fbpx

[ทดลองอ่าน] ลำนำล่มแคว้น – มัจฉาพรางประกาย 2.3 บุพเพผิดพลาด

ลำนำล่มแคว้น – มัจฉาพรางประกาย
祸国·图璧

 

สือซื่อเชวี่ย 十四阙 เขียน
หยกน้ำแข็ง แปล
Reine_beammer ปก

 

— โปรย —
ในใต้หล้าที่ครองอำนาจโดยสี่แคว้นใหญ่ เยียน ปี้ อี๋ เฉิง มีเรื่องราวเล่าขาน…

เจียงเฉินอวี๋ ธิดาคนเล็กของอัครเสนาบดีฝ่ายขวาแห่งแคว้นปี้ ผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉม สติปัญญา และเปี่ยมคุณธรรม กำลังจะได้วิวาห์กับบุรุษในดวงใจ แต่แล้ววาสนากลับถูกทำลายโดยราชโองการแต่งตั้งนางเป็นสนมของเจ้าแคว้นปี้

เพราะไม่ต้องการชะตากรรมเช่นนี้ นางจึงยื่นข้อเสนอขอเป็นผู้วางอุบายให้เจ้าแคว้นปี้แทน และได้รับคำสั่งให้ปลอมตัวติดตามคณะราชทูตที่เดินทางไปยังแคว้นเฉิง เพื่อกระทำภารกิจบางอย่าง

การตัดสินใจที่เป็นเพียงหนทางเดียวของนางในการพิสูจน์ตนเองครั้งนี้ กลับกลายเป็นโอกาสพลิกชะตากรรมของใต้หล้า และการเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวลึกลับซ่อนเงื่อนที่สั่นสะเทือนทั้งสี่แคว้น คนสำคัญทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตนาง ทั้งจีอิง เจาอิ่น เซวียไฉ่ อี๋เฟย เฮ่ออี้…ล้วนเข้ามาเติมเต็มชะตาชีวิตของนาง เติมเต็มหนทางสู่เกียรติยศอันสูงสุดที่นางไม่เคยนึกฝัน เติมเต็มตำนานแห่งสตรีผู้เป็นที่กล่าวขวัญถึงทั้งสี่แคว้น และหนึ่งในนั้น…เข้ามาเติมเต็มวาสนาของนางอีกครั้ง

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ทดลองอ่านนี้ไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

2.3

บุพเพผิดพลาด

 

นางกำนัลนำเจียงเฉินอวี๋เข้าไปในห้องชั้นใน ภายในห้องจุดเตาอุ่นไว้ กลิ่นยากำจายบางเบา หลังม่านไหมยกดอกเจ็ดสมบัติ[1] ซีเหอนั่งอยู่โดยมีผ้านวมห่มคลุม สีหน้าขาวซีด ดูเปราะบางอ่อนแอ

เดิมเจียงเฉินอวี๋คิดจะถอยออกไป แต่ซีเหอกลับเรียกนางไว้ “เจ้ามาได้จังหวะพอดี ไม่รู้ว่าเจ้าเล่นเพลงราตรีชางเจียงได้หรือไม่”

เจียงเฉินอวี๋อึ้งไปเล็กน้อย “เจ้าค่ะ” แล้วเริ่มบรรเลงพิณ

เสียงพิณกังวานหวานอ้อยสร้อย ดุจสายน้ำทอดยาวไหลเอื่อย ฉับพลันเกิดพยับเมฆพัดพาพายุฝนกระหน่ำ สายน้ำปั่นป่วน เกลียวคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำรุนแรง ท้องน้ำและผืนฟ้ากลืนหายไปในรัตติกาลอันมืดมัว มังกรครามทะยานฝ่าเมฆหมอกลงสู่ห้วงสมุทร ระเริงล่องท่องคลื่น

บทเพลงโบราณ ท่วงทำนองถาโถมรุนแรงทว่าละเมียดละไมอย่างที่สุดนี้ ถูกเจียงเฉินอวี๋บรรเลงออกมาด้วยวิธีกรีดสายเบาและเนิบช้า ร่ายนิ้วด้วยความมั่นใจ แทบไม่ต้องเปลืองแรง

ซีเหอเฝ้ามอง เฝ้าฟัง ดวงตาเริ่มเปียกชื้น สุดท้ายน้ำตาก็ไหลริน

เจียงเฉินอวี๋ตกใจ จังหวะที่เสียสมาธินี้เอง สายพิณที่มุมหนึ่งก็ขาดสะบั้น นางรีบคุกเข่า “เฉินอวี๋สมควรตาย ขอฟูเหรินโปรดลงโทษด้วย!”

ซีเหอไม่เอ่ยอะไร เพียงจ้องมองนางอยู่เช่นนั้น แววตาเศร้าสร้อยสุดประมาณ สุดท้ายร่างก็สั่นเทิ้มอย่างรุนแรง กระอักเลือดออกมาทันที

โลหิตกระเซ็นใส่ใบหน้าเจียงเฉินอวี๋อย่างแม่นยำ

นางกำนัลข้างกายร้องอุทาน “ฟูเหริน! ฟูเหริน ท่านเป็นอะไรไป”

ซีเหอหงายหลังล้มลงหมดสติ ขณะที่เจียงเฉินอวี๋ที่ทั้งหน้าเปื้อนเลือด ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร!

 

เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นราวกับละคร นางคุกเข่าอยู่บนพื้นเฝ้ามองการแสดงนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ รู้สึกเพียงความสับสนในความสงบนิ่งเหมือนความตาย

เริ่มจากนางกำนัลตามแพทย์หลวงมา จากนั้นปี้หวังก็มาถึง ห้องชั้นในเล็กๆ แออัดไปด้วยผู้คนมากมาย กลิ่นยาฉุนกึกคละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก

ข้างหูได้ยินเสียงมากมาย พอจับความได้รางๆ ว่า “โรคนี้ประหลาดนัก…เกรงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิต…กระหม่อมไร้ความสามารถ…” สิ่งที่เห็นคือชายเสื้อมากมายขยับไหวไปมา สีเหลืองคือฝ่าบาท สีแดงเขียวครามฟ้าห้าสีหกเฉดคือเหล่าสนม สีม่วงอ่อนคือนางกำนัล สุดท้ายก็มีสีขาวปรากฏขึ้น

พร้อมๆ กัน ด้านนอกมีเสียงคนรายงาน “ฉีอ้าวโหวมาถึงแล้ว…”

เจียงเฉินอวี๋เงยหน้าขึ้น อีกด้านของม่านไหมปักลายหญิงงาม นางเห็นจีอิงคุกเข่าอยู่ที่ห้องด้านนอก ชุดสีขาวเจิดจ้าดุจดาวช่วยชีวิต ขอบตานางแดงเรื่อ เหมือนคนจมน้ำมองเห็นขอนไม้ลอยมา ทั้งร่างสั่นเทา ทว่าในความสั่นเทานั้น นางรู้ดีว่าตนไม่เป็นไรแล้ว

ขอเพียงเขามา ข้าจะไม่เป็นอะไร

เจาอิ่นหันมา สีหน้าโล่งอก เอ่ยเสียงดัง “ฉีอ้าว เจ้ามาพอดี พวกไร้ประโยชน์สำนักแพทย์หลวงนี่ไม่มีใครดูออกเลยสักคนว่าซีเหอป่วยเป็นอะไร เจ้ารีบไปร่างราชโองการ เราจะปลดพวกเขาออกจากตำแหน่งให้หมด!”

จีอิงยังคงนิ่ง เอ่ยไม่เร็วไม่ช้า น้ำเสียงไม่สูงไม่ต่ำ แต่พอได้ยินแล้ว ทุกคนต่างพูดไม่ออก “ขอฝ่าบาททรงระงับโทสะก่อน พอกระหม่อมได้ข่าวว่าฟูเหรินล้มป่วยก็รีบรุดมาทันที ทั้งยังเชิญหมอเทวดามาคนหนึ่งด้วย”

ดวงตาของเจาอิ่นเป็นประกาย “รีบเบิกตัว!”

บุรุษสวมชุดสีครามเดินตามหลัวเหิงเข้ามา คุกเข่าลงข้างจีอิง “ข้าน้อยเจียงหว่านอี ถวายบังคมฝ่าบาท”

แพทย์หลวงเฒ่าที่อยู่ในห้องชั้นในถึงกับผงะ สีหน้าแตกตื่นตกใจ

เจาอิ่น “เจ้าคือหมอเทวดา?”

บุรุษชุดครามตอบ “หมอเทวดาเป็นฉายาที่ชาวบ้านเรียกกันเอง ข้าน้อยมิกล้าอวดอ้างตนพ่ะย่ะค่ะ”

“หากเจ้ารักษาอาการป่วยของซีเหอได้ เราจะมอบนามหมอเทวดาให้! รีบเข้ามา”

บุรุษชุดครามผู้มีนามว่าเจียงหว่านอีรับคำ ค้อมตัวเดินเข้าไปด้านใน เริ่มจับชีพจรวินิจฉัยอาการให้ซีเหอ เจียงเฉินอวี๋มองจากมุมที่ตนอยู่ เห็นหมอผู้นี้มีเครื่องหน้างดงามดุจสตรีที่สงบเสงี่ยม ทั้งร่างแผ่กลิ่นอายสุภาพสุขุมที่ผ่านการอมรมกล่อมเกลา ไม่เหมือนแพทย์ แต่เหมือนบัณฑิต

แพทย์หลวงเฒ่าที่อยู่ข้างๆ มองเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม มือที่ซุกอยู่ในแขนเสื้อสั่นเทิ้มไม่หยุด

เจียงหว่านอีเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มน้อยๆ ให้เขา “ท่านพ่อ ไม่พบกันนาน ระยะนี้ท่านสบายดีหรือไม่”

แพทย์หลวงเฒ่าเกิดอาการจุกอกขึ้นมาทันที พูดไม่ออก คนอื่นๆ ถึงกับปากอ้าตาค้าง ไม่คาดคิดว่าหมอเทวดาที่เชิญมาจะเป็นบุตรชายโทนของเจียงไหฺวผู้ตรวจการสำนักแพทย์หลวง

ฟังจากคำพูดเขา ดูเหมือนพ่อลูกคู่นี้จะไม่ได้พบกันมาหลายปีแล้ว วันนี้ได้พบกันอีกครั้ง กลับรู้สึกแปลกๆ ไม่มีผู้ใดเดาทางออก

เจาอิ่นไม่สนใจความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของพวกเขา เพียงถามเรื่องที่กำลังร้อนใจ “เป็นเช่นไร ซีเหอป่วยเป็นอะไร เหตุใดจู่ๆ จึงกระอักเลือดแล้วหมดสติไม่ฟื้น”

คิ้วงามของเจียงหว่านอีขมวดมุ่น นิ่งเงียบไม่พูดจา

เจาอิ่นเอ่ยต่อ “หลายวันก่อน นางต้องลมหนาว เคยเป็นโรคร้อนในและโดนลมเย็นภายนอก…”

เจียงหว่านอีคลายมือจากซีเหอ ยืดตัวขึ้นมาทำความเคารพ พลางเอ่ยเสียงเนิบ “ทูลฝ่าบาท สิ่งที่ฟูเหรินเป็นมิได้เกิดจากต้องลมเย็นพ่ะย่ะค่ะ”

เจียงเฉินอวี๋ใจหายวาบ นางมีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง

ราวกับยืนยันความคิดของนาง เมื่อคำพูดต่อมาของเจียงหว่านอีคือ “ความจริงแล้ว ฟูเหรินต้องยาพิษ”

“ต้องยาพิษ?” สีหน้าเจาอิ่นเปลี่ยนไป

“พ่ะย่ะค่ะ หากข้าน้อยเดาไม่ผิด พิษชนิดนี้มีชื่อ ‘คะนึงโศก’ ซึ่งก็เป็นดังชื่อ ผู้ที่ได้รับพิษจะมีร่างกายอ่อนแอ ไร้เรี่ยวแรง อารมณ์เศร้าหมองลงทุกวัน สุดท้ายจะป่วยและตายอย่างช้าๆ”

เจาอิ่นอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ในเมื่อรู้ชื่อพิษแล้ว มีวิธีแก้หรือไม่”

“ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย ฟูเหรินเป็นผู้สูงส่ง สวรรค์ย่อมคุ้มครอง จะต้องผ่านด่านเคราะห์นี้ไปได้ เพียงแต่…”

“เพียงแต่อะไร”

“เพียงแต่ฟูเหรินถูกพิษฝังลึก ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เกรงว่าคงไม่อาจรักษาครรภ์นี้เอาไว้ได้”

เจาอิ่นยิ่งตกใจ เอ่ยเสียงสั่น “เจ้าว่าอะไรนะ พูดให้เราฟังอีกทีซิ”

เจียงเฉินอวี๋จ้องมองเจียงหว่านอีอย่างตื่นตระหนก ได้ยินเสียงประหลาดกรีดร้องในใจ ห้ามพูด อย่าพูดนะ ห้ามพูดเด็ดขาด!

ทว่าริมฝีปากบางคู่นั้นขยับเบาๆ น้ำเสียงเยือกเย็นลอดไรฟันออกมา “ทูลฝ่าบาท ฟูเหรินไม่เพียงถูกพิษ แต่นางยังตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือน เพียงแต่ตอนนี้ ทารกเสียชีวิตแล้ว”

เจียงเฉินอวี๋หลับตาลงอย่างไม่อาจควบคุม กลางมือมีเหงื่อผุดซึมจนชุ่มโชก ในใจมีเพียงคำเดียวดังก้องไม่หยุด…จบกัน

จบกัน จบกัน! จบสิ้นแล้ว…

ต่อให้นางไม่สนใจเรื่องราวรอบตัวมากกว่านี้ ต่อให้รังเกียจการแก่งแย่งชิงดีในวังมากกว่านี้ ก็มิได้หมายความว่านางไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย การที่สนมของหวงตี้มีครรภ์แล้วถูกคนลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต เป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่าคลื่นยักษ์พันชั้น หากมีการตรวจสอบ เรื่องย่อมพัวพันเป็นวงกว้าง แม้เวลานี้ตัวนางจะคุกเข่าอยู่ที่นี่ แต่สายตากลับมองเห็นความเปลี่ยนครั้งใหญ่ ตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ยากจะรอดตัวได้

บรรยากาศชั่วขณะนั้นดุจพายุตั้งเค้าเตรียมโหมกระหน่ำใส่หอสูง สงสารก็แต่ตนเองที่ไร้กำลังจะต้านทาน

เจียงเฉินอวี๋กัดริมฝีปาก สายตามองไปยังจีอิงที่อยู่ห่างออกไปเพียงชั่วม่านกั้นอีกครั้ง คุณชาย คุณชาย ท่านมีบทบาทใดในการแสดงนี้

เป็นดังคาด เจาอิ่นได้ยินก็เดือดดาลถึงขั้นตบโต๊ะ “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ! เป็นใคร ผู้ใดกล้าวางยาอ้ายเฟย[2]ของเรา ทหาร เอาตัวนางกำนัลในตำหนักเป่าหฺวาทั้งหมดไปสอบสวน ตรวจสอบให้ถึงที่สุดจนกว่าความจริงจะปรากฏ!”

สิ้นคำสั่ง นางกำนัลและขันทีรีบคุกเข่ากันเป็นแถบ เสียงอ้อนวอนดังระงมไม่ขาดหู ทว่าทุกคนต่างถูกองครักษ์ลากตัวออกไป เหลือเพียงเจียงเฉินอวี๋ที่ยังคงคุกเข่าอยู่ข้างๆ ไม่มีผู้ใดสนใจ

สุดท้ายเจาอิ่นหันมามองนาง “เจ้าเป็นใคร”

“หม่อมฉันเจียงเฉินอวี๋เพคะ”

“เจ้าก็คือเจียงเฉินอวี๋?” สายตาของเจาอิ่นกวาดมองนาง คล้ายประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าไม่นานสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าคงตกใจ กลับไปเถอะ”

เจียงเฉินอวี๋คิดไม่ถึงว่าปี้หวังจะปล่อยตัวนางไปง่ายๆ เช่นนี้ หญิงสาวรีบโขกศีรษะขอบคุณ เตรียมจะลุกขึ้น ทว่าขาทั้งสองข้างแข็งจนเหยียดไม่ออกเนื่องจากคุกเข่านานเกินไป ขณะที่หน้ากำลังจะคะมำ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาพยุงนางไว้อย่างมั่นคง

เมื่อหันไปก็เป็นว่าเป็นคุณชาย

จีอิงมองไปยังเจาอิ่น “ฝ่าบาท กระหม่อมขอไปส่งคุณหนูเจียงนะพ่ะย่ะค่ะ”

สายตาของเจาอิ่นกวาดมองทั้งคู่รอบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า จีอิงจึงประคองเจียงเฉินอวี๋ค่อยๆ เดินออกไป

 

ระหว่างเดินไปยังประตูวัง เจียงเฉินอวี๋รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก นางกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าจีอิงกลับปล่อยมือจากนาง กอบหิมะบนราวกั้นด้านข้างเสียงดังสวบ หิมะละลายกลายเป็นน้ำ มีไอร้อนลอยกรุ่น เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากอกเสื้อมาซับน้ำจนเปียก บิดให้หมาดแล้วยื่นมาตรงหน้านาง

เจียงเฉินอวี๋จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าใบหน้าตนเลอะเลือดที่ถูกซีเหอพ่นใส่เมื่อครู่ ตั้งแต่เกิดเรื่อง นางก็ได้แต่คุกเข่า ไม่กล้าเช็ดออก คาดว่าเวลานี้สภาพของตนคงทุเรศทุรังยิ่งนัก และทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาเขา ทันทีที่คิดได้ เจียงเฉินอวี๋ก็ยิ่งกระอักกระอ่วน รีบรับผ้าเช็ดหน้ามา ทว่าข้อหนึ่ง เลือดแห้งกรังหมดแล้ว จะเช็ดออกก็ยากเต็มที ข้อสอง ไม่มีคันฉ่อง จึงมองไม่เห็นว่าเลือดเปื้อนที่ใดบ้าง ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้แต่รีบร้อนเช็ดไปส่งเดช แป้งชาดบนหน้าที่เละเทะอยู่แล้วยิ่งเลอะหนักขึ้นไปอีก ทั้งแดงเหลืองปะปนกันยุ่ง

จีอิงถอนหายใจเบาๆ หยิบผ้าเปียกจากมือนางมา ใช้มือข้างหนึ่งเชยคางหญิงสาว มืออีกข้างเช็ดคราบเลือดให้อย่างเบามือ ทุกจุดที่ผ้าเปียกกับนิ้วของเขาสัมผัสถูก ผิวบริเวณนั้นก็ร้อนผ่าวราวกับติดไฟ เจียงเฉินอวี๋ทั้งหวาดหวั่น ทั้งกระวนกระวาย แต่ที่มากกว่านั้นคือความเขินอายอย่างยากจะบรรยาย นางอยากช้อนสายตาขึ้นมองเขา แต่ก็กลัวที่จะสบประสานสายตากับเขา จึงได้แต่หลุบตามองสาบเสื้อของจีอิง รู้สึกหวานละมุนซาบซ่านไปทั้งหัวใจ

เขาช่าง…อ่อนโยน

เขาช่าง…อ่อนโยนอะไรเช่นนี้

ชาตินี้ข้าช่างโชคดีนัก ที่ได้มีวาสนาพบพานบุรุษที่แสนอ่อนโยนเช่นนี้

ข้า…เป็นคนโชคดีจริงๆ ใช่หรือไม่

หัวใจของเจียงเฉินอวี๋หวานล้ำ อดไม่ได้ที่จะช้อนสายตาขึ้นมองหน้าจีอิง คิดไม่ถึงว่าชั่วขณะนั้น จีอิงจะปล่อยมือจากนางแล้ว เขาดึงมือกลับไป “เสร็จแล้ว”

เห็นเขาจะโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้ง เจียงเฉินอวี๋รีบร้องบอก “ช้าก่อน! ผ้าเช็ดหน้านั่น ให้ข้านำกลับไปซักคืนให้คุณชายเถิด”

“แค่ผ้าเช็ดหน้าผืนเดียว ไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก” จีอิงว่าแล้วก็โยนทิ้งไป

เจียงเฉินอวี๋เย็นวาบในอก ราวกับมีบางสิ่งถูกโยนทิ้งไปพร้อมกับผ้าเช็ดหน้า เพื่อขจัดความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ นางจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เอ่อ…ซีเหอฟูเหรินเป็นผู้มีบุญ สวรรค์ย่อมคุ้มครอง คงไม่เป็นอะไร…กระมัง”

จีอิงรับว่า “อืม” เบาๆ

นางจึงเอ่ยต่อ “เมื่อครู่…ข้าตกใจมาก จู่ๆ นางก็กระอักเลือดออกมา ข้ากลัวจนขยับตัวไม่ได้…” นางยิ้มอย่างเก้อกระดาก จากนั้นก็ไม่อาจพูดต่ออีก

กระอักกระอ่วนเหลือเกิน ระหว่างเขากับนางมีความน่าอึดอัดที่ยากจะบรรยายแผ่กระจายออกมา แม้ไม่อาจบอกได้อย่างชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็สัมผัสได้รางๆ ว่ามีอะไรบางอย่าง

เวลาเดียวกันนั้นเอง ม้าตัวหนึ่งห้อตะบึงมา เมื่อม้าหยุดลง ผู้ที่อยู่บนหลังอาชาพลิกตัวลงมา คุกเข่าคารวะ “โหวเยีย เกิดเรื่องแล้ว!” คนผู้นั้นคือชายฉกรรจ์อายุราวสี่สิบสวมเสื้ออ๋าวสีเทา คิ้วเข้มตาโต ท่าทางหยาบกระด้าง มีเพียงดวงตาที่เป็นประกายเจิดจ้า เหนือคิ้วซ้ายมีลายมังกรแดงสามกรงเล็บเล็กๆ ตัวหนึ่ง

จีอิงเลิกคิ้ว “มีเรื่องอะไร”

ชายผู้นั้นเหลือบมองเจียงเฉินอวี๋ แม้จะมีท่าทีลังเล ทว่ายังคงเอ่ย “พานฟังควบม้าควงทวนบุกเดี่ยวไปอาละวาดที่จวนสกุลเซวียขอรับ”

“เพราะเหตุใด”

“ได้ยินว่า…ได้ยินว่าคู่หมั้นของเขาไปเล่านิทานที่จวนสกุลเซวียแล้วถูกเซวียซู่…ทำให้เสื่อมเสียขอรับ”

อะไรนะ! เจียงเฉินอวี๋เบิกตากว้าง พานฟัง? พานฟังคนที่ข้าพบวันนั้น? คู่หมั้นของเขาคือฉินเหนียงมิใช่หรือ สวรรค์! สวรรค์….

ประกายโกรธเกรี้ยววาบขึ้นมาในแววตาจีอิง “ข้าจะไปจวนสกุลเซวีย” เขาหันมามองเจียงเฉินอวี๋ แล้วเอ่ยเสริม “จูหลง[3] เจ้าส่งคุณหนูเจียงกลับจวนอัครเสนาบดีฝ่ายขวาด้วย”

ไม่รอให้นางตอบรับ จีอิงก็ตลบชายเสื้อคลุมยาวพลิกตัวขึ้นม้าที่ชายผู้นั้นขี่มา อาชาตะกุยขาหน้าร้องฮี้ก่อนห้อตะบึงจากไป

ชายที่ชื่อจูหลงประสานมือคารวะนาง น้ำเสียงนอบน้อม “คุณหนูเจียง เชิญ”

แม้เจียงเฉินอวี๋จะรู้สึกกังวล แต่นางไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากตามอีกฝ่ายกลับจวน

 

เมื่อกลับถึงจวน บรรดาคนรับใช้ต่างมองนางด้วยสีหน้าแปลกๆ ท่าทีตกอกตกใจ

วันนี้ทั้งวันเจียงเฉินอวี๋เจอเรื่องมากมายถาโถมเข้ามาจนใจระส่ำไม่หยุด พอเห็นท่าทีเสียอาการของบ่าวไพร่เช่นนี้ นางจึงอดมีน้ำโหไม่ได้ เอ่ยเสียงเฉียบ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ วั่วอวี๋ เจ้าพูด!”

วั่วอวี๋เสียงสั่น “คุณหนู เมื่อตอนกลางวัน จู่ๆ เทียบเวลาตกฟากที่วางอยู่หน้าป้ายบรรพชนบนโต๊ะบูชาก็เกิด…เกิด…”

“เกิดอะไร”

ไหฺวจิ่นช่วยพูดต่อ “ไม่รู้ว่ามีลมมาจากที่ใด พัดเชิงเทียนล้ม ไหม้เทียบเวลาตกฟากเจ้าค่ะ…” พูดจบ นางก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกมายื่นให้เจียงเฉินอวี๋ด้วยมือสั่นเทา

เทียบสีม่วงอ่อนไหม้ไฟไปมุมหนึ่ง ผ่ากลางลายไป๋เจ๋อสีเงินพอดี และไหม้ลามไปถึงอักษร “อิง” ในท่อนดอกอิงวิญญูชาติ

วั่วอวี๋เอ่ยเสียงสะอื้นอยู่ข้างๆ “คุณหนู เรื่องนี้จะทำเช่นไรดีเจ้าคะ เทียบเวลาตกฟากต้องอยู่ในบ้านสามวัน หากเกิดเหตุผิดปกติขึ้นจะถูกมองว่าไม่เป็นมงคล แต่งงานไม่ได้…”

แต่งงานไม่ได้…

แต่งงานไม่ได้…

คำนี้หนักอึ้งดุจขุนเขา กดทับลงมาบนศีรษะ แผ่ขยายออกไปหลายเท่า คำที่ผุดขึ้นมาในใจหลายต่อหลายครั้งตลอดวันนี้ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง

จบกัน

 

[1] คำว่า “เจ็ดสมบัติ” หรือ “ชีเป่า” หมายถึงสมบัติล้ำค่า 7 ชนิด แต่ละยุคสมัยสิ่งที่ยกย่องให้เป็นเจ็ดสมบัติจะแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น สมัยฮั่น ประกอบด้วย ทองคำ เงิน หลิวหลี คริสตัล เปลือกหอยมือเสือ กัลปังหา และอำพัน ยุคเฉาเว่ย (สมัยสามก๊ก) จะเป็นทองสีม่วง เงิน หลิวหลี คริสตัล หอยมือเสือ กัลปังหา และอำพัน สมัยราชวงศ์ถังเป็นทองคำ เงิน ควอตซ์หรือคริสตัลที่เป็นรูปทรงศิวลึงค์ หยกน้ำงาม มุกชาด และอำพัน สมัยราชวงศ์ซ่งเป็นทองคำ เงิน หลิวหลี ควอตซ์หรือคริสตัลที่เป็นรูปทรงศิวลึงค์ หอยมือเสือ ไข่มุก และอำพัน

[2] แปลว่า สนมรัก เป็นคำที่หวงตี้ใช้เรียกสนมคนโปรด

[3] แปลว่า มังกรสีชาด

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า