดิมเข้าใจว่าริมฝีปากกระแทกกับก้อนหิน กระทั่งได้สติกลับมานางจึงทราบความจริงว่า ริมฝีปากของนางกระแทกกับฟันของคนผู้นี้ต่างหาก เรียวปากบางที่เดิมซีดขาวของเจียงเสวียนจิ่นถูกโลหิตของนางย้อมจนเป็นสีแดงสด นี่ยังไม่เรียกว่าจูบกันแล้ว กอดกันแล้วหรอกหรือ

เจียงเสวียนจิ่นนิ่งไปเล็กน้อย ขมวดคิ้วมุ่น หลุบสายตาลงต่ำ นึกย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ริมกำแพงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นย่ำแย่กว่าเดิม

 

ใส่ความเห็น