fbpx

[ทดลองอ่าน] อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 3 บทที่ 100

不要物种歧视
อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 3

 

月下蝶影
เย่ว์เซี่ยเตี๋ยอิ่ง
เขียน

นกแก้ว
แปล

 

— โปรย —

ที่สุดแล้วไม่ว่าเป็นมนุษย์หรือปีศาจก็ล้วนต้องการใครสักคนอยู่ข้างกาย
ฝูหลีเองก็เข้าใจข้อนี้ดี และดีใจที่ตนเองมีจวงชิงอยู่ข้าง ๆ
แต่ข่าวลือต่าง ๆ ที่ปรากฏในโลกออนไลน์กับในโลกผู้ฝึกตนนั่นมากไปหรือเปล่า
นี่เราเป็นแค่ ‘เพื่อนร่วมงาน’ และ ‘พี่น้อง’ กันเท่านั้นนะ
ทว่าสิ่งที่ถูกลือไปนั้นกลับเป็น ‘…’
แบบนี้แล้วจวงชิงจะไม่โกรธเกลียดจนตีตัวออกห่างเขาไปหรอกเหรอ
แต่ก็ไม่นี่…นอกจากไม่ออกห่างแล้วยังขยับมาใกล้ชิดมากเกินไปด้วยซ้ำ
ทั้งสองควรใส่ใจกับการจัดการเหล่าปีศาจมากกว่านี้นะ
ควรตั้งใจทำงานและใส่ใจสายตาของเพื่อนร่วมงานมากกว่านี้ด้วย
ทว่ามังกรทองตนนี้บทจะเอาจริงขึ้นมา เขาจะห้ามอีกฝ่ายได้ยังไงล่ะเนี่ย!

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 100

 

หลังจากแบกฝูหลีกลับมาถึงบ้าน จวงชิงก็จัดการยัดอีกฝ่ายเข้าใต้ผ้าห่ม พอเห็นท่าทางนอนหงายท้องแอ้งแม้งนั่นแล้วจวงชิงก็ส่ายหัวเงียบ ๆ ช่างเป็นปีศาจโง่ที่ถูกผู้ใหญ่โอ๋จนเสียคนจริง ๆ

เมื่อลมหนาวเริ่มแรง ชายหนุ่มเดินไปปิดบานหน้าต่างพร้อมกับดึงม่านปิด

หลังถอยออกจากห้องพักแขกแล้ว จวงชิงยืนตรงโถงทางเดินมองโคมไฟคริสตัลระย้าหรูเหนือห้องรับแขก ก่อนที่จู่ ๆ จะยกสองมือกุมหน้าแล้วถูแรง ๆ

 

โจวหนานเป็นโอตาคุติดเกม โอตาคุคนอื่น ๆ ต่อให้ไม่ชอบเข้าสังคม เลือกที่จะขลุกอยู่แต่ในบ้าน ทว่าก็ยังมีแหล่งรายได้ประจำ เช่น งานเขียนนิยาย วาดรูป แปลงาน ไลฟ์สตรีมมิ่ง และอื่น ๆ แต่โจวหนานไม่ใช่คนแบบนั้น เขาแค่ชอบหมกตัวอยู่ในบ้าน อาศัยมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้มีชีวิตรอดไปวัน ๆ ทุกวันไม่ฆ่าคนในเกมเพื่อสนองความพอใจ ก็คอมเมนต์เรียกไลก์ใต้ข่าวเหตุการณ์บ้านเมืองต่าง ๆ เพื่อระบายความไม่พอใจในชีวิต

ทว่าช่วงนี้เขาพบกับเรื่องยุ่งยากบางอย่าง อย่างเช่นมีเสียงผู้หญิงร้องไห้ด่าทอดังมาจากห้องน้ำกลางดึก แถมยังฝันเห็นญาติผู้ใหญ่ต่อว่าเขา ตอนแรกก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้มากนัก คิดไม่ถึงว่าไม่กี่วันต่อมาบนขากับก้นเริ่มปรากฏรอยเขียวช้ำ แค่นั่งบนเก้าอี้แข็ง ๆ ก็เจ็บจี๊ด เขารวบรวมความกล้าไปตรวจที่โรงพยาบาล เสียเงินตรวจร่างกายไปไม่น้อย ผลปรากฏว่าตรวจไม่เจอความผิดปกติใด ๆ หลังจากโมโหด่าหมอว่ามีแต่พวกต้มตุ๋นบนอินเทอร์เน็ตเสร็จ เขาก็ไปเล่าประสบการณ์บนบอร์ดเรื่องลี้ลับแห่งหนึ่งต่อ

อนิจจา กระทู้ที่เขาโพสต์ไม่ได้รับความสนใจจากชาวเน็ตคนอื่น ๆ มากนัก ไม่นานก็ถูกกระทู้อื่นดันตกหน้าแรก เขาชักห่อเหี่ยวแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ คืนนั้นเสียงผู้หญิงร้องไห้แปลก ๆ ในห้องน้ำยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม บรรพบุรุษตระกูลแปดรุ่นห้อมล้อมเตียงรุมด่าและตบตีเขาจนนอนไม่หลับทั้งคืน

เช้าวันรุ่งขึ้นเขาคลุมโปงเตรียมจะนอนชดเชย ทว่าเสียงเคาะประตูดันดังขึ้น

เขาตะกายขึ้นจากเตียงอย่างหงุดหงิดพลางบีบนวดส่วนที่เจ็บลามไปถึงเอว เดินหน้าบูดพร้อมถ่างตาเบลอ ๆ ไปเปิดประตู “มีอะไร ฉันไม่ซื้อประกัน แล้วก็ไม่ซื้อเครื่องฟอกอากาศด้วย”

“ขอโทษทีเพื่อนฝูง ขอรบกวนหน่อย”

ตอนนั้นเองโจวหนานถึงเพิ่งเห็นชัดๆ ว่าคนที่พูดกับเขาใส่เครื่องแบบตำรวจ ทว่าหน้าตาเป็นมิตรมากทีเดียว

ตำรวจจากสถานีตำรวจ? เขาชักตระหนกขึ้นมา หรือว่าที่ด่าชาวบ้านบนอินเทอร์เน็ตจะถูกคนฟ้องร้อง

“พะ…พวกคุณมีธุระอะไรครับ” โจวหนานเห็นผู้ชายสองคนด้านหลังนายตำรวจ คนฝั่งซ้ายสูงร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตร มีรูปร่างชวนให้ผู้ชายด้วยกันอิจฉา หน้าตายิ่งชวนหมั่นไส้ โจวหนานอดคิดไม่ได้ หน้าตาดีแล้วยังไง สุดท้ายก็เป็นแค่ตำรวจท้องที่ตามหลังนายตำรวจใหญ่อยู่ดี คนฝั่งขวาเตี้ยกว่านิดหน่อย หัวล้านเลี่ยน โชคดีหน้าตาใจดี ไม่อย่างนั้นหากเดินตามถนนคงถูกคนคิดว่าเป็นนักเลงหัวโจก

“ไม่มีอะไรหรอกครับ พวกเราแค่มาสำรวจความคิดเห็นประชาชนตามบ้าน” นายตำรวจล้วงตราประจำตัวออกมา “รบกวนด้วย”

โจวหนานผู้ปากเก่งบนโลกออนไลน์เวลานี้กลับหงอไม่กล้าหือ เขาเห็นนายตำรวจล้วงตราออกมาแสดงก็รีบเปิดประตูกว้างพลางก้าวถอยหลังสองก้าว “เชิญเข้ามาเลยครับ ๆ”

“เฮือก” ทันทีที่ชายหัวล้านเดินเข้ามาเห็นขวดเครื่องดื่มเปล่าเต็มห้องบวกกับกล่องอาหารเดลิเวอรี่กองสุมเป็นภูเขาบนโต๊ะก็เกือบวางเท้าแตะพื้นไม่ลง

“บ้านรกนิดหน่อย ขอโทษด้วยครับ” โจวหนานเอาเท้าเขี่ยขยะระเกะระกะในห้องไปทางซ้ายทีขวาที ในที่สุดก็เคลียร์เป็นทางเดินเล็ก ๆ ได้ “เชิญครับ”

รกนิดหน่อยตรงไหน นี่มันหลุมขยะชัด ๆ ชายหัวล้านจมูกค่อนข้างไวจึงทนรับกลิ่นในห้องไม่ไหว รีบไปเปิดหน้าต่างห้องรับแขกอย่างสุดจะทานทน ซ้ำยังไม่กล้านั่งบนโซฟาฝุ่นหนาเตอะในห้องรับแขกด้วย

โจวหนานจับ ๆ ผมมันย่องของตัวเอง แล้วไปหยิบเครื่องดื่มจากตู้เย็นสองสามกระป๋องออกมาให้ ทว่าชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้นกลับปฏิเสธ

“ขอบคุณสำหรับน้ำใจครับ ทางเรามีระเบียบห้ามรับของจากประชาชนแม้แต่แดงเดียว” หนุ่มรูปหล่อท่าทางสนใจห้องที่โจวหนานอาศัยอยู่ เขาเดินย่ำลงบนขยะตามอำเภอใจไปถึงประตูห้องน้ำ “นี่ห้องน้ำของคุณใช่ไหมครับ”

“เดี๋ยวครับ” โจวหนานนึกถึงเรื่องที่ตัวเองเจอช่วงนี้แล้วพูดอย่างลังเล “ในนั้นไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ คุณอย่าเข้าไปดีกว่า”

แม้เขาจะอิจฉาผู้ชายที่อะไรก็หล่อไปหมดประเภทนี้ที่สุด แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ มโนธรรมที่เหลือไม่มากของเขาก็คงไม่ค่อยสงบสุขนัก

หนุ่มหล่อเปิดประตูห้องน้ำดู โจวหนานตามมาด้านหลัง เห็นอ่างล้างหน้าเป็นคราบเหลือง ก๊อกน้ำน้ำหยดติ๋ง ๆ กับส้วมสกปรกข้างในแล้วก็พลันหน้าแดง

“ห้องน้ำกว้างใหญ่ทีเดียวนะครับ” หนุ่มหล่อปิดประตูซึ่งช่วยกันกลิ่นจากห้องน้ำทางด้านหลังไปด้วย

โจวหนานลอบถอนหายใจโล่งอก หากเป็นแบบนี้ต่อไปเขาต้องกระอักกระอ่วนตายแน่

“เดี๋ยวผมไปสำรวจบ้านหลังอื่น คุณสองคนอยู่ดูที่นี่ไปนะ” นายตำรวจที่อายุค่อนข้างมากยิ้มให้ชายหนุ่มสองคน จากนั้นก้าวไว ๆ ออกจากห้องด้วยความเร็วประหนึ่งหนีเอาชีวิตรอด

ในใจโจวหนานรู้สึกกระดากมากกว่าเดิม แต่เขาดันจับผิดอะไรไม่ได้

“ซี้ด…” เขาบิดเอวสักครู่แล้วก็สูดปากทันทีด้วยความเจ็บ

“บาดเจ็บเหรอครับ” หนุ่มหล่อมองมาอย่างเป็นห่วง

สีหน้าของอีกฝ่ายจริงใจจนโจวหนานเผลอหลุดเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เล่าแม้กระทั่งเรื่องเสียงร้องไห้แปลก ๆ ในห้องน้ำ หลังจากเล่าจบถึงค่อยสะดุ้งรู้สึกตัวว่าตัวเองพูดอะไร เขารีบโบกมือพัลวันก่อนจะพูด “อาจเพราะช่วงนี้ผมเหนื่อยเกินไปเลยเกิดภาพหลอนก็ได้ ผมไม่ได้มีความคิดจะเผยแพร่ความเชื่องมงายล้าสมัยนะครับ…”

“ผมรู้ครับ” หนุ่มหล่อยื่นมือมาตบ ๆ บ่าเขา “คุณไม่ต้องกังวล ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”

“พี่ฝู” ชายหัวล้านที่ยืนสูดอากาศตรงหน้าต่างห้องรับแขกร้องเรียก “เจ้านายแจ้งมาว่าสิบเอ็ดโมงมีประชุมครับ”

“รู้แล้ว ทางนี้ครึ่งชั่วโมงก็จัดการเสร็จแล้ว” หนุ่มหล่อมองนาฬิกาบนผนังห้องรับแขก เสียดายที่นาฬิกาฝุ่นเขรอะนี้หยุดทำงานไปนานแล้ว จึงได้แต่หยิบมือถือออกมาดูเวลา

โจวหนานลอบมอง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นรุ่นล่าสุดของยี่ห้อดัง เห็นบนอินเทอร์เน็ตว่ากันว่าหลายคนยังเข้าแถวรอซื้ออยู่เลย ตำรวจท้องที่คนนี้กลับมีใช้ก่อนแล้ว เมื่อครู่เพิ่งบอกว่าไม่รับของจากประชาชนสักแดงไม่ใช่เหรอ ตอนนี้กลับหยิบมือถือยี่ห้อดังออกมา พอคิดถึงตรงนี้โจวหนานก็พานไม่สบอารมณ์

“ผมชื่อฝูหลี ไม่ใช่เจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจ แต่เป็นคนของอีกหน่วยงานหนึ่ง” ฝูหลีมองเด็กหนุ่มที่ก้มหัวเหมือนรังนก ท่าทางห่อเหี่ยวตรงหน้า “คนจากหน่วยงานพวกเราเห็นกระทู้ที่คุณโพสต์บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นผมจึงมาดูบ้านคุณหน่อย”

กระทู้?

โจวหนานอึ้งงัน นี่พี่ชายสุดหล่อชื่อฝูหลีพูดถึงกระทู้เรื่องผีที่เขาโพสต์ไปเมื่อวานอย่างนั้นเหรอ

“พวกคุณมาจากหน่วยงานอะไร หรือว่าในบ้านผม…มีของสกปรกอยู่จริง ๆ” โจวหนานตกใจจนถอยหลังกรูด ราวกับถอยห่างจากห้องน้ำไปสองสามก้าวจะทำให้ปลอดภัยขึ้น

“ชู่…” ฝูหลีไม่สนใจอีกฝ่าย หากแต่ยื่นมือไปทางประตูห้องน้ำแล้วคว้าจับอากาศ จากนั้นก็ลากตัวผู้หญิงชุดขาวออกมาจากด้านใน

โจวหนานตกใจกับภาพตรงหน้าจนขาอ่อนแรง ตัวโงนเงนล้มฟุบใส่กองขยะ “นะ…นี่มันอะไรน่ะ”

“นี่คือเทพห้องสุขา คุณจะเรียกนางว่าผีห้องน้ำก็ได้ สมัยก่อนมนุษย์มีการเซ่นไหว้เทพเจ้าเตาไฟหรือเทพห้องสุขา บางคนกราบไหว้อย่างจริงใจทำให้ผีในบ้านเกิดกายทิพย์ขึ้นมาจากแรงศรัทธา ซึ่งก็คือเจ้าที่อย่างที่มนุษย์อย่างพวกคุณเรียกกัน” ฝูหลีมองเทพห้องสุขาร่างกายอ่อนแอ ร้องไห้กระซิกๆไม่หยุดตรงหน้า “นางก็คือเจ้าที่ของบ้านคุณ”

“ทะ…เทพ… นางไม่ใช่ผีเหรอ” โจวหนานพูดตะกุกตะกัก “ทำไมบ้านผมถึงมีของพรรค์นี้ได้ล่ะ” เขาไม่ได้นับถืออะไร จะมีแรงศรัทธามาจากไหน

“แน่นอนว่านางไม่ใช่ผี” ฝูหลีแตะตัวเทพห้องสุขาทำให้ร่างกายเป็นรูปเป็นร่างแจ่มชัดขึ้นพร้อมกับสามารถเปิดปากพูดคุยได้

“ขอบคุณใต้เท้า” เทพห้องสุขาคารวะฝูหลีอย่างอ่อนช้อย ดูเป็นเจ้าที่ที่นิสัยดีมากทีเดียว

“เจ้าอ่อนแรงถึงขั้นนี้แล้ว เหตุใดยังไม่ไปจากบ้านนี้อีก” ฝูหลีไม่เข้าใจ เพราะหากเทพห้องสุขาขาดการเซ่นไหว้จากมนุษย์ก็สามารถหาผู้ศรัทธาคนใหม่ได้ แม้ในปัจจุบันมนุษย์ที่เชื่อเรื่องพวกนี้จะเหลือน้อยก็ตามที แต่ใช่ว่าจะหาไม่ได้เลย เหตุใดต้องทรมานตัวเองด้วยการทนอยู่ในสถานที่ที่ทั้งรกและสกปรกแบบนี้

เทพห้องสุขาเงยหน้าเผยหน้าตางดงาม “เพราะข้ารับปากคนผู้หนึ่งไว้เจ้าค่ะ นอกเสียจากลูกหลานตระกูลโจวจะเอ่ยปากบอกเองว่าไม่ต้องการข้าแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่จากไปเด็ดขาด”

ฝูหลีหันไปมองโจวหนานซึ่งตกใจพลางส่ายหน้าพรืด “ผมไม่รู้ว่าในบ้านมีเทพอยู่ ถ้ารู้ผมคงปล่อยนางไปแล้ว”

“ข้าจำได้ว่า เจ้าที่อย่างพวกเจ้ามีวิธีประจำคือ หากคนในบ้านโหวกเหวกไม่หยุดหรือประพฤติตัวไม่ระวัง พวกเจ้าสามารถสร้างปรากฏการณ์ประหลาดเพื่อตักเตือนไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงไม่ทำเช่นนั้นล่ะ” เมื่อก่อนฝูหลีไม่ค่อยมาโลกมนุษย์ก็จริง แต่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเจ้าที่มาบ้าง อย่างเช่นมีเด็กอายุเจ็ดแปดขวบครอบครัวหนึ่งยังไม่รู้ประสีประสา ชอบร้องไห้โวยวายบ่อย ๆ หนำซ้ำยังไปฉี่รดห้องครัว จากนั้นไม่นาน อยู่ดี ๆ บ้านนั้นก็หุงข้าวไม่สุก เผาฟืนเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ภายหลังเมื่อครอบครัวนั้นรับปากว่าจะดูแลสั่งสอนลูกให้ดีพร้อมจุดธูปก้มหัวกราบขอขมา ชีวิตถึงกลับเป็นปกติสุข

อย่างไรก็ตาม เด็กคนนั้นหลังจากได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วก็ดีวันดีคืน แถมยังสอบผ่านถึงขั้นจิ้นซื่อ[1] ด้วยเหตุนี้ภายหลังจึงมีตำนานเกี่ยวกับเจ้าที่ซึ่งปกปักคุ้มครองครอบครัวเล่าต่อ ๆ กันมาในหมู่ชาวบ้าน

ใบหน้าเทพห้องสุขาแดงเรื่อเล็กน้อย “คุณชายโจวท่านนี้ไม่ทำอาหารเลย ตอนหลังข้าให้งูสองตัวเข้ามาเตือน หารู้ไม่ว่าเพราะในบ้านมีขยะเยอะเกินไปจึงเรียกหนูมาไม่น้อย สุดท้ายงูสองตัวนั้นเลยกินหนูจนอิ่มหนำ”

“สัญญาที่รับปากมนุษย์สำคัญขนาดเจ้ายอมวิญญาณแตกสลายก็จะอยู่ที่นี่เลยหรือ” ฝูหลีไม่เข้าใจความคิดของเทพห้องสุขาสักนิด

“เขาเป็นคนดีมากคนหนึ่ง เขาเห็นข้าตั้งแต่เด็ก” เทพห้องสุขาแย้มยิ้มอ่อนโยน “เขาอยู่เคียงข้างข้ามาตลอดโดยไร้ภรรยาไร้ลูก กระทั่งตายสิ่งที่ปล่อยวางไม่ลงก็มีคนในตระกูลและข้าจนฝืนไม่ยินยอมปล่อยลมหายใจเฮือกสุดท้าย

“ข้ารับปากเขาเป็นมั่นเหมาะว่าจะอยู่ในตระกูลโจวต่อ เขาถึงวางใจจากไปอย่างสงบ” เทพห้องสุขาก้มหน้าซ่อนความรู้สึกที่ฉายในแววตา “หลายปีมานี้ข้าเริ่มจะชินเสียแล้ว”

โจวหนานที่นั่งเปลี้ยกลางกองขยะอึ้งงัน เขาเคยได้ยินพ่อสมัยยังมีชีวิตพูดถึงว่าตระกูลเขาเคยรุ่งเรืองมาก่อนเหมือนกัน สองร้อยกว่าปีก่อนยังมีทวดของทวดของทวดของทวดสอบติดจิ้นซื่อ เป็นขุนนางระดับสูงในท้องที่ เสียแต่ทั้งชีวิตไม่เคยแต่งภรรยา อายุไม่ถึงสามสิบก็ป่วยตายเสียก่อน บรรพบุรุษของเขาเป็นญาติจากสายอื่นที่ถูกรับมาเลี้ยงดูภายใต้ชื่อของบรรพบุรุษท่านนี้

ในความทรงจำของเขา สมัยที่คุณปู่ยังมีชีวิตมักจะจุดธูปจุดเทียนเผากระดาษเงินกระดาษทองเซ่นไหว้เทพเจ้าเตาไฟเอย เจ้าที่เอย หลังจากคุณปู่เสียชีวิต พ่อของเขาก็ทำพอเป็นพิธีบ้างบางครั้ง จนมาถึงรุ่นเขาก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปจากสมอง ยามนี้เมื่อได้เห็นเจ้าที่ท่านนี้แล้ว จิตใจก็ค่อย ๆ ถูกความละอายเข้ามาแทนที่ความกลัว ทว่าพอลูบรอยช้ำเต็มตัวของตัวเองแล้วเขาก็หัวเราะขื่นพูดว่า “ท่านเจ้าที่ ผมรู้ว่าผมทำไม่ถูก แต่ท่านก็ทำร้ายผมโหดไปหน่อยนะ”

เทพห้องสุขาตอบอย่างไม่เข้าใจ “ระยะนี้กายทิพย์ข้าแทบสูญสลายแล้ว จะไปทำร้ายเจ้าได้อย่างไร”

โจวหนานหนาวสันหลัง “ความหมายท่านคือ ในบ้านผมยังมีผีตนอื่นอีกงั้นเหรอ”

ฝูหลีหันไปมองฉู่อวี๋ ซึ่งอีกฝ่ายส่ายหัวพูดว่า “ไม่มีกลิ่นอายของผีร้าย”

พอเห็นดังนั้นแล้วฝูหลีก็มีคำตอบในใจ เขาพูดกับโจวหนานเรียบ ๆ “บางทีอาจจะมีบรรพบุรุษในตระกูลคุณที่ยังไม่ไปเกิดใหม่ทนดูต่อไปไม่ไหวเลยมาสั่งสอนคุณ” ขยะที่อัดแน่นเต็มห้องส่งกลิ่นเหม็นเกินทน ต่อให้ขี้เกียจซกมกขนาดไหนก็ไม่น่าทำบ้านให้กลายเป็นหลุมทิ้งขยะแบบนี้

โจวหนานห่อไหล่พลางมองไปรอบ ๆ ห้องอย่างหวาดกลัว ท่าทางราวกับอยากจะดูให้แน่ว่ารอบ ๆ มีวิญญาณบรรพบุรุษอยู่จริงหรือเปล่า

ฝูหลีไม่สนใจเขาแล้วหันไปถามเทพห้องสุขาต่อ “ถ้าคุณโจวปล่อยเจ้าไปตอนนี้ เจ้ามีสถานที่ที่จะไปหรือไม่”

เทพห้องสุขาส่ายหัว “นอกจากตระกูลโจวแล้ว ข้าก็ไม่คิดจะไปหาครอบครัวมนุษย์ที่ไหนอีกแล้วเจ้าค่ะ”

“ต่อให้เจ้าจะวิญญาณแตกสลายน่ะหรือ”

“เจ้าค่ะ ต่อให้ข้าวิญญาณแตกสลายก็ตาม” เทพห้องสุขายิ้มพลางพยักหน้า

“ทำไมล่ะ” ฝูหลีไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ “มนุษย์ผู้นั้นแค่อยู่กับเจ้าเป็นเวลาสั้น ๆ ไม่กี่สิบปี กระทั่งชีวิตเจ้าก็ไม่ต้องการเลยหรือ”

เทพห้องสุขามองจอมปีศาจหน้าตางดงามตบะสูงล้ำตรงหน้าแล้วหัวเราะเบา ๆ “ท่านจอมปีศาจคงไม่เข้าใจว่าอะไรคือความรักกระมัง”

ฝูหลีตอบ “ข้าเข้าใจสิ ตั้งแต่เด็กมีผู้อาวุโสมากมายรักข้า ข้าเองก็รักพวกเขา”

“ไม่เหมือนกัน นั่นมันไม่เหมือนกันเจ้าค่ะ” รอยยิ้มเทพห้องสุขายิ่งอ่อนโยน สายตาที่มองฝูหลีราวกับมองเด็กที่ไม่ประสา แม้ว่านางจะอายุไม่ถึงสามร้อยปี และที่ยืนตรงหน้านางคือจอมปีศาจอายุสี่พันกว่าปีก็ตาม “มีความรักประเภทหนึ่งที่คนอื่นก็ทดแทนไม่ได้ ท่านจะอยากอยู่กับเขาทุกชาติภพ ไม่อยากแยกจากชั่วนิรันดร์”

ฝูหลีมองเทพห้องสุขาอย่างเวทนา “แต่อายุขัยของมนุษย์นั้นสั้นนัก เจ้าไม่สามารถอยู่กับเขาชั่วชีวิตชั่วนิรันดร์หรอกนะ”

“เจ้าค่ะ แต่หากเป็นความรักแล้ว ต่อให้เพื่อช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ไม่เป็นไร” พอเห็นแววเวทนาในนัยน์ตาของฝูหลี เทพห้องสุขาก็ยิ้มละมุน “ต่อให้เขาเป็นมนุษย์ ข้าก็ยอม”

ฝูหลีไม่เข้าใจเรื่องความรักจึงไม่อาจวิจารณ์ได้ว่าการกระทำเช่นนี้ฉลาดหรือโง่เขลา แต่กระนั้นความรักนี้ก็ควรค่าให้เขารู้สึกนับถือ เขาคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “หากเจ้าไม่มีที่ไป จะมาเป็นพนักงานหน่วยสนับสนุนที่ที่ทำงานของพวกเราก็ได้นะ ทางเราก็มีผู้ฝึกตนหญิงอย่างเจ้าอยู่เยอะเหมือนกัน”

เทพห้องสุขายิ้มไม่ตอบอะไร

“ต่อไปตระกูลโจวไม่ต้องการเทพห้องสุขาอย่างท่านแล้ว” โจวหนานลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มที่ก้มหน้าสลด ในเวลานี้กลับดูมีพลังขึ้นมาหลายส่วน “ผมคนเดียวดูแลตัวเองได้ ท่านไปกับพี่ชายสุดหล่อที่ชื่อฝูหลีคนนี้เถอะ”

เขาทำเรื่องอย่างเซ่นไหว้เจ้าที่อย่างศรัทธาไม่ได้หรอก ความสุขของชีวิตเขาอยู่ในโลกสมมุติอย่างอินเทอร์เน็ต และก็จะเป็นแบบนี้ทั้งชีวิต คนที่ใช้ชีวิตเป็นโคลนเละอย่างเขาถูกกำหนดไว้แล้วว่าฉาบกำแพงไม่ได้[2] และเขาก็ไม่คิดจะลากคนอื่นมาจมปลักโคลนด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นเทพห้องสุขายังเป็นคนรักของบรรพบุรุษเขา ตามลำดับรุ่นแล้วเขาควรเรียกนางว่า ‘ย่าทวด’ ด้วยซ้ำ จะให้ย่าทวดมาอยู่ในห้องสกปรก ๆ กับเขา แค่คิดก็เล่นเอาเขาหน้าเห่อร้อนขึ้นมาแล้ว

เทพห้องสุขาครุ่นคิดก่อนส่ายหน้าพูด “รบกวนท่านจอมปีศาจรอก่อน อย่างน้อย…ข้าอยากจะสอนเด็กคนนี้ให้สามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก่อนถึงค่อยยินยอมวางใจจากไปได้ อย่างไรเสีย…เขาก็เป็นทายาทของอวี้จือ ข้าอยากดูแลเขาแทนอวี้จือ”

โจวหนานอยากจะพูดว่า ไม่ต้องให้คนอื่นมาสอนเขาใช้ชีวิตยังไงหรอก แต่พอเผชิญหน้ากับกองขยะแล้วเขาก็พูดได้ไม่เต็มปาก

“ตกลง” ฝูหลีตอบตกลงกับเทพห้องสุขา จากนั้นก็ลงอาคมบนตัวโจวหนานเพื่อไม่ให้เขาพูดเรื่องในวันนี้กับใครได้ ตามวิธีปกติโจวหนานควรถูกดึงความทรงจำส่วนนี้ออก แต่เนื่องจากเทพห้องสุขาต้องการสอนโจวหนานให้ใช้ชีวิตลำพังได้ หากดึงความทรงจำของโจวหนานไปจะทำให้หลายเรื่องไม่สามารถทำได้

ใครใช้ให้เขาเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเสมอล่ะ เขาเลยเลือกทางสายกลางเช่นนี้

รอจนฝูหลีกับฉู่อวี๋จากไปแล้ว โจวหนานเห็นเทพห้องสุขาถึงกับช่วยตัวเองเก็บขยะบนพื้นก็รีบกระเด้งตัวลุกขึ้น “ทะ…ท่านนั่งเถอะครับ งานสกปรกแบบนี้ให้ผมทำเอง”

เขากวาดกองขยะบนโซฟาออกพร้อมปูผ้าขนหนูรองอีกชั้น “เชิญนั่งครับ เชิญนั่ง”

เทพห้องสุขานั่งลงพลางยิ้มอย่างรักใคร่เอ็นดู

โจวหนานวิ่งเข้าวิ่งออกสิบกว่ารอบกว่าจะทิ้งขยะในบ้านหมด จากนั้นก็เริ่มถูพื้น ถูไปครึ่งชั่วโมงจนชักเหนื่อยจนหน้ามืดตาลายจึงถือโอกาสถาม “ย่าทวดครับ ปู่ทวดหน้าตาดีไหม”

พูดเสร็จปุ๊บก็นึกอยากตบหน้าตัวเองสักที ย่าทวดอะไรกันล่ะ นี่มันวอนโดนตีชัด ๆ

กระนั้นเทพห้องสุขาซึ่งนั่งอยู่บนโซฟากลับยิ้มแย้มแจ่มใส นางพยักหน้าเอ่ยว่า “หลานน้อยเด็กดี ปู่ทวดของเจ้าหน้าตาดีมากทีเดียว บนโลกนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนหน้าตาดีไปกว่าเขาแล้ว”

 

ฝูหลีกับฉู่อวี๋รีบกลับแผนกไปเข้าประชุม ซึ่งเนื้อหาการประชุมฝูหลีเข้าใจคร่าว ๆ ว่าเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาธรรมชาติอะไรเทือกนี้ หลังจากประชุมเสร็จเขาก็วิ่งไปตรงหน้าจวงชิงแล้วเอามือพาดบ่าอีกฝ่าย “ไป พวกเราไปกินข้าวกัน”

ในเมื่อลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะอยู่เป็นเพื่อนจวงชิง เขาก็ต้องคอยอยู่เคียงข้างอย่างดี พอคิดว่าเกือบสองพันปีก่อนหน้าจวงชิงต้องกินข้าวคนเดียวแล้ว ฝูหลีก็รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องกินข้าวเป็นเพื่อนจวงชิงบ่อย ๆ ให้อีกฝ่ายได้สัมผัสกับความสุขในการมีคนร่วมกินข้าวด้วย

ในความคิดของฝูหลี จวงชิงคือผักกาดขาวที่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวในผืนดิน ทุกข์ทรมานจากพายุฝนและหิมะกัดอยู่ทุกวัน น่าสงสารอย่างยิ่ง

พนักงานคนอื่น ๆ ที่ยังไม่ออกจากห้องประชุมต่างทยอยกันหยุดเท้าด้วยอยากรู้ว่าเวลาเจ้านายมีแฟนเป็นยังไง ทว่าครั้นจวงชิงหันไปปรายตามอง ในใจทุกคนก็สั่นสะท้าน ก่อนจะวิ่งหนีออกจากห้องประชุมโดยไม่หันกลับ หวงช่านที่วิ่งช้าถูกเพื่อนร่วมงานออขวางหน้าประตู ด้วยอารามรีบร้อนก็คืนร่างเป็นเพียงพอนเหลืองมุดตามร่องออกไป

“พวกเขารีบวิ่งกันขนาดนั้นทำไมน่ะ” ฝูหลีฉุกคิดขึ้นได้ “แย่ละ วันนี้เปาอวี้ต้องทำของอร่อยไว้เยอะแน่ พวกนั้นรีบวิ่งเพราะคิดจะแย่งอาหารที่มีจำนวนจำกัดกับพวกเราแน่ๆ!”

ฝูหลีดึงแขนจวงชิงลากออกไปข้างนอก “พวกเรารีบวิ่งเร็ว อย่าให้พวกนั้นแย่งไปก่อนได้”

จวงชิง “…”

ทำไมเขาต้องทำเรื่องไร้สาระพรรค์นี้กับปีศาจโง่ตนนี้ด้วย วิ่งไวขนาดนี้เพื่อแย่งกับข้าวเนี่ยนะ มังกรประจำชะตาเมืองผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขาขาดแคลนอาหารหรือไง

ขณะถูกฝูหลีลากวิ่งไปทั้งที่หน้านิ่ง มุมปากที่เม้มเป็นเส้นตรงของจวงชิงกลับยกขึ้น

“จับมือผมไว้” จวงชิงคว้ามือฝูหลีแน่น “ผมจะพาคุณไปแย่งเอง”

บรรดาพนักงานในกรมควบคุมที่รู้สึกว่ามีแสงสีทองวาบผ่านตัวไปพากันมองรอบ ๆ สุดท้ายก็ไม่พบอะไร

“เผ่ามังกรทองอย่างพวกคุณขึ้นชื่อเรื่องความไวนี่แหละ” ฝูหลีซึ่งแย่งปลากับกุ้งของโปรดได้สำเร็จก็แบ่งปลาให้จวงชิงหนึ่งตัวอย่างอารมณ์ดี “จุดนี้ปีศาจอื่นเทียบไม่ติดจริง ๆ”

จวงชิงกัดปลาที่ฝูหลีแบ่งให้คำใหญ่ก่อนจะเชิดคาง ทำหน้าไม่ใส่ใจกล่าว “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”

“ต่อไปเมื่อไหร่ที่เปาอวี้ทำของอร่อยผมจะพาคุณมาด้วย พวกนั้นต้องแย่งไม่ทันแน่”

หลังกินปลาไปได้หนึ่งในสามส่วน จวงชิงก็ตอบอืมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

ด้วยเหตุนี้ชามข้าวของเขาจึงมีปลาจวดเหลืองที่ฝูหลีแบ่งให้เพิ่มมาอีกตัว

“ที่ที่คุณไปตรวจวันนี้มีเหตุการณ์ประหลาดอะไรหรือเปล่า” จวงชิงเอ่ยถาม

“มี เป็นเทพห้องสุขา…ผีห้องน้ำน่ะ” ฝูหลีเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้จวงชิงฟัง “ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ความรักไม่กี่สิบปีสั้น ๆ มันสำคัญขนาดให้นางยอมทิ้งได้ทุกอย่างเชียวหรือ”

ปลาจวดบนตะเกียบจวงชิงร่วงลงชามข้าว ใบหน้านิ่งก้มลงเพื่อเช็ดน้ำมันที่กระเซ็นเปื้อนโต๊ะ “เรื่องที่คุณไม่เข้าใจมีเยอะไปแล้ว”

“หรือว่าคุณเข้าใจ”

จวงชิงเงยหน้ามองเขาพร้อมตอบ “หากผมรักใครสักคน ผมจะมักใหญ่ใฝ่สูงกว่านาง ไม่ไขว่คว้าแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ แน่นอน”

ฝูหลีรู้สึกแปลก ๆ เมื่อถูกสายตานี้ของจวงชิงจ้องมอง แม้แต่หัวใจยังกระโดดโลดเต้นราวกับกระต่าย “นะ…นั่นค่อนข้างมักใหญ่ใฝ่สูงจริง ๆ ด้วย”

“อืม คุณเข้าใจข้อนี้ก็ดีแล้ว” จวงชิงก้มหน้าคีบปลาจวดเหลืองเข้าปากกินอย่างสง่า

“ท่าทางคุณตอนกินข้าวดูดีมาก เหมือนกับสัตว์เลี้ยงเมื่อก่อนของผมเลย”

“หุบปากกินข้าวไป หนวกหู!”

“อือ…”

วัยรุ่นเป็นช่วงวัยต่อต้าน ช่างเอาใจยากเสียจริง

 

[1] คุณวุฒิสำหรับเรียกผู้ที่ผ่านการสอบขุนนางรอบสุดท้ายในพระราชวัง

[2] หมายถึง คนไม่เอาอ่าว ไม่มีความสามารถ ทำอะไรไม่สำเร็จ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า