[ทดลองอ่าน] งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล ตอนที่ 5 : จ้องจะจับเขาแล้ว

งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล
春日宴

ไป๋ลู่เฉิงซวง 白鹭成双 เขียน

ม้าลาย แปล

นิยาย 4 เล่มจบ

 

___________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

จ้องจะจับเขาแล้ว

หลี่ไหวอวี้จ้องมองสีหน้าของเขาอย่างพึงพอใจ

นางรู้จักกับเจียงเสวียนจิ่นมาหลายปีแล้ว ทราบดีว่าคนผู้นี้หัวโบราณคร่ำครึ ดื้อรั้นไม่ฟังใคร ทั้งยังทำตัวน่าเบื่อ หากเป็นความปราดเปรื่องเรื่องฝีปาก อย่างไรก็ต่างจากนางราวฟ้ากับเหว

กาลก่อนความคิดเห็นในการบริหารบ้านเมืองไม่ตรงกัน จุดยืนต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งสองเจอหน้ากันทีไรเป็นอันต้องชักดาบโก่งคันศรใส่กันทุกที ปกติแล้วนางไม่สนใจจะเสวนากับเขามากนัก แต่ขณะนี้นางกลายเป็นอีกคนหนึ่ง นางกลับเกิดความคิดอยากจะสัพยอกหยอกล้อเขาขึ้นมา หึ จะว่าไปแล้วเมื่อใบหน้าไร้อารมณ์ของเจียงเสวียนจิ่นถมึงทึงขึ้นมา ก็ให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์มากทีเดียว

นางอดยกมือเท้าคางชำเลืองมองเขามิได้

ใบหน้าที่สุขุมสำรวมมาตลอดยี่สิบกว่าปี ไม่ว่าเรื่องร้ายแรงใดๆ ก็ไม่เคยเปลี่ยนสีหน้า แต่ขณะนี้บูดบึ้งจนเกินต้านทาน จากเขียวคล้ำพลันหม่นลงเป็นสีม่วง จากนั้นกลับมาเขียวเข้มอีกครั้ง ท้ายสุดเผยให้เห็นใบหน้าแดงก่ำละม้ายแสงอาทิตย์ยามตะวันรอน

“นั่นเป็นแค่อุบัติเหตุ” เจียงเสวียนจิ่นกล่าวอย่างแข็งทื่อ “ข้าไม่เก็บมาใส่ใจ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจเช่นกัน”

“ไม่ได้!” หลี่ไหวอวี้สั่นศีรษะเป็นพัลวัน “ข้าเก็บมาใส่ใจแล้ว!”

พูดจบก็ก้มตัวลงไปกอดคานรถม้าประหนึ่งคนเสเพลที่แม้ถูกโบยจนตายก็ไม่ยอมปล่อยมือ

เจียงเสวียนจิ่นไม่เคยรับมือกับคนประเภทนี้มาก่อนจึงทำได้เพียงขมวดคิ้วมุ่นมองนาง ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

“แม่นาง” เฉิงซวีที่ยืนอยู่ด้านข้างรถช่วยแก้ไขสถานการณ์แทนเจ้านายของตนเอง “ฟ้ามืดมากแล้ว ท่านไม่ต้องกลับจวนหรือ”

จวนงั้นหรือ หลี่ไหวอวี้นิ่งอึ้งไป ดวงหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

จริงด้วย ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมากระทั่งตอนนี้ นางยังไม่ได้หาคำตอบเกี่ยวกับตัวตนของร่างนี้ให้แน่ชัดเลย แม้แต่ตนเองเป็นใครก็ยังไม่รู้ จวนตั้งอยู่ที่ใดยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง

นางก้มศีรษะลงอย่างน่าสงสาร กล่าวเสียงอู้อี้ในลำคอ “ข้าหาจวนไม่เจอ”

เจียงเสวียนจิ่นเหลือบมองนาง “พูดปดอีกแล้ว ที่ที่เจ้าปีนกำแพงข้ามมาตอนนั้น มิใช่จวนของเจ้าหรือ”

ที่ที่ปีนกำแพงข้ามมางั้นหรือ หลี่ไหวอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลันตอบว่า “ใช่แล้ว!”

จวนหลังนั้นมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นจวนขุนนาง ไตร่ตรองดูแล้วตัวตนของร่างที่นางอาศัยอยู่นับว่าไม่ต่ำต้อย หากภายภาคหน้าอยากเข้าใกล้เจียงเสวียนจิ่นก็ยังพอมีโอกาส

นางระบายยิ้มจนตาโค้ง กล่าวว่า “ท่านส่งข้ากลับจวนได้หรือไม่”

“ฟึ่บ” เจียงเสวียนจิ่นปล่อยผ้าม่านลง “กลับเอง”

“ข้าเจ็บเท้า ตอนที่หล่นลงมาบาดเจ็บจนเท้าแพลง เดินไม่ไหว” หลี่ไหวอวี้ยื่นมือไปเปิดผ้าม่านออก ทั้งห่อปากทั้งกะพริบตาใส่เขา “ดีเลวอย่างไรก็เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตท่านอยู่กึ่งหนึ่ง ท่านไม่คิดจะตอบแทนข้าเสียหน่อยหรือ”

ตามธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูลเจียง บุญคุณช่วยชีวิตจะต้องได้รับการขอบคุณอย่างยิ่งใหญ่ แต่สำหรับคนที่อยู่นอกรถผู้นี้…เจียงเสวียนจิ่นแค่นยิ้ม ไม่ต้องเอ่ยถึงกริชเล่มนั้นที่ฆ่าเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นบุญคุณช่วยชีวิตที่แท้จริง เขาก็ไม่อยากจะขอบคุณ

จิตใจยากจะหยั่งถึง มีเจตนาแอบแฝง แรงจูงใจไม่บริสุทธิ์!

“หากท่านไม่ไปส่ง ข้าก็จะกลับไปพร้อมท่าน” หลี่ไหวอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด “ถึงอย่างไรที่นั่งสารถีนี้ก็นั่งสบายดี”

สตรีนางหนึ่งไม่คำนึงถึงชื่อเสียงและเกียรติยศของตนเอง จะให้เขาคำนึงแทนนางงั้นหรือ เจียงเสวียนจิ่นเบือนหน้าไปจากนาง ทอดสายตาไปด้านนอกแล้วกล่าวเสียงเข้มว่า “ไปเถิด”

“ขอรับ” เฉิงซวีขึ้นนั่งบนที่นั่งสารถีอีกฝั่งหนึ่งแล้วขับรถม้าเคลื่อนไปข้างหน้า

เมื่อเห็นว่าเจียงเสวียนจิ่นทำอะไรตนเองไม่ได้ หลี่ไหวอวี้จึงปล่อยผ้าม่านลงด้วยความแช่มชื่น นั่งอยู่ข้างเฉิงซวีอย่างว่าง่าย เรียวขาท่อนล่างห้อยลงด้านข้างของที่นั่งสารถี แกว่งขาไปมาอย่างไร้ความสำรวม

เฉิงซวีเหลือบมองนาง คิดว่าแม่นางผู้นี้น่าสนใจยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงกระซิบเตือนนางหนึ่งประโยค “หากท่านชื่นชมนายท่านของข้าจริงก็สำรวมเสียหน่อย นายท่านชอบคนที่มีกิริยางดงาม”

“ใครบอกกันเล่า” หลี่ไหวอวี้เลิกคิ้ว มองไปยังตัวรถแล้วเบ้ปากกล่าวต่อไปว่า “ใต้หล้านี้สตรีที่กิริยางดงามมีน้อยนักหรือ เจ้าเห็นเขาเสวนากับใครมากมายหลายประโยคงั้นหรือ”

เฉิงซวีตะลึงงัน มองนางด้วยความงุนงง แต่เมื่อคิดใคร่ครวญดูแล้วเห็นจะจริง หลายปีมานี้สตรีที่ประพฤติตัวอยู่ในครรลองคลองธรรม ไม่มีเลยสักนางที่ได้คุยกับเจ้าเมืองจื่อหยางเกินสามประโยค แต่เมื่อเป็นสตรีไร้ยางอายผู้นี้ เพียงวันนี้วันเดียวก็ทำให้เขาเอ่ยคำเท่ากับที่คุยกับผู้อื่นทั้งปี

แม้ว่า…คำพูดคำจาของเจ้านายตนจะไม่ค่อยน่าฟังเท่าใดนัก

เฉิงซวีปั้นสีหน้าไม่ถูกจึงเอ่ยถาม “แม่นางใช้วิธีกระทำการอันแตกต่างจากผู้อื่นเพื่อดึงดูดให้นายท่านของข้าเห็นความสำคัญของท่านยิ่งกว่าเดิมงั้นหรือ”

“ถูกต้อง!” หลี่ไหวอวี้ปรบมือ ยิ้มตาหยีและกล่าวว่า “ข้าทำสำเร็จแล้วมิใช่หรือ เพลานี้นายของเจ้านั่งฟังข้าพูดอยู่ในรถจะต้องโกรธจนหน้าดำคร่ำเครียด คงจะลืมข้าไม่ได้ไปอีกหลายปีแน่นอน!”

เจียงเสวียนจิ่นนั่งเงียบอยู่ในตัวรถด้วยสีหน้าโกรธจัด

หากไม่ใช่เพราะการศึกษาค้ำคออยู่ เขาประสงค์จะถีบสตรีนางนี้ลงจากรถมากจริงๆ เคยเจอคนหน้าไม่อายมาก็มาก แต่คนหน้าไม่อายที่ชูคอได้ถึงเพียงนี้เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก ในหมู่บุรุษที่ว่าหาได้ยากแล้ว กลับเป็นสตรีนางหนึ่ง

ตระกูลใดอบรมสั่งสอนกัน

วันนี้เป็นวันส่งศพของตันหยาง เดิมทีจิตใจเขาก็ฟุ้งซ่านอยู่แล้ว ซ้ำยังต้องรับศึกหนักที่ประดังเข้ามา เวลานี้เขารู้สึกเพียงปวดศีรษะ ยื่นมือไปคลึงเบาๆ ที่ขมับแล้วเอนกายพิงกับตัวรถ ตั้งใจจะพักสักครู่

ทว่าแว่วเสียงคนผู้นั้นหัวร่อคิกคักอยู่ด้านนอกประหนึ่งมีถ้อยคำมากมายไม่จบสิ้น

“นี่ เจ้าน่ะ วรยุทธ์เป็นอย่างไร”

“…พอไปวัดไปวาได้”

“นายของเจ้าคงล่วงเกินผู้คนมาไม่น้อยเลยละสิ เจ้าคอยคุ้มกันอยู่ข้างกายเขาตลอดวันคืนเลยหรือ”

“…แม่นาง นี่เป็นความลับ ไม่อาจกล่าวได้”

“ข้าแค่ถามไปเรื่อยเปื่อย เจ้าอย่าใจแคบนักสิ นี่แน่ะ รูปร่างของเจ้ากำยำเสียจริง ฝึกปรือวรยุทธ์มานานแล้วใช่หรือไม่ ดูท่อนแขนนี้สิ จุ๊ๆ แข็งอย่างกับเหล็ก ให้ข้าจับอีกข้างดูหน่อย…”

เส้นโลหิตบนขมับปูดโปนเป็นสันนูน เจียงเสวียนจิ่นลืมตาขึ้น เลิกผ้าม่านขึ้นพลางเอ่ยเสียงต่ำว่า “หากไม่หยุดพูดก็ลงจากรถไป!”

หลี่ไหวอวี้ขวัญกระเจิง หันมามองเขา “เสียงของท่านเป็นอะไรไป”

เมื่อครู่ยังปกติดีอยู่ แต่ถ้อยคำนี้ฟังดูแล้วแหบพร่าเป็นพิเศษ

คนในรถนั่งตัวตรงแหน็ว ท่วงท่างามสง่าเช่นเคย ทว่าสีหน้านั้น…

“นี่ท่านเขินหรือ” หลี่ไหวอวี้เลิกคิ้วขึ้น ถลันเข้าไปในตัวรถ นั่งลงข้างๆ เขาแล้วทำการสำรวจโดยละเอียด “หน้าแดงยิ่งนัก!”

“ใครให้เจ้าเข้ามา” เจียงเสวียนจิ่นตวาดเสียงแหบพร่าอย่างเกรี้ยวกราด “ออกไป!”

“โธ่ ท่านอย่าเพิ่งเอ็ดข้า” หลี่ไหวอวี้กดข้อมือของเจียงเสวียนจิ่นไว้ ยื่นมือไปอังบนหน้าผากเขาอย่างถือวิสาสะ

มือของนางสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าว

“โธ่เอ๋ย ท่านป่วยเป็นเหมือนกันนี่นา” หลี่ไหวอวี้ยิ้มระรื่น ชักมือกลับมาปรบมือเบาๆ “ผู้คนล้วนกล่าวกันว่า เจ้าเมืองจื่อหยางแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ช่วยจักรพรรดิบริหารบ้านเมืองมาแปดปี เข้าประชุมไม่เคยขาด ลมฝนยังมิอาจขวางกั้น นี่มันเรื่องอันใดจึงมีไข้ขึ้นสูง”

เจียงเสวียนจิ่นนิ่งอึ้งไป ยกมือมาลูบหน้าผากของตนเอง ขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม

องค์หญิงใหญ่สิ้นพระชนม์ เรื่องราววุ่นวายหนุนเนื่องมาไม่ขาดสาย ช่วงเจ็ดวันนี้รวมแล้วเขานอนไม่ถึงห้าชั่วยาม คงจะหักโหมจนล้มป่วย

“เฉิงซวี” เขาตะโกนเรียก “เปลี่ยนเส้นทางไปโรงหมอ”

“ขอรับ!” เฉิงซวีรับคำ รีบเปลี่ยนทิศทาง

เมื่อครู่ยังนึกว่าตนเองถูกยั่วโมโหจนปวดศีรษะ เวลานี้ทราบแล้วว่าไม่สบาย รู้สึกว่าสมองพร่าเลือนยิ่งกว่าเดิม เจียงเสวียนจิ่นกำหมัดแน่น กล่าวกับคนข้างๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เจ้าออกไปได้หรือไม่”

“ไม่ได้” หลี่ไหวอวี้ส่ายศีรษะ ตบหน้าตักของตนเองด้วยกิริยาสง่างาม “รถม้าโคลงเคลงยิ่งนัก เห็นว่าร่างของท่านไหวไปมา จะยอมเป็นหมอนนุ่มให้ท่านหนุนสักครู่แล้วกัน!”

เจียงเสวียนจิ่นกล่าวตอบด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “ไม่ต้อง”

“ข้าเป็นสตรียังไม่ถือสา ท่านเป็นบุรุษยังมัวแต่ร่ำไรอีกหรือ” หลี่ไหวอวี้เบ้ปากพลันยื่นมือไปเกี่ยวคอเขา ใช้แรงฉุดดึงร่างท่อนบนของเขามาไว้ในอ้อมอก

“เจ้า…” เจียงเสวียนจิ่นตกใจ ยื่นมือไปดันนางออก ทว่าพละกำลังของแม่นางผู้นี้ไม่น้อยเลย ซ้ำยังรู้จักจับจุดสำคัญอีกต่างหาก มือทั้งสองกดจุดของเขาเอาไว้ ทำให้เขารู้สึกแขนขาอ่อนแรง ขยับตัวไม่ได้ไปชั่วขณะ

“วางใจเถอะน่า ไม่มีใครเห็นเสียหน่อย” หลี่ไหวอวี้ยิ้มอย่างชื่นบาน มองคนที่อยู่ในอ้อมอกตนเองหน้าแดงระเรื่อขึ้นด้วยสายตายั่วเย้า ให้ความรู้สึกคล้ายดั่งนักเลงกำลังลวนลามหญิงสาวตระกูลผู้ดีอย่างคึกคะนอง

แต่เห็นได้ชัดว่า “หญิงสาวตระกูลผู้ดี” ที่อยู่ในอ้อมอกไม่ได้คึกคะนองด้วย คิ้วขมวดเป็นปมจ้องมองนาง กำลังรวบรวมแรงหมายจะต่อต้าน

“เฮ้อ ข้าขอพูดไว้ก่อนนะ” นางกล่าวอย่างชั่วร้าย “หากท่านกล้าขยับ ข้าจะแหกปากว่าท่านลวนลามข้า อย่างไรข้าก็ไม่ห่วงภาพลักษณ์อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าเมืองจื่อหยางอย่างท่านประสงค์จะสงวนชื่อเสียงอันดีงามขาวสะอาดไร้จุดด่างพร้อยนั้นไว้หรือไม่”

 

ใส่ความเห็น