[ทดลองอ่าน] งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล ตอนที่ 6 : คำหวานลวงหลอกที่พะเน้าพะนอจิตใจ

งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล
春日宴

ไป๋ลู่เฉิงซวง 白鹭成双 เขียน

ม้าลาย แปล

นิยาย 4 เล่มจบ

 

___________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

คำหวานลวงหลอกที่พะเน้าพะนอจิตใจ

 

เจียงเสวียนจิ่นโกรธจนแทบคลั่ง

เหตุใดจึงมีคนประเภทนี้อยู่ในใต้หล้า ไม่สำรวมกิริยามารยาทยังพอรับไหว แต่นี่ไม่มีกระทั่งเหตุผล! ชายชาตรีเช่นเขานอนอยู่ในอ้อมอกของสตรี สมควรแล้วหรือ! อีกอย่าง เขาเป็นถึงเจ้าเมืองจื่อหยางที่จักรพรรดิทรงแต่งตั้ง ผู้อื่นพบเจอเขามีหรือจะไม่พินอบพิเทา คนผู้นี้กล้าดีมาจากไหน

“กายของท่านร้อนเหมือนมันเทศที่เพิ่งเผาเสร็จใหม่ๆ เลย” หลี่ไหวอวี้กดตัวเขาฝังลงในอ้อมอกพลางลูบเบาๆ เอ่ยปากอย่างกล้าหาญด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว “ออกแรงดิ้นรนไปเถิด ดิ้นรนต่อไปท่านจะยิ่งเวียนหัว”

เจียงเสวียนจิ่นร่างกายแข็งทื่อ ถลึงตามองนางด้วยนัยน์ตาที่เย็นเยียบราวกับลมพายุหิมะในเหมันตฤดู เป็นสายตาที่วาวโรจน์ด้วยรังสีสังหาร ทว่าหลี่ไหวอวี้ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังแสยะยิ้มชั่วร้ายตบกายเขาเบาๆ “เด็กดี นอนเสียหน่อย อีกไกลกว่าจะถึงโรงหมอ”

“เจ้าเป็นพวกไม่กลัวตายหรือไร” เขาถามเสียงเย็น

หลี่ไหวอวี้เลิกคิ้ว “ไยจึงกล่าวเช่นนี้เล่า”

“หากไม่ใช่พวกไม่กลัวตาย จะก่อการอุกอาจเช่นนี้ได้เยี่ยงไร” เจียงเสวียนจิ่นหรี่ตา “อาศัยจังหวะที่ข้าไม่สบาย กระทำเรื่องไร้มารยาทเช่นนี้ต่อข้า เจ้าคิดถึงผลที่ตามมาหรือไม่”

หลี่ไหวอวี้ยิ้มบางตอบ “ผลที่ตามมาหรือ คงไม่ร้ายแรงเท่าใดดอก ท่านเป็นผู้รักษากฎระเบียบซึ่งเลื่องลือในใต้หล้าเชียวนะ ท่านจะสังหารข้าเพียงเพราะข้ากอดท่าน จูบท่านอย่างนั้นหรือ”

ผู้คนใต้หล้าต่างทราบว่าตระกูลเจียงมีการอบรมบ่มเพาะอย่างเข้มงวด ลูกหลานที่เติบโตขึ้นมาล้วนมีจิตใจเมตตากรุณา รักษาระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เจียงเสวียนจิ่นยิ่งโดดเด่นเหนือผู้อื่น ตลอดมาคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนรวมของราชสำนักมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เองที่ทำให้นางกล้ากระทำการอุกอาจเช่นนี้

เจียงเสวียนจิ่นหลับตาลง อิงแอบอยู่ในอ้อมอกนางตัวแข็งทื่อ

คนผู้นี้นับว่าเข้าใจเขาอย่างถ่องแท้ มิน่าถึงมีท่าทางไม่เกรงกลัวฟ้าดิน เพราะแน่ใจแล้วว่าเขาไม่มีทางใช้อำนาจบาตรใหญ่กดขี่ผู้อื่นได้

หากเป็นองค์หญิงใหญ่ตันหยางมาพบเจอคนประเภทนี้ คงถูกลากออกไปบั่นคอในทันทีกระมัง คนชั่วไม่เคยทำให้ตนเองต้องลำบาก กล่าวอีกอย่างว่าคนมีคุณธรรมนั้นอยู่ยาก

เขาทอดถอนใจอย่างสลดหดหู่ กระแอมกระไอเล็กน้อย

รถม้าโคลงเคลงยิ่งนัก เฉิงซวีคงจะเป็นห่วงเขาจึงควบม้าห้อตะบึงเต็มเหยียด แต่อ้อมอกของแม่นางผู้นี้กลับสงบและมั่นคงกว่าที่คิด ผ่านไปเพียงครู่เดียวสติของเขาค่อยๆ เริ่มพร่าเลือน

ท่ามกลางความพร่าเลือนนั้น เจียงเสวียนจิ่นรู้สึกได้ว่าคนผู้นี้ตบกายเขาเบาๆ อยู่ตลอด ทั้งยังขับขานท่วงทำนองที่คุ้นหูกล่อมเขาอย่างนุ่มนวลและตราตรึงใจ

หลี่ไหวอวี้ขับขานบทเพลง งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล นางขับขานท่วงทำนองไปพลางก้มมองเขาไปพลาง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ขัดขืนแล้ว นัยน์ตาหม่นดำพลันสว่างใส

ยามนี้คงจะเป็นช่วงที่เจียงเสวียนจิ่นเปราะบางที่สุดแล้ว และเป็นช่วงที่นางมีโอกาสสังหารเขามากที่สุดเช่นกัน

หลี่ไหวอวี้ใช้มือคลำทั่วร่างของตนเองว่ามีสิ่งใดพอจะใช้เป็นอาวุธได้บ้าง แต่กลับไม่พบวัตถุแหลมคมใดๆ จากนั้นค้นดูที่ตัวเขาก็ไม่พบวัตถุที่คล้ายคลึงกับกริชเช่นเดียวกัน หลี่ไหวอวี้ขมวดคิ้วมุ่น จะทำอย่างไรดี ใช้มือบีบคองั้นหรือ แต่เฉิงซวีอยู่ห่างเพียงนอกม่านนั้นเอง หากเจียงเสวียนจิ่นเปล่งเสียงเพียงเล็กน้อย เขาจะต้องไหวตัวทันแน่

หลี่ไหวอวี้รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง เมื่อครู่ที่ต่อสู้กันบนถนน เหตุใดนางไม่เก็บดาบมาด้วยเล่า หากเก็บดาบไม่ได้ เก็บกริชสักเล่มก็ยังพอเป็นประโยชน์ได้ จากมาตัวเปล่าได้เยี่ยงไร!

นางจ้องมองคนในอ้อมแขน ภายในใจรู้สึกไม่ยินยอม ตบเขาไปพลางพยายามครุ่นคิดไปพลางว่ายังพอมีหนทางอื่นอีกหรือไม่

เจียงเสวียนจิ่นไม่ได้นอนหลับอย่างเต็มที่มานานแล้ว ครั้งนี้ได้นอนหลับอย่างสงบ เขาฝันถึงวสันตฤดูแสนงดงาม

มีต้นหญ้าสูงงาม นกขมิ้นโผบิน เขาเยื้องกรายบนหญ้าเขียวชอุ่มผืนหนา มองเห็นพัสตราภรณ์ของวังหลวงชุดหนึ่งวางอยู่ใต้ต้นพุทราจากที่ไกล สีสันสดใส แสงตะวันสาดส่องผ่านร่มไม้เป็นเงาพลิ้วไหว

เมื่อลืมตาตื่นขึ้น เขายังมีอาการสับสนงุนงงอยู่บ้าง

“ตื่นแล้วหรือ” มีคนโบกมือหย็อยๆ อยู่เบื้องหน้าเขา “ใช้ได้เลยนี่นา ท่านหมอบอกว่าท่านจะนอนจนถึงวันรุ่งขึ้นแน่ะ”

เมื่อได้ยินเสียงนี้ เจียงเสวียนจิ่นพลันหลุบตาลงต่ำ “เหตุใดเจ้ายังอยู่ที่นี่อีกเล่า”

หลี่ไหวอวี้มองเขาอย่างประหลาดใจ จากนั้นจึงปั้นสีหน้าน้อยใจ “ข้าเป็นห่วงท่านอย่างไรเล่า ส่งท่านมาที่โรงหมอ กลัวว่าเฉิงซวีจะดูแลท่านไม่ดี จึงเฝ้าไข้อยู่ที่นี่อย่างกระวนกระวายใจ ท่านตื่นขึ้นมากลับเมินเฉยต่อข้า!”

เจียงเสวียนจิ่นชะงักไปเล็กน้อย กวาดสายตามองรอบด้าน

ดูเหมือนเป็นเรือนด้านข้างของโรงหมอ ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิททั้งผืน ภายในเรือนอาศัยแสงสว่างจากตะเกียง แม่นางผู้นี้นั่งอยู่ข้างเตียงของเขา เฉิงซวีกลับยืนนิ่งเงียบอยู่อีกมุมหนึ่ง

เขานวดหัวคิ้ว ขยับกายเพื่อจะลุกลงจากเตียง “เอาเทียบยากลับจวนด้วย”

“ท่านจะรีบไปไหนเล่า!” หลี่ไหวอวี้กดเขาลงไปที่เดิม “ยาที่จวนท่านต้มมีหรือจะดีเท่ายาที่ต้มด้วยหม้อยาของโรงหมอจี้ซื่อถัง ท่านหมอเฒ่าบอกแล้วว่าอาการป่วยของท่านร้ายแรง ทางที่ดีให้พักรักษาตัวอยู่ที่นี่สักสองวัน หากท่านกลับไปตอนนี้ คนในจวนท่านจะไม่วิ่งกันให้วุ่นหรือ”

ที่สำคัญที่สุดคือ หากเจียงเสวียนจิ่นกลับจวนไป อยู่ที่จวนสกุลเจียงจะลงมือได้สะดวกเท่าที่นี่หรือ เป็ดที่รอจะเข้าปากแล้ว ย่อมบินหนีไปไหนไม่ได้แน่นอน!

ดวงหน้าของนางฉายแววความจริงใจมาจากภายใน เจียงเสวียนจิ่นมองแล้วเริ่มไม่แน่ใจ

คนผู้นี้…หวังดีต่อเขาอย่างนั้นหรือ

“นายท่าน ข้าน้อยส่งคนกลับไปแจ้งข่าวแล้วขอรับ” เฉิงซวีที่อยู่ข้างๆ เอ่ยปาก “คิดว่าท่านคงไม่อยากให้นายผู้เฒ่าเป็นกังวล จึงบอกไปว่าท่านจะสะสางธุระในวังอีกสองสามวันขอรับ”

เฉิงซวีกล่าวเช่นนี้แล้ว เจียงเสวียนจิ่นจึงเงียบไปครู่ใหญ่ สุดท้ายยอมเอนกายลงแต่โดยดี

เพียงแต่…

หลับตาลงยังไม่อาจมองข้ามแววตาอันเร่าร้อนจากคนที่อยู่ข้างกายได้ เขากล่าวเสียงขุ่น “เจ้ามองข้าทำไม”

หลี่ไหวอวี้เท้าคาง ยิ้มตาหยีมองเขา “เพราะท่านงดงาม”

พูดจาเหลวไหลสิ้นดี คนป่วยยังงดงามได้อีกหรือ เจียงเสวียนจิ่นขมวดคิ้วมุ่น

“ท่านอย่าทำหน้าไม่เชื่อสิ” หลี่ไหวอวี้กล่าว “ข้าไม่ใช่คนชอบพูดปดนะ”

เมื่อคำนี้หลุดลอดออกจากปาก เจียงเสวียนจิ่นจึงแสยะยิ้มด้วยความขุ่นเคือง

นางน่ะหรือไม่พูดปด ตั้งแต่แรกพบกันจวบจนบัดนี้ ไม่มีเรื่องจริงออกจากปากของคนผู้นี้เลยสักประโยคเดียว! หากนางพูดปดไม่เป็น ทั่วใต้หล้านี้คงไร้สิบแปดมงกุฎแล้ว!

“โธ่เอ๋ย ท่านยิ้มได้เสียที!” หลี่ไหวอวี้ปรบมืออย่างเบิกบานใจ “พอยิ้มแล้วยิ่งงดงามเข้าไปใหญ่! ข้าชอบมองท่านยิ้ม!”

โดยเฉพาะรอยยิ้มที่มาจากการถูกยั่วโทสะ ช่างสาแก่ใจยิ่งนัก

เจียงเสวียนจิ่นชักสีหน้าแล้วหลับตาลง

หลี่ไหวอวี้มองเขาด้วยแววตากระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปยังเบื้องหน้าของเฉิงซวี แบมือใส่เขา

“อะไรหรือ” ใบหน้าของเฉิงซวีแสดงอาการงุนงง

“เทียบยาอย่างไรเล่า ท่านหมอบอกว่าก่อนจะพ้นยามซวี [1] ต้องต้มอีกชุดหนึ่งมิใช่หรือ เอาเทียบยามาให้ข้า ข้าจะไปหาเด็กปรุงยาให้เอง”

“เอ่อ…” เฉิงซวีส่ายศีรษะ “ข้าไปเอง”

หลี่ไหวอวี้ถลึงตา “กระไร กลัวข้าจะวางยานายของเจ้าหรือ”

“มิใช่ แต่สิ่งที่จะเข้าปากนายท่าน ข้าต้องเป็นคนตรวจสอบเอง”

หลี่ไหวอวี้เท้าเอวอย่างไม่พอใจ กล่าวว่า “พูดไปพูดมาก็คือกลัวจะวางยานายของเจ้ามิใช่หรือ ข้าตรวจสอบเองก็ได้แล้วนี่ อีกอย่าง ที่นี่มีแค่เจ้าผู้เดียว เจ้าไปต้มยา ข้าต้องเป็นคนคุ้มกันเขางั้นหรือ หากข้าจะทำร้ายเขาจริงๆ รอเจ้าไปก็เหมือนกันมิใช่หรือ”

เฉิงซวีฟังแล้วนิ่งอึ้งไป ไตร่ตรองด้วยความงุนงง ดูเหมือนว่านางพูดมีเหตุผลทีเดียว!

“เช่นนั้น…” เขาหยิบเทียบยาออกมา

หลี่ไหวอวี้แย่งมากำไว้ในมือทันที พลางโบกมือให้เขาก่อนเดินออกไป

เจียงเสวียนจิ่นที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้น

“นายท่านขอรับ” เฉิงซวีถามอย่างกระวนกระวาย “ข้าน้อยตามไปดูดีหรือไม่”

“ไม่ต้อง” เจียงเสวียนจิ่นกระแอมไอเล็กน้อย “ข้าอยากรู้ว่านางคิดจะทำอันใด”

เฉิงซวีเกาหัวแกรก กล่าวเสียงเบา “ข้าน้อยกลับคิดว่าแม่นางผู้นี้นิสัยตรงไปตรงมา ไม่คล้ายคนคิดร้ายต่อท่าน ฟังถ้อยคำที่นางพูด…”

“เจ้าฟังที่นางพูดด้วยหรือ” เจียงเสวียนจิ่นมุ่นคิ้วเข้าหากัน “ติดตามอยู่ข้างกายข้ามาตั้งหลายปี เจ้ายังเชื่อคำหวานที่ลวงหลอกเหล่านี้”

เฉิงซวีชะงักงัน ไม่กล้าเอ่ยอันใดต่อ

เจียงเสวียนจิ่นชักสีหน้าไม่พอใจ ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เชื่อไม่ได้หรอก ผู้ใดเชื่อ ผู้นั้นโง่เขลา”

[1] คือช่วงเวลา 19.00 – 20.59 น.

ใส่ความเห็น