fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮวาปู๋ชี่ นางนี้ที่ฝากรัก เล่ม 1 ตอนที่ 8

ฮวาปู๋ชี่ นางนี้ที่ฝากรัก
小女花不弃

จวงจวง 桩桩 เขียน
เสี่ยวหวา แปล

 

— โปรย —

เมื่อขอทานสาวในยุคปัจจุบันทะลุมิติไปเป็นทารกที่ถูกทอดทิ้ง
จนต้องกลายเป็นขอทานและถูกเลี้ยงดูโดยแม่สุนัข
ชีวิตเดิมในภพปัจจุบันว่ายากลำบากแล้ว
ชีวิตใหม่ในภพใหม่กลับขัดสนกว่าเดิม
ทั้งที่เป็นขอทานตัวน้อย กลับมีแต่คนหมายจะสังหารนาง
หรือไม่ก็จะใช้นางเป็นหมาก

แท้จริงแล้วชาติกำเนิดของนางเป็นอย่างไร
เหตุใดชีวิตถึงพัวพันยุ่งเหยิงอย่างนี้เล่า

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ”

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

8

คฤหาสน์อันน่าตกตะลึง

 

หลังจากกลับถึงคฤหาสน์แถบชานเมืองวั่งจิง เวลาผ่านไปสิบวันแล้ว ม่อรั่วเฟยได้รับบาดเจ็บจากคมดาบ อวัยวะภายในยังได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทก ครั้นเห็นว่าอาการบาดเจ็บใกล้จะดีขึ้นกลับมีไข้สูง เจี้ยนเซิงโกรธจัด จึงโยนฮวาปู๋ชี่เข้าห้องเก็บฟืนลับหลังม่อรั่วเฟย

ห้องเก็บฟืนของคฤหาสน์อยู่ใกล้กับกำแพงสวนหลังเรือน ถือว่าเป็นมุมที่ห่างไกลที่สุดของคฤหาสน์ ทุกคนในคฤหาสน์ล้วนห้อมล้อมดูแลคุณชายใหญ่ เจี้ยนเซิงสั่งการไม่กี่ประโยค ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ห้องเก็บฟืนอีก

ทุกวันเจี้ยนเซิงจะส่งอาหารให้ฮวาปู๋ชี่ด้วยตนเอง ทุกครั้งที่เห็นนางกินอย่างมีความสุข ก็จะนึกถึงคุณชายบ้านตนที่ยังนอนป่วยบนเตียง เจี้ยนเซิงคั่งแค้นนางจนกัดฟันกรอด สองสามวันแรกยังส่งอาหารดีๆ มาให้ จากนั้นก็จะโยนหมั่นโถวเย็นชืดให้สองลูกทุกวัน ฮวาปู๋ชี่ถือหมั่นโถวด้วยสองมือ ใบหน้ายังมีรอยยิ้มเช่นเดิม

เจี้ยนเซิงนึกสงสัย ลมที่พัดเข้ามาตามช่องลมยามเหมันตฤดูเย็นจนแทบไร้หนทางต้านทาน อีกทั้งฮวาปู๋ชี่ยังสวมเพียงเสื้อผ้าสกปรกในวันนั้นกับเสื้อคลุมของเขา เพราะเหตุใดนางถึงไม่ป่วยเล่า เขาลอบสังเกต เย็นวันนี้ยามส่งหมั่นโถวจึงรออยู่ข้างนอก ไม่นานจากนั้นก็เห็นประกายไฟจากห้องเก็บฟืนลอดช่องประตู ทำเขาก่นด่าตนเอง เหตุใดสมองหมูโยนนางไว้ในห้องเก็บฟืนเล่า จมูกได้กลิ่นหอมของหมั่นโถวย่าง มิหนำซ้ำยังได้ยินเสียงฮวาปู๋ชี่ร้องเพลงแว่วมา

“ตำบลเย่าหลิงมีท่านอาเก้า เก็บปู๋ชี่มาขอทาน สกุลหลินเป็นหมอเปี่ยมเมตตา ถัดมาเป็นพี่ชายเซียน งามสะคราญปานบุปผา ข้างกายเลี้ยงคนใจดำหนึ่งคน ดำแสนดำทั้งตาดำหน้าดำไฝดำ ไม่ยอมให้ข้าได้กินได้ดื่ม ปู๋ชี่อับจนปัญญา พอได้ย่างหมั่นโถวจิตใจสุขสันต์ ยามฝันขอให้พญายมลงพัณฑ์ให้ชาติหน้าเขาถือชามขอทาน ชะเอิงเอิงเอย ดอกบัวเอ๋ย ดอกใดร่วงโรย…”

เสียงของนางกังวานใส แต่ละคำชัดถ้อยชัดคำ ครวญเพลงเหลียนฮวาลั่วอย่างอ่อนหวานระรื่นหู แม้เสียงแผ่วเบา หากเจี้ยนเซิงที่อยู่หน้าประตูกลับได้ยินอย่างชัดเจน

นางกล้าดีอย่างไรร้องเพลงเหลียนฮวาลั่วมาด่าว่าหน้าเขาดำ ใบหน้าเขาดำและมีไฝดำที่ใดกัน มิหนำซ้ำยังสาปแช่งให้ชาติหน้าเขาเกิดเป็นขอทาน เจี้ยนเซิงลูบไฝเม็ดเล็กตรงมุมปากที่คุณชายมักล้อว่าไฝแสนอร่อย รู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาผลักบานประตู กล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าร้องเพลงอันใดส่งเดช”

ฮวาปู๋ชี่บิหมั่นโถวใส่ปาก ส่งยิ้มตาหยีให้เขา “ข้าไม่ได้ร้องเสียหน่อย”

“เห็นอยู่ว่าเมื่อครู่เจ้าร้องเพลง!”

“เจ้าฟังผิดแล้ว!”

“เจ้าเพิ่งร้องอยู่หยกๆ!”

ฮวาปู๋ชี่เคี้ยวหมั่นโถวย่างไฟ เอ่ยแช่มช้า “หูหมูข้างใดของเจ้าที่ได้ยินข้าร้องเพลง”

เจี้ยนเซิงโพล่งออกมาโดยไม่ต้องคิด “หูทั้งสองข้างของข้าได้ยินเจ้าร้องเพลง!” ครั้นถ้อยคำหลุดออกมา ใบหน้าของเขากลายเป็นสีแดง เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันมองฮวาปู๋ชี่

ฮวาปู๋ชี่ยิ้มบาง ไม่เอ่ยอันใด กินหมั่นโถวต่อ

พริบตานั้นเจี้ยนเซิงไม่รู้จะเอ่ยวาจาใด เพียงสืบเท้าไปข้างหน้า สีหน้าดำคล้ำ “เอาชุดจุดไฟมา!”

ฮวาปู๋ชี่ล้วงชุดจุดไฟออกมาวางใส่มือเขา มองแล้วยิ้มตาหยี “โอ้ ใบหน้านี้ช่างดำแท้!”

เจี้ยนเซิงบันดาลโทสะ โยนชุดจุดไฟออกไปนอกประตูไกลๆ จากนั้นเตะกองไฟ ทั้งเหยียบย่ำจนมอด เอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด “ห้องเก็บฟืนไม่อนุญาตให้ก่อไฟ ข้ากลัวว่าจะเกิดเพลิงไหม้แล้ว เจ้าจะถูกไฟคลอกตาย!”

เรื่องจุดไฟด้วยการปั่นไม้ยามเหมันตฤดูฮวาปู๋ชี่ทำไม่เป็น นางหุบยิ้ม เผยสีหน้าไม่ได้รับความเป็นธรรม แลดูน่าสงสาร “พี่เจี้ยนเซิง ข้าสำนึกผิดแล้ว ยกโทษให้ข้าได้หรือไม่”

เปลี่ยนสีหน้าได้เร็วอย่างยิ่ง! เจี้ยนเซิงแค่นเสียงเหอะ “ยายเด็กหน้าเหม็น คุณชายจัดเตรียมให้เจ้าพำนักที่เรือนรับรองหลิงปัว แต่ในเมื่อเขายังลุกจากเตียงไม่ได้ เจ้าก็จงทนอยู่ในห้องเก็บฟืนอย่างว่าง่ายต่อไปเถิด!”

“พี่เจี้ยนเซิง ข้าจะไม่ย่างหมั่นโถวกินอีก คืนชุดจุดไฟให้ข้าเถิด ให้ข้าได้ก่อกองไฟไม่ได้หรือ เกิดข้าหนาวตาย เจ้าย่อมไม่มีคำตอบดีๆ ให้คุณชาย” ฮวาปู๋ชี่อ้อนวอน

เห็นสีหน้าท่าทางน่าสงสารของนาง เจี้ยนเซิงเริ่มลำพอง กล่าวเหน็บแนมว่า “ตกจากหลังม้า กระดูกไม่หัก มิหนำซ้ำยังเหนื่อยและหนาวจนหมดสติ หลับไปทั้งคืนก็สมควรกระปรี้กระเปร่าถึงจะถูก แม้ห้องเก็บฟืนจะเย็นอยู่บ้าง แต่พำนักไม่กี่คืนไม่มีทางทำให้เจ้าหนาวตาย!”

พอเห็นเขาหันหลังทำท่าจะจากไป ฮวาปู๋ชี่ผุดลุกขึ้นจากพื้น วิ่งเข้าไปกอดเขา เอ่ยอย่างน่าสงสาร “พี่เจี้ยนเซิงเป็นคนจิตใจดี ทั้งยังจงรักภักดีกับคุณชาย ข้าเป็นคนที่คุณชายบ้านเจ้าดั้นด้นนับพันหลี่เพื่อพาตัวข้ากลับมา หากข้าหนาวจนเกือบตายแล้วส่งผลต่องานใหญ่ของคุณชายเสียหายจะทำอย่างไร ปู๋ชี่ยอมรับผิดแล้วไม่ได้หรือ ข้าร้องเพลงเหลียนฮวาลั่วที่ไพเราะให้เจ้าฟังดีหรือไม่”

“เจ้าวางใจได้” เจี้ยนเซิงหัวเราะชั่วร้าย แย่งหมั่นโถวที่กัดแล้วครึ่งหนึ่งจากมือของฮวาปู๋ชี่ ผลักนางล้มลงกับพื้น ใส่กลอนประตู หัวเราะเสียงดัง “ข้าไม่ทำให้เจ้าหนาวนานเกินไปหรอก แค่ให้เจ้าหิวตลอดทั้งวันก็ใช้ได้แล้ว ไม่มีคำสั่งของข้า ผู้ใดก็ไม่เข้าใกล้ห้องเก็บฟืนนี้ เย็นวันพรุ่งข้าค่อยมาดูใหม่ว่าเจ้าหนาวจนเกือบตายเป็นอย่างไร ฮ่าๆ!”

ฮวาปู๋ชี่มองจากช่องประตูเห็นเขาเดินจากไปไกล นางเบะปากเปลี่ยนสีหน้า แบมือออก เผยให้เห็นชุดจุดไฟประณีตและงดงามที่ล้วงได้จากอกเสื้อของเจี้ยนเซิง นางยักไหล่พึมพำ “แม้คุณชายเรือนเจ้าจะบอกว่ากุลสตรีที่ดีไม่สมควรแสดงฝีมือกระจอกพรรค์นี้ แต่ข้ารู้สึกว่ามีวิชาป้องกันตัวจึงจะเป็นเรื่องดี หนาวจนเกือบเอาชีวิตไปครึ่งหนึ่ง มิอาจเป็นท่านหญิงของท่านอ๋องย่อมผิดต่อคุณชายบ้านเจ้าแล้ว”

ระหว่างพูดนางยังหัวเราะเหอะๆ

ฮวาปู๋ชี่กอบหิมะจากช่องประตูใส่ชามขอทาน ก่อกองไฟที่มุมหนึ่งของห้องเก็บฟืนอย่างได้ใจ

“น่าเสียดายที่กินไม่อิ่ม ดื่มน้ำเยอะๆ ก็ได้” นางยกชามที่มีน้ำหิมะละลายขึ้นมาดื่มอย่างมีความสุข สีหน้าเหมือนยามดื่มโจ๊กรังนก

ห้องเก็บฟืนกว้างขวาง พรั่งพร้อมด้วยฟืนที่ผ่าแล้วและฟางข้าว ฮวาปู๋ชี่ขดตัวนอนกลางกองฟางนุ่มๆ มองชามขอทานที่ว่างเปล่า ทอดถอนใจ “หากเป็นอ่างสะสมของวิเศษจะดีสักเพียงใด อยากกินน่องไก่ก็โผล่ออกมาทันที จะกินมากเท่าไรก็ได้ ท่านอาเก้า เสียดายจริงที่ข้าทำได้เพียงจ้องมันเท่านั้น ถึงอยากใช้มันเท่าไร ก็พาคนออกจากห้องเก็บฟืนไม่ได้ ดื่มน้ำก็ไม่มีประโยชน์ สรุปแล้วคงได้แต่นอนหลับ”

ทันใดนั้นเอง ฮวาปู๋ชี่ได้ยินเสียงดัง “จี๊ดๆ” ดวงตาของนางเปล่งประกาย มองหาที่มาของเสียง ขยับกองฟืน เจอหนูตัวใหญ่ตัวหนึ่งวิ่งผ่านข้างเท้าของนาง ฮวาปู๋ชี่ลิงโลด ยกมือเท้าเอว หัวเราะเสียงกังวาน “สวรรค์ไม่ปิดหนทางคน!”

ในกองฟืนมีรังหนู เจ้าตัวใหญ่ถูกฮวาปู๋ชี่ทำให้ตกใจวิ่งหนีไปแล้ว ทิ้งลูกหนูตัวเล็กสีชมพูหกตัวที่เพิ่งเกิดใหม่ไว้ นางเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาตัวหนึ่งอย่างอ่อนโยน เจ้าตัวเล็กยังไม่ลืมตา ขนยังไม่ทันขึ้น

นางคีบลูกหนูที่ทั้งอ่อนนุ่มและอบอุ่น ลำตัวยาวเพียงหนึ่งชุ่น ถือพวกมันทั้งหมดไว้ในมือ สีหน้าเบิกบาน จากนั้นขุดหิมะที่ช่องประตูมาต้มน้ำ รอจนถึงเวลาก็โยนลูกหนูลงน้ำเดือด คิดเสียว่ากินไส้กรอก

ชั่วขณะนั้นแว่วเสียงทอดถอนใจดังมาจากด้านบนราวกับสายลมพัดแผ่ว ฮวาปู๋ชี่พลันตกใจปล่อยมือ ลูกหนูร่วงตกพื้น

“อยากกินน่องไก่อย่างนั้นหรือ”

เสียงที่ดังมาจากด้านบนแผ่วเบาและนุ่มนวลยิ่งนัก ฮวาปู๋ชี่เงยหน้าขึ้น ไม่เห็นอันใด “ผี!” นางกรีดร้องกก่อนวิ่งไปที่ประตู ดึงเต็มแรง ได้ยินเสียงกลอนดังจากหน้าประตู นางพยายามตบประตูพลางตะโกนขอความช่วยเหลือ

ยามนี้เสียงนั้นค่อยเปลี่ยนมาดังจากข้างหลังนาง “ไม่ได้ยินที่เขาบอกหรือ ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้ห้องเก็บฟืน ข้าให้น่องไก่เจ้า เจ้าอย่า…กินมันได้หรือไม่”

ฮวาปู๋ชี่หันมองรอบด้านก็ยังไม่เห็นอันใด นางเริ่มขวัญหนีดีฝ่อ ชาติก่อนนางไม่เชื่อเรื่องภูตผีเทพเซียนว่ามีอยู่จริง หากหลังทะลุมิติแล้ว กลับเริ่มเชื่อเรื่องภูตผีเทพเซียนครึ่งหนึ่งไม่เชื่อครึ่งหนึ่ง เพราะหากโลกนี้ไม่มีภูตผีเทพเซียน แล้วเหตุใดนางถึงทะลุมิติมาได้เล่า ขาของนางอ่อนยวบ ทรุดลงกับพื้น ก้มหน้ากอดเข่า กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ข้า…ข้าจะกินน่องไก่ จะกินน่องไก่”

เสียงนั้นคลับคล้ายหัวเราะแผ่วเบา ก่อนจางหายไป

ฮวาปู๋ชี่เกรงจะเห็นสิ่งน่ากลัว จึงนอนขดตัวบนพื้นมิกล้าเงยหน้าขึ้น ผ่านไปชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วย จมูกกลับได้กลิ่นหอม นางเงยหน้าอย่างตื่นเต้นทันใด

ในชามขอทานมีน่องไก่สองน่อง ฉ่ำด้วยน้ำมัน มิหนำซ้ำยังมีไอร้อนลอยอยู่ ฮวาปู๋ชี่มองน่องไก่ รู้สึกคล้ายเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์เหนือศีรษะของพระโพธิสัตว์ แทบจะคุกเข่าหมอบกราบ

ผีส่งมาให้จริงหรือ ฮวาปู๋ชี่มองรอบด้านอย่างแปลกใจ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง “เหตุใดเล่า ลูกหนูยังกล้ากิน แต่มิกล้ากินน่องไก่อย่างนั้นรึ”

“เจ้าเป็นใคร”

“คนที่ไม่อยากเห็นเจ้ากินลูกหนูน่าสะอิดสะเอียน”

ฮวาปู๋ชี่ลุกพรวดขึ้นมา วิ่งไปหาน่องไก่ทันควัน กัดแค่หนึ่งคำ น้ำลายไหลลงมาจากมุมปาก หลังนางกินน่องไก่หมดทั้งสองน่องแล้วหัวเราะ “วันพรุ่งเป็นต้นไป ข้าต้องได้กินน่องไก่สองน่องทุกวัน หาไม่แล้วข้าจะกินลูกหนูเพื่อเซ่นไหว้ฟัน”

ผ่านไปครู่ใหญ่กลับไม่มีเสียงใดตอบกลับ

ฮวาปู๋ชี่หลับตา “เจ้าขึ้นไปยกแผ่นกระเบื้องบนหลังคาได้ ย่อมต้องมีวิธีส่งของอร่อยมาให้ข้าได้ ในเมื่อเจ้าสนใจข้า ทั้งกลัวว่าวันหน้าจะเห็นข้ากินหนูน่าสะอิดสะเอียน ย่อมไม่ถือว่าข้าข่มขู่เจ้า”

เสียงลึกลับดังขึ้นอีกครั้งเจือแววขบขันที่มิอาจควบคุม “ข้ามาเพื่อสังหารเจ้า แต่เจ้ากลับกล้าเสนอเงื่อนไขกับข้า!”

หัวใจของฮวาปู๋ชี่เต้นผิดจังหวะ หากใบหน้ายังเกลื่อนยิ้ม “อย่างนั้นก็ขุนข้าให้อ้วนแล้วค่อยสังหารเถิด”

เสียงหัวเราะแผ่วเบาลอยเหนือศีรษะ ฮวาปู๋ชี่ได้ยินเสียงลมจากหลังคา ผ่านไปเนิ่นนานไร้ความเคลื่อนไหวใดอีก นางค่อยลืมตามองหลังคาอย่างเหม่อลอย เป็นอีกครั้งที่นางเดาถูก ผู้มาเยือนใช้วิธียกแผ่นกระเบื้องบนหลังคาแล้วค่อยเข้ามา

ผู้ใดกันที่ลอบเข้าห้องเก็บฟืนเพื่อเฝ้าดูนาง เขาเฝ้าดูนางเงียบๆ กี่วันแล้ว หากไม่ใช่เพราะขยะแขยงที่เห็นนางคิดจะต้มลูกหนูกินประทังความหิว เขาก็จะเฝ้าดูต่อไปอย่างนั้นหรือ คืนวันพรุ่งเขาจะมาอีกหรือไม่

หิมะในชามขอทานละลายกลายเป็นน้ำ นางค่อยๆ ยกดื่ม รอคอยการมาถึงของคืนวันพรุ่ง

 

เย็นวันถัดไป เจี้ยนเซิงก็มาเยือน

ฮวาปู๋ชี่จงใจก่อกองไฟขนาดใหญ่ ทั้งเล่นชุดจุดไฟของเจี้ยนเซิงในมือ บอกเขาพร้อมยิ้มกว้าง “ชุดจุดไฟของเจ้าทั้งงาม ประณีต และใช้ดีกว่าของข้า ข้าเก็บได้บนพื้น เดาว่าจะต้องเป็นเพราะพี่เจี้ยนเซิงกลัวว่าข้าจะหนาวจนตัวแข็ง จึงจงใจโยนมันไว้บนพื้นใช่หรือไม่ ต้องขอบคุณพี่เจี้ยนเซิง ข้าถึงไม่หนาวจนตัวแข็ง”

เจี้ยนเซิงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาทำชุดจุดไฟตกตั้งแต่เมื่อไรกัน ได้ยินวาจาอ่อนหวานของฮวาปู๋ชี่ไม่กี่คำ ความโกรธของเขาก็หายไปเกินครึ่ง จึงล้วงหมั่นโถวร้อนๆ โยนให้ฮวาปู๋ชี่ กล่าวด้วยความแหนงหน่าย “หมั่นโถวยังร้อนอยู่! กินเสีย!”

ฮวาปู๋ชี่รับหมั่นโถวมาดู หน้าเปลี่ยนสีฉับพลัน นางยกมือขึ้นขว้างหมั่นโถวไปทางหน้าประตู เบะปากเอ่ยเสียงเย็นชา “แค่หมั่นโถวเย็นๆ สองลูกก็คิดให้ข้าจะปล่อยผ่านรึ ข้าขอบอกเจ้า คุณชายบ้านเจ้ารับข้ามาจากหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เพื่อให้มาขอทานที่วั่งจิง! ข้าจะไม่ถือสาที่ขังข้าไว้ในห้องเก็บฟืน ยามนี้จงรีบไปบอกห้องครัวให้ทำอาหารอร่อยๆ มา! หากยังรับใช้ไม่ดี ระวังข้าจะทำลายเรื่องสำคัญของคุณชายบ้านเจ้า! เหอะ ผีน้อยยากจะต่อกร ถ้อยคำนี้พูดไว้ไม่ผิดจริงๆ เจ้าจะทำหน้าดำไปไย เดิมก็ดำอยู่แล้ว! อีกอย่าง ไม่ต้องถลึงตาใส่ข้า พอเจ้าถลึงตา ปากก็กระดกขึ้น ไฝหนูที่มุมปากยิ่งดูน่าเกลียด!”

ไฝหนูหรือ นี่ นี่…ช่างเป็นยายเด็กหน้าเหม็นไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! เสียทีที่เขาเอาหมั่นโถวร้อนๆ มาให้นาง เจี้ยนเซิงเคียดขึ้ง ยื่นมือออกไป “เอาชุดจุดไฟคืนให้ข้า!”

ฮวาปู๋ชี่ยกมือขึ้นแล้วโยนออกไป ปรบมือกล่าว “อยู่ในกองฟืน ไปหาเอาเองเถิด! โกรธมากล่ะสิ ไม่อยากให้ข้าผิงไฟแล้วกระมัง ดับไฟเสียสิ ถึงเจ้าไม่ย้ายกองฟืน พอเจ้าไปแล้ว ข้าก็ต้องย้ายอยู่ดี! พอหาชุดจุดไฟเจอ ข้าจุดไฟอีกครั้งก็ใช้ได้แล้ว!”

เจี้ยนเซิงสืบเท้ามาข้างหน้าสองก้าว รู้สึกขุ่นเคือง ฮวาปู๋ชี่ถอดเสื้อคลุมออก มือจับสายคาดเอว เอ่ยอย่างประสงค์ร้ายว่า “หากเจ้าเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะถอดเสื้อออก เจ้ากล้าแตะต้องข้า ข้าจะบอกคุณชายบ้านเจ้า! อย่าลืมว่าข้ามั่นใจแปดเก้าส่วนว่า…เป็นบุตรีของท่านอ๋อง!”

นางเอียงหน้าเล็กน้อยอย่างลำพอง หน้าของเจี้ยนเซิงแดงฉาน เขากระทืบเท้าเดินออกจากห้องเก็บฟืน ลงกลอนประตู กัดฟันประกาศ “ฮวาปู๋ชี่ หากทำให้เจ้าหิวจนพูดไม่ออกไม่ได้ ข้าจะยอมเรียกเจ้าว่าอาหญิง!”

“หลานชายคนดี!” ปู่ชี่เก็บเสื้อคลุมมาสวม ยิ้มหวานหยดย้อย

เจี้ยนเซิงอายุสิบห้าสิบหก ปกติติดตามอยู่ข้างกายม่อรั่วเฟย ไหนเลยจะเคยถูกคนยั่วโมโหแบบนี้ เขาเตะประตูอย่างแรง กล่าวอย่างเดือดดาล “ข้าจะดูว่าเจ้าจะอดทนได้สักกี่วัน! ต่อให้เจ้าร่ำไห้ตะโกนอ้อนวอนก็ไม่มีคนช่วยเจ้า!”

 

ฮวาปู๋ชี่แสยะยิ้มเหยียดหยาม นางยั่วโมโหเจี้ยนเซิงจนเขาต้องจากไป ส่วนหนึ่งเพื่อระบายอารมณ์อย่างเต็มที่ หากจุดประสงค์หลักคือเพื่อบุรุษลึกลับผู้นั้น

ทว่านางรอจนดวงจันทร์แขวนอยู่บนฟ้าแล้ว ก็ยังไม่เห็นเขาเอาน่องไก่มาส่ง เขาจะไม่มาจริงๆ หรือ เขาต้องมาสิ เขาเป็นผู้ใด เป็นคนที่จะสังหารนางจริงหรือ ความอยากรู้อยากเห็นในใจมีมากกว่าความกลัว ฮวาปู๋ชี่มองกองไฟด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว นางเชื่อในการตัดสินใจของตนเอง เขาจะต้องมาแน่นอน ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด แสงจันทร์ส่องต้องพื้น นางค่อยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ บ่นพึมพำโดยไม่เงยหน้าขึ้น “ดูท่าคืนนี้ต้องกินหนูจริงๆ แล้ว”

นางย้ายกองฟืน ลูกหนูที่อยู่ในกองฟืนถูกหนูตัวใหญ่คาบออกไปแล้ว นางเอากระดูกไก่ที่กินเหลือเมื่อวานโยนไปที่มุมมืด ถือไม้กระบองรออย่างเงียบงัน

ครึ่งชั่วยามผ่านไปก็มีเสียงสวบสาบดังมาจากกองฟืน หนูดำตัวใหญ่มุดออกมาตัวหนึ่ง วิ่งตรงไปที่กระดูกไก่ ฮวาปู๋ชี่จ้องมัน ฟาดไม้กระบองใส่มันโดยไม่ลังเล

เจ้าหนูตัวใหญ่ถูกตีจนกระเด็น ส่งเสียงร้องแล้วนอนแน่นิ่งกลายเป็นศพ ฮวาปู๋ชี่นั่งยองมองมัน สีหน้าเบิกบาน “พอกโคลนกับหิมะจะต้องอร่อยแน่”

เพิ่งยื่นมือออกไป ฟืนแท่งหนึ่งก็ลอยมาตีมือนาง ในที่สุดบุรุษลึกลับก็เปิดปาก “น่องไก่มาแล้ว”

หลังพูดจบ มีน่องไก่สองน่องชุ่มน้ำมันปรากฏในชามขอทาน ฮวาปู๋ชี่ส่งเสียงยินดีปรีดาแล้ววิ่งเข้าไปหยิบน่องไก่ขึ้นมาแทะอย่างมีความสุข กินเสร็จยังดูดนิ้วคุยกับเขา “เจ้ามีวิชายุทธ์ ข้าไม่เห็นหน้าตาของเจ้า พวกเราสนทนากันเป็นอย่างไร”

อีกฝ่ายไม่กล่าววาจา

ฮวาปู๋ชี่หัวเราะเหอะ “ข้าเดาว่าที่เจ้ามาหาข้าที่ห้องเก็บฟืน เพราะเรื่องของเด็กหญิงที่ท่านอ๋องเจ็ดตามหากระมัง ข้านึกเรื่องอื่นที่ทำให้เจ้าสนใจตัวข้าไม่ออก”

เสียงของบุรุษลึกลับดังขึ้น “ข้าเคยบอกแล้วว่าข้ามาเพื่อสังหารเจ้า เจ้ากลัวหรือไม่”

“ชีวิตด้อยค่า มีอันใดให้กลัวกัน เพียงแต่เรื่องที่สัญญากับท่านอาเก้าไว้ยังทำไม่สำเร็จ ข้าค่อนข้างละอายใจต่อเขา”

“ก็แค่ขอทานพิการคนหนึ่งเลี้ยงดูเจ้าโดยอาศัยเจ้าขอความเห็นใจจากผู้อื่น จะได้สะดวกในการขอทานเท่านั้น เหตุใดต้องให้ความสำคัญกับเขามากถึงเพียงนี้ด้วย”

ฮวาปู๋ชี่ขมวดคิ้ว กล่าวอย่างมีโทสะ “ขอทานแล้วอย่างไร ไม่ได้เขาเลี้ยงข้า ข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เวลาที่ขอของอร่อยมาได้ ท่านอาเก้าก็จะให้ข้ากินก่อน ปีนั้นหิมะตกหนัก เขาปกป้องข้าไว้ในอ้อมแขน ข้าจึงไม่ได้หนาวตาย อย่าเห็นว่าสกุลหลินเก็บข้ามาเลี้ยง สกุลม่อต้องการส่งข้าไปนับญาติกับท่านอ๋องเจ็ด เป็นพวกเขาล้วนคำนวณไว้ดีแล้ว เจ้าคิดว่าจะมีคนยอมทำเรื่องไร้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ เจ้าอยากสังหารข้าก็สังหารเถิด ถือว่าข้าโชคร้ายเอง!”

กล่าวจบ ภายในห้องเก็บฟืนกลับไม่มีความเคลื่อนไหว ฮวาปู๋ชี่ตัดสินใจนอนบนกองฟาง หลับตาแสร้งหลับ

ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ยินคนผู้นั้นกล่าวว่า “สีหน้าท่าทางคล้ายกัน รูปโฉมยังห่างชั้นอีกไกล อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ เจ้าคาดหวังว่าจะได้เป็นบุตรีนอกสมรสของท่านอ๋องอย่างนั้นรึ”

นางไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เป็นท่านหญิง จวนอ๋องก็แค่กรงขังที่ดีกว่าเดิมแค่นั้น สิ่งที่นางต้องการต้องอาศัยความพยายามของตนเองเท่านั้นจึงจะได้มา เพียงแต่การเข้าจวนอ๋องเป็นเส้นทางที่นางต้องเดิน นางต้องการคนหนุนหลัง ฮวาปู๋ชี่ยิ้มอย่างไร้ยางอาย “ก่อนหน้านี้คนในหมู่ตึกโอสถศักดิ์สิทธิ์ต่างพูดกันว่าข้าถูกเลี้ยงดูโดยแม่สุนัข หากข้าเป็นบุตรีนอกสมรสของท่านอ๋องเจ็ด…ท่านอ๋องเจ็ดเหมือนว่าจะเป็นพระเชษฐาพระอนุชาร่วมสายพระโลหิตของฮ่องเต้ ข้าเฝ้ารอเรื่องนี้มากกว่า”

ในห้องเก็บฟืนเกิดเสียงหัวเราะทันใด บุรุษลึกลับคล้ายขบขันกับความกล้าหาญของฮวาปู๋ชี่ เขานั่งบนคานมองฮวาปู๋ชี่ด้วยความสนใจ ยิ้มเล็กน้อย “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้ารอคอยอยากเห็นว่าหากเจ้าเข้าไปในจวนอ๋องแล้วจะเป็นอย่างไร เพียงแต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้า ถ้อยคำนี้ผู้อื่นพูดได้ แต่เจ้าพูดไม่ได้ หากฮ่องเต้ทรงได้ยินถ้อยคำนี้ของเจ้า พระองค์คงมีรับสั่งให้สับเจ้าเป็นชิ้นๆ โดยไม่ทรงแยแสว่าว่าเจ้าจะใช่บุตรีนอกสมรสของท่านอ๋องหรือไม่ วันพรุ่งม่อรั่วเฟยน่าจะลงจากเตียงได้แล้ว”

ฮวาปู๋ชี่ลืมตาขึ้น ทันเห็นเงาดำกระโดดขึ้นไปบนหลังคา เขาวางกระเบื้องกลับที่เดิมทีละแผ่น เพราะมองย้อนแสงจึงมิอาจเห็นหน้าตาของเขาชัดเจน แสงจันทร์น้อยลงเรื่อยๆ ฮวาปู๋ชี่อดถามไม่ได้ “เจ้าคือคนที่ช่วยชีวิตข้าที่ด่านเทียนเหมินวันนั้นใช่หรือไม่ ข้ารู้สึกว่าเจ้าเหมือนเขา! เป็นเจ้าใช่หรือไม่ เหตุใดถึงช่วยชีวิตข้า”

บุรุษชุดดำหยิบกระเบื้องแผ่นสุดท้าย มองนางโดยปราศจากถ้อยคำ เสื้อผ้าสกปรก ใบหน้ามอมแมม เหตุใดนางยังดูสงบนิ่งแบบนี้ได้ ไม่กี่วันที่ผ่านมาเขาเห็นนางก่อไฟเพื่อความอบอุ่น เห็นนางต่อปากต่อคำกับเจี้ยนเซิง เห็นนางแค่ได้ดื่มน้ำจากหิมะก็รู้สึกพอใจแล้ว กระทั่งเห็นนางวางแผนต้มลูกหนูกิน ถึงทำให้เขาหวั่นไหว ใบหน้าของนางมีทั้งความปรารถนาและความคาดหวังเต็มเปี่ยม นางหวังว่าเขาจะรักและปกป้องนางอย่างนั้นหรือ เขาลอบถอนหายใจ โยนเหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งลงไป เอ่ยเสียงราบเรียบ “คนในยุทธภพต่างเรียกข้าว่าเหลียนอีเค่อ ข้ารู้จักแม่ของเจ้า จำไว้ นี่เป็นความลับระหว่างพวกเราสองคน”

หลังคากลับมาคืนสภาพเดิม เหลียนอีเค่อจากไปแล้ว ฮวาปู๋ชี่เก็บเหรียญทองแดงไว้ ด้านบนสลักดอกบัวเล็กๆ ดอกหนึ่ง นางวางเหรียญทองแดงไว้บนฝ่ามือพร้อมพึมพำ “เจ้ายังรู้อันใดอีก เจ้ากับท่านแม่ของข้ามีความสัมพันธ์ใดกัน วันพรุ่งพอเขาลงจากเตียงได้ เจ้าจะไม่มาแล้วใช่หรือไม่”

ไม่มีคนตอบนาง ฮวาปู๋ชี่ถอนหายใจ ดึงเส้นด้ายออกจากเสื้อหลายเส้นเพื่อมัดเหรียญทองแดงห้อยไว้ที่ลำคอ

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ประตูของห้องเก็บฟืนเปิดออก ม่อรั่วเฟยยืนอยู่หน้าประตูอย่างเงียบงัน เจี้ยนเซิงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะ สีหน้าไม่พอใจ

ม่อรั่วเฟยเดินเข้าห้องเก็บฟืน นั่งยองเบื้องหน้าฮวาปู๋ชี่ กล่าวเสียงนุ่มนวล “ปู๋ชี่ หิวหรือไม่ ข้าจะพาเจ้าไปกินของอร่อย”

เขาผอมลง ยิ่งทำให้เครื่องหน้าทุกส่วนชัดเจนขึ้น อาการป่วยเพิ่งดีขึ้น เขาจึงดูอ่อนแอเล็กน้อย เสื้อแพรไหมสีฟ้าครามที่สวมใส่ปักลายกิ่งเหมย ทับด้วยเสื้อคลุมนกกระเรียนสีขาวดุจหิมะ นิ้วมือสวมแหวนหยกสีเขียว ขับเน้นให้มืองดงามดั่งหยกขาว

ฮวาปู๋ชี่จ้องมือข้างนั้น มีเพียงคนที่มีชีวิตอยู่ดีกินดีเท่านั้น ถึงจะบำรุงรักษาได้ดีเช่นนี้ ชาตินี้เขาได้เสพสุข ไม่ลำบากเหมือนชาติก่อน อย่างนั้นก็ดีแล้ว คนเรายังคาดหวังอันใดอีก แต่นางไม่คิดจะให้เขารู้ว่าดวงวิญญาณในร่างนางคือคนที่เขารู้จักดี ในเมื่อสวรรค์ลิขิตให้ชาตินี้มีดวงชะตาต่างกัน อย่างนั้นก็ให้นางกับเขาต่างคนต่างแบกรับก็พอแล้ว

หากพอได้ยินเขาถามด้วยเสียงอ่อนโยน เพราะเหตุใดนางจึงอยากร่ำไห้เล่า นางเค้นรอยยิ้ม ส่งเสียงหัวเราะแหะๆ “ร่างกายข้าแข็งแรง อดอาหารแค่สองวันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่นี่มีฟืนมาก ไม่หนาวหรอก!”

ม่อรั่วเฟยมองนางอย่างเหม่อลอย ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงถอนหายใจ “ท่าทางยามที่เจ้ายิ้มเหมือนฮูหยินมาก”

ฮวาปู๋ชี่เบือนหน้าหนี ไม่อยากมองตาของเขา ปัดก้นลุกขึ้น ยิ้มกล่าว “คุณชายหายดีแล้ว วิเศษจริงๆ ข้าอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้ากินข้าวได้แล้วใช่หรือไม่”

ม่อรั่วเฟยปรบมือ สาวใช้สองคนเดินเข้ามาคารวะฮวาปู๋ชี่ “บ่าวเจียซิน กับปิงปิงจะเป็นคนปรนนิบัติคุณหนูเจ้าค่ะ”

ฮวาปู๋ชี่งงงันอ้าปากค้าง ผ่านไปครู่หนึ่ง ถึงยิ้มแห้งๆ กล่าวว่า “ช่าง…เป็นชื่อที่ไพเราะ! พี่สาวทั้งสองงามจริงๆ! ฮ่าๆ!”

ใบหน้าของสาวใช้สองคนแดงเรื่อ กล่าวเสียงแผ่วเบา “คุณชายตั้งชื่อให้เจ้าค่ะ!”

แน่นอนว่าเป็นชื่อที่เขาตั้งให้! พี่ซานค่อนข้างชอบหลี่เจียซิน[1]กับฟ่านปิงปิง[2] มีภาพของทั้งคู่เต็มบ้านเช่า นางพยายามควบคุมตนเองไม่ให้หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หลังคารวะม่อรั่วเฟยแล้วเดินตามพวกนางออกไป เดินได้ครึ่งทาง ในใจยังคงตะลึงลาน ชาติกำเนิดแตกต่าง รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยก็เปลี่ยนไป แต่ในใจเขายังมีเงาของพี่ซาน ฮวาปู๋ชี่ตัวสั่นสะท้าน แอบเตือนตนเองว่าต้องระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้

 

คฤหาสน์นี้มีชื่อว่าคฤหาสน์หงซู่ ใบไม้แดงร่วงหล่นผู้คนลุ่มหลง ราตรีบรรเลงเพลงพิณริมธารามรกต ในจวนปลูกหวงหลู[3] ธารน้ำโลดแล่นขับขานทำนอง ต้นหวงหลูฤดูสารทดั่งเปลวเพลิง ฮูหยินท่านนั้นชื่นชอบบุปผาที่สุด หลังมายังเมืองวั่งจิง ท่านพ่อข้าจึงให้นางพำนักคฤหาสน์ที่มีบุปผาเต็มไปหมดอย่างที่นี่ จำได้ว่าฤดูวสันต์ปีนั้น ท่านพ่อจูงมือข้ามาที่นี่ นางยืนอยู่ข้างต้นไห่ถัง ดอกเล็กๆ สีชมพูอมม่วงแบ่งบานเหนือศีรษะ ดูจากที่ไกลราวพฤกษาหยกม่วง ลมพัดเสื้อผ้าบางเบาที่นางสวม คล้ายผีเสื้อบินผ่านจอนผมของนาง ยามนั้นข้าถึงเข้าใจว่าเพราะเหตุใดท่านพ่อมิอาจลืมนางได้”

ม่อรั่วเฟยกางร่มผ้าไหมก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปยังลานเรือนพร้อมฮวาปู๋ชี่

ฮวาปู๋ชี่หันมองเขา หิมะตกลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง สีหน้าของม่อรั่วเฟยฉายความเศร้าจางๆ พี่ซานไม่เคยมีสีหน้ากลัดกลุ้มเช่นนี้มาก่อน เขาไม่พูดจานุ่มนวลเหมือนม่อรั่วเฟยที่ท่องบทกวี หากเขารู้ว่านางรู้เรื่องอดีตชาติที่เลวร้ายของเขา เขาจะฆ่านางปิดปากหรือไม่ ฮวาปู๋ชี่นึกถึงความเจ้าอารมณ์ของพี่ซาน ก้มหน้าลง ถอยห่างจากเขาสองสามก้าวตามจิตใต้สำนึก

ม่อรั่วเฟยมองกิ่งก้านของต้นไห่ถังที่โรยรา ถอนหายใจเบาๆ “โฉมงามจากลา บุปผาในคฤหาสน์กลับยังแบ่งบานสี่ฤดู เวลานี้ดอกสุ่ยเซียนของเรือนหลิงปัวใกล้บานแล้ว เจี้ยนเซิงขังเจ้าไว้ในห้องเก็บฟืน ทำให้เจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม ข้าลงโทษให้เขาเป็นเด็กรับใช้เจ้าเพื่อไถ่โทษ เขารอเจ้าอยู่ที่เรือนหลิงปัว”

เขาเบือนหน้า เห็นฮวาปู๋ชี่เดินออกจากร่ม หยุดอยู่ข้างต้นเหมย นางก้มหน้าลง เรือนผมยาวของนางถูกรวบด้วยผ้าไหมสีฟ้ากว้างสามชุ่นไว้ที่ท้ายทอย เผยให้เห็นหน้าผากนวลเนียน สายลมพัดหิมะอ่อนนุ่มไล้ขนอ่อนที่ลำคอและแตะต้องแก้มของนางอย่างแผ่วเบา แลดูช่างอ่อนแอ ในใจอดสงสารไม่ได้

ม่อรั่วเฟยกางร่มเดินเข้าไปหาฮวาปู๋ชี่ “เข้ามาอยู่ใต้ร่ม ต่อให้ร่างกายแข็งแรงเพียงใด ก็มิอาจทนความหนาวเย็นได้”

ฮวาปู๋ชี่กำลังมึนงง พอได้ยินเสียงดังขึ้นเหนือหัวจึงตกใจสะดุ้งโหยง เผลอผงะถอยหลังอีกก้าวหนึ่ง

ม่อรั่วเฟยมุ่นคิ้ว เห็นความหวาดหวั่นและการปฏิเสธในสายตาของฮวาปู๋ชี่ยามนางเงยหน้ามองเขา จึงตวาดเสียงต่ำโดยไม่รู้ตัว “มานี่!”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและน่าเกรงขาม ฮวาปู๋ชี่เดินเข้าไปใต้ร่มเป็นปฏิกริยาตอบสนองที่เป็นไปเอง ไร้คำโต้แย้งใดๆ ทั้งที่เป็นอย่างนั้นม่อรั่วเฟยกลับไม่สบอารมณ์ เอ่ยเสียงต่ำ “กลับไปพักผ่อนที่เรือนหลิงปัวให้เต็มที่ วันพรุ่งข้าจะพูดเรื่องฮูหยินให้เจ้าฟังอย่างละเอียดอีกที”

“เจ้าค่ะ คุณชาย” ฮวาปู๋ชี่ได้รับการปล่อยตัว ก็เตรียมยกกระโปรงวิ่งไปยังระเบียงทางเดินทันที

“หยุดประเดี๋ยวนี้!”

ฮวาปู๋ชี่ตัวสั่นสะท้าน หัวใจเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง ยามนางเหลียวกลับไป ม่อรั่วเฟยสาวเท้าเดินมา สีหน้าเคร่งขรึม เอาร่มยัดใส่มือนาง กล่าวสั่งสอน “ยกกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งใช้ได้ที่ใด! ข้าไม่อยากเห็นอีกเป็นครั้งที่สอง”

ขอพียงเจ้าจับไม่ได้ว่าข้าเป็นนาง จะให้ทำอันใดก็ได้! ฮวาปู๋ชี่รับร่มอย่างว่าง่าย คารวะเขา แล้วย่างเท้าเดินจากไป

ม่อรั่วเฟยมองแผ่นหลังของนางที่เดินจากไปอย่างเชื่องช้า เกิดความรู้สึกขมขื่นที่มิอาจอธิบาย เขาหันหลังเงื้อฝ่ามือฟาดต้นเหมยทีหนึ่ง หิมะบนต้นไม้ร่วงใส่ศีรษะและใบหน้าของเขา เหตุใดเขาถึงโมโหฮวาปู๋ชี่เล่า เหตุใดพอเห็นความหวาดกลัวเขาในดวงตาของนาง ในใจเขาจึงรู้สึกไม่ดีเช่นนี้

หิมะยังโปรยปราย ฮวาปู๋ชี่เดินไปที่ระเบียงทางเดิน เจียซินกับปิงปิงที่ยืนรับใช้อยู่ที่นี่รีบเดินตามไป นางหันมองอีกครั้ง ม่อรั่วเฟยเหม่อลอยอยู่ที่ต้นเหมย ใส่เสื้อผ้าแพรไหมยืนโดดเดี่ยว ดูไร้ที่พึ่งพิง ต้องทะลุมิติมายังโลกที่ไม่คุ้นเคย แม้อยู่มาแล้วสิบปี คิดว่าเขาคงรู้สึกโดดเดี่ยวกระมัง ไม่หรอก ไม่มีทาง เขามีคนในครอบครัวอีกครั้ง มีเรือนที่ดีแบบนี้ เกรงว่าเขาคงดีใจเสียมากกว่า ชาติก่อนไม่ได้เสวยสุข ไม่สามารถมีชีวิตอย่างที่หวัง เขากับนางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แล้วตนเองเล่า นอกจากได้รับการสนับสนุนกับความช่วยเหลือจากสกุลม่อให้ได้นับญาติกับจวนอ๋องแล้ว เรื่องอื่นมีแต่ต้องลงมือทำเอง แม้มาจากโลกเดียวกัน ทว่าไม่ใช่เพื่อนร่วมทางกันอีกต่อไป ฮวาปู๋ชี่สูดลมหายใจเข้าลึก ยิ้มกล่าวกับสาวใช้ยิ้ม “กลับเรือนกันเถิด! ข้ายังไม่เคยเห็นเรือนหลิงปัวอันงดงามเลย”

“คุณหนูต้องชอบแน่เจ้าค่ะ เรือนหลิงปัวเป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดในคฤหาสน์” ปิงปิงตอบอย่างนอบน้อม แล้วพานางไปยังเรือนหลิงปัว

ฮวาปู๋ชี่รับฟังโดยไม่เอ่ยปาก ไม่ว่าที่นี่จะดีเพียงใดก็ไม่ใช่บ้านในความคิดของนาง นางตัดสินใจแล้ว ภพนี้จะต้องไขว่คว้าสิ่งที่เป็นของตนเองและควบคุมชีวิตของตนเองให้ได้

 

[1] อดีตนางงาม นางแบบ และนางเอกสาวชื่อดังชาวฮ่องกง เกิด พ.ศ. 2513

[2] นักแสดงหญิงชื่อดังชาวจีน เกิด พ.ศ. 2524

[3] ต้นสโมกทรี มีดอกคล้ายควันบุหรี่หรือเขม่า

ใส่ความเห็น