[ทดลองอ่าน] อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 3 บทที่ 98

不要物种歧视
อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 3

 

月下蝶影
เย่ว์เซี่ยเตี๋ยอิ่ง
เขียน

นกแก้ว
แปล

 

— โปรย —

ที่สุดแล้วไม่ว่าเป็นมนุษย์หรือปีศาจก็ล้วนต้องการใครสักคนอยู่ข้างกาย
ฝูหลีเองก็เข้าใจข้อนี้ดี และดีใจที่ตนเองมีจวงชิงอยู่ข้าง ๆ
แต่ข่าวลือต่าง ๆ ที่ปรากฏในโลกออนไลน์กับในโลกผู้ฝึกตนนั่นมากไปหรือเปล่า
นี่เราเป็นแค่ ‘เพื่อนร่วมงาน’ และ ‘พี่น้อง’ กันเท่านั้นนะ
ทว่าสิ่งที่ถูกลือไปนั้นกลับเป็น ‘…’
แบบนี้แล้วจวงชิงจะไม่โกรธเกลียดจนตีตัวออกห่างเขาไปหรอกเหรอ
แต่ก็ไม่นี่…นอกจากไม่ออกห่างแล้วยังขยับมาใกล้ชิดมากเกินไปด้วยซ้ำ
ทั้งสองควรใส่ใจกับการจัดการเหล่าปีศาจมากกว่านี้นะ
ควรตั้งใจทำงานและใส่ใจสายตาของเพื่อนร่วมงานมากกว่านี้ด้วย
ทว่ามังกรทองตนนี้บทจะเอาจริงขึ้นมา เขาจะห้ามอีกฝ่ายได้ยังไงล่ะเนี่ย!

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 98

 

ปีศาจบรรพกาลปรากฏตัวตนแล้วตนเล่า กงฟู่เกือบกลายเป็นอสูรร้ายเพราะพลังอาฆาต เฝยเว่ยซึ่งรอดชีวิตมานับแสนปีกลับตายด้วยความหนาวในยุคน้ำแข็งน้อย นี่มันฟังดูบ้าบอสิ้นดี

“นี่มันโกหกคำโตไปหรือเปล่า จริงอยู่ที่เฝยเว่ยดูไม่มีพลังสังหารมาก แต่ดีร้ายอย่างไรก็มีชีวิตอยู่มาตั้งแต่สมัยจอมปีศาจบรรพกาล จะมาตายด้วยภัยธรรมชาติพรรค์นั้นได้ยังไง” ฉู่อวี๋รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล เหมือนได้ยินว่าเพนกวินจากขั้วโลกใต้มาประเทศเราแล้วสุดท้ายกลับหนาวตายอย่างไรอย่างนั้น

            ช่างไม่สมเหตุสมผลสักนิด

ทางจวงชิงกลับคิดว่าเฝยเว่ยไม่ได้โกหก เฝยเว่ยตัวนี้ดูกำยำก็จริง แต่บนตัวมีรอยแผลหิมะกัดมากมาย พูดภาษาปีศาจปัจจุบันไม่ได้ ขนาดแค่ฉู่อวี๋พูดไม่กี่คำมันก็ตกใจกลัวตัวสั่นงันงกแล้ว แสดงให้เห็นว่าเฝยเว่ยตัวนี้ขี้ขลาดตาขาวมาก ถึงขั้นไม่เคยสัมผัสกับโลกภายนอกมาก่อน วิชาป้องกันตัวเพียงหนึ่งเดียวที่เรียนมาท่าทางคงเป็นการกางม่านอาคมเพื่อปิดบังอำพรางร่าง

โชคดีเหมือนกันที่มันกางม่านอาคมเป็น ไม่อย่างนั้นหากถูกมนุษย์พบเห็นและใช้แค่กระสุนปืนใหญ่ลูกเดียวก็กำจัดมันได้แล้ว

“เช่นนั้นเจ้าคือผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวของเผ่าเฝยเว่ย?”

“บนเขาหุนซีมีข้าเฝยเว่ยผู้เดียวจริง” หางล้านเลี่ยนสองหางลู่ตก ไม่กล้าสู้หน้าพวกจวงชิง ท่าทางอ่อนแอเหมือนถูกรังแก

“เฝยเว่ยบนเขาไท่หัวสูญพันธุ์แล้ว บางสถานที่ถูกบุกเบิกเป็นจุดชมวิวสำหรับให้มนุษย์มาชมความงามทางธรรมชาติด้วยซ้ำ” จวงชิงพูด “ตามกฎของกรมควบคุมแล้วเดิมเจ้าต้องรับโทษคุมขัง แต่ด้วยความพิเศษของเผ่าพันธุ์เจ้า ข้าจะหารือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนค่อยตัดสินอีกที”

เฝยเว่ยหาได้กลัวโทษคุมขัง เดิมทีมันก็ไม่ชอบเพ่นพ่านไปไหนอยู่แล้ว อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน

จะว่าไปก็แปลก พวกมันเผ่าเฝยเว่ยเมื่ออยู่บนเขาไท่หัวหรือหุนซีจะไม่สามารถนำพาภัยแล้งมาได้ แต่หากออกจากสองสถานที่นี้ ไปที่ไหนก็แห้งแล้งที่นั่น หญ้าไม่งอกสักต้น

 

จวงชิงนำเรื่องเฝยเว่ยไปปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีความเห็นไม่เหมือนกัน มีบางคนคิดว่าการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนมีคุณค่า อีกทั้งบนโลกนี้เหลือแค่เฝยเว่ยตัวนี้ตัวเดียว ควรเลี้ยงมันในฐานะสายพันธุ์พิเศษ บางคนรู้สึกว่าพลังติดตัวของเฝยเว่ยอันตรายเกินไป พวกเขาจะเอาชีวิตและทรัพย์สินประชาชนมาเสี่ยงไม่ได้ อีกทั้งมีบางคนคิดว่าควรขังมันเพื่อดูความประพฤติไปก่อน

หน่วยงานต่าง ๆ บนหน้าจอวิดีโอถกเถียงกันไม่หยุด จนกระทั่งจวงชิงต้องตัดบท “ประเด็นสำคัญที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ควรจัดการเฝยเว่ยยังไง แต่ควรสืบหาว่าใครเป็นคนพามันออกจากเขาหุนซี”

“ไม่ก็…นำเฝยเว่ยกลับไปที่เขาหุนซี?”

“ไม่ได้ ผมเพิ่งไปดูที่เขาหุนซีมา ฮวงจุ้ยที่นั่นถูกคนทำลายหมดแล้ว สะกดพลังธรรมชาติของเฝยเว่ยไม่ไหว” จวงชิงหยิบรูปถ่ายเขาไท่หัวออกมา “เขาไท่หัวมียอดเขาหลายลูกที่ยังไม่ถูกบุกเบิก ผมว่าจับมันผนึกไว้ที่นี่จะเหมาะกว่า”

“เขาไท่หัวมีนักท่องเที่ยวเยอะเกินไป เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะนะ” คนของหน่วยงานความมั่นคงลังเล

“แน่นอนว่าเราไม่ปล่อยมันอิสระอยู่แล้ว ผมจะผนึกมันบนยอดเขาที่มนุษย์ไปไม่ถึง” จวงชิงวางรูปถ่ายลง “ทุกท่านเห็นเป็นอย่างไร”

ทุกคนพยักหน้า จวงชิงเป็นคนลงมือพวกเขาก็ค่อยเบาใจ

จวบจนผ่านไปนานพวกเขาถึงเพิ่งฉุกคิดขึ้นได้ เมื่อครู่ที่หารือกันไม่ใช่เรื่องจะเก็บหรือไม่เก็บเฝยเว่ยไว้หรอกเหรอ ทำไมถึงเปลี่ยนเป็นเก็บไว้ที่ไหนแทนแล้วล่ะ กระนั้นถึงค่อยเข้าใจแผนของจวงชิง แต่พวกเขาก็ไม่ถือสา แล้วหันมาเริ่มขบคิดหาสิ่งมีชีวิตปริศนาที่พาเฝยเว่ยมายังโลกมนุษย์แทน

เรื่องการฝึกบำเพ็ญพวกเขาอาจไม่รู้เรื่องอะไร แต่ถ้าเป็นด้านการวางกลยุทธ์ พวกเขาไม่เป็นสองรองใคร

หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงเอ่ยขึ้นว่า “ดูจากพฤติกรรมที่ผ่านมาของเผ่าปีศาจ นี่อาจจะเป็นการที่ปีศาจแก่งแย่งอาณาเขตกันก็ได้ ตอนนี้เพราะมีท่านจ้าวมังกรอยู่ ปีศาจพวกนี้เลยไม่กล้าลงมือจัดการเอง จึงได้แต่จับเฝยเว่ยไปไว้ที่มณฑลฉงซาน จากนั้นค่อยยืมมีดฆ่าคน มณฑลฉงซานไม่ถึงกับเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหลัก ช่วงที่เฝยเว่ยปรากฏตัวประจวบกับเป็นช่วงเก็บเกี่ยวพอดี ดังนั้นจึงควบคุมขอบเขตความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง”

หัวหน้าหน่วยงานฝ่ายสิ่งแวดล้อมกล่าวต่อ “เรื่องนั้นก็ไม่แน่ เรื่องช่วงเวลาอาจเป็นแค่ความบังเอิญก็ได้ ไม่ว่าอย่างไร สิ่งมีชีวิตลึกลับที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ย่อมไม่มีเจตนาดีแน่”

ต่อมาหัวหน้าหน่วยงานฝ่ายการศึกษาพูดบ้าง “บางทีเขาอาจจะกำลังเตือนพวกเรา หรือพูดอีกอย่างคือสารท้ารบ”

หัวหน้าหน่วยงานฝ่ายการศึกษาคนนี้เมื่อก่อนเคยเรียนจิตวิทยาโดยวิชาเลือกคือจิตวิทยาอาชญากร ในแวดวงจิตวิทยา ชื่อเสียงด้านความเก่งกาจของเขาเป็นที่รู้กันทั่วโลก ดังนั้นเมื่อเขาพูดเช่นนี้จึงเรียกความสนใจจากทุกคนได้ทันที

“ข้ามเรื่องตัวตนของสิ่งมีชีวิตปริศนานี่ไปก่อน ลำพังดูจากพฤติกรรม การกระทำของเขาคล้ายกับเด็กเรียกร้องความสนใจ” สีหน้ายอดหัวกะทิเคร่งขรึม “บางทีเขาอาจไม่พอใจวิถีชีวิตแบบมีระบบระเบียบของผู้ฝึกตนตอนนี้ และอยากให้กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน”

แผ่นดินที่พวกเขาอยู่ลึกลับนัก ไม่รู้ว่าให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ขึ้นมามากน้อยแค่ไหน หากโลกผู้ฝึกตนเกิดวุ่นวายขึ้นมา สำหรับโลกมนุษย์แล้วรับรองว่าไม่ใช่เรื่องดี

จวงชิงคิ้วขมวด เมื่อชินกับชีวิตสุขสบายแบบนี้แล้ว ใครจะอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบรบราฆ่าฟันกันอีก

“ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ควรป้องกันไว้ก่อน กันไว้ดีกว่าแก้” หัวหน้าหน่วยงานฝ่ายการศึกษาเอ่ยต่อ “เพื่อความสุขในชีวิตประชาชนแล้ว ต่อให้ทำมากกว่านี้ก็ไม่มีคำว่ามากเกินไป”

ฟังถึงตรงนี้คนอื่น ๆ ก็เริ่มพูดภาษาวิชาการกัน จวงชิงพูด “ทุกท่านค่อย ๆ ปรึกษากันไปนะครับ ผมไปจัดการเฝยเว่ยก่อน”

“เฮ้อ…คนหนุ่มพลังงานเยอะกันแบบนี้แหละ ดึกป่านนี้แล้วยังทำงานโต้รุ่งอีก” หัวหน้าหน่วยงานฝ่ายสิ่งแวดล้อมอ้าปากหาว “อายุมากแล้ว สู้พวกเขาไม่ไหวจริง ๆ”

“เปรียบอะไรของคุณ อายุคุณถึงเศษอายุชาวบ้านเขาหรือเปล่าเถอะ” หัวหน้าหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงพูดจบก็ตัดการเชื่อมต่อไป ทิ้งให้หัวหน้าหน่วยงานฝ่ายสิ่งแวดล้อมโมโหฟึดฟัดกับหน้าจอดำ ๆ

ใครเขาเทียบอายุจริง เขาดูกันที่สภาพร่างกายต่างหาก!

 

ฝูหลีฝันอีกครั้ง เขาฝันว่าตัวเองกำลังเล่นเกมทางแยก แสงดวงดาราถักทอเป็นทางสายหลัก เดินไปไม่ไกลก็ปรากฏทางแยก ทางซ้ายมีสาวงามพิสุทธิ์ยืนอยู่ ทางขวาเป็นถนนว่างเปล่า ฝูหลีเดินไปทางขวาโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด

พี่สาวไก่ฟ้าเคยบอกว่า เวลาผู้หญิงใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ในฐานะเพศผู้ห้ามมองส่งเดชเด็ดขาด

ทางแยกที่สอง ทางซ้ายมีอัญมณีวางกองเป็นภูเขาเลากา กระทั่งข้างทางยังเรียงรายด้วยอัญมณี ส่วนทางขวาเป็นถนนสายเล็กธรรมดา ข้างทางมีดอกไม้ประปรายไม่กี่ดอก

พวกสมองมีปัญหาถึงจะเลือกทางซ้าย อัญมณีเหล่านั้นไม่เรียบสักเม็ด เดินไปทิ่มเท้าตาย

ทางแยกที่สาม ทางซ้ายวางกระบี่ล้ำค่าเปล่งรัศมีเรืองรอง ฝูหลีเดินไปทางขวาต่อ อาวุธพวกนั้นเล่นไม่สนุกสักนิด สู้กระบี่รัศมีห้าสีในถุงเฉียนคุนของเขาไม่ได้แม้แต่น้อย

ทางแยกที่สี่ ทางซ้ายเป็นวังหรูหรา บ่าวรับใช้นับไม่ถ้วนคุกเข่าบนพื้น

ยุคสมัยไหนแล้วยังมีระบบศักดินาล้าสมัยอยู่อีก เขาเป็นปีศาจที่มุ่งมั่นจะสอบข้าราชการนะ จะไปมีความคิดตกต่ำพรรค์นี้ได้อย่างไร

ทางแยกที่ห้า ทางแยกที่หก ทางแยกที่เจ็ด ฝูหลีล้วนเลือกทางว่างๆ ไม่ว่าจะเคล็ดวิชาฝึกตนเอย โอสถวิเศษเอย มรดกโบราณเอย ล้วนไม่น่าสนใจสำหรับเขาทั้งสิ้น

เมื่อเดินมาถึงทางแยกที่แปด ทางด้านซ้ายเขาเห็นบรรดาปีศาจบนบรรพตเงาหมอก ฝูหลีย่นจมูก นี่มันฝันบ้าอะไรเนี่ย ไม่สมจริงเลยสักนิด นกกระจอกที่อยู่หน้าถ้ำถือตัวจะตาย เมื่อไหร่ที่กรงเล็บแตะพื้นก็ราวกับถูกสวรรค์กลั่นแกล้ง จะมากระโดดไปกระโดดมาจิกข้าวสารแบบนี้ได้อย่างไร นั่นมันสิ่งที่ลูกเจี๊ยบทำต่างหาก

ทางแยกที่เก้า ฝูหลีเห็นประตูสองบานใหญ่ บานซ้ายทำจากผลึกแก้ว ป้ายด้านบนตรงกึ่งกลางเขียนว่า ‘ตำหนักเทพเซียน’ อีกทั้งยังมีเสียงดนตรีจากสรวงสวรรค์ดังลอดออกมา บานขวาทำจากไม้สีดำ ป้ายเขียนว่า ‘จวนพญายม’ ตรงมุมประตูยังมีป้ายหยกเขียนว่า ‘หากข้าไม่เข้านรก ใครเล่าจะเข้านรก’ ตั้งอยู่

ฝูหลีผลักประตูบานซ้ายโดยไม่ต้องคิด ยมโลกเขาไปมาแล้ว แต่ตำหนักเทพเซียนเป็นอย่างไรเขายังไม่เคยเห็นนี่นา

อย่างไรก็ตาม หลังจากเขาเปิดประตูหรูหรางดงาม เบื้องหลังกลับเป็นความว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใด เขาหันไปมองด้านหลังซึ่งเป็นความมืดมิดทอดยาว ถนนหนทางกลืนหายไปในความมืดอย่างที่คิดไว้

“ตัวเป็นผู้ฝึกตน เดิมควรจะมีปณิธานน้อมรับความทุกข์ยากบนโลก เหตุใดเจ้าถึงละทิ้งจวนพญายมและเข้ามายังที่แห่งนี้”

เสียงที่แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือแก่ดังขึ้นข้างหูฝูหลี เขานั่งขัดสมาธิกับพื้นแล้วถามกลับ “สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลกล้วนมุ่งไปทางแสงสว่างอยู่แล้ว กระทั่งแมลงเม่ายังบินเข้ากองไฟ นับประสาอะไรกับข้า”

“ชีวิตแมลงเม่าสั้นยิ่งนัก ย่อมไม่รู้จักว่าอะไรคือความทุกข์ยาก เจ้าฝึกบำเพ็ญมาหลายปีกลับมองไม่ทะลุหรอกหรือ”

ฝูหลีรู้สึกว่าความฝันนี้แปลกประหลาดจนอธิบายไม่ถูก เขาใช้ชีวิตปกติสุขอยู่ดี ๆ จำเป็นต้องมองอะไรทะลุกัน

“หลักสำคัญของสรรพสิ่งคือการทำตามใจปรารถนาไม่ใช่หรือ เดิมทีข้าอยากจะเปิดประตูบานนี้ กลับดึงดันให้ข้าเปิดอีกบาน นี่มันนับว่ามองทะลุได้อย่างไร” ฝูหลีถามกลับ “ทำตามใจปรารถนา คล้อยตามครรลองสวรรค์ ไม่ใช่จิตวิญญาณแห่งเต๋า[1]ที่ดีที่สุดหรอกหรือ”

เสียงนั้นเงียบไปสักพัก “แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมไปนรกภูมิ”

“นรกภูมิข้าเคยไปมาแล้ว ทว่าไม่เคยไปตำหนักเทพเซียน อายุขัยปีศาจยาวนานนัก นาน ๆ ทีมีความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่เป็นภัย ชีวิตจะได้ยิ่งมีสีสัน” ฝูหลีถามกลับอีกครั้ง “เจ้าล่ะเป็นใคร เหตุใดถึงมาอยู่ในฝันของข้า”

“ข้าคือจิตวิญญาณแห่งเต๋าของเจ้า”

“อย่ามาหลอกปีศาจกันเลย จิตวิญญาณแห่งเต๋าของข้ามีหรือจะยุ่งยากขนาดนี้” ฝูหลีเลิกคิ้วเอ่ย “แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นตัวอะไร แต่ข้าสัมผัสไม่ถึงเจตนาร้ายจากเจ้า ฉะนั้นตอนนี้ข้าจะไม่ถือสาหาความ เจ้ารีบไปเสียเถิด”

ทั้ง ๆ ที่สามารถพัฒนาเป็นบทสนทนาที่ลึกซึ้งแฝงความหมายได้แท้ ๆ แต่กลับถูกฝูหลีล้มบทสนทนาหมด

เสียงที่อ้างตัวว่าเป็นจิตวิญญาณแห่งเต๋าของฝูหลีเงียบงันไปเนิ่นนาน นานจนกระทั่งฝูหลีนึกว่าอีกฝ่ายจากไปแล้วเสียงกลับพลันดังขึ้นอีกครั้ง

“เก้าคือเลขมหามงคล บัดนี้เจ้าบรรลุหนทางแห่งเต๋าแล้ว ยังไม่รีบตื่นอีก!”

ฝูหลีสะดุ้งตื่นจากความฝัน ก่อนจะพบว่าของตกแต่งต่างๆ ภายในห้องกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย กระจกหน้าต่างหายไปเรียบร้อย เหลือแค่ม่านกะรุ่งกะริ่งโบกไสวตามสายลม

เขาก้มหน้า เห็นขนบนอุ้งเท้าหน้าตัวเองขาวบริสุทธิ์แวววาวดุจหิมะ

ขนของเขาขาวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

จวงชิงเพิ่งออกจากห้องประชุมทางไกลก็สัมผัสได้ถึงปราณปีศาจขุมใหญ่แผ่กระจายรอบทิศจากหอพักพนักงาน จากนั้นทั้งตึกก็มีเสียงแตกร้าวต่าง ๆ เขาเบิกตาค้างมองบานกระจกหน้าต่างแตกเป็นชิ้น ๆ

นี่มันกระจกนิรภัยสั่งทำพิเศษที่เพิ่งติดตั้งปีนี้!

กงฟู่ซึ่งนั่งเข้าฌานลืมตาพรึบ ก่อนจะเดินไปข้างหน้าต่างอย่างไม่อยากเชื่อเมื่อสัมผัสถึงปราณปีศาจรุนแรงในอากาศ เนิ่นนานทีเดียว เกือบแปดพันปีแล้วที่มันไม่ได้เจอปีศาจกายทิพย์ที่ผ่านการทดสอบด่านจิตใจเก้าประการ

เลขเก้ามหามงคลครอบคลุมถึงสิ่งน่าดึงดูดที่สุดสำหรับปีศาจผู้บำเพ็ญตบะ ปีศาจซึ่งกำเนิดจากพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินหรือการรวมตัวของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากต้องการกลายเป็นจอมปีศาจที่แท้จริงจำเป็นต้องผ่านบททดสอบด่านจิตใจเก้าประการ

ในสมัยบรรพกาล ปีศาจที่เกิดจากปราณฟ้าดินมีมากมาย ทว่าที่กลายเป็นจอมปีศาจที่แท้จริงมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย คุนเผิงเป็นหนึ่งในนั้น

ปีศาจทั้งหมดในตึกต่างตื่นตกใจ ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงคิดอย่างมึนงงว่าปีศาจตนไหนบรรลุขั้นกันกลางดึกกลางดื่น แถมไม่มีจิตสำนึกต่อสาธารณะ ไม่รู้จักไปทำเรื่องพรรค์นี้ตามภูเขาป่าลึก ยังมีกระจกหน้าต่างที่แตกกระจายนี่อีก ไม่รู้เหมือนกันว่าเบิกเงินได้ไหม

“ฝูหลี!” จวงชิงกระแทกเปิดประตูห้องฝูหลี “คุณเป็นยังไงบ้าง”

ทว่าวินาทีถัดมาชายหนุ่มก็ใบ้กิน

สิ่งมีชีวิตปุกปุยสีขาวแทบจะบริสุทธิ์ผุดผ่อง ร่างกายใหญ่ขึ้นสองเท่า กลางหน้าผากมีลวดลายซับซ้อนสีแดง ดูคล้ายทั้งสุนัขทั้งกระต่าย

คือฝูหลี?

ฝูหลีคลานออกมาจากซากความเสียหายแล้วสะบัดเศษต่าง ๆ ที่เกาะตามตัว ยกขาหน้าขึ้น พึงพอใจกับร่างกายที่นับวันยิ่ง ‘สูงใหญ่’ ของตัวเอง แม้จะไม่รู้ว่าทำไมร่างกายถึงใหญ่ขึ้น แต่บัดนี้เส้นชีพจรทั้งหมดโล่งโปร่ง ทั้งร่างเปี่ยมด้วยพลังวิญญาณ ความง่วงงุนก่อนหน้านี้หายเป็นปลิดทิ้ง รู้สึกดีอย่างยิ่ง

“โอ้สวรรค์!” คุนเผิงที่เร่งตามมาเกือบจะอดขยี้ตาไม่ได้เมื่อเห็นร่างเดิมของฝูหลี สีขนนี่สวยเกินไปแล้ว ทำไมทีมันผ่านด่านจิตใจเก้าประการถึงไม่มีพลังด้านความงามแกร่งกล้าแบบนี้บ้าง

“ฝูหลี…ทำไมกลายเป็นแบบนี้” จวงชิงรู้สึกว่าขนฝูหลีต้องนุ่มน่าสัมผัสมากแน่ แต่อีกใจเมื่อเห็นขนสีขาวบริสุทธิ์ไร้มลทินนั้นแล้วก็ลงมือไม่ลง

“ปีศาจซึ่งเกิดจากฟ้า เลี้ยงดูโดยดิน ยามยังไม่ถือกำเนิดจะดูดซับพลังปราณฟ้าดิน หากโชคดีจะสามารถก่อเป็นร่างได้ หากโชคร้ายก็จะสลายกลายเป็นพลังวิญญาณหวนคืนแผ่นดิน” คุนเผิงถูไม้ถูมือเตรียมจะลูบขนฝูหลีสักทีสองที ที่ไหนได้ เจ้ามังกรข้าง ๆ กลับเร็วกว่ามัน พริบตาเดียวก็ช้อนตัวฝูหลีเข้าสู่อ้อมอกแล้ว

“เมื่อปีศาจประเภทนี้มีร่างจริงแล้วก็เท่ากับผ่านอุปสรรคที่หนึ่ง อุปสรรคที่สองคือกลายร่าง ในโลกปีศาจ ปีศาจที่กลายร่างไม่ได้ถือเป็นแค่ปีศาจระดับล่าง อุปสรรคที่สามก็คือด่านจิตใจเก้าประการ มีเพียงผ่านด่านจิตใจเก้าประการเท่านั้นถึงจะนับว่ากลายเป็นปีศาจที่แท้จริง” คุนเผิงกล่าว “ในสมัยบรรพกาลมีปีศาจนับไม่ถ้วนก่อกำเนิดจากพลังวิญญาณ ซึ่งต่างตกต่ำลงเพราะไม่ผ่านด่านจิตใจเก้าประการ ฝูเสี่ยวหลี ยินดีกับเจ้าด้วยที่โตเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวแล้ว”

มือที่อุ้มฝูหลีอยู่กำแน่นอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อครู่ฝูหลีถึงกับเพิ่งผ่านเรื่องเสี่ยงอันตรายขนาดนี้มา…หากอีกฝ่ายไม่ผ่านการทดสอบ…

เขาลิ้มรสความคาวในคอ จวงชิงลูบขนสีขาวบนตัวฝูหลีพลางกลืนเลือดในลำคอลงไป “ตัวหนักขึ้นแล้ว”

“ใต้เท้าคุนเผิงพูดเรื่องอะไรอยู่ขอรับ อะไรคือด่านจิตใจเก้าประการ” หัวฟู ๆ เกยอยู่กับไหล่จวงชิง มองคุนเผิงอย่างไม่เข้าใจ ความฝันเมื่อครู่คือด่านจิตใจเก้าประการหรือ เช่นนั้นก็ง่ายเกินไปแล้ว

“ปีศาจที่รับเลี้ยงเจ้าไม่เคยพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้าเลยหรือ” คุนเผิงรู้สึกแปลกใจ บางคราฝูหลีก็รู้เรื่องราวสมัยบรรพกาลราวกับฝ่ามือตัวเอง บางคราก็เหมือนกับเด็กไม่รู้ประสา ปีศาจที่สั่งสอนอีกฝ่ายทำอะไรอยู่กันนะ ต่อให้เน้นหนักแค่บางวิชาก็ไม่น่าจะหลงลืมวิชานี้สิ “เจ้าไม่รู้จักด่านจิตใจเก้าประการแล้วผ่านด่านมาได้อย่างไร”

ไม่นานมานี้ฝูหลีเพิ่งบรรลุขั้นก็ต้องมาผ่านด่านจิตใจเก้าประการกะทันหัน หากไม่เพราะตอนนี้ฝูหลียังอยู่ดีมีสุข มันอาจสงสัยจริง ๆ ว่าสวรรค์อยากให้ฝูหลีตาย

“ข้าน้อยก็แค่ฝัน ฝันเห็นพวกคนงามนุ่งน้อยห่มน้อยกับกระต่ายขนเงางาม อัญมณี อาวุธวิเศษ โอสถทิพย์ เคล็ดวิชาฝึกตน อะไรเทือกนี้ พวกอัญมณี อาวุธวิเศษ เคล็ดวิชาฝึกตนข้าน้อยไม่ขาดแคลนอยู่แล้ว คนสวยกระต่ายงามก็ไม่อาจเข้าใกล้มากได้ ไม่เช่นนั้นเสียมารยาทแย่” ฝูหลีขมวดคิ้ว “ที่แย่ที่สุดคือในฝันยังมีคนปลอมเป็นญาติมิตรของข้าน้อย หนำซ้ำยังปลอมได้ไม่เหมือน ลักษณะกับรสนิยมของญาติมิตรข้าน้อยล้วนจดจำขึ้นใจ ครั้งก่อนเซิ่นเคยใช้วิธีนี้หลอกข้าน้อยครั้งหนึ่ง ตอนนี้ยังใช้วิธีแบบนี้อีก เช่นนี้ดูเชยเกินไปแล้ว”

คุนเผิงอึ้งงัน ของที่ปีศาจมากมายฝันอยากครอบครอง สำหรับฝูหลีแล้วไร้ซึ่งแรงดึงดูดใด ๆ ส่วนภาพมายาของญาติมิตร ฝูหลีซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับอุปนิสัยของญาติมิตร ซ้ำยังเคยถูกหลอกมาแล้วหนหนึ่ง ย่อมไม่มีทางหลงกลอีก เขาคิดผิดแล้ว สวรรค์ไม่ได้อยากให้ฝูหลีตาย แต่เปิดทางลัดให้ต่างหาก

“ด่านจิตใจด่านสุดท้ายล่ะ” นึกถึงตัวเองตอนนั้นที่ต้องเสียเวลาร้อยปีกว่าจะผ่านด่านจิตใจเก้าประการได้ คุนเผิงก็อิจฉาจนเกือบจะกลายเป็นปลาตาร้อนแล้ว

“ก็มีประตูสองบาน ข้าน้อยเลือกประตูบานสวย ๆ”

คุนเผิงเกือบจะสำลักอากาศ ประตูสวย ๆ นั่นเป็นกับดัก เบื้องหลังประตูเป็นภาพมายาของโลกอันสวยงามที่สุด ปีศาจบรรพกาลอย่างพวกมันส่วนใหญ่ติดกับดักด่านนี้

“ผลปรากฏว่าหลังประตูไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า ข้าถกเถียงกับเสียงที่ปลอมเป็นจิตวิญญาณแห่งเต๋าของข้าน้อยสองสามประโยคเสร็จก็ตื่นขึ้นมา” ฝูหลีชูอุ้งเท้าขาวจั๊วะขึ้นมา รู้สึกปลื้มปริ่มยิ่ง “จากนั้นก็พบว่าร่างเดิมข้าองอาจผึ่งผายขึ้น”

ตัวเป็นก้อนขนปุกปุยแบบนี้ องอาจผึ่งผายตรงไหนกัน

คุนเผิงรู้สึกสับสนไม่น้อย นี่ดูเหมือนไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ ตอนมันถกปรัชญากับปีศาจที่ผ่านด่านสำเร็จเช่นกัน ปีศาจทุกตนล้วนเปิดประตูยมโลก ต้องประสบกับความรักและพรากจาก ความทุกข์ยากเป็นตาย ความยากจนเจ็บป่วยพิการทั้งปวงถึงจะถือว่าผ่านด่านเคราะห์ แล้วกรณีฝูหลีนี่คืออะไร

“เพราะจิตใจของเขาไร้ซึ่งกิเลสตัณหา” เสียงกงฟู่ดังขึ้นในใจคุนเผิง คุนเผิงหันกลับไปมอง ไม่รู้กงฟู่โผล่มาอยู่ข้างหลังตอนไหน

“ของที่ผู้อื่นฝันอยากครอบครองเขาล้วนครอบครองหมดแล้ว สิ่งที่ผู้อื่นไม่มีเขาล้วนมี” กงฟู่ปรากฏตัวตรงประตูห้องฝูหลี สีหน้าซับซ้อนนิดหน่อย “ปีศาจที่ครอบครองของล้ำค่านับไม่ถ้วน ซ้ำยังพอใจกับอะไรง่าย ๆ ว่าอีกนัยหนึ่งก็นับว่ามีจิตใจที่แข็งแกร่งที่สุด”

คุนเผิงขมวดคิ้ว “อยู่ใกล้กันแค่นี้ยังจะใช้วิชาส่งเสียงอีก ปีศาจที่เลี้ยงดูฝูหลีต้องมีความสามารถขนาดไหนกันแน่ ถึงสามารถให้เขามีของล้ำค่ามากมายขนาดนั้นได้ มากขนาดของที่ปรากฏในด่านจิตใจเก้าประการยังไม่ชายตามอง” พอนึกถึงวิหคแดงที่เรียกตัวเองว่าญาติผู้ใหญ่ของฝูหลีซึ่งจัดการเถาอู้ได้อย่างง่ายดายแล้ว คุนเผิงก็ใจหายวาบ

โชคดีที่ตอนมันเพิ่งออกจากผนึกใต้ทะเลไม่ได้ทำฝูหลีบาดเจ็บเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นตีเด็กแล้วเรียกผู้ใหญ่มา มันอาจจะถูกจับย่างครึ่งหนึ่ง ตุ๋นน้ำแกงครึ่งหนึ่งก็เป็นได้

กงฟู่ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่กลับเอ่ย “ดังนั้นข้าถึงได้พูดว่า ลูกรักแท้ ๆ ของสวรรค์คือฝูหลี หาใช่จวงชิง คนหนึ่งเติบโตด้วยความรัก แวดล้อมด้วยสิ่งสวยงาม คนหนึ่งต้องประสบความลำบากยากเข็ญกว่าจะได้รับการยอมรับเป็นชะตาเมือง เห็นได้ชัดว่าชะตาชีวิตคนแรกดีกว่ามาก”

บางทีปีศาจที่เลี้ยงดูฝูหลีอาจจะคิดได้ว่าตอนฝูหลีผ่านด่านจิตใจเก้าประการคงต้องเจอกับสิ่งยั่วยวนต่าง ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงมอบของล้ำค่าหายากนับไม่ถ้วนแก่ฝูหลี สอนฝูหลีว่าเป็นปีศาจควรประพฤติตัวอย่างไร และมอบความรักอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

มีเพียงปีศาจที่ถูกรัก ถูกเอาใจ ครอบครองสิ่งสวยงามทั้งปวงเท่านั้น ที่ยามเปิดประตูแห่งตัณหาถึงจะพบกับความว่างเปล่า

“แต่ปกติในนิยายกำลังภายในแฟนตาซี อย่างฝูหลีสุดท้ายมักถูกจวงชิงฆ่าตายน่ะสิ”

“อย่าอ่านนิยายมั่วซั่วสิ!”

คุนเผิงรู้สึกว่านิยายที่ยืมจากปีศาจกระบี่ที่ชื่อหนิงเซวียนนั่นสนุกดีออก มนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์โดยแท้ ไม่ว่าเรื่องราวอย่างไรก็แต่งออกมาได้

ฝูหลีเห็นคุนเผิงกับกงฟู่จ้องตากันไปมาไม่พูดอะไร จู่ ๆ ก็ตบบ่า พูดอย่างตื่นเต้น “เพราะฉะนั้นข้าน้อยไม่ใช่กระต่ายธรรมดาอย่างที่ว่า แต่เป็นจอมปีศาจที่ก่อกำเนิดจากปราณฟ้าดินใช่ไหมขอรับ”

 

[1] เป้าประสงค์ในการบำเพ็ญเพียร

Leave a Reply

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า