fbpx

[ทดลองอ่าน] ลำนำล่มแคว้น – มัจฉาพรางประกาย 2.2 บุพเพผิดพลาด

ลำนำล่มแคว้น – มัจฉาพรางประกาย
祸国·图璧

 

สือซื่อเชวี่ย 十四阙 เขียน
หยกน้ำแข็ง แปล
Reine_beammer ปก

 

— โปรย —
ในใต้หล้าที่ครองอำนาจโดยสี่แคว้นใหญ่ เยียน ปี้ อี๋ เฉิง มีเรื่องราวเล่าขาน…

เจียงเฉินอวี๋ ธิดาคนเล็กของอัครเสนาบดีฝ่ายขวาแห่งแคว้นปี้ ผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉม สติปัญญา และเปี่ยมคุณธรรม กำลังจะได้วิวาห์กับบุรุษในดวงใจ แต่แล้ววาสนากลับถูกทำลายโดยราชโองการแต่งตั้งนางเป็นสนมของเจ้าแคว้นปี้

เพราะไม่ต้องการชะตากรรมเช่นนี้ นางจึงยื่นข้อเสนอขอเป็นผู้วางอุบายให้เจ้าแคว้นปี้แทน และได้รับคำสั่งให้ปลอมตัวติดตามคณะราชทูตที่เดินทางไปยังแคว้นเฉิง เพื่อกระทำภารกิจบางอย่าง

การตัดสินใจที่เป็นเพียงหนทางเดียวของนางในการพิสูจน์ตนเองครั้งนี้ กลับกลายเป็นโอกาสพลิกชะตากรรมของใต้หล้า และการเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวลึกลับซ่อนเงื่อนที่สั่นสะเทือนทั้งสี่แคว้น คนสำคัญทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตนาง ทั้งจีอิง เจาอิ่น เซวียไฉ่ อี๋เฟย เฮ่ออี้…ล้วนเข้ามาเติมเต็มชะตาชีวิตของนาง เติมเต็มหนทางสู่เกียรติยศอันสูงสุดที่นางไม่เคยนึกฝัน เติมเต็มตำนานแห่งสตรีผู้เป็นที่กล่าวขวัญถึงทั้งสี่แคว้น และหนึ่งในนั้น…เข้ามาเติมเต็มวาสนาของนางอีกครั้ง

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ทดลองอ่านนี้ไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

2.2

บุพเพผิดพลาด

 

รถม้าที่มีอยู่เพียงคันเดียวจากไปแล้ว ทั้งคู่จึงต้องเดินเท้า เจียงเฉินอวี๋มองเงาของเขาและนางที่ทอดยาวอยู่บนพื้น ทุกอย่างรอบตัวซีดจางจนกลายเป็นความว่างเปล่าท่ามกลางแสงสายัณห์ เหลือเพียงเงาของพวกเขาสองคนที่ถูกแสงตะวันยามเย็นลากยาวออกไป

เหมือนภาพในห้วงฝัน

ไม่สิ ต่อให้เป็นความฝันที่บรรเจิดที่สุด นางก็ยังไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวันหนึ่งที่ได้เดินเคียงข้างจีอิงเช่นนี้

เขารู้จักข้า

และเขากำลังพาข้าไปส่งบ้าน

ไม่มีการซักถาม ไม่มีการตำหนิ ไม่มีถ้อยคำมากมาย แค่เดินกลับบ้านเป็นเพื่อนนางเงียบๆ

“ท่าน…” สุดท้ายเจียงเฉินอวี๋ทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถาม “รู้ได้อย่างไรว่าข้ากับองค์หญิงอยู่ตรงนั้น และรู้ได้อย่างไรว่า…ข้าเป็นใคร”

“ข้าเห็นองครักษ์ลับของจวนคุณหนู”

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้

“ข้า…แต่งกายเช่นนี้ออกมาทำตัวเหลวไหลกับองค์หญิง…ดูเสียกิริยามากใช่หรือไม่” นางมองอย่างกระวนกระวาย กลัวเขาจะมองว่านางเป็นหญิงรักสนุก แต่จีอิงยังคงยิ้มน้อยๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวล “ไม่เลย คุณหนูสวมชุดบุรุษแล้วงามมาก”

เขากำลังชมว่าข้างามหรือ เจียงเฉินอวี๋กัดริมฝีปาก หัวใจแทบจะเต้นโลดขึ้นมาถึงคอหอย

“ยิ่งไปกว่านั้น” จีอิงเอ่ยต่อ “ร้านสุรา ร้านน้ำชา ล้วนเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คน บุรุษมาได้ สตรีก็มาได้”

เจียงเฉินอวี๋ฟังแล้วยิ่งรู้สึกพอใจที่จีอิงแตกต่างจากบุรุษทั่วไป นอกจากเขาจะมิได้หูตาคับแคบคร่ำครึแล้ว ยังรู้จักคลายความรู้สึกกระอักกระอ่วนของผู้อื่นอีกด้วย การได้อยู่ใกล้เขา เหมือนได้อาบลมวสันต์[1] ไม่น่าแปลกใจที่มีพี่สาวเช่นนั้น

นางยังอยากจะพูดต่อ แต่ไม่ทันไรก็ใกล้ถึงจวนอัครเสนาบดีแล้ว จีอิงหยุดยืนห่างจากประตูสิบจั้ง[2] เขาประสานมือ “อิงขอส่งเพียงเท่านี้”

“ขอบคุณ…คุณชายมาก” เดิมนางจะเรียกเขาว่าโหวเยีย แต่พอคำพูดมาถึงปากกลับเปลี่ยนเป็นคุณชาย เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับเขา สำหรับนางแล้ว ไม่เคยมีเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

เจียงเฉินอวี๋กัดริมฝีปาก พยายามไม่ให้ตนเองแสดงความอาลัยออกไปมากนัก รีบสาวเท้ากลับเข้าจวน หลังจากก้าวเข้าประตูแล้ว เจียงเฉินอวี๋ยังอดหันกลับไปมองไม่ได้ พบว่าจีอิงยังยืนอยู่ที่เดิม ทว่าสายตามิได้มองมาที่นาง กลับมองพื้นเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม คล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่าง

เขากำลังคิดอะไรอยู่

เหตุใดยามไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย เขาจึงไม่เคยยิ้มเลย

เหตุใด ทั้งที่เขาปฏิบัติต่อข้าอย่างสุภาพอ่อนโยน แต่กลับรู้สึกเหินห่างเหลือเกิน ราวกับมีบางสิ่งขวางกั้น

คุณชาย…

เจียงเฉินอวี๋มองร่างสูงระหงดุจหยกใต้แสงสายัณห์ พลางคิดในใจ ท่านจะรู้แล้วหรือไม่ หรือก็คือ ท่านยินดีรับข้า…เป็นภรรยาหรือไม่

 

หลังจากกลับถึงจวน เนื่องจากต้องไปพบเจียงฟูเหรินก่อน นางจึงถูกอัครเสนาบดีฝ่ายขวาเจียงจ้งผู้เป็นบิดาบ่นเล็กน้อย เขามิได้ตำหนิอะไรมาก แต่องค์หญิงเจาหลวนโชคร้ายกว่า เพราะนางถูกทำโทษให้ยืนอยู่ในห้องทรงพระอักษรหนึ่งชั่วยาม ขณะที่เจาอิ่นนั่งตรวจฎีกาของตนเองไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองนางแม้แต่น้อย

เจาหลวนใช้เท้าซ้ายเหยียบเท้าขวา จากนั้นก็ใช้เท้าขวาเหยียบเท้าซ้าย สลับไปมาเช่นนี้ร่วมสิบกว่ารอบจนทนไม่ไหวต้องส่งเสียงโอดครวญ “พระเชษฐา…”

เจาอิ่นยังคงจดจ่ออยู่กับฎีการาวกับไม่ได้ยิน

เจาหลวนกัดฟัน เรียกอีกครั้ง “พระเชษฐา…”

“สำนึกผิดแล้วหรือยัง” น้ำเสียงเรียบเฉยของเจาอิ่นดังมา

เจาหลวนรีบผงกศีรษะ น้ำเสียงตัดพ้อ “อาหลวนสำนึกผิดแล้ว ยืนจนขาแข็งไปหมดแล้ว พระเชษฐาโปรดประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ!”

เนตรหงส์ของเจาอิ่นช้อนขึ้นเล็กน้อย เขาปรายตามองนาง “ไหนว่ามา ผิดที่ใด”

เจาหลวนก้มหน้า ตอบอย่างพาซื่อ “หม่อมฉันไม่ควรห่วงเล่น แอบออกจากวังโดยไม่ได้รับอนุญาต”

“ยังมีอะไรอีก”

“อะไรอีก” เจาหลวนคิดอยู่เป็นนาน “หม่อมฉันควรทูลพระเชษฐาก่อน”

เจาอิ่นแค่นเสียงเบาๆ ทีหนึ่ง “วันๆ เราต้องทำงานมากมาย ไหนเลยจะมีเวลามาสนใจเรื่องเจ้าออกจากวัง”

เจาหลวนเห็นรอยยิ้มในแววตาเขา ก็รู้ว่าตนกำลังถูกแหย่เล่น จึงรู้สึกโล่งใจยิ่งนัก นางรีบยิ้มรับ “ใช่ๆๆ พระเชษฐาทรงอุตสาหะเพื่อบ้านเมืองและปวงประชา ไม่ควรต้องมาวุ่นวายพระทัยด้วยเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งของน้อง ขอทรงโปรดประทานอภัยให้หม่อมฉันเถิดนะเพคะ!”

“เจ้านี่นะ…” เจาอิ่นวางพู่กัน มองน้องสาวเพียงคนเดียวของตนพลางส่ายหน้า “ไท่โฮ่วพระวรกายไม่แข็งแรง เจ้ากลับไม่อยู่ถวายปรนนิบัติ เอาแต่ห่วงเล่น เท่ากับไม่กตัญญู นี่คือข้อแรก เจ้าเป็นถึงองค์หญิง สถานะสำคัญยิ่ง ยามออกไปข้างนอกควรนำองครักษ์ติดตามไปด้วย แต่กลับออกไปคนเดียว นี่คือข้อสอง เจ้าทำตัวเหลวไหลคนเดียวยังพอว่า แต่นี่ยังลากคนอื่นลงน้ำด้วย ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง นี่คือข้อสาม…”

เจาหลวนร้องลั่น “ช้าก่อน! พระเชษฐา หม่อมฉันไปทำให้ผู้อื่นต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงที่ใดกัน หม่อมฉันแค่พาพี่เจียงไปกินบะหมี่ แล้วก็แวะไปฟังนิทาน เรื่องพวกนี้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้อย่างไรกัน”

“ธิดาบ้านอัครเสนาบดี แต่งกายเป็นบุรุษ ออกไปเดินชมตลาด นั่นยังไม่เรียกว่าเสื่อมเสียชื่อเสียงอีกหรือ”

เจาหลวนรู้ตัวว่าผิด ได้แต่ก้มหน้า แต่ยังคงไม่ลดราวาศอก นางบ่นอุบเบาๆ “ไปเดินตลาดแล้วอย่างไร ข้ายังไม่คิดเลยที่สนมบางคนของท่านเกิดในตลาดด้วยซ้ำ เหตุใดท่านไม่ว่านางเสื่อมเสียชื่อเสียงบ้างเล่า”

เจาอิ่นเลิกคิ้ว “เจ้าว่าอะไรนะ”

“ไม่ว่าอะไรเพคะ หม่อมฉันจะว่าอะไรได้”

“เอาละ เจ้าไปได้แล้ว ให้เรื่องวันนี้ยุติแค่นี้ อย่าให้มีครั้งหน้าอีก”

เจาหลวนดีใจยิ่งนัก รีบเอ่ยขอบพระทัย “หม่อมฉันรู้อยู่แล้วว่าพระเชษฐาทรงรักหม่อมฉันที่สุด ขอให้พระเชษฐาทรงพระเจริญหมื่นปี!” นางกระโดดผึง เตรียมจะออกไป เจาอิ่นกลับเรียกไว้ “เจียงเฉินอวี๋เป็นคนเช่นไร”

ดวงตาของเจาหลวนเป็นประกาย หันกลับมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “พี่สาวสกุลเจียงเป็นคนงามที่หนึ่งเลย! หม่อมฉันมิได้พูดเองนะเพคะ แต่นางงามกว่าซีเหอตงเหออะไรนั่นเสียอีก ทั้งอ่อนหวาน ทั้งใจดี มีความสามารถ ดีดพิณก็ยอดเยี่ยมเป็นที่หนึ่งด้วย”

ดวงตาของเจาอิ่นโค้งขึ้น คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เจ้าจะบอกว่านางมีความชาญฉลาดเช่นจีฮู ทั้งมีความงามเช่นซีเหออย่างนั้นหรือ”

เจาหลวนร้องรับ “ถูกต้อง! นี่แหละที่หม่อมฉันจะพูด! ตรงที่สุดแล้ว มิผิด นางเป็นแม่นางที่ประเสริฐผู้หนึ่ง!”

“เอาล่ะ รู้แล้ว เจ้าไปได้”

“เพคะ” เจาหลวนหมุนตัวเดินออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าเจาอิ่นค่อยๆ เลือนหาย เขาก้มมองบนโต๊ะ ท่ามกลางกองฎีกา มีรายงานลับฉบับหนึ่งวางอยู่ บนนั้นมีเพียงข้อความเดียว

 

‘อัครเสนาบดีฝ่ายขวาจะยกบุตรีคนเล็ก เจียงเฉินอวี๋ ให้เป็นภรรยาของฉีอ้าวโหว’

 

เขามองข้อความนั้น ครุ่นคิดอยู่นานก่อนร้องเรียก “เถียนจิ่ว”

เถียนจิ่วปรากฏตัวขึ้นภายในห้องทรงพระอักษรราวกับภูตพราย

“ระยะนี้ หวงโฮ่วมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง”

“ทูลฝ่าบาท หวงโฮ่วคอยดูแลเซวียไฉ่ทุกวัน ไม่มีความผิดปกติ และไม่เคยติดต่อกับบิดาพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วเซวียซู่เล่า”

“จงหลางเจี้ยงทั้งวันเอาแต่ร่ำสุราหาความสำราญกับแม่ทัพคนอื่นๆ ไม่มีความผิดปกติเช่นเดียวกัน แต่เมื่อคืนตอนยามกุนหนึ่งเค่อ[3] รองราชเลขาเถียนหรงบุตรเขยของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายไปหาเขาที่จวน สองคนพูดคุยกันตามลำพังอยู่พักหนึ่ง ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาก็กลับไป ส่วนคุยเรื่องอะไรนั้น ยังไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”

เจาอิ่นเงียบ สุดท้ายจึงลุกขึ้น “เตรียมขบวน เราจะไปตำหนักเป่าหฺวา”

เถียนจิ่วค้อมเอว ถอยออกไป เปลี่ยนให้มหาขันทีหลัวเหิงมาถวายการปรนนิบัติ ขบวนเสด็จค่อยๆ ออกจากตำหนักจิ่งหยาง มุ่งหน้าไปยังตำหนักเป่าหฺวา ล่วงเข้ายามค่ำ โคมชาววังสว่างไสว สะท้อนแสงจับแก้วหลิวหลีเป็นประกายหลากสีสัน

 

ตำหนักเป่าหฺวาอันงามวิจิตรหรูหรายิ่งส่องประกายในยามราตรี ทว่ากลับไม่เห็นเงาคน

เห็นเช่นนี้ เจาอิ่นพอจะคาดเดาอะไรได้ เขาโบกมือให้ผู้ติดตามด้านหลังถอยออกไปแล้วเดินเข้าประตูไปตามลำพัง

ผ่านระเบียงยาวเหยียด สระสีเขียวมรกตก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ข้างสระมีบันไดทรงโค้ง น้ำลึกสามฉื่อ ก้นสระเต็มไปด้วยเศษกระเบื้องแตก

สตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างสระ

นางปล่อยผมยาวสยาย สวมเสื้อคลุมไหมสีขาวบริสุทธิ์ ชายชุดคลุมไหมม้วนสูงขึ้นเผยให้เห็นเรียวขานวลเนียนดุจหยกแช่อยู่ในน้ำ ข้างตัวนางวางจอกสุรามากมาย

เนื้อถ้วยบางเบา ลายผกาโปร่งแสง ให้สัมผัสเนียนลื่นดุจหยก เป็นเครื่องกระเบื้อง “ปี้ฉือ” ลือชื่อของแคว้นปี้

นางหยิบจอกสุราใบหนึ่งในจำนวนนั้นขึ้นมาอย่างไม่ยี่หระ เขวี้ยงส่งๆ ลงไปในสระน้ำ

กระเบื้องตกลงไปกระแทกกับแก้วหลิวหลีในน้ำ เกิดเสียงแตกร้าวที่อธิบายได้ยาก

นางเลิกคิ้ว หยิบใบใหม่ขึ้นมา เขวี้ยงลงไปในสระอีก…

ชั่วขณะนั้น ภายในตำหนักโอ่โถงมีเพียงเสียงน้ำแตกกระจาย ยิ่งทำให้ได้ยินเสียงแตกร้าวชัดเจน ทั้งยังเจือความขุ่นเคืองอยู่ด้วย

นางฟังเสียงนี้พลางมองเศษกระเบื้องศิลาดลค่อยๆ กองหนาขึ้นเรื่อยๆ ที่ก้นสระ ใบหน้าขาวบึ้งตึง ภาพเช่นนี้ในสายตาเจาอิ่นช่างเร้ารัญจวนใจ

เขาเดินเข้าไปคว้ามือนาง รั้งหญิงสาวเข้ามาในอ้อมกอด กระซิบเบาๆ “ซีเหอ…” คำที่หลุดออกมาดุจมนตร์สะกด รัดรึงใจอย่างที่สุด

ซีเหอไม่ได้หันไป สายตายังคงมองเศษกระเบื้องแตกก้นสระ ท่าทีมึนตึงเย็นชา

เจาอิ่นซุกไซ้ซอกคอนาง ถอนหายใจเบาๆ “เจ้าเอาโทสะมาระบายกับของไร้ชีวิตพวกนี้อีกแล้ว…”

มุมปากของซีเหอโค้งขึ้น น้ำเสียงเกียจคร้าน “เช่นนี้ไม่ดีหรือเพคะ โบราณมีเม่ยสี่ฉีกแพร[4] ยามนี้มีซีเหอเขวี้ยงจอกสุรา โบราณมีต๋าจี่สระสุราป่าเนื้อ[5] ยามนี้มีซีเหอสระกระเบื้องตำหนักหลิวหลี เช่นนี้จึงจะนับว่าสมฉายา ‘สนมปีศาจ’ มิใช่หรือเพคะ”

เจาอิ่นหันตัวนางเข้ามาหา จ้องมองนางพลางยิ้มน้อยๆ “เจ้าเปรียบตนเองกับเม่ยสี่และต๋าจี่ หรือเจ้าอยากให้เราเป็นซย่าเจี๋ยและซางโจ้ว?”

ซีเหอมองเขานิ่งนานก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น น้ำเสียงราบเรียบ “หากฝ่าบาททรงประสงค์จะเป็นซย่าเจี๋ยและซางโจ้วก็ต้องมีความสามารถเช่นนั้นด้วย ยามนี้ในพระหัตถ์ยังไม่มีพระราชอำนาจที่แท้จริง ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมจัดการของเหล่าขุนนาง แล้วจะอ้างถึงบารมีของซย่าเจี๋ยกับซางโจ้วได้อย่างไร”

ถูกนางเหน็บแนมเอาเช่นนี้ เจาอิ่นไม่เพียงไม่โกรธ กลับยังหัวเราะออกมา กอดนางแน่นขึ้น “ซีเหอเอ๋ยซีเหอ ผู้คนต่างว่าเราลุ่มหลงรูปโฉมของเจ้า แต่กลับไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เราชื่นชอบจริงๆ คือนิสัยดุดันของเจ้าต่างหาก เจ้าไม่ให้ทางถอยแก่ผู้อื่น ทั้งไม่เหลือทางถอยให้ตนเอง หากคำพูดนี้หลุดออกไป ต่อให้มีสิบหัวก็ไม่เหลือ”

ใบหน้าของซีเหอยังคงไร้อารมณ์ “ไม่เหลือก็ไม่เหลือสิ ถึงอย่างไรนี่ก็มิใช่ครั้งแรกที่ฝ่าบาททรงสละหม่อมฉันอยู่แล้ว”

เจาอิ่นระบายลมหายใจเบาๆ “ซีเหอ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่เราขอให้คำมั่นแก่เจ้าว่าอีกไม่นาน อีกไม่นานเราจะชำระแค้นที่เจ้าตกน้ำในวันนั้น”

ซีเหอฟังแล้วหัวเราะออกมาทันที เดิมนางมีเครื่องหน้างามนิ่งขรึม ทว่าพอยิ้มขึ้นมา วงพักตร์กลับเปลี่ยนเป็นเย้ายวนชั่วร้ายอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งทำให้นางดูมีเสน่ห์มากขึ้น เกียจคร้านมากขึ้น ทำให้คนมองวิญญาณแทบหลุดลอย

“ฝ่าบาททรงดีดลูกคิดได้ยอดเยี่ยมนัก ถึงได้เอาเรื่องนี้มาใส่บนศีรษะหม่อมฉัน เมื่อถึงเวลากำจัดสกุลเซวีย สิ่งที่ผู้คนจะพูด ย่อมไม่พ้นว่าหม่อมฉันเป็นคนให้ร้าย เห็นทีฉายาสนมปีศาจของหม่อมฉันคงต้องติดตัวต่อไป”

เจาอิ่นจ้องมองนาง ดวงตาฉายแววเศร้าเสียใจหลายส่วน “เรารู้ว่าเราติดค้างเจ้ามาก…”

ซีเหอตอบสนองด้วยเสียงหัวเราะเย็นชา

เจาอิ่นไม่สนใจท่าทีเยาะหยันของนาง เขาเอ่ยต่อ “ดังนั้น เราจึงตั้งใจทำบางสิ่งเพื่อเป็นการชดเชยให้เจ้า เรื่องบางอย่าง ขอเพียงทำให้เจ้าพอใจได้ เราล้วนยอมให้เจ้า”

“ดังเช่นตำหนักหลิวหลี และสระหยกมรกต?”

“ยังมีอีก…” เจาอิ่นนิ่งไปครู่หนึ่ง เอ่ยช้าๆ ทีละคำ “เจียงเฉินอวี๋”

ซีเหอชะงัก หันมามองเขา เงาสะท้อนในดวงตาของกันและกันวูบไหวคล้ายระลอกคลื่น

 

วันต่อมา มีคำสั่งจากวังหลวงให้เจียงเฉินอวี๋เข้าวังไปสอนซีเหอฟูเหรินดีดพิณ

คนในสกุลเจียงต่างประหลาดใจกับเรื่องนี้ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องเจาะจงให้เจียงเฉินอวี๋รับมอบหมายหน้าที่นี้ ตามหลักแล้ว หากสนมต้องการเรียนพิณ ย่อมสามารถเชิญอาจารย์จากกองสังคีตไปสอนได้ หรือต่อให้ไม่มี ในวังย่อมต้องมีนางกำนัลที่ดีดพิณได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมาถึงตัวบุตรสาวของอัครเสนาบดีฝ่ายขวา ซีเหอฟูเหรินขึ้นชื่อเรื่องความเย่อหยิ่งจองหอง การสอนนางดีดพิณ หากไม่ระวัง อาจกลายเป็นหาเรื่องใส่ตัวได้

เจียงฟูเหรินคิดแล้วคิดอีก “เฉินอวี๋ เจ้าแกล้งป่วยดีหรือไม่”

พี่สะใภ้เอ่ย “จริงด้วย หาเหตุบอกปัดไปเถิด อย่ารับมอบหมายงานนี้ดีกว่า”

แม้แต่เจียงจ้งยังบอก “หากไป เกรงว่าจะมีภัย อย่าไปดีกว่า”

ทว่าเจียงเฉินอวี๋กลับยิ้มบางๆ “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่สะใภ้ ซีเหอฟูเหรินเรียกตัวข้า แสดงว่าต้องเจาะจงไว้แล้ว ต่อให้ข้าแกล้งป่วยบอกปัดไปได้ในคราวนี้ นางก็ต้องหาข้ออ้างอื่นมาเรียกตัวข้าอีกในครั้งหน้า นี่คือโชค มิใช่เคราะห์ หรือต่อให้เป็นเคราะห์ ก็หนีไม่พ้น ฉะนั้น ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไป ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่”

ด้วยเหตุนี้ วันต่อมาเจียงเฉินอวี๋จึงเข้าวัง เกี้ยวหยุดที่หน้าตำหนักเป่าหฺวา นางกำนัลประคองนางเข้าไปยังโถงบุปผา[6]ที่ติดม่านโปร่ง ซีเหอพิงข้างกรอบหน้าต่าง กำลังใจลอย แสงตะวันทาบทอลงบนใบหน้างามไร้ที่ติของนาง แพขนตายาวดกหนา

ไม่รู้เพราะเหตุใด เห็นแล้วกลับชวนให้รู้สึกเศร้าเหลือเกิน

ที่แท้สตรีที่ชอบวางอำนาจเย่อหยิ่งก็เศร้าเป็นด้วย?

เจียงเฉินอวี๋ยอบกายทำความเคารพ

ซีเหอหันมา แววตาใสกระจ่างมีความประหลาดใจสามส่วน หยั่งเชิงสามส่วน ประเมินท่าทีสามส่วน เคล้าระคนกับความขมขื่นอีกหนึ่งส่วน นางมองเจียงเฉินอวี๋นิ่งๆ สุดท้ายจึงถอนหายใจยาว

 

นับแต่นั้นมา ซีเหอให้เจียงเฉินอวี๋เข้าวังไปสอนดีดพิณทุกสามหรือห้าวัน ปากบอกว่าสอนดีดพิณ แต่ความจริงมีเพียงเจียงเฉินอวี๋รับหน้าที่ดีดพิณ ส่วนซีเหอฟูเหรินทำหน้าที่ฟัง ไม่มีการพูดคุยกันเลย

เจียงเฉินอวี๋รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังสังเกตตนอยู่ แต่ไม่รู้เหตุผล ได้แต่เพียงระมัดระวังกิริยาวาจาของตนอย่างเต็มที่

ช่วงเวลานี้เอง แม่สื่อหวงจินไม่ได้ผิดคำพูด นางสามารถนำเทียบเวลาตกฟากของจีอิงกลับมาได้จริงๆ เทียบเวลาตกฟากเขียนอยู่ในม้วนกระดาษสีม่วงอ่อนพิมพ์ลายไป๋เจ๋อด้วยดิ้นเงิน นอกจากจะมีดวงชะตาแปดอักษรแล้ว ยังมีคำโคลงเขียนแนบมาด้วย

 

‘ดอกอิง[7]วิญญูชาติ อรุณขาวทิวาแดงสายัณห์ม่วง

แสนคะนึงหยาดฝน[8]กระทบทรวง ล่วงราตรียลยินเสียงพิรุณ’

 

อักษรสะท้อนตัวคน เฉียบคมพลิ้วไหว งดงามเหนือธรรมดา

เจียงเฉินอวี๋คิดเล็กน้อยก่อนต่อโคลง…

 

‘ดอกอวี๋[9]งามยามวสันต์ เขียวคิมหันต์สารทสีเพี้ยนเหลือง

หกสีสันเข้มอ่อนสานกลมกลืน ร่วมประเทืองฤดูกาลมานานเนาว์’

 

แม่สื่อหวงจินชมเปาะ “สมกับเป็นคุณหนูเจียงจริงๆ เข้าคู่ได้เหมาะเจาะ เข้าคู่กันดีมาก!”

พี่สะใภ้ยิ้ม “เขาคือวิญญูชนดอกอิง เข้ากับอักษร ‘อิง’ ส่วนเฉินอวี๋คือดอกอวี๋งามของเขา ก็เข้ากับอักษร ‘อวี๋’ เหมาะเจาะกันดีแท้ๆ”

ทุกคนต่างยิ้มแย้มพออกพอใจ แต่พอเจียงเฉินอวี๋กลับเข้าห้องกลับเริ่มกลัดกลุ้ม ในคำโคลง คุณชายเหมือนจะสื่อความนัยบางอย่าง ข้ามท่อนแรกไป คำว่า “แสนคะนึง” นั้นหมายถึงอะไร แล้ว “สายัณห์ม่วง” เป็นคำเปรียบที่ไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย ช่างน่าคาใจนัก

ทว่าเจียงเฉินอวี๋ได้แต่รู้สึกค้างคาอยู่ในใจ ไม่กล้าบอกกล่าวแก่มารดา คืนนี้อากาศเปลี่ยนเป็นหนาวเย็นอีกครั้ง หิมะตกหนักปกคลุมเต็มพื้น ทำให้ตอนที่นางเข้าวังไปสอนพิณในวันต่อมา เพิ่งจะก้าวเข้าไปในตำหนักเป่าหฺวา ก็ได้ยินนางกำนัลบอกว่าฟูเหรินล้มป่วย

 

[1] เป็นการเปรียบเปรย เหมือนได้ดื่มด่ำอยู่กับทิวทัศน์งดงามเจริญหูเจริญตา

[2] 1 จั้ง เท่ากับประมาณ 3.33 เมตร

[3] ยามกุน (ยามไฮ่) คือช่วงเวลาระหว่าง 21.00-23.00 นาฬิกา ยามกุนหนึ่งเค่อ คือเวลา 21.15 นาฬิกา

[4] เม่ยสี่คือสนมของซย่าเจี๋ย กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซย่า มีความงามเป็นเลิศจนซย่าเจี๋ยลุ่มหลง ไม่สนใจบ้านเมือง เอาอกเอาใจนางทุกอย่าง หนึ่งในความชอบที่แปลกประหลาดของเม่ยสี่คือ นางชอบฟังเสียงผ้าไหมฉีกขาด เพื่อเอาใจนาง ซย่าเจี๋ยจึงสั่งให้คนนำผ้าแพรไหมมากมายมาให้นางฉีกเล่น

[5] ต๋าจี่คือสนมของโจ้วหวัง กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ซาง คำว่า “สระสุราป่าเนื้อ” เกิดจากการที่โจ้วหวังลุ่มหลงมัวเมาในอิสรี และสำเริงสำราญถึงขั้น ใช้สุระมาเทให้เต็มสระขนาดใหญ่ มีเกาะกลางสระ เอาเนื้อสัตว์มาแขวนไว้เต็มกิ่งไม้ เอาไว้เป็นที่สำราญกับเหล่าสนม ล่องเรือในสระ ยามกระหายก็ตักสุราในสระขึ้นดื่ม หิวก็คว้าเนื้อมากิน

[6] “ฮวาทิง” ในสมัยโบราณใช้เรียกโถงต้อนรับแขกด้านนอกตัวเรือน มักสร้างไว้ในสวนดอกไม้หรือในลานเรือน

[7] คำว่าดอก “อิง” (ดอกเชอร์รี่) พ้องเสียงกับชื่อ “อิง” ของจีอิง

[8] คำว่า “อวี่” ที่แปลว่า “ฝน” ออกเสียงใกล้เคียงกับ “อวี๋” ของชื่อเฉินอวี๋

[9] ดอก “อวี๋” หรือ “อวี๋เหม่ยเหริน” (ป๊อปปี้แดง) พ้องเสียงกับคำว่า “อวี๋” ในชื่อเฉินอวี๋

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า