fbpx

[ทดลองอ่าน] อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 3 บทที่ 96

不要物种歧视
อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 3

 

月下蝶影
เย่ว์เซี่ยเตี๋ยอิ่ง
เขียน

นกแก้ว
แปล

 

— โปรย —

ที่สุดแล้วไม่ว่าเป็นมนุษย์หรือปีศาจก็ล้วนต้องการใครสักคนอยู่ข้างกาย
ฝูหลีเองก็เข้าใจข้อนี้ดี และดีใจที่ตนเองมีจวงชิงอยู่ข้าง ๆ
แต่ข่าวลือต่าง ๆ ที่ปรากฏในโลกออนไลน์กับในโลกผู้ฝึกตนนั่นมากไปหรือเปล่า
นี่เราเป็นแค่ ‘เพื่อนร่วมงาน’ และ ‘พี่น้อง’ กันเท่านั้นนะ
ทว่าสิ่งที่ถูกลือไปนั้นกลับเป็น ‘…’
แบบนี้แล้วจวงชิงจะไม่โกรธเกลียดจนตีตัวออกห่างเขาไปหรอกเหรอ
แต่ก็ไม่นี่…นอกจากไม่ออกห่างแล้วยังขยับมาใกล้ชิดมากเกินไปด้วยซ้ำ
ทั้งสองควรใส่ใจกับการจัดการเหล่าปีศาจมากกว่านี้นะ
ควรตั้งใจทำงานและใส่ใจสายตาของเพื่อนร่วมงานมากกว่านี้ด้วย
ทว่ามังกรทองตนนี้บทจะเอาจริงขึ้นมา เขาจะห้ามอีกฝ่ายได้ยังไงล่ะเนี่ย!

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 96

 

ภาพจวงชิงประคับประคองกรมควบคุมอย่างลำบากยากเข็ญผุดขึ้นมาในหัวฝูหลี เขาหยิบถุงเฉียนคุนออกมาเททองและอัญมณีต่าง ๆ กองบนพื้นเป็นภูเขาลูกย่อม ๆ

“ของพวกนี้มีค่ามากในโลกมนุษย์ คุณเอาไปแลกเป็นเงินเสียสิ” ฝูหลีมองอัญมณีที่กองสูงเท่าตัวเองพลางเอ่ยต่อ “คุณจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ใช้หมดแล้วทางผมยังมีอีก”

“รีบเก็บเข้าไปเร็วเข้า” จวงชิงเคลื่อนตัวไปล็อกประตูห้องทำงานในพริบตาแล้วหันกลับมาบอกฝูหลี “บอกคุณกี่ครั้งแล้ว ทำไมคุณถึงไม่จำสักทีว่าอย่าโชว์สมบัติมั่วซั่ว!”

“คุณขาดเงินไม่ใช่เหรอ” ฝูหลีเอาเท้าเขี่ย ๆ ภูเขาอัญมณีจนกลิ้งหลุน ๆ ลงมากองหนึ่ง ทำราวกับมันเป็นแค่ลูกแก้วราคาถูก “ของพวกนี้สำหรับผมก็ไม่มีประโยชน์อะไร เป็นของที่ผู้เฒ่าบนภูเขาโยนให้เล่นตอนเด็ก ๆ ทั้งนั้น”

ฝูหลีพูดตามความจริง สำหรับมนุษย์แล้วของเหล่านี้เป็นของมีค่า แต่สำหรับปีศาจที่ร่างเดิมเป็นสัตว์ทั้งหลาย หินอัญมณีเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหินตามริมแม่น้ำ

ปีศาจส่วนใหญ่ที่อาลัยในโลกียะหาใช่เพราะโลกมนุษย์มีเงินทองของมีค่า หากแต่เพราะโลกมนุษย์เต็มไปด้วยความรักความหลง สิ่งยั่วยวนต่าง ๆ นานา ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันมีปีศาจบำเพ็ญตนไม่รู้เท่าไหร่ที่ติดหล่มปัญหานี้ ที่น่าตลกที่สุดคือ ทั้ง ๆ ที่มนุษย์หวาดกลัวภูตผีปีศาจ แต่กลับชอบใช้ผีปีศาจเป็นตัวเอกในหนัง ละคร หรือวรรณกรรม เพื่อกระตุ้นความปรารถนาในการเสาะแสวงหาสิ่งลี้ลับของพวกเขา

อย่างเช่นผลงานเรื่องโปเยโปโลเย นางพญางูขาว และอื่น ๆ ที่ถูกมนุษย์รีเมคและถ่ายทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียกได้ว่าไม่รู้เบื่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผีหรือปีศาจโผล่ออกมาจริง ๆ ปฏิกิริยาแรกของมนุษย์กลับเป็นตกใจกลัว ไม่ใช่ตื่นเต้นดีใจ

เย่กงผู้ชื่นชอบมังกร[1]ก็คงอารมณ์ประมาณนี้กระมัง

“พวกเราทำงานเพื่อประเทศ รัฐบาลจะละเลยพวกเราได้ยังไง คุณเก็บของพวกนี้ไปเถอะ” จวงชิงแย่งถุงเฉียนคุนจากมือฝูหลีก่อนจะพบว่าบนถุงลงอาคมจำกัดเฉพาะสายเลือดไว้ นอกจากฝูหลีแล้ว คนอื่นไม่สามารถใช้ถุงดูดของเข้าไปเองโดยอัตโนมัติได้ เมื่อไม่มีทางเลือกจวงชิงจึงได้แต่โกยอัญมณีเข้าถุงทีละกอบ ๆ

ทอง โมรา พลอยตาแมว หยกต่าง ๆ คริสตัลเนื้อดี เพชร ไข่มุก…

ขณะกวาดของพวกนี้เข้าถุงเฉียนคุนของฝูหลีอย่างกับขยะ จวงชิงต้องข่มจิตข่มใจแทบแย่ เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดคนมากมายถึงอิจฉาริษยาลูกคนรวยขนาดนั้น หลังจากยัดใส่อยู่นานครึ่งค่อนวันภูเขาอัญมณีกลับเพิ่งเข้าถุงไปได้แค่หนึ่งในสาม จวงชิงจึงโยนถุงเฉียนคุนให้ฝูหลี “รีบเก็บกลับไปเร็ว”

“ไม่เอาจริง ๆ เหรอ”

“ไม่เอา!”

“อย่างนั้นก็ได้” ฝูหลีเก็บอัญมณีกลับไปอย่างอ่อนใจ พร้อมกับเกิดความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับความหยิ่งในศักดิ์ศรีของปีศาจรุ่นเยาว์ “ไว้ภายภาคหน้าถ้าต้องการเมื่อไหร่ก็อย่าลืมบอกผมแล้วกัน”

ครั้นเห็นกองอัญมณีตรงหน้าหายไปแล้ว จวงชิงถึงค่อยพรูลมหายใจยาวอย่างโล่งอก รู้สึกเหมือนกับคนลดความอ้วนที่มองคนหยิบอาหารอร่อยแสนเย้ายวนของตัวเองออกไป อารมณ์ผิดหวังระคนโล่งใจตีกันยับเยินในจิตใจเขา

“มีพื้นที่ประสบภัยแล้งเหรอ” ฝูหลีย่อส่วนถุงเฉียนคุนแล้วผนึกไว้ในหู

“อืม” จวงชิงพยักหน้า “บริเวณทางใต้ของมณฑลฉงซานเดิมเป็นพื้นที่ฝนตกชุก แต่ตั้งแต่เดือนเจ็ดเป็นต้นมาตรงนั้นกลับไม่มีฝนตกสักหยด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยลองทำฝนเทียมแล้ว แต่เนื่องจากปัจจัยทางธรรมชาติไม่ครบองค์ประกอบทำให้ทำฝนเทียมไม่สำเร็จ ตอนนี้ทางมณฑลฉงซานเกิดข่าวลือไปทั่ว กลายเป็นเรื่องขบขันไม่น้อย”

“แล้วอย่างนี้แผนกเราควรส่งใครไปจัดการถึงจะเหมาะ”

“ให้ชิงซวีไป เขาเป็นหนึ่งในนักพรตที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสำนักเต๋าหลินอัน เชี่ยวชาญด้านขอฝน ตั้งแต่เข้ากรมควบคุมมาหลายเดือนไม่มีโอกาสได้ออกไปทำงานเดี่ยว ครั้งนี้เหมาะที่จะส่งเขาไปพอดี”

ฝูหลีตระหนักได้โดยพลัน “คุณคิดได้ถี่ถ้วนมาก พนักงานใหม่ควรมีโอกาสได้ฝึกปรืออย่างที่ว่าจริง ๆ”

 

เมื่อได้รับคำสั่งให้ออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ ชิงซวีดีใจมาก เข้ากรมควบคุมมาตั้งนานไม่เคยมีโอกาสแสดงฝีมือเลย ตอนนี้ในที่สุดก็มีงานที่ต้องการเขาเสียที เขารีบเก็บกระเป๋าทันทีแล้วจองตั๋วรถไฟเที่ยวดึกของวันเดียวกันเร่งรุดไปยังมณฑลฉงซาน

เช้าวันรุ่งขึ้นรถไฟเดินทางมาถึงเขตเมืองซึ่งแห้งแล้งรุนแรงที่สุดในมณฑลฉงซาน เมื่อลงจากรถไฟชิงซวีแทบผงะกับกระแสความร้อนด้านนอกที่ปะทะตัว จนต้องรีบถอดเสื้อโค้ตกับสเวตเตอร์ขนแกะออก ก่อนจะติดต่อหาเจ้าหน้าที่ซึ่งรับหน้าที่มารับตน

ครั้นเจ้าหน้าที่ผู้มารับเห็นเสื้อผ้าที่ชิงซวีถืออยู่ในมือก็หัวเราะขื่นอย่างช่วยไม่ได้ “ขอบคุณที่ลำบากเดินทางมานะครับ พวกเราทางนี้อุณหภูมิไม่ลดลงเลย วันนี้ยังนับว่าดีหน่อยแค่สามสิบหกองศา ไม่กี่วันก่อนอุณหภูมิสูงสุดตั้งสี่สิบเอ็ดองศา จนต้องมีคำสั่งให้โรงงานกับโรงเรียนหลายแห่งหยุดทำการ”

“ทรมานน่าดูสินะครับ” ชิงซวีเหลือบมองดวงอาทิตย์ซึ่งแขวนกลางฟ้า นี่ขนาดยังไม่สิบโมงเช้าแดดยังแรงขนาดนี้

เจ้าหน้าที่ต้อนรับรู้แค่ว่าชิงซวีเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เบื้องบนส่งมา แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าชิงซวีจะทำอะไร เขาเองก็ไม่อาจถามมาก หลังจากส่งชิงซวีที่โรงแรมแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ผู้ติดตามซึ่งอีกหน่วยงานจัดเตรียมไว้มารับไม้ต่อ

แน่นอน เจ้าหน้าที่ผู้ติดตามรู้ตัวตนที่แท้จริงของชิงซวี นอกจากร่วมกินอาหารกลางวันกับชิงซวีอย่างเกรงอกเกรงใจแล้วก็ไม่กล้าเร่งให้เขาไปสืบหาสาเหตุที่แท้จริงของภัยแล้ง จวบจนตัวชิงซวีรู้สึกเองว่าสถานการณ์ชักแปลก ๆ พอกินข้าวเสร็จแล้วเขาจึงไปชำระร่างกายเพื่อเตรียมจุดธูปบูชา แล้วพาคณะที่กินข้าวด้วยกันไปหาภูเขาสูงฮวงจุ้ยยอดเยี่ยมสำหรับวางค่ายกลเซ่นไหว้เทพยดา

ขณะวางค่ายกลไปได้ครึ่งหนึ่ง ชิงซวีได้ยินเสียงลมหายใจแปลก ๆ จากทางด้านตะวันออก ซึ่งลมปราณชนิดนี้ส่งผลต่อการโคจรของเบญจธาตุและขัดกับธาตุน้ำโดยเฉพาะ สีหน้าเขาพลันเคร่งขรึม รีบควักอาวุธโจมตีออกมา “ปีศาจตนใดสร้างปัญหา ณ ที่แห่งนี้”

ปีศาจ?!

เจ้าหน้าที่ติดตามได้ยินก็พากันตึงเครียดตาม ต่างหยิบอาวุธสั่งทำพิเศษตรงเอวออกมา

จากนั้นพวกเขาก็เห็นเงาร่างงูยักษ์ปรากฏกลางภูเขาสูงชัน หางยาวเฟื้อยซึ่งพาดกลางภูเขาแลดูน่าสยดสยอง

“มีสองหาง นี่มันปีศาจงูสองหาง!” เจ้าหน้าที่ติดตามตกใจหน้าซีด แม้พวกเขาจะรู้เรื่องเกี่ยวกับการฝึกบำเพ็ญบ้าง แต่เนื่องจากขีดจำกัดด้านพรสวรรค์จึงไม่สามารถเข้าสู่วิถีฝึกบำเพ็ญได้ ดังนั้นจึงได้แต่อาศัยชื่อหน่วยงานความมั่นคงโดยมีฐานะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความสงบและปลอดภัยประจำการตามมณฑลต่าง ๆ

“นักพรตชิงซวี ตอนนี้พวกเราควรทำยังไงกันดีครับ”

“ทำยังไงน่ะเหรอ…” ชิงซวีกัดฟันกรอด กำอาวุธแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาเก็บของบนแท่นบูชากลับมาทั้งหมดแล้วหันหลังเผ่นแน่บ

“จะทำอะไรได้ล่ะ ก็ต้องเรียกเจ้านายมาน่ะสิ อ๊ากกกก!”

เสียงร้องสะท้อนกับหุบเขาดังก้องไปไกลแสนไกล งูยักษ์ซึ่งเผยตัวแค่สองหางรีบหดหางกลับไปอย่างรวดเร็วและอันตรธานหายไปจากภูเขา

โทรศัพท์มือถือดังขึ้นขณะจวงชิงกำลังประชุมกับพนักงานในแผนก เขาก้มดูชื่อผู้ติดต่อแล้วเงยหน้าบอกกับทุกคน “ชิงซวีโทร.มา”

ทุกคนแปลกใจเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าชิงซวีออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่หรอกเหรอ ทำไมยังมีแก่ใจโทร.มาได้

ทันทีที่รับสาย เสียงโหยหวนของชิงซวีก็ดังลอดออกมา

“เจ้านายครับ ช่วยชีวิตผมด้วย!”

จวงชิงผุดลุกจากที่นั่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“มีปีศาจงูยาวอย่างน้อยหลายสิบเมตรได้ครับ ผมสงสัยว่าภัยแล้งเกิดขึ้นเพราะเจ้านี่ พลังตบะผมไม่เอาอ่าว สู้ปีศาจงูสองหางตนนี้ไม่ไหว” ชิงซวีหอบหายใจ สองขายังโกยอ้าว “ผมต้องการกำลังเสริม”

“ใช้มือถือส่งโลเกชั่นมา เดี๋ยวฉันไปเอง” จวงชิงวางสายพลางกล่าวอย่างรีบร้อน “เลิกประชุมเท่านี้ก่อน พวกนายก็ไปทำงานตามที่สั่งไว้เมื่อครู่ต่อซะ”

“เดี๋ยว” ฝูหลีลุกขึ้นตาม “ผมไปกับคุณด้วย”

“ไม่ต้องหรอก แค่งูสองหาง ผมจัดการเองได้” จวงชิงดูออกนานแล้วว่าฝูหลีไม่ค่อยชอบสัตว์จำพวกงูเท่าไหร่จึงไม่คิดจะพาอีกฝ่ายไปด้วย

ฝูหลีตามออกมานอกห้องประชุมแล้วลดเสียงพูด “คุณอย่าฝืนตัวเองเลย การกลัวงูไม่ใช่เรื่องน่าอายสักหน่อย ผมไปเป็นเพื่อนจะได้ช่วยเสริมความกล้าให้”

เท้าจวงชิงชะงัก เขาหันมายิ้มให้ฝูหลี “ก็ได้”

ฝูหลีคิดในใจ กะแล้วว่ายังกลัวงูอยู่ พอได้ยินว่าจะไปเป็นเพื่อนถึงได้ดีใจขนาดนี้ มังกรน้อยจวงอะไรก็ดีอยู่หรอก เสียแต่ชอบเอาชนะ เก็บทุกอย่างไว้ในใจ อะไรก็แบกรับไว้เอง ใช้ชีวิตแบบนี้เหนื่อยตายพอดี       

เนื่องจากเป็นสถานการณ์เร่งด่วนทั้งสองจึงไม่จำเป็นต้องทำตามระเบียบปกติ แต่ใช้วิชาย่นระยะพันลี้โดยตรง ไม่ทันไรก็มาถึงภูเขา เห็นชิงซวีพาคณะสามสี่คนวิ่งลงมาจากภูเขาลิบ ๆ ด้วยความเร็วขนาดชนะแชมป์วิ่งระยะสั้นได้เลย

ฝูหลีหายตัวมาโผล่ตรงหน้าชิงซวีแล้วคว้าตัวอีกฝ่ายเอาไว้ “ไม่ต้องวิ่งแล้ว งูสองหางนั่นอยู่ไหน พาพวกเราไปหน่อย”

“พี่ฝู เจ้านาย มาแล้วเหรอครับ” ชิงซวีตาทอประกาย โล่งอกเลิกกลัวในทันใด เขายืดลำตัวตรงพลางพูดขึ้นว่า “ผมพาไปเองครับ”

คณะที่ตามหลังชิงซวีมาหายใจหอบดังราวกับวัว ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นทันที

จวงชิงเห็นพวกเขาดูเหน็ดเหนื่อยมากเลยเอ่ย “พวกคุณพักอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องตามมาหรอก”

“ขอบคุณหัวหน้ากรมจวง ให้คุณเห็นเรื่องน่าขันเสียแล้ว” คณะผู้ติดตามกระดากใจพอสมควร แต่พวกเขารู้แก่ใจดีว่าสถานการณ์แบบนี้ต่อให้ตามไปด้วยก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้

จวงชิงดึงฝูหลีมาข้างตัว ส่วนอีกมือหิ้วตัวชิงซวี แล้วถีบตัวเหาะขึ้นไปบนยอดเขา

พริบตานั้นชิงซวีนึกถึงความน่าสะพรึงกลัวตอนถูกฉาวอวิ๋นหิ้วบินไปบินมา กับฉาวอวิ๋นเขายังกรีดร้องได้ แต่ต่อหน้าจวงชิงเขากล้าทำแค่อุดปากไว้

เมื่อมาถึงจุดที่ชิงซวีตั้งแท่นบูชาเมื่อครู่ จวงชิงก็ขมวดคิ้ว “บรรยากาศที่นี่ผิดปกติจริงอย่างว่า”

เบญจธาตุโคจรยุ่งเหยิง มิน่า น้ำถึงระเหยกลายเป็นฝนตามวัฏจักรธรรมชาติไม่ได้

จวงชิงถอดเสื้อนอกออกพลางเงยหน้ามองแสงอาทิตย์แรงกล้าบนท้องฟ้า ทั้งที่เข้าฤดูนี้แล้วดวงอาทิตย์ยังแผดเผาขนาดนี้

แม้มีสายเลือดมังกรแค่ครึ่งเดียว กระนั้นความทระนงของเผ่ามังกรบางส่วนก็ยังคงฝังในกระดูก อย่างเช่นไม่มีทางกลัวสัตว์ประเภทงูใด ๆ นาทีถัดมาเกล็ดมังกรนับไม่ถ้วนพลันงอกขึ้นมาบนใบหน้าจวงชิง เขาส่งเสียงมังกรคำรามไปทางป่าบนภูเขา

นกและสัตว์ต่าง ๆ บินหนีแตกฮือในทันใด แม้แต่กิ่งก้านของต้นไม้ซึ่งไร้ชีวิตชีวาเพราะขาดน้ำยังสั่นสะท้านไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่น่าแปลกคือ งูสองหางตัวนั้นกลับไม่โผล่ออกมา

“แปลกจัง หรือว่าผมดูผิด” ชิงซวีชักกังวล กลัวเจ้านายหาว่าเขาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

“ไม่ นายดูไม่ผิดหรอก” จวงชิงยื่นมือคว้าอากาศก่อนจะฉีกกระชากม่านอาคม เบื้องหลังม่านอาคมปรากฏปีศาจงูหนึ่งหัวสองร่างกำลังพันตัวกับภูเขา ลำตัวขนาดมหึมาโอบกอดภูเขาเอาไว้ทั้งลูก

“นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรน่ะ” ขนแขนชิงซวีลุกซู่ งูตัวนี้หน้าตาประหลาดเกินไปแล้ว

“นี่คือเฝย…” จวงชิงพูดไม่ทันจบก็มีก้อนขนกระโดดผลุงเข้ามา ก้อนขนนั้นกระแทกโดนใบหน้าเขาก่อนจะกลิ้งลงมาในอ้อมอก เป็นกระต่ายอ้วนตัวหนึ่ง

“ฝูหลี?” จวงชิงรีบยื่นมือไปประคองกระต่ายดี ๆ ไม่ให้กลิ้งตกลงพื้น

กระต่ายอ้วนมุดหัวไปด้านหน้าสุดแรงเกิด พยายามเข้าไปซุกหัวซ่อนตรงซอกแขนชายหนุ่ม หางซุกหว่างขา จากนั้นก็แน่นิ่ง ไม่ว่าจวงชิงจะเรียกอย่างไรก็ไม่ส่งเสียงซักแอะ

ชิงซวีตะลึงมองภาพตรงหน้า ถึงจะบอกว่างูเป็นศัตรูโดยธรรมชาติของกระต่าย แต่ตบะพี่ฝูสูงขนาดนั้นยังต้านทานสัญชาตญาณตามธรรมชาติแบบนี้ไม่ได้อีกเหรอ

“ไม่ต้องกลัว แค่เฝยเว่ยเอง พลังต่อสู้ไม่สูงเท่าไหร่ ผมจัดการคนเดียวได้” พอเห็นฝูหลีกลัว จวงชิงเลยปูเสื้อนอกตัวเองกับพื้น “นอนอยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมจัดการเฝยเว่ยเสร็จแล้วจะกลับมา”

เจ้ากระต่ายที่เอาแต่แกล้งตายไม่พูดไม่จา ส่ายหัวดิก ขาหน้าเกาะแขนเสื้อชายหนุ่มแน่น ท่าทางแบบ ‘ให้ตายก็ไม่ยอมอยู่คนเดียว’

ชิงซวีคิดว่าด้วยนิสัยเย็นชาของเจ้านาย พี่ฝูท่าทางขี้ตื่นแบบนี้น่าจะโดนเจ้านายจับโยนออกไป ทว่าเขาถูกความจริงตบหน้าเข้าให้อย่างแรง เพราะไม่เพียงเจ้านายจะไม่โยนพี่ฝูทิ้ง ยังวางพี่ฝูไว้บนหัวหลังจากคืนร่างเดิม ชิงซวีมองร่างมังกรทองอันน่าเกรงขามแล้วพานใจเต้นแรงขึ้นมา ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว “เจ้านาย ผม…”

“นายยืนรอตรงนี้ เฝ้าเสื้อผ้าให้ฉันด้วย” ว่าแล้วมังกรทองก็เหาะไปทางภูเขาที่เฝยเว่ยอยู่โดยไม่หันกลับมามอง

ชิงซวี “…”

อ้อ มีการเลือกปฏิบัติแบบนี้ด้วยสินะ

ชิงซวีนั่งขัดสมาธิบนพื้นแล้วหยิบมือถือออกมาเปิดเว็บบอร์ดสนทนา

[สอบถาม ทำยังไงถึงจะเป็นที่โปรดปรานของเจ้านาย ออนไลน์รอคำตอบอยู่ ด่วนมาก]

ฝูหลีซึ่งนอนอยู่บนหัวมังกรดึงขนข้าง ๆ มาคลุมหัวตัวเองเพราะไม่อยากจะเห็นเฝยเว่ยเป็นครั้งที่สองแม้แต่นิดเดียว บนโลกนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอะไรน่าขยะแขยงเท่าเฝยเว่ยอีกแล้ว ชาตินี้อย่างไรเขาก็ลืมความอดสูตอนอายุห้าร้อยปีที่โดนเฝยเว่ยทำให้ตกใจกลัวจนฉี่ราดไม่ลง

พอได้นั่งอยู่บนหัวมังกรพร้อมขนแผงคอนุ่ม ๆ บังตัวเองไว้ ในที่สุดฝูหลีก็รู้สึกปลอดภัย ขณะขาทั้งสี่เกาะแผงคอมังกร ฝูหลีรู้สึกได้ว่าจวงชิงบินร่อนกลางอากาศอยู่หลายรอบก่อนจะตามด้วยแรงกระแทกรุนแรงส่งผ่านมาจากใต้ร่าง

เริ่มต่อสู้แล้วหรือ

ครั้นได้ยินเสียงมังกรคำรามกับเสียงร้องแปลกแปร่งจากเฝยเว่ยลอยเข้าหู ฝูหลีถีบเท้าอย่างรู้สึกผิดนิดหน่อย ในฐานะผู้ใหญ่ตบะสี่พันกว่าปี การหลบอยู่หลังเด็กอายุอ่อนกว่าแบบนี้ขี้ขลาดไปหน่อยหรือเปล่า หลังจากขัดแย้งในใจอย่างดุเดือด ฝูหลีรู้สึกว่าตัวเองควรปลุกความกล้าสักหน่อย

เขาค่อย ๆ ยื่นหัวด้วยความเร็วเฉลี่ยห้ามิลลิเมตรต่อนาทีออกไปนอกแผงคอ จังหวะที่หัวเกือบจะพ้นแผงคอออกไป จู่ ๆ จวงชิงก็พูดขึ้นว่า “ซ่อนดี ๆ ผมกำลังจะพ่นน้ำ จะหนาวหน่อย”

ด้วยความเป็นกระต่าย เขา…เขากลัวความหนาว ฝูหลีหดหัวกลับไปอย่างมีเหตุผลเต็มที่

จวงชิงก็หาได้โกหก เพราะฝูหลีได้ยินเสียงน้ำไหลเชี่ยวแรงและตามด้วย…เสียงน้ำกลายเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว เขาเกือบลืมไปว่าจวงชิงเป็นมังกรซึ่งมีพลังเรียกฝนสั่งฟ้าแช่แข็งติดตัวแต่กำเนิด

สายลมเจือไอหนาวพัดผ่านตัว ฝูหลีสูดหายใจลึก ๆ หนึ่งทีแล้วแอบยื่นหัวออกนอกแผงคอมังกร จากนั้นก็เห็นเพียงก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ตั้งอยู่บนยอดเขาภายใต้แสงอาทิตย์สดใส เฝยเว่ยถูกแช่แข็งอยู่ด้านใน เห็นเพียงเงาร่างราง ๆ แสงแดดกระทบผิวน้ำแข็งสะท้อนสีรุ้งดูงดงามเกินบรรยาย

“เอาละ” จวงชิงเปลี่ยนกลับร่างมนุษย์ อุ้มฝูหลีในร่างกระต่าย ก่อนจะลูบขนบนหลังพลางเอ่ย “เฝยเว่ยถูกผมแช่แข็งแล้ว คุณไม่ต้องกลัวแล้วนะ”

ขณะนอนอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของจวงชิง ความทรงจำยามถูกเฝยเว่ยกวดไล่จนร้องไห้จ้าก็พลอยเลือนรางลง

“ขอบคุณ” เขากระดากใจหน่อย ๆ หลังจากวันนี้ดูท่าคงไม่มีหน้าวางมาดผู้ใหญ่กับจวงชิงแล้ว ทว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ สำคัญคือจวงชิงได้ช่วยเขาระบายแค้น ตอนนี้เขาเลยอารมณ์ดีมาก

จวงชิงลูบขนกระต่ายด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เฝยเว่ยก่อกวนการโคจรของเบญจธาตุ ตามกฎของกรมควบคุมแล้วควรถูกผนึกในสถานที่หนาวเหน็บ คุณว่าอย่างไร”

“ผนึกเลย ๆ ๆ” ฝูหลีพยักหน้ารัว ๆ “ไม่อย่างนั้นมันไปที่ไหนก็แล้งที่นั่น สัตว์และพืชพรรณต่าง ๆ ได้ตายด้วยน้ำมือมันหมดพอดี”

“ได้” จวงชิงยกมือดึงตัวเฝยเว่ยมาเก็บในของวิเศษแล้วร่อนลงพื้น “ชิงซวี”

ชิงซวีรีบเก็บมือถือ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ครับเจ้านาย”

“ทำพิธีขอฝนต่อได้แล้ว”

“อ้อ” ชิงซวีเหลือบมองฝูหลีที่ยังนอนอยู่ในอ้อมกอดหัวหน้า “เจ้านายครับ พี่ฝูไม่เป็นไรใช่ไหม”

จวงชิงลูบขนบนตัวฝูหลี “ไม่เป็นอะไรหรอก พอดีเขาเพิ่งบรรลุขั้น ไม่สามารถใช้อิทธิฤทธิ์มาก ฉันเลยให้เขาคืนร่างเดิมเพื่อพักผ่อนก่อน”

หือออ? ไม่ใช่ว่าตกใจกลัวงูจนคืนร่างเดิมหรอกเหรอ

“ยังมีข้อสงสัยอีกไหม” จวงชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาดำขลับมองชิงซวี

ชิงซวีผวา รีบส่ายหัวพัลวัน “ไม่มีแล้วครับ”

“ไม่มีก็ดี ฉันกับฝูหลีกลับก่อนละ” จวงชิงใช้วิชาย่นระยะพันลี้อีกครั้ง หายตัวไปต่อหน้าชิงซวี

“อูย…เทพซานชิงช่วยลูกด้วย ตกใจแทบตาย” ชิงซวีนั่งลงกับพื้นอีกครั้ง ล้วงมือถือออกมาดูคำตอบซึ่งได้เรื่องไม่กี่อัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงถามต่อ

[ผมมีเพื่อนร่วมงานความสามารถสูงมากอยู่คนหนึ่ง แต่วันนี้ผมพบว่าเขาดันกลัวแมลงสาบมากถึงขั้นตกใจกระโดดเกาะตัวเจ้านาย เจ้านายก็ไม่ว่าเขา นอกจากช่วยตีแมลงสาบตาย ยังช่วยปกปิดจุดอ่อนเล็กน้อยนี่อีก นี่แสดงว่าเจ้านายเขาให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมงานผมคนนี้เป็นพิเศษหรือเปล่า]

ชาวเน็ตเอ : [อยู่แล้วสิ มีเจ้านายที่ไหนไม่ให้ความสำคัญกับพนักงานเก่ง ๆ บ้างล่ะ]

ชาวเน็ตบี : [ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เพื่อนร่วมงานคนนั้นกระโดดเกาะตัวเจ้านายหรอกเหรอ จขกท. หลังจากเพื่อนร่วมงานกระโดดเกาะเจ้านายแล้ว เจ้านายมีปฏิกิริยาอะไรบ้าง]

เทพนักพรต : [ก็ไม่ได้อะไร แค่อุ้มเขาขึ้นมา]

ชาวเน็ตซี : […]

ชาวเน็ตดี : […]

ชาวเน็ตอี : [จขกท. ฉันบอกอะไรให้นะ นี่น่ะคือความรัก]

ชาวเน็ตเอฟ : [เจ้านายผู้แข็งแกร่งกับลูกน้องมากความสามารถแต่กลัวแมลงสาบ คู่นี้โมเอะแฮะ]

ชาวเน็ตจี : [หรือว่ามีฉันคนเดียวที่สังเกตเห็นว่า จขกท.ใช้คำว่า ‘เขา’ แทนตัวเจ้านายกับเพื่อนร่วมงาน]

            ชิงซวีอ่านความเห็นด้านล่างที่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนประเด็นไปเป็นหัวข้อ ‘ประธานเผด็จการกับพนักงานคนสวย’ แทนแล้วก็เก็บมือถือลงอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก่อนจะลุกขึ้นเริ่มทำงาน

เจ้านายกับพี่ฝูเป็นแฟนกัน? จะเป็นไปได้ยังไง

อย่าว่าแต่เขาไม่เชื่อเลย แม้แต่เทพซานชิงก็ไม่เชื่อ

 

[1] นิทานสุภาษิตจีน เรื่องมีอยู่ว่า ในแคว้นฉู่มีผู้เฒ่านามเย่กงจื่อเกาเป็นผู้หลงใหลชื่นชอบในมังกรมาก ไม่ว่าเครื่องแต่งกายหรือในบ้านล้วนประดับด้วยมังกร แต่เมื่อมังกรมาเยี่ยมเยือนจริง ๆ กลับตกใจกลัววิ่งหนีเตลิด

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า