[ทดลองอ่าน] งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล ตอนที่ 8 : เดนทรราชขององค์หญิงใหญ่ตันหยาง

งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล
春日宴

ไป๋ลู่เฉิงซวง 白鹭成双 เขียน

ม้าลาย แปล

นิยาย 4 เล่มจบ

 

___________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

เดนทรราชขององค์หญิงใหญ่ตันหยาง

 

กาลก่อนลี่เฟิ่งสิงเป็นที่ปรึกษาของอัครเสนาบดีซือหม่าซวี่ และเป็นศัตรูคู่อาฆาตของหลี่ไหวอวี้ ลี่เฟิ่งสิงอาศัยช่วงเวลาที่นางถูกคุมขังอยู่ในตำหนักเฟยอวิ๋น ถวายฎีกาติดต่อกันยี่สิบฉบับ แต่ละฉบับล้วนแต่คิดหาวิธีมอบความตายให้แก่นาง คนผู้นี้อยู่ในราชสำนักโดยมีความประสงค์เพียงสองประการ…

ประการแรกคือ ทำให้หลี่ไหวอวี้ตาย ประการที่สองคือ ทำให้พวกเดียวกันกับหลี่ไหวอวี้ตายจนสิ้น!

ยามนี้นางตายไปแล้ว ลี่เฟิ่งสิงยังมาหาเจียงเสวียนจิ่นอีก เขาประสงค์จะทำอันใด นางกระจ่างแจ้งโดยมิต้องแถลง

หลี่ไหวอวี้ยืนตัวตรง รีบก้มตัวเดินไปด้านหลังของฉากบังลมที่ทำจากไม้หลีโดยไม่ยั้งคิด

เจียงเสวียนจิ่นมุ่นคิ้วมองนาง “เจ้าทำอันใด”

“จะทำอันใดได้อีก ก็ปกป้องชื่อเสียงของเจ้าเมืองจื่อหยางอย่างไรเล่า” ผู้ที่อยู่ด้านหลังฉากบังลมหัวเราะคิกคัก กล่าวว่า “หรือท่านปรารถนาให้ผู้อื่นเห็นข้าซึ่งเป็นสตรีอยู่ร่วมห้องกับท่าน”

สตรีงั้นหรือ เมื่อได้ยินสองพยางค์นี้จากปากนาง เจียงเสวียนจิ่นอยากแค่นหัวเราะ

เขาลุกขึ้นล้างหน้าบ้วนปากไปพลาง กระแอมไอไปพลาง และกล่าวว่า “คิดจะหลบเลี่ยง เจ้าสมควรหลบในสถานที่อื่น”

“มิได้” หลี่ไหวอวี้ยื่นศีรษะออกมาจากฉากบังลม กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “หากข้าไม่ได้เห็นท่านแม้เพียงครู่เดียว ข้าจะเป็นทุกข์ยิ่งนัก!”

“โกหก” เจียงเสวียนจิ่นส่ายศีรษะ

“โธ่ ท่านไม่เชื่อข้าอีกแล้ว!” หลี่ไหวอวี้กระทืบเท้าปึงปังและกล่าวว่า “หัวใจดวงน้อยของข้าถูกท่านขว้างลงพื้นและเหยียบย่ำจนแหลกละเอียดแล้ว!”

เจียงเสวียนจิ่นวางผ้าเช็ดหน้าลง หันมามองนางด้วยนัยน์ตาดุจผืนทะเลยามคลื่นลมสงบ “เจ้ามีใจหรือ”

ถ้อยคำสี่พยางค์ที่เอ่ยอย่างนิ่งเฉยกลับสั่นคลอนจิตใจของหลี่ไหวอวี้อยู่กลายๆ นางไม่กล้าสบตาเขาโดยสัญชาตญาณ เพียงหัวร่อคิกคัก โถมตัวออกไปกุมมือของเขาไว้ กล่าวว่า “ข้ามีหรือมิมีหัวใจ ท่านจะลองจับดูหรือไม่”

นางพูดพลางดึงมือของเขามาวางไว้บนหัวใจตนเอง

เจียงเสวียนจิ่นตกใจถอยหลังไปสองก้าว มองนางอย่างตกตะลึง เส้นโลหิตบนขมับเต้นตุบๆ “บังอาจ!”

เขานึกว่าเมื่อวานนางได้แสดงกิริยาอันไร้ยางอายถึงขีดสุดแล้ว ผลคือวันนี้ยังสามารถกระทำการไร้ยางอายได้ยิ่งกว่าเดิมอีก ความไร้ยางอายนี้สามารถเพิ่มขึ้นตามกาลเวลางั้นหรือ

เขาหดมือกลับไป หลี่ไหวอวี้เพียงหัวเราะแหะๆ มิได้เอ่ยอันใดต่อ หันหลังกลับไปยังด้านหลังของฉากบังลม

เจียงเสวียนจิ่นจ้องฉากบังลมนั้น พลันเกิดอารมณ์ชั่ววูบอยากถีบสักครา

“นายท่าน ใต้เท้าลี่อยู่ด้านนอกโรงหมอแล้วขอรับ” เฉิงซวีค้อมตัวคำนับและกล่าวว่า “ดูท่าทางร้อนรนทีเดียวขอรับ”

“อืม” เขาข่มอารมณ์โกรธไว้ นั่งลงบนม้านั่งที่อยู่ด้านข้าง “เชิญเขาเข้ามา”

“ขอรับ”

เฉิงซวีออกไปแล้ว เจียงเสวียนจิ่นมองประตูที่เปิดออกไป กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้า ประเดี๋ยวได้ยินอันใดที่มิสมควรได้ยิน ถือเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเจ้าเอง”

“ท่านมิเคยฟังถ้อยคำนี้หรือ” ผู้ที่อยู่ด้านหลังฉากบังลมตอบเขาทีเล่นทีจริง “สิ้นลมใต้ดอกหมู่ตัน เป็นผีก็ยังสำราญ [1]

“…”

สักวันเขาจะเย็บปากของสตรีนางนี้เสีย!

“ท่านเจ้าเมือง!” เพียงไม่นานลี่เฟิ่งสิงก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ผ่านประตูเข้ามาแล้วโค้งคำนับ และกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ข้าน้อยได้ข่าวว่าท่านเจ้าเมืองจับชิงซือ นางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงใหญ่ได้”

สีหน้าของหลี่ไหวอวี้พลันถอดสี

เจียงเสวียนจิ่นนั่งยืดตัวตรงโดยไร้ท่าทีใดๆ ปิดปากกระแอมไอเบาๆ กล่าวว่า “ใต้เท้า เชิญนั่งก่อน”

ลี่เฟิ่งสิงสูดลมหายใจ เก็บกลั้นอารมณ์หุนหันพลันแล่น นั่งลงข้างโต๊ะ

“หากข้ามิได้จำผิด ตอนนี้ใต้เท้าสมควรยุ่งอยู่กับการสอบสวนเหล่าขุนนาง ไยจึงมาไถ่ถามเรื่องนี้ได้”

ลี่เฟิ่งสิงนิ่งอึ้งไป จากนั้นจึงขมวดคิ้ว “องค์หญิงใหญ่สิ้นพระชนม์ เดนทรราชทั้งหลายของนางกลับลอยนวลเหนือกฎหมาย ปลุกลมสร้างคลื่นมิหยุดหย่อน ข้าน้อยจะไม่เป็นทุกข์ได้อย่างไร ท่านเองก็ทราบวิธีการขององค์หญิงใหญ่ผู้นั้นดี ข้าน้อยเกรงว่านางตายโดยมิยินยอม จึงหลงเหลืออุบายแก้แค้นอันใดเอาไว้”

“เรื่องเหล่านี้ฝ่าบาทพระราชทานอำนาจให้ข้าเป็นผู้จัดการโดยชอบธรรม” เจียงเสวียนจิ่นเงยศีรษะ มองเขาด้วยนัยน์ตาเรียบเฉย “ใต้เท้ากังวลว่าข้าจะดำเนินการอย่างไม่เหมาะสมหรือ”

“…มิกล้าขอรับ แต่ท่านเจ้าเมืองจับชิงซือได้หลายวันแล้ว เหตุใดยังไม่คุมขังนางในเรือนจำถิงเว่ยอีกเล่า”

เจียงเสวียนจิ่นยกถ้วยยาที่อยู่ด้านข้างขึ้นดื่ม หลุบตามองยาสีเปลือกไม้ มิได้ตอบอันใด

ลี่เฟิ่งสิงเป็นผู้มีนิสัยใจร้อน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าเมืองจื่อหยางเขากลับมิกล้ากระทำการบุ่มบ่าม อดทนอยู่ครู่ใหญ่ เห็นว่าเจียงเสวียนจิ่นไม่มีทีท่าว่าจะตอบคำถามของตนเอง ภายในใจร้อนรนสุดระงับ

“ท่านเจ้าเมืองคิดอันใดอยู่หรือขอรับ ยามนี้หานเซียวและสวีเซียน คนเหล่านั้นรอการตัดสินโทษจากคำสารภาพของชิงซือ ขอเพียงเดนทรราชขององค์หญิงใหญ่ตันหยางถูกกวาดล้างจนสิ้น ท่านก็จะได้บรรลุความประสงค์!”

เจียงเสวียนจิ่นกล่าวโดยไม่เงยหน้า “ความประสงค์ของข้าตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงได้เห็นจักรพรรดิวัยเยาว์ออกว่าราชการด้วยพระองค์เอง มีฐานอำนาจที่หนักแน่นมั่นคง สิ่งที่ใต้เท้ากล่าวล้วนเป็นความเห็นแก่ตัวของท่านเอง มิใช่เจตนาของข้า”

หลี่ไหวอวี้ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังฉากบังลมได้ยินถ้อยคำนี้เข้าก็ยิ้มหยันอย่างเงียบเชียบ

กล่าวได้ดีเหลือเกิน ประสงค์เพียงได้เห็นจักรพรรดิวัยเยาว์ออกว่าราชการด้วยพระองค์เอง มีฐานอำนาจที่หนักแน่นมั่นคงงั้นหรือ หากประสงค์เพียงเช่นนี้จริง เหตุใดต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อสังหารนางด้วยเล่า

ลี่เฟิ่งสิงถูกถ้อยคำนี้ตอกจนหน้าหงาย สีหน้าฉายแววขุ่นเคือง เขานิ่งเงียบครู่หนึ่งก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การกวาดล้างเดนทรราชขององค์หญิงตันหยางให้สิ้นซากก็มิได้เป็นการขัดแย้งต่อความประสงค์ของท่าน”

“เดนทรราชอย่างนั้นหรือ” เจียงเสวียนจิ่นคิดใคร่ครวญถ้อยคำนั้นช้าๆ ก่อนจะแค่นเสียงหัวร่อ ตวัดสายตาขึ้นมองคนตรงหน้า “เดนทรราชที่เจ้ากล่าวคือสวีเซียน แม่ทัพสวีผู้จงรักภักดีอุทิศตนเพื่อชาติ หรือว่าหานเซียว ขุนนางคนสำคัญผู้รับใช้จักรพรรดิสองรัชกาล หรือว่าอวิ๋นหลันชิง ผู้ได้สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงจากการไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นซีเหลียง”

ผู้คนเหล่านี้ต่างมีมิตรภาพลึกซึ้งต่อองค์หญิงใหญ่ตันหยางและเป็นไม้คานหลังคาของประเทศชาติด้วยเช่นกัน

ลี่เฟิ่งสิงอ้ำอึ้ง เงยศีรษะมองเจียงเสวียนจิ่น ทันใดนั้นก็กระจ่างแจ้งว่าตนเองมาหาผิดคนแล้ว

เดิมคิดว่าการที่เจ้าเมืองจื่อหยางช่วยสังหารองค์หญิงตันหยางจะเป็นการยืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับตนเอง แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น คนผู้นี้เป็นเพียงผู้มีใจจงรักภักดีต่อจักรพรรดิอย่างแท้จริง เขาจะยื่นมือช่วยเหลือเพียงเรื่องที่มีจุดประสงค์เดียวกับเขาเท่านั้น หากจุดประสงค์ต่างกัน เขาจะไม่สนใจสักน้อยนิด

ลี่เฟิ่งสิงกำหมัดแน่น ลุกขึ้นพลางกล่าวว่า “ข้าน้อยไม่ดูตาม้าตาเรือเอง ท่านเจ้าเมืองสมควรเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้เองขอรับ”

เจียงเสวียนจิ่นพยักหน้า พูดคุยกับเขาต่อสองประโยคแล้วส่งเขาด้วยสายตา

ประตูถูกเปิดออกแล้วปิดกลับดังเดิม หลี่ไหวอวี้เดินออกมาจากด้านหลังของฉากบังลม สีหน้าที่สับสนก่อนหน้านี้หายไปจนสิ้น เงยหน้าพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย

“ท่านเจ้าเมืองเก่งกาจเหลือเกิน” นางยกยอปอปั้น

เจียงเสวียนจิ่นปรายตามองนาง กระแอมไอเล็กน้อย

“โธ่เอ๋ย ดูท่าทางน่าสงสารเข้าสิ ไม่สบายยังต้องเป็นทุกข์ด้วยเรื่องเหล่านี้อีก” หลี่ไหวอวี้เดินมาข้างกายเขาแล้วฉุดเขาลุกขึ้นจากม้านั่ง “ไป ไปนอนเสีย”

“ปล่อยมือ” เขามุ่นคิ้ว

“ข้าไม่ปล่อยหรอก ไม่ต้องเอ่ยคำไร้ประโยชน์เหล่านี้”

“…”

นางกดเขาลงบนเตียงด้วยรอยยิ้มนัยน์ตาหยี คลุมด้วยผ้าห่มอย่างดี หลี่ไหวอวี้เท้าค้างมองเขาพลางกะพริบตาปริบๆ “ท่านรู้สึกหรือไม่ว่าข้ารู้จักดูแลผู้อื่นมากทีเดียว”

เจียงเสวียนจิ่นไม่มีความอดทนที่จะฟังนางพูดจาไร้แก่นสาร “ไม่ต้องอ้อมค้อม”

“ได้ เช่นนั้นข้าจะพูดตามตรง” หลี่ไหวอวี้ปรบมือ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านรับสาวใช้หรือไม่”

“ไม่รับ!” เจียงเสวียนจิ่นมองความคิดของนางออกจึงกล่าวอย่างเด็ดขาด ไม่เหลือทางให้ไปต่อแม้สักเล็กน้อย

หลี่ไหวอวี้เผยสีหน้าผิดหวัง “ท่านไร้น้ำใจเสียจริง อย่างไรก็จูบแล้ว กอดแล้ว นอนแล้ว…”

“หุบปาก!” เจียงเสวียนจิ่นหยัดกายลุกขึ้นนั่ง กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าจะให้เฉิงซวีส่งเจ้ากลับจวนประเดี๋ยวนี้”

“ไม่เอา!” หลี่ไหวอวี้เบ้ปาก ส่ายศีรษะประหนึ่งหมุนล่างกู่ [2] “หากท่านไม่ไปส่งข้าด้วยตนเอง ก็รับข้าไว้เสีย!”

เจียงเสวียนจิ่นสูดลมหายใจลึก อาการไอที่เป็นอยู่หนักยิ่งกว่าเดิม กระทั่งเขาเริ่มคิดแล้วว่านี่เป็นคำสาปแช่งที่ตันหยางร่ายเอาไว้ก่อนจะเสียชีวิตหรือไม่ เหตุใดเขาต้องมาพานพบกับคนพรรค์นี้!

 

[1] เป็นสำนวนซึ่งมีความหมายว่า ยอมพลีชีพได้เพื่อสาวงาม

[2] ของเล่นเด็กขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่หรือกระดาษแข็งเป็นวงกลม เสียบไม้ยาว ขึงด้วยกระดาษ มีสองหน้า และมีตุ้มเล็กๆ ห้อยอยู่สองข้าง มักเรียกกันว่า ป๋องแป๋ง

ใส่ความเห็น