[ทดลองอ่าน] งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล ตอนที่ 7 : ตอแยเขา วางกลอุบายหลอกเขา!

งานเลี้ยงแห่งวสันตกาล
春日宴

ไป๋ลู่เฉิงซวง 白鹭成双 เขียน

ม้าลาย แปล

นิยาย 4 เล่มจบ

 

___________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

ตอแยเขา วางกลอุบายหลอกเขา!

หลี่ไหวอวี้กำเทียบยาแน่น วิ่งวุ่นไปทั่วกว่าจะหาเด็กปรุงยาเจอ

“ยานี้ต้องต้มครึ่งชั่วยาม” เด็กปรุงยารับเทียบยาไป ยกหม้อขึ้นตั้ง กล่าวว่า “งานในมือข้าค่อนข้างเยอะ แม่นางช่วยดูให้หน่อยได้หรือไม่”

“ย่อมได้” หลี่ไหวอวี้ผงกศีรษะรับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ รับพัดจากมือเขา จากนั้นย้ายม้านั่งมานั่งเฝ้าข้างเตาไฟขนาดเล็ก เด็กปรุงยารีบปรี่ไปอีกด้านหนึ่ง ลานหลังเรือนที่กว้างขวางเช่นนี้เต็มไปด้วยยาที่กำลังต้มอยู่ เขาไม่ว่างมาสนใจนาง

หลี่ไหวอวี้ชำเลืองมองหม้อยานั้นและหรี่ตาลงเล็กน้อย

ครึ่งชั่วยามผ่านไป ยาที่ต้มได้ที่แล้วถูกตักใส่ถ้วยวางไว้เบื้องหน้าของเจียงเสวียนจิ่น

เจียงเสวียนจิ่นนั่งพิงหัวเตียง ปรายตามองถ้วยยาแล้วเคลื่อนสายตามายังนาง จากนั้นเบือนหน้าไปทางอื่น

หลี่ไหวอวี้ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นหย่อนก้นลงที่ริมเตียง ยกถ้วยยาขึ้นมาเป่า “ข้ารู้แล้ว เอ้า ข้าป้อนท่านเอง!”

เจียงเสวียนจิ่นหางคิ้วกระตุก เอ่ยเสียงต่ำ “ไม่อยากดื่ม”

“ไม่สบายอยู่จะไม่ดื่มยาได้อย่างไร” นางเบิกตากว้าง จากนั้นใช้คำพูดประหนึ่งหลอกเด็ก “ท่านดูสิ ข้าต้มยานี้มาครึ่งชั่วยามเชียวนะ ใช้เครื่องปรุงยาชั้นเลิศ ต่อให้ไม่เห็นใจข้า ท่านก็ควรเห็นใจเครื่องปรุงยาเสียหน่อย”

เจียงเสวียนจิ่นหลุบตาลงมองยาสีเปลือกไม้นั้น นัยน์ตาพลันเป็นประกายวาบ

“เจ้าดื่มก่อนสิ”

หืม หลี่ไหวอวี้ตะลึงงัน จากนั้นจึงสำรวมเก็บรอยยิ้ม “ท่านสงสัยข้างั้นหรือ”

เจียงเสวียนจิ่นกระแอมไอ กล่าวว่า “สิ่งที่จะเข้าปากข้าต้องมีคนชิมก่อน นี่เป็นกฎ”

“เอาเถิด ท่านแค่คิดว่าข้าจะวางยาทำร้ายท่านนั่นแหละ” หลี่ไหวอวี้แค่นหัวเราะ สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย มองเขาแล้วกล่าวว่า “ข้านั่งเฝ้ายานี้อยู่ครึ่งชั่วยาม ซ้ำยังโดนลวกมือ สุดท้ายก็ทำคุณบูชาโทษ”

น้ำเสียงนี้ฟังดูแล้วคล้ายว่าเสียใจจริงๆ

ทว่าเจียงเสวียนจิ่นไม่หลงกล ตอบน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าเป็นคนจะไปต้มยาเอง”

ถ้อยคำนี้บอกเป็นนัยว่ารนหาที่เอง แกว่งเท้าหาเสี้ยน สรรหาเรื่องน่าเบื่อทำ

“หากเจ้าไม่เต็มใจ ไปเสียตอนนี้ก็ยังทัน”

หลี่ไหวอวี้ได้ยินดังนั้นก็หัวร่อออกมา โยนช้อนที่อยู่ในถ้วยยาลงบนม้านั่งตัวเตี้ยข้างๆ ยกถ้วยยาขึ้นดื่ม

ถูกต้อง มิใช่ลองชิมเพียงอึกเดียว แต่นางดื่มรวดเดียวจนหมด

สีหน้าของเจียงเสวียนจิ่นที่เดิมไม่ยี่หระ พอเห็นกิริยาของนาง นัยน์ตาพลันไหววูบ “เจ้าทำอันใด”

หลี่ไหวอวี้วางถ้วยเปล่าแล้วเช็ดปาก “สงสัยข้ามิใช่หรือ เช่นนั้นท่านอย่าดื่มยานี้เลย ให้เฉิงซวีไปต้มใหม่แล้วกัน”

พูดจบก็ลุกขึ้นเดินจากไป

“…” เจียงเสวียนจิ่นรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาคาดการณ์ไว้ว่าแม่นางผู้นี้หมายจะตามตอแยเขา แม้ว่าไม่ทราบจุดประสงค์ แต่ไม่น่าแฝงความปรารถนาดีอันใดเอาไว้

ผลสุดท้ายเป็นอย่างไร เขากล่าวไม่ถูกสักประการ คนผู้นี้จะจากไปทั้งอย่างนี้

หลี่ไหวอวี้ก้าวเดินแช่มช้า วางฝีเท้าอย่างแผ่วเบา แผ่นหลังและไหล่สั่นระริกราวเอ่อล้นด้วยความโกรธและความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

เมื่อนางกำลังก้าวข้ามธรณีประตูออกไป เสียงที่นางรอคอยจากเบื้องหลังก็ดังขึ้น “ช้าก่อน”

หลี่ไหวอวี้ปลื้มปริ่มใจ แต่ยังมิวายปั้นหน้าน้อยเนื้อต่ำใจดังเดิม หันศีรษะกลับมาและกล่าวอย่างขมขื่น “กระไร”

เจียงเสวียนจิ่นถอนหายใจแผ่วเบา “ขอบใจเจ้ามาก”

เขาเป็นคนประเภทพ่ายแพ้ต่อไม้อ่อนแต่ต่อต้านไม้แข็ง ในเมื่ออีกฝ่ายปรารถนาดีต่อเขาจริงๆ เขาก็สมควรกล่าวคำขอบคุณ เขาได้รับการปลูกฝังมาเช่นนี้ แม้ว่าสายตาของแม่นางผู้นี้ทำให้ตนเองรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่ดูจากการกระทำแล้วไม่มีเจตนาจะทำร้ายเขาแน่นอน ดื่มยาที่ต้มมาครึ่งชั่วยามจนหมดในชั่วอึดใจเดียว คงจะร้อนลวกปากมากทีเดียว

ไตร่ตรองถึงตรงนี้ เขาก็ปรายตามองนาง เม้มริมฝีปากเล็กน้อย สีหน้าดูอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน

นี่แหละผลลัพธ์ที่ต้องการ!

ภายในใจหลี่ไหวอวี้กระหยิ่มยิ้มย่อง อันใดที่เรียกว่าถอยเพื่อก้าว อันใดที่เรียกว่าแสร้งปล่อยเพื่อจับ ดูสิ นางทำสำเร็จอีกแล้ว!

นางทราบดีว่าเจียงเสวียนจิ่นผู้นี้ระแวดระวังมากเพียงไหน ก่อนที่ความระแวดระวังของเขาจะพังทลายลง ไม่ว่านางจะใช้แผนการใดๆ ล้วนไร้ความหมาย ฉะนั้นเมื่อครู่ที่ลานหลังเรือน นางลังเลอยู่ครึ่งชั่วยาม จนแล้วจนรอดก็มิได้ใส่อันใดลงไปในหม้อยา

ความจริงพิสูจน์แล้วว่านางรู้จักเขาดีมากจริงๆ!

นางเบ้ปาก เคลื่อนกายกลับไปยังข้างเตียง เอียงศีรษะมองเขาและกล่าวว่า “ที่แท้ท่านก็ทำใจปล่อยข้าไปมิได้!”

ใบหน้าที่เพิ่งอ่อนโยนลงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอีกครั้ง “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด”

ก็แค่คำขอบคุณเท่านั้น!

“ได้ ได้ ได้ รู้ว่าท่านเขินอาย ข้าเข้าใจก็พอแล้ว!” หลี่ไหวอวี้ตบบ่าเขาเบาๆ อย่างใจกว้าง และกล่าวต่อไปว่า “ดวงใจเราสื่อถึงกันได้”

ดวงใจสื่อถึงกันได้กับผีสิ! เจียงเสวียนจิ่นโกรธจนพูดไม่ออก กระแอมไอเล็กน้อย หลี่ไหวอวี้อุทาน “ตายแล้ว” พลางตีศีรษะตนเองเบาๆ “ข้าดื่มยาของท่านไปหมดแล้ว ท่านก็ไม่มียาดื่มน่ะสิ เกรงว่าอาการป่วยจะทวีหนักขึ้น”

“…ใครใช้ให้เจ้าดื่มยาเสียหมดเล่า”

“ก็ข้าโกรธนี่นา” หลี่ไหวอวี้เบ้ปาก “ทำดีต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ แต่ผลที่ได้กลับมาคือความระแวง ผู้ใดจะไม่โกรธเล่า”

เจียงเสวียนจิ่นฮึดฮัดในลำคอ เอนกายลงบนเตียง ปิดตาแล้วหลับไป

ยามจื่อ [1] แล้ว หลี่ไหวอวี้เห็นว่าเขาไม่ได้นอนหลับสบายมากนัก จึงนั่งลงข้างเตียง มือข้างหนึ่งเท้าคางไว้ ยื่นมืออีกข้างหนึ่งไปอังหน้าผากของเขา

เฉิงซวีที่พรางตัวเงียบอยู่ในมุมข้างๆ เห็นว่านางไม่มีท่าทีเป็นอันตรายต่อนายของตนเองจึงไม่ได้เอ่ยปากอันใด

ปลายยามเหม่า [2] ของวันรุ่งขึ้น เจียงเสวียนจิ่นลืมตาขึ้นมาก็พบว่ามีคนอยู่ในอ้อมกอดของตน

ขาของคนผู้นั้นเกี่ยวรัดกับขาของเขาอย่างสะเปะสะปะ แขนพาดทับอยู่บนเอวของเขา เมื่อเอียงศีรษะมองดู พบใบหน้าเรียวเล็กซูบผอมอมโรคอยู่ห่างจากเขาเพียงครึ่งชุ่น เรียวปากสีชมพูอ่อนเผยอเปิดรำไร น้ำลายใสแวววาวกำลังไหลย้อยลงมาจากมุมปาก…

เจียงเสวียนจิ่นตกตะลึงพลางหรี่ตาลง

เฉิงซวีกำลังผลักประตูเข้ามาจากด้านนอก พลันได้ยินเสียงดัง “พลั่ก” มาจากด้านใน

“โอ๊ย!” หลี่ไหวอวี้ตกใจตื่น กลิ้งหลุนๆ บนพื้นหลายตลบก่อนหยุดลง ลุกขึ้นนั่งมองไปยังคนบนเตียงด้วยอาการมึนงง “ท่านทำอันใด!”

เจียงเสวียนจิ่นดันกายขึ้นนั่งพิงหัวเตียง สายตาฉายแววเมินเฉยและกล่าวขึ้น “ไร้ยางอาย!”

มานอนบนเตียงของบุรุษตามใจชอบได้ด้วยหรือ

หลี่ไหวอวี้โกรธจนอยากหัวร่อ มองเฉิงซวีที่ผลักประตูเข้ามาและชี้ไปที่เขาทันที ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านถามเขาดูสิว่าเมื่อคืนท่านทำอันใดลงไป!”

เจียงเสวียนจิ่นนิ่งอึ้ง หันศีรษะมองไปที่ประตู เห็นเพียงเฉิงซวีนำอ่างน้ำวางบนชั้นวางข้างกายด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก โค้งตัวคำนับ “นายท่าน”

“เกิดอันใดขึ้น” เจียงเสวียนจิ่นรู้สึกงุนงง

เฉิงซวีเกาท้ายทอยแกรก เดินไปกระซิบข้างกายเขา “กลางดึกเมื่อคืนท่านหายไข้แล้วหนาวเหน็บทั้งร่าง คว้าแขนของแม่นางท่านนี้เอาไว้มิยอมปล่อย…จากนั้น…”

สีหน้าของเจียงเสวียนจิ่นพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ จ้องมองเฉิงซวีด้วยนัยน์ตาดุดัน

เฉิงซวีส่ายศีรษะเป็นพัลวัน “ข้าน้อยหาได้พูดปด!”

หลี่ไหวอวี้นั่งอยู่บนพื้นหัวร่อในลำคอ กล่าวว่า “ใช้กำลังข่มเหงแล้วสวมบทผู้บริสุทธิ์ทีหลัง ท่านคิดจะชดเชยให้ข้าอย่างไร!” นางหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสริมว่า “นอกจากตัวท่านแล้ว ข้าไม่รับของชดเชยอื่นใดทั้งสิ้น”

“เจ้าฝันไปเถิด” เจียงเสวียนจิ่นกระแอมไอเล็กน้อย ดวงหน้ายังแดงระเรื่อไม่หาย

“นายท่าน” เฉิงซวีเห็นว่าเจียงเสวียนจิ่นทำอันใดไม่ถูก จึงช่วยกอบกู้สถานการณ์แทนเขาอย่างหลักแหลม “เมื่อครู่มีคนส่งข่าวมาบอกว่า ที่ปรึกษาของท่านอัครเสนาบดี ใต้เท้าลี่ขอเข้าพบขอรับ”

ใต้เท้าลี่งั้นหรือ ลี่เฟิ่งสิงงั้นหรือ

เมื่อหลี่ไหวอวี้ได้ยินชื่อนี้ก็ผุดลุกขึ้นยืน

 

[1] คือช่วงเวลา 23.00 – 0.59 น.

[2] คือช่วงเวลา 5.00 – 6.59 น.

ใส่ความเห็น