fbpx

[ทดลองอ่าน] ข้านี่แหละปลาน้อยของท่านเทพ บทที่ 2.1 ปลาโง่ตัวหนึ่งที่ชอบก่อเรื่อง

鱼香四溢
ปลาน้อยของท่านเทพ

抹茶曲奇 หมั่วฉาฉวี่ฉี เขียน
สี่เมษา แปล

 

— โปรย —
อาเหลียนเป็นปลาฮวาเหลียนตัวน้อยธรรมดาๆ
ที่มีตบะบำเพ็บเพียงสามร้อยปี นางมีความปรารถนาหนึ่ง
ชีวิตนี้นางปรารถนาที่จะเป็นอาหารจานหลักของหรงหลิน
เทพสงครามผู้สูงส่ง รูปโฉมงดงามเป็นหนึ่งในใต้หล้า
ซึ่งครองตนบริสุทธิ์ผุดผ่องมาสามหมื่นปี
อาเหลียนพยายามฝึกเซียนเพื่อให้ได้ใกล้ชิปดเขา
และขุนตนเองให้อวบขาว กระทั่งในที่สุดก็สามารถนำไปปรุงอาหารได้แล้ว

อาเหลียน “ซ่างเสิน ท่านชอบปลาน้ำแดงหรือปลานึ่งเจ้าคะ”
หรงหลิน “…ข้าเป็นมังสวิรัติ”

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ทดลองอ่านนี้ไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

2

ปลาโง่ตัวหนึ่งที่ชอบก่อเรื่อง (1)

 

ซ่างเสินล้วนมีที่พำนักเซียนเป็นของตนเอง หรงหลินพำนักอยู่ที่ตำหนักเซียวเหยา

หลายพันปีมานี้ทั้งสามดินแดนสงบสุขยิ่ง คนที่เลื่อนขั้นขึ้นเป็นเซียนก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่พำนักของแดนสวรรค์จึงไม่เพียงพอแล้ว บนสวรรค์ชั้นฟ้าแห่งนี้มีแค่หรงหลินพำนักอยู่เพียงผู้เดียว เป็นสถานที่ที่โอ่อ่าและเวิ้งว้างที่สุด หรงหลินพำนักในตำหนักเซียวเหยาคนเดียวเป็นเวลาหลายหมื่นปีแล้ว ในที่สุดเมื่อสามพันปีก่อนก็ได้ต้อนรับเซียวไป๋เพื่อนบ้านเพียงคนเดียวเข้ามา

เมื่อกลับถึงตำหนักเซียวเหยา หรงหลินก็หยิบผลฟักทองสลักรูปหงส์ออกมาจากแขนเสื้อ

แม้ไม่อยากยอมรับ ทว่าก็เป็นเวลานานแล้วจริงๆ ที่เขาไม่เคยได้รับของขวัญจากผู้ใด

เนิ่นนานเสียจนเขาลืมไปว่านานเท่าไรแล้ว บางทีอาจเป็นเมื่อสามพันปีก่อนหน้า บางทีอาจเป็นห้าพันปีก่อน หรืออาจเป็นหมื่นปี…

เขาพินิจอย่างละเอียดอีกครั้ง เพราะยามนี้ไม่ได้อยู่ข้างนอก จึงไม่จำเป็นต้องสงวนท่าที เขายกมุมปากขึ้น ในดวงตาเจือยิ้ม อดยกมือขึ้นลูบส่วนหัวและปีกของหงส์ตัวนั้นอย่างเสียมิได้ ภูตปลาน้อยตนนั้นเรื่องอื่นอาจไม่ได้เรื่อง ทว่าฝีมือแกะสลักกลับไม่เลวนัก

ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ของนางสามารถอยู่ในจิ่วเซียวเก๋อได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว หากยังไม่ได้เรื่องเช่นนี้อีก การเรียนรู้ทักษะวิชานี้ไว้ ในอนาคตหากเปิดร้านอาหารเลี้ยงชีพก็ไม่ใช่ว่าจะไร้หนทางเสียทีเดียว

เขายกยิ้มมุมปากนิดๆ ทันใดนั้นก็ตระหนักได้ พลันหุบยิ้มฉับ ก่อนใช้ชายแขนเสื้อปัดเจ้าหงส์สลักลงบนพื้น แล้วลุกยืน

ยามนั้นเองคนในชุดสีหมึกก็เดินเข้ามา

เขาก็คือเซียวไป๋ที่เพิ่งกลับมาจากเกาะเซียน

แม้เพิ่งรู้จักเซียวไป๋เพียงไม่กี่พันปี ทว่ากลับรู้สึกถูกชะตาอย่างหาได้ยาก อีกทั้งเซียวไป๋มีฝีมือด้านงานครัว หรงหลินจึงอดไปกินอาหารที่ตำหนักเผียวเหมี่ยวของเขาไม่ได้ หรงหลินชำเลืองมองเอ่ยว่า “เหตุใดวันนี้ถึงมีเวลาว่างมาหาข้าได้เล่า”

หรงหลินพอจะรู้เรื่องของเซียวไป๋กับภูตพุทราน้อยตนนั้นอยู่บ้าง คราแรกเซียวไป๋ไม่ยอมมาแดนสวรรค์แห่งนี้ จักรพรรดิสวรรค์ต้องโน้มน้าวอยู่นานกว่าจะเชิญเขากลับสวรรค์ชั้นฟ้าได้

และการยกเลิกกฎโบราณคร่ำครึอย่างการมิอาจมีความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าพันธุ์นั้น ก็เป็นหนึ่งข้อเรียกร้องของเซียวไป๋แลกกับการกลับสู่แดนสวรรค์เช่นกัน

เมื่อเทียบกับหรงหลินแล้วอายุของเซียวไป๋น้อยกว่ามาก การที่เขาดำรงตำแหน่งอย่างทุกวันนี้ได้ ก็เพราะเกิดมาพร้อมกับร่างกระดูกวิญญาณ ภายนอกเขาวางท่าเป็นผู้ใหญ่มากประสบการณ์ แต่ภายในยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ยึดติดกับความรักเท่านั้น เซียวไป๋ฟังน้ำเสียงค่อนแคะของหรงหลินออก จึงเอ่ยว่า “ให้นางมีเวลาว่างบ้าง มิอาจบีบบังคับนางจนเกินไป…”

ครั้นเซียวไป๋กล่าววาจานี้ หรงหลินก็รู้สึกว่าหาได้ยากเหมือนกัน เด็กหนุ่มผู้นี้ไร้บิดาตั้งแต่เยาว์วัย ต่อมายังถูกมารดาทอดทิ้ง เกิดแผลขนาดใหญ่ในใจ คราแรกหรงหลินหวังดี อยากสานสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านคนนี้ ทว่าเขาเอาแต่ตีหน้าตาย เคยทำสีหน้าดีๆ ให้ตนเห็นเมื่อไรกัน ตนอายุมากกว่าเขาตั้งมาก ย่อมไม่ถือสาหาความเขา

ยามนี้น่ะหรือ แม้เขาเป็นผู้ใหญ่สุขุมขึ้นมาก ทว่าทำอะไรก็ยังไม่พ้นยึดติดดึงดันอยู่เช่นเดิม

ตอนนี้คงคิดได้แล้วสินะ

นัยน์ตาหรงหลินเป็นประกาย ชื่นชมว่า “เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี แม่นางเซียวจ่าวเป็นคู่เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ของเจ้า ผูกพันกันลึกซึ้ง แน่นอนว่านางย่อมไม่มีทางไปจากเจ้า เจ้าอย่ากระทำรุนแรง ทำร้ายน้ำใจนางอีกเลย”

ด้วยลักษณะนิสัยเช่นนี้ น้อยครั้งนักที่เซียวไป๋จะเผยด้านอ่อนแอให้เห็น จะมีก็เพียงวันที่เขามาหาตนพร้อมสีหน้าย่ำแย่ครั้งเดียวเท่านั้น เขาเอ่ยอย่างสิ้นหนทางว่า “นางจะไปจากข้า ข้าไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดีจึงขังนางไว้”

วันนี้อารมณ์ของเซียวไป๋ไม่เลวนัก เขาผงกศีรษะน้อยๆ ก่อนเอ่ยว่า “นางมีสหายที่จิ่วเซียวเก๋อสองคน ท่าทางสดใสขึ้นมาก ราวกับ…ราวกับว่านางเริ่มให้อภัยข้ามากขึ้นแล้ว” เขามองหรงหลิน แย้มยิ้มเล็กน้อย “เจ้ากับปลาฮวาเหลียนตัวนั้นมีเรื่องอะไรกันหรือ”

หรงหลินวางท่าอย่างผู้เป็นซ่างสิน สีหน้าเคร่งขรึม “ก็แค่บังเอิญช่วยนางไว้อย่างไม่ตั้งใจเท่านั้น”

เซียวไป๋ร้อง “อ้อ” อย่างไม่บ่งบอกอารมณ์ ไม่ได้ถามต่อ ทว่าหรงหลินฟังแล้วกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงนั้น เขาขมวดคิ้ว เห็นนัยน์ตาของอีกฝ่ายเจือยิ้มจางๆ สีหน้าพิกล จึงอดรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้างไม่ได้

มีแค่นั้นจริงๆ นี่นา หรงหลินคิด

เซียวไป๋เอ่ย “ข้าแค่ถามไปอย่างนั้น ข้าย่อมต้องตรวจสอบคนที่นางคบด้วยเพื่อให้แน่ใจเป็นธรรมดา ได้รู้ว่าเจ้าปลาฮวาเหลียนกับหอยโข่งนั่นใสซื่อจริงใจ เช่นนี้ข้าก็วางใจแล้ว”

ภูตปลาน้อยดูซื่อบื้อถึงเพียงนั้น ไหนเลยจะมีพิษสงอะไรได้ แค่มองผาดเดียวก็รู้แล้ว ยังจะต้องตรวจสอบอีกหรือ ทว่าเขาก็เข้าใจนิสัยของเซียวไป๋ และยิ่งรู้ถึงความใส่ใจที่เขามีต่อเซียวจ่าว การที่เขาทำเช่นนี้นับว่าเข้าใจได้ ทว่าเขาได้ยินแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ไม่รู้ว่าไม่สบายใจที่ใด

กระทั่งเซียวไป๋จากไปแล้ว หรงหลินถึงคิดออก รีบเก็บหงส์สลักที่หล่นอยู่ข้างๆ ขึ้นมาโดยพลัน

อย่างไรเสียก็ทำมาจากฟักทอง เมื่อตกพื้นก็เสียหายหมดแล้ว

หรงหลินสีหน้าไม่สู้ดีนัก ยื่นมือออกไปเช็ด ซ่อมแซมสักพักก็วางมันลงบนโต๊ะน้ำชาอีกครั้ง

 

อาเหลียนกลับที่พักของตน เห็นท่าทางสดใสมีชีวิตชีวาของเถียนหลัวแล้วพลันวางใจ เถียนหลัวถามว่า “ไยถึงเพิ่งกลับมา”

อาเหลียนเล่าให้นางฟังทีละเรื่อง และเป็นอย่างที่คิดไว้ เมื่อฟังจบเถียนหลัวรู้สึกเสียดาย “หากรู้เช่นนี้ตามเจ้าไปส่งเซียวจ่าวด้วยก็ดี” แม้เถียนหลัวอยากพบสองบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าด้วยนิสัยใสซื่อจริงใจ อย่างไรเสียนางก็เป็นห่วงอาเหลียนมากกว่า “เจ้าบอกว่าหรงหลินซ่างเสินโกรธหรือ”

อาเหลียนพยักหน้า แม้โง่เง่ากว่านี้ นางก็ยังมองออกว่าหรงหลินซ่างเสินไม่พอใจ

เถียนหลัวเอ่ย “แต่หรงหลินซ่างเสินตอบรับแล้วมิใช่หรือว่าจะช่วยชี้แนะเจ้า”

แม้กล่าวเช่นนี้ ทว่าอาเหลียนก็รู้สึกว่านางทำเขาโกรเสียแล้ว วันนี้เขาจะมาหรือไม่ยังคงเป็นปัญหา

เถียนหลัวขยิบตาเอ่ยว่า “ข้าจะช่วยเจ้าคิดหาวิธีเอง”

 

ปกติแล้วหรงหลินตรงต่อเวลา เขาบอกว่ายามสามแล้วก็ไม่ได้วางท่าอะไร พอถึงยามสามก็มาถึงแล้ว

สระคลื่นมรกตในยามรัตติกาลเงียบเชียบวังเวง เหมาะสำหรับการลอบพบกันของชายหนุ่มหญิงสาวเป็นที่สุด ตลอดทางที่ผ่านมา เขาเห็นพุ่มไม้หลายแห่งสั่นไหวอย่างรุนแรง

หรงหลินยื่นมือออกไปคลุมเขตแดนอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก

เห็นว่าถึงยามสามแล้ว ภูตปลาน้อยนั่นก็ยังไม่มา ซ่างเสินสีหน้าไม่สู้ดีแล้ว

เขายังไม่เคยพบเจอศิษย์ที่ไม่เคารพอาจารย์เช่นนี้มาก่อน

หรงหลินรออยู่ประมาณครึ่งเค่อ[1] ในใจคิดว่าในฐานะซ่างเสิน เวลาครึ่งเค่อนี้ก็ถือว่าไว้หน้ามากพอแล้ว หากภูตปลาน้อยมาทันภายในครึ่งเค่อนี้ อีกทั้งเอ่ยขอโทษและอธิบายให้เขาฟัง เขาก็จะใจกว้างให้อภัยนางสักครั้ง หากไม่ แม้วิชาเวทของนางจะไม่ได้เรื่องจนต้องออกจากจิ่วเซียวเก๋อ เขาก็จะไม่สนใจนางอีก

ผ่านไปครึ่งเค่อ หรงหลินก็เตรียมปัดแขนเสื้อจากไป

เพิ่งหันกายกลับ ถึงได้ยินคนเรียกเขาอยู่ด้านหลัง

“ซ่างเสิน! ระ…หรงหลินซ่างเสิน!” เสียงนั้นเร่งร้อนและกังวานชัด

หรงหลินกำหมัดในแขนเสื้อแน่น เดิมไม่อยากสนใจนางอีก ทว่าด้วยความใจดีมากเมตตา จึงยอมหันกายกลับไปมองนางเล็กน้อย

เห็นต้นหลิวสั่นไหวแสงจันทร์สาดกระทบมีเด็กสาวหน้าตางดงามราวบุปผา สวมชุดกระโปรงหรูฉวินสีนวลกระจ่างยิ่งกว่าจันทรา ชายกระโปรงเป็นชั้นๆ พะเยิบพะยาบเบาๆ นางอ้าปากน้อยๆ หอบหายใจ หน้าอกสะท้อนขึ้นลง แก้มสองข้างแดงปลั่ง ดวงตาทั้งสองเป็นประกายฉ่ำน้ำ กำชุดกระโปรงหรูฉวินงดงามที่รัดรึงเรือนกายด้วยท่าทางกระดากอาย ย่างกรายมาหยุดตรงหน้าเขา “…ซ่างเสินมารอนานแล้วหรือเจ้าคะ”

เมื่อเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อย ร่างของนางไม่เหลือกลิ่นคาวปลาที่มักจะติดกายในยามปกติ กลิ่นที่ลอยมาปะทะฆานประสาทกลับเป็นกลิ่นหอมหวานสะอาดของเด็กสาวแทน

หรงหลินชะงักเล็กน้อย ดวงตามืดลงนิดหน่อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อืม”

นางเอ่ยว่า “เป็นข้าที่ใช้ไม่ได้เจ้าค่ะ ทำให้ซ่างเสินต้องคอยนานแล้ว…” นางยกมือขึ้นเกาศีรษะ ก่อนมองประเมินเขาสักพัก ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “ซ่างเสินเปลี่ยนชุดหรือเจ้าคะ สวมชุดเช่นนี้ช่างงดงามยิ่งนัก…”

ยังก้มหน้ามอง “ขาของซ่างเสินยาวจริงๆ”

อ้อ หรงหลินคิดเงียบๆ ส่วนอื่นของเขาก็ยาวเช่นกัน

แม่ภูตปลาน้อยนี่ทำเอาเขาใจแกว่งหมดแล้ว…เขาพลันตีหน้าเรียบนิ่ง “ไฉนถึงมาช้าเช่นนี้”

เดิมอาเหลียนคิดจะเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง ทว่าไม้นี้คงใช้ไม่ได้ จึงได้แต่อธิบายไปตามตรง “จะมาพบซ่างเสิน ข้าจึงต้องจัดการตนเองให้เรียบร้อยสักหน่อย ทั้งยังทำขนมมาให้ซ่างเสินด้วย จึงมาช้าเจ้าค่ะ…”

หรงหลินย่อมมองออกว่านางเตรียมตัวมาดี เดิมนางหน้าตางดงามแปลกตา ยามปกติไม่แต่งแต้มประทินโฉม ก็สดใสงดงามดั่งสาวแรกรุ่น เมื่อแต่งเนื้อแต่งตัว ก็ดู… เขาพลันนึกถึงภาพยามที่เขาพบนางเมื่อครู่

หรงหลินไม่เอ่ยอีก

อาเหลียนกุมมือทั้งสองแน่น ค่อยๆ เงยดวงหน้ามองเขา

มองซ่างเสินผู้สูงส่งที่อยู่ห่างไกลเหมือนสุดปลายฟ้าก็ยิ่งทำให้นางต้อยต่ำ คนที่ต่ำต้อยเช่นนางกลับทำให้ซ่างเสินต้องรอนางถึงครึ่งเค่อ

หรงหลินเอ่ย “เจ้าต้องเข้าใจจุดประสงค์ที่เจ้ามาจิ่วเซียวเก๋อนี้ ไม่จำเป็นต้องแต่งองค์ทรงเครื่องเฉิดฉัน”

อาเหลียนอดเอ่ยไม่ได้ว่า “ซ่างเสินไม่ชอบหรือเจ้าคะ”

หรงหลินสะอึกกับคำพูดตรงไปตรงมาของนาง เขาย่อมเข้าใจดีว่านางเคารพชื่นชมเขา คืนนี้ที่พิถีพิถันแต่งตัวก็เพราะเขา ทว่าเขาเป็นซ่างเสิน นางเป็นแค่ศิษย์ใหม่ที่ทุลักทุเลกว่าจะเข้าจิ่วเซียวเก๋อได้ ระหว่างเขาทั้งสองเดิมก็เป็นไปไม่ได้

นึกถึงพุ่มไม้ที่สั่นไหวสองสามแห่งตรงนั้น หรงหลินก็เข้าใจ แม้เป็นไปไม่ได้ แต่หากคิดจะมีความสัมพันธ์กันชั่วครั้งชั่วคราวก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่น่าเสียดายที่คนที่นางชื่นชมคือเขา…ปกติเขาดำรงตนไร้ราคี ไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นั้นกับนางเป็นอันขาด

หรงหลินไม่ตอบ เริ่มเข้าเรื่องชี้แนะวิชาเวทที่นางฝึกฝนสองเดือนนี้อย่างตรงประเด็น

อาเหลียนเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าเรียน จำต้องศึกษาวิชาเวททั้งห้าแขนง แต่สิ่งที่เรียนล้วนเป็นเรื่องพื้นฐาน ในสายตาของหรงหลินย่อมไม่ยาก กระทั่งฝึกฝนเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ได้พอประมาณแล้ว ก็จะต้องเลือกหนึ่งในวิชาเวททั้งห้าเพื่อศึกษาลึกลงไป นางเป็นปลาฮวาเหลียน แน่นอนว่าวิชาเวทสายวารีย่อมเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุด ทว่ก็ต้องรอให้นางผ่านการทดสอบเสียก่อน หากมิอาจผ่านไปได้ ก็ทำได้เพียงเก็บข้าวของกลับไปยังทะเลสาบเล็กๆ ของนาง

แม้อาเหลียนจะโง่งม ทว่าวิชาเวทพื้นฐานเหล่านี้พอเรียนแล้วกลับไม่ยาก รวมถึงนางก็รู้ถึงความสามารถของตนเองดี ตอนอยู๋ในห้องเรียนจึงตั้งใจมากเป็นพิเศษ ยามนี้เมื่อหรงหลินชี้แนะด้วยตนเอง จึงค่อนข้างผ่อนคลาย วิชาเวทอื่นๆ ยังดีไม่มีปัญหาเท่าไรนัก แต่กลับติดขัดที่วิชาเวทสายอัคคีเสียนี่

ก็ไม่น่าแปลกใจนักหรอก ในฐานะปลาที่เติบโตในทะเลสาบ แน่นอนว่านางย่อมกลัวไฟที่สุดเป็นธรรมดา

หรงหลินเห็นท่าทางขลาดเขลาของนางที่ร่ายเคล็ดวิชาเพลิงทีหนึ่ง นางตกใจจนกระโดดแผล็วออกไปไกลลิบ ก็อดตวัดตามองศีรษะของนางดุๆ ไม่ได้ เขาตำหนิว่า “มีอันใดน่ากลัว”

อาเหลียนเห็นชายกระโปรงที่ตนสวมอยู่ถูกเปลวไฟเผาไหม้มุมหนึ่ง ก็เอ่ยอย่างอดไม่ได้ว่า “กระโปรง…”

หรงหลินสีหน้าไม่น่ามองมาก เวลานี้แล้วยังมัวห่วงกระโปรงอยู่อีก

อาเหลียนเห็นเขาโกรธเกรี้ยวอีกแล้ว ก็ไม่เสียดายกระโปรงอีก ได้แต่ตั้งท่าพร้อมเรียน พูดว่า “ข้าเป็นสัตว์น้ำ จะหวาดกลัวเปลวเพลิงก็เป็นเรื่องปกติ แต่ซ่างเสินวางใจได้เจ้าค่ะ ข้าจะพยายามอดทน ขอซ่างเสินได้โปรดชี้แนะ”

หรงหลินได้ฟังแล้วก็คลายอารมณ์โกรธลงบ้าง เขาเดินไปด้านหลังนาง ยื่นมือออกไปโอบนางหลวมๆ จับสองมือของนาง ค่อยเอ่ยว่า “ท่าทางของเจ้าเมื่อครู่ไม่ถูกต้อง…”

อ้อ อาเหลียนมองมือของซ่างเสินที่จับกุมข้อมือของตนเองนิ่ง มือขาวนวลได้รูป ใหญ่กว่ามือของนางอยู่มาก ซ้ำยังเรียวยาวราวกับหยกก็ไม่ปาน

อาเหลียนเอ่ย “ซ่างเสินศึกษาวิชาเวทสายใดหรือเจ้าคะ”

หรงหลินปรับท่วงท่าให้นางแล้วเอ่ย “สายอัคคี”

สายตาของอาเหลียนหม่นแสงลง พอดีกับที่หรงหลินผละจากนาง เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง เมื่อเห็นสายตาหม่นหมองของนางก็เอ่ยว่า “ฉะนั้นเจ้าจะต้องฝึกฝนวิชาเวทสายอัคคีให้ดี เข้าใจหรือไม่”

อาเหลียนพยักหน้ารับแรงๆ “ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ”

หรงหลินก็แค่เอ่ยให้กำลังใจนางไปอย่างนั้น ร่างจริงของเขาคือหงส์ไฟ ทุกๆ ห้าร้อยปีหงส์ไฟจะต้องนิพพานหนึ่งครั้ง วิชาเวทที่ถนัดที่สุดย่อมเป็นสายอัคคี นางเป็นแค่ปลาฮวาเหลียนตัวเล็กๆ เขาย่อมไม่วาดหวังให้นางฝึกวิชาสายอัคคีเป็นวิชาหลัก เพียงแต่ไม่ต้องการให้ตอนที่นางเรียนวิชาพื้นฐานแล้วอ่อนด้อยวิชาเวทสายอัคคีนี้

ซ่างเสินอดทน อาเหลียนก็ค่อยๆ เอาชนะความกลัวที่มีต่อวิชาเวทสายอัคคี แม้ไม่ถึงขั้นที่หรงหลินคาดหวังไว้ แต่เขากระทำการใดย่อมมีแบบแผน ไม่เคยเร่งร้อนหวังความสำเร็จ เมื่อเห็นนางพยายามยิ่งยวดแล้วจึงไม่ได้ติเตียนอีก

จากนั้นหรงหลินก็พูดว่า “วันนี้พอเท่านี้เถิด”

นี่ก็หนึ่งชั่วยามแล้ว

เมื่อเห็นซ่างเสินจะจากไป อาเหลียนก็พยักหน้าน้อยๆ ขอบคุณคำรบหนึ่ง แต่อดเอ่ยรั้งไว้ไม่ได้ “ซ่างเสินอยากลองชิมขนมอบของข้าหรือไม่เจ้าคะ”

หรงหลินคิดในใจ ขนมอบมีอะไรน่าอร่อยกัน เขาปรายตามองนางเรียบๆ เมื่อเห็นในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความวาดหวังรอคอย จึงเอ่ยว่า “มีขนมอะไรบ้าง”

อาเหลียนหยิบน้ำเต้าหยกออกจากเอว ก่อนนำขนมที่ทำไว้แล้วออกจากด้านใน ประคองส่งให้เขาด้วยสองมือ “ขนมถั่วเขียว[2]รสอ่อนละมุนมากเจ้าค่ะ”

หรงหลินนึกถึงคราวก่อนนางถามเขาว่าชอบกินรสชาติแบบใด ในใจก็คิดว่าภูตปลาน้อยตนนี้วางแผนเป็นขั้นเป็นตอนดีจริงๆ มองเหมือนซื่อบื้อ ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีสมองอยู่บ้าง หรงหลินหยิบขนมมาหนึ่งชิ้นเพื่อรักษาน้ำใจนาง รู้สึกว่าขนมถั่วเขียวนี้หอมนุ่มละมุนลิ้น เมื่อนำเข้าปากแล้วก็ไม่เลวทีเดียว

เขากินเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น

ปากลิ้มรสชาติของขนมถั่วเขียว จมูกได้กลิ่นหอมจากกายภูตปลาน้อย วันนี้นางพรมน้ำปรุง ทว่าน้ำปรุงนี้เลือกได้พอเหมาะพอดี ไม่ได้ทำให้หรงหลินรู้สึกรังเกียจ มีชาติกำเนิดเป็นสัตว์น้ำ บนกายจึงยากที่จะเลี่ยงกลิ่นคาวปลา ทว่าเมื่อเทียบกับกลิ่นคาวเค็มรุนแรงของสัตว์ทะเลพวกนั้นแล้ว กลิ่นกายของภูตปลาน้อยนี่เบาบางกว่ามาก หากไม่ตั้งใจดอมดมอย่างละเอียดก็แทบจะไม่ได้กลิ่นเลย

เมื่อเห็นนางยังคงก้มหน้ามองชายประโปรงที่ถูกเผาด้วยความเสียดาย หรงหลินก็เอ่ยว่า “วันหลังไม่จำเป็นต้องสวมชุดรุ่มร่ามนี่อีก”

อาเหลียนพยักหน้ารับ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแสนเสียดาย “แต่กระโปรงนี่ทำจากผ้าไหมเจียวเซียว[3]…”

ผ้าไหมเจียวเซียวจากทะเลใต้ กล่าวกันว่าถักทอขึ้นจากใต้ท้องทะเลลึก มีอีกชื่อว่าหลงซา มีมูลค่ามหาศาล เมื่อสวมแล้ว ลงน้ำไม่เปียก นี่จึงแสดงให้เห็นถึงความล้ำค่าของเจียวเซียว ก่อนนางจะมาจิ่วเซียวเก๋อ อาผังเห็นนางแต่งตัวมอซอก็ลากนางไปซื้อกระโปรงหรูฉวินตัวนี้ นางจะได้พอมีเสื้อผ้าที่เข้าท่ากับเขาสักชุด อาผังก็เป็นคนเช่นนี้ ในเมื่อต้องเลือกแล้วก็ต้องเลือกตัวที่ดีที่สุด สงสารก็แต่อาเหลียน เพราะชุดกระโปรงตัวนี้ นางจึงต้องจ่ายด้วยเงินที่เก็บสะสมมาตลอดร้อยปี

หรงหลินเอ่ย “ก็แค่ผ้าไหมเจียวเซียวเองมิใช่หรือ งานวันคล้ายวันเกิดครั้งก่อนของข้า ดูเหมือนเซียนทอผ้าจะมอบผ้าไหมปักลายดอกให้ข้าหลายพับ วันหน้าข้าจะมอบให้เจ้าพับหนึ่ง เจ้านำไปตัดเย็บเสื้อผ้าสักหลายๆ ตัวก็ได้แล้ว”

แม้ผ้าไหมเจียวเซียวจะล้ำค่า แต่ไหนเลยจะเทียบกับผ้าไหมปักลายดอกได้

ทว่ากลับเห็นภูตปลาน้อยนี่พองแก้ม พึมพำเสียงเบาว่า “แต่ข้าอยากได้ผ้าไหมเจียวเซียวนี่นา”

เจ้าปลาหัวโตนี่…โลกแคบเสียจริง! หรงหลินรู้สึกว่าขมับของเขาเต้นตุ้บๆ ก็เข้าใจว่าภูตปลาน้อยนี่มาจากทะเลสาบต้งเจ๋อ พื้นที่เล็กๆ ทุรกันดารเช่นนั้นไหนเลยจะเคยได้ยินผ้าไหมปักลายดอกอะไรนั่น แน่นอนว่าย่อมมองว่าผ้าไหมเจียวเซียวล้ำค่าเป็นธรรมดา

หรงหลินรู้สึกกรุ่นโกรธอยู่บ้าง “ตามใจเจ้า” ยามนี้ถึงได้วางท่าซ่างเสิน สะบัดชายแขนเสื้อแล้วจากไป

 

วันต่อมาอาเหลียนเลิกเรียน กลับที่พักของตนเอง เถียนหลัวก็พูดว่า “อาเหลียน มีห่อของของเจ้า”

สองสาวอี๋จางอี๋กุยเข้ามาพอดี มองห่อของไม่สะดุดตาที่วางอยู่บนพื้นนั่นแล้ว อี๋จางก็ยิ้มเอ่ย “ส่งของพื้นเมืองมาอีกแล้วสินะ”

อาเหลียนแปลกใจอยู่บ้างเช่นกัน ครุ่นคิดก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นอาผังที่ส่งมาให้นางกระมัง อาจเป็นพืชน้ำของทะเลสาบต้งเจ๋อ หากเป็นพืชน้ำ เช่นนั่นก็คงเป็นของพื้นเมืองจริงๆ

เถียนหลัวชื่นชอบการแกะหีบห่อที่สุด จึงเร่งเร้าให้อาเหลียนแกะ เมื่อเห็นการกระทำของนางเชื่องช้าไม่ทันใจจึงเข้าไปทำแทนนาง

ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อเปิดหีบห่อออกก็มีแสงสว่างสีนวลตาพุ่งออกมา ทำเอาดวงตาคนมองแทบจะลืมไม่ขึ้น

เถียนหลัวนิ่งอึ้ง เมื่อได้สติกลับมาถึงได้หยิบกระโปรงประดับมุกงดงามไร้ที่เปรียบตัวนั้นมาทาบกับตัว “กระโปรงตัวนี้งามยิ่งนัก…”

กระโปรงมีประมาณเจ็ดแปดชั้น ทว่าดูแล้วกลับน้ำหนักเบาทิ้งตัว บางราวปีกจักจั่น อีกทั้งเดิมกระโปรงตัวนี้ก็เป็นสีหิมะ เมื่อพิศอย่างละเอียดจึงจะเห็นประกายระยิบระยับบนเนื้อผ้า งดงามเกินกว่าที่จะจินตนาการถึง หากสวมกระโปรงตัวนี้จะต้องงดงามมากเป็นแน่!

อาเหลียนนิ่งงัน

กระโปรงตัวนี้งามมากจริงๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือ…อาเหลียนยื่นมือไปลูบ

ยังทำจากผ้าไหมเจียวเซียวด้วย

สองสาวอี๋จางอี๋กุยย่อมมองออก ผ้าไหมเจียวเซียวราคาไม่ธรรมดา แม้กระทั่งหญิงสาวตระกูลน้ำเค็มผู้สูงศักดิ์อย่างพวกนางก็มีเพียงโอกาสพิเศษเท่านั้นถึงจะได้สวมกระโปรงที่ทำจากผ้าไหมเจียวเซียวประเภทนี้เพื่อความมีหน้ามีตา

ผ้าไหมเจียวเซียวก็ยังแบ่งออกเป็นหลายระดับ อี๋จางคิดว่าที่ตนสวมคือระดับหนึ่งแล้ว ทว่ากระโปรงตรงหน้าตัวนี้ เนื้อผ้าเช่นนี้ พวกนางกลับไม่เคยพบเห็นมาก่อน ผ้าไหมเจียวเซียวนี้หากไม่ใช่นางเงือกที่บำเพ็ญเพียรหลายพันปีย่อมถักทอออกมาไม่ได้ ต่อให้มีผ้าไหมเจียวเซียว แต่จะตัดเย็บให้เป็นกระโปรงหรูฉวินที่งามประณีตเช่นนี้ได้ก็ต้องมีฝีมือสูงส่งไม่ธรรมดา

สองเดือนมานี้ อี๋จางเห็นว่าแม้เจ้าปลาหัวโตตัวนี้รูปร่างหน้าตาไม่เลวนัก ทว่าการแต่งเนื้อแต่งตัวกลับดูราวกับพวกบ้านนอก ยามปกติมักจะสวมแต่เสื้อผ้าของศิษย์จากจิ่วเซียวเก๋อ ไหนเลยจะมีกระโปรงเช่นนี้ เห็นสภาพมอซออย่างนี้ นางก็คิดว่าในห่อของที่ส่งมาจะเป็นของพื้นบ้านเฉิ่มเชยไม่ต่างกัน

คิดไม่ถึงว่าจะเป็นกระโปรงหรูฉวินที่หรูหรางดงามถึงเพียงนี้!

อี๋จางในใจขุ่นเคือง อี๋กุยแม้แปลกใจ ทว่าสีหน้าสงบนิ่งกว่าอี๋จางมากนัก นางค่อยๆ ถอนสายตากลับมา ก่อนชายตามองชุดประโปรงในมือของเถียนหลัวช้าๆ พอคิดอะไรได้จึงใจลอยเล็กน้อย

อี๋จางกอดอกค่อนแคะว่า “อะไรกัน หรือทอดสะพานให้คุณชายสูงศักดิ์ตระกูลใด ฝีไม้ลายมือไม่เลวนี่ ปลาหัวโตเช่นเจ้าก็ร้ายลึกไม่เบา”

วาจานี้ของอี๋จางค่อนข้างหยาบคายแล้ว ในสายตาของนาง คนชนชั้นฐานะเช่นอาเหลียนไม่มีปัญญาซื้อกระโปรงชุดนี้ได้เป็นอันขาด นางไม่มีเงินไม่มีอำนาจ มีเพียงใบหน้าที่พอจะดึงดูดสายตาใครได้บ้าง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ชุดกระโปรงนี้จะมาจากที่ใดได้เล่า ชัดเจนกว่านี้ไม่มีแล้ว

อี๋กุยปรามว่า “อย่าพูดเหลวไหล”

อี๋จางเบ้ปากไม่พอใจ “พี่สาว” ปกติหากไม่พูดค่อนแคะพวกนางสักคำสองคำ นางจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว แม้อี๋กุยจะไม่ดูแคลนอาเหลียนและเถียนหลัวเหมือนนาง ทว่าก็ไม่เคยออกหน้าช่วยพูดแทนพวกนางทั้งสองมาก่อน แต่วันนี้กลับเข้าข้างพวกนางเสียได้

อี๋กุยส่งสายตาปลอบใจอี๋จาง ค่อยๆ เดินไปตรงหน้าอาเหลียน ยกมือลูบชุดกระโปรงในมือของเถียนหลัว พูดว่า “อี๋จางไม่มีเจตนาอื่นใด อาเหลียน เจ้าอย่าได้ถือสาเลย กระโปรงตัวนี้งามมากจริงๆ เหมาะกับเจ้ามาก”

ถ้อยคำและการกระทำของอี๋กุยแสดงถึงความใจกว้าง วางตัวสง่างามสมกับเป็นหญิงสาวสูงศักดิ์จากตระกูลน้ำเค็ม

อาเหลียนยิ้มน้อยๆ “ข้าไม่เก็บมาใส่ใจหรอก”

พออยู่กันเพียงลำพัง เถียนหลัวก็หุบรอยยิ้มยินดี ดึงชายแขนเสื้อของอาเหลียนพร้อมถามด้วยความตื่นตระหนก “เจ้าบอกข้ามาตามตรง ใครส่งกระโปรงตัวนี้มาให้เจ้า” ดวงตาเป็นกระกายทั้งคู่ของนางจ้องอาเหลียน รู้สึกกังวล “เจ้าอย่าได้ทำเรื่องเหลวไหลเชียวนะ”

เถียนหลัวได้รับการอบรมสั่งสอนจากมารดาตั้งแต่เด็กว่าจะต้องเป็นคนดีมีคุณธรรม คำว่า “ซื่อสัตย์จนวันตาย” นี้ก็ได้ยินมารดาพร่ำพูดกรอกหูบ่อยครั้ง พอมาอยู่ที่จิ่วซียวเก๋อแห่งนี้ แม้ความรู้จะเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่กลับทำให้เถียนหลัวพบเจอเรื่องที่เหนือจินตนาการมากมาย หนึ่งในนั้นคือการที่ศิษย์หญิงชายจำนวนไม่น้อยมีความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราวกันง่ายๆ หรือไม่ก็เพื่อที่จะพัฒนาระดับเซียนถึงกับถอดเสื้อผ้าบำเพ็ญคู่ การกระทำเช่นนี้ในสายตาของเถียนหลัวแล้วช่างน่าละอายจนมิอาจทนมองได้จริงๆ

อาเหลียนกล่าวยิ้มๆ “หรือเจ้าก็เชื่อวาจาของอี๋กุยด้วย”

เถียนหลัวไม่เอ่ยวจี ลังเลครู่หนึ่งค่อยกล่าวว่า “แน่นอนว่าข้าต้องเชื่อเจ้า เพียงแต่…”

อาเหลียนลูบชุดที่กอดไว้แนบอก ก้มหน้ามองลายปักประณีตงดงามบนกระโปรง ลูบเบาๆ อย่างทะนุถนอม สีหน้ายินดี “บางทีอาจเป็นหรงหลินซ่างเสินที่ส่งกระโปรงตัวนี้มาให้”

 

ทางด้านอี๋จางยังคงไม่คลายโกรธ นางเอ่ยกับอี๋กุยด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจว่า “เมื่อครู่เหตุใดพี่สาวถึงได้พูดแทนเจ้าปลาหัวโตนั่น”

อี๋กุยเอ่ย “ถึงอย่างไรก็อาศัยร่วมห้องเดียวกัน ถ้อยคำของเจ้าก็ออกจะเกินไปหน่อย…”

อี๋จางแค่นเสียงเบาๆ “ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นพี่สาวปรามข้ามาก่อน” แม้มองเหมือนนางโผงผาง กระทำการใดมุทะลุบุ่มบ่าม ทว่าก็ยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง

อี๋กุยครุ่นคิดแล้วยิ้มมุมปากมองอี๋จาง “ข้าหวังดีกับเจ้า วันหน้าทางที่ดีเจ้าหาเรื่องนางให้น้อยลงหน่อย”

“เพราะเหตุใดกัน” อี๋จางเอ่ย “เจ้าปลาหัวโตนั่นไม่เห็นจะมีพิษสงอะไร”

ยามอยู่ที่ทะเลตงไห่ ด้วยฐานะของอี๋จาง จึงมีแต่คนพะเน้าพะนอเอาใจ ไม่มีผู้ใดรังแกนาง หรือแย่งความสนใจไปจากนางได้ ทว่าพอมาจิ่วเซียวเก๋อนี้ถึงได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ฐานะเช่นนางไม่น่าสนใจมากพอตั้งนานแล้ว มีเพียงกลั่นแกล้งรังแกคนฐานะต่ำต้อยสองคนที่อาศัยอยู่ร่วมกันกับนางเท่านั้น นางถึงจะรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง

อี๋กุยพูดอย่างมีเลศนัย “เจ้ารู้หรือไม่ว่า…วันนี้ ใครส่งกระโปรงตัวนั้นมา”

 

ตกดึกอาเหลียนมาถึงสระคลื่นมรกตด้วยความคล่องแคล่วว่องไว

เมื่อวานนางปล่อยให้ซ่างเสินรออยู่นาน วันนี้แน่นอนว่ามิกล้าไปสายอีกแล้ว ทั้งยังรีบมาก่อนเวลาด้วย เพียงแต่น่าเสียดายที่พอถึงเวลานัดหมายแล้วก็ยังไม่พบเงาของซ่างเสิน

รอจนผ่านยามสามไปสองเค่อ ถึงได้เห็นเงาร่างหล่อเหลาของซ่างเสินเคลื่อนกายมาช้าๆ

อาเหลียนไม่ใจร้อนสักนิด เมื่อเห็นซ่างเสินแล้วกลับวิ่งเข้าไปหาอย่างอารมณ์ดี มองสำรวจเขาชั่วขณะก็เอ่ยว่า “ข้ายังกังวลว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้นกับซ่างเสิน”

หรงหลินเห็นนางสวมชุดศิษย์ใหม่ของจิ่วเซียวเก๋อ ใบหน้าหล่อเหลาของเขานิ่งขรึมอยู่อย่างนั้น มองไม่ออกว่าเขารู้สึกเช่นไร ในฐานะซ่างเสิน แน่นอนว่าย่อมไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น ที่จงใจมาช้า ก็เพราะเมื่อวานนางให้เขารออยู่ครึ่งเค่อ วันนี้จึงให้นางรอบ้างก็เท่านั้น

หรงหลินไม่ตอบ อาเหลียนก็ไม่ถาม เพียงยิ้มหวานดูน่ารักใสซื่อราวกับเด็กสาวอย่างหาได้ยาก นางบิดนิ้วพลางเอ่ยว่า “ข้าชอบกระโปรงตัวนั้น มากเจ้าค่ะ…”

หรงหลินมองนางแวบหนึ่ง

อาเหลียนพลันเข้าใจความหมายของเขา เกาศีรษะอย่างไร้เดียงสา เอ่ยอย่างเก้อเขินว่า “ข้ามิกล้าใส่กระโปรงที่ซ่างเสินมอบให้เจ้าค่ะ”

หรงหลินถึงได้ “อ้อ” คำหนึ่ง สีหน้าค่อยๆ อ่อนโยนลงบ้าง

อาเหลียนกล่าวเสียงเบาต่อว่า “ข้าไม่ได้รับของขวัญจากใครมานานมากแล้ว…”

หรงหลินอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็พอจะเข้าใจภูตปลาน้อยตนนี้อยู่พอสมควร รู้ว่ายามที่นางอยู่ที่ทะเลสาบต้งเจ๋อไม่ได้มีสหายจริงๆ หลายปีที่ผ่านมาก็มีแค่ปูน้ำจืดตัวนั้นที่เป็นสหายเพียงคนเดียว หรงหลินเข้าใจดีเรื่องนี้ ทว่าเขากับนางไม่เหมือนกัน เขาอยู่บนที่สูง ยิ่งสูงส่งเท่าไรก็ยิ่งยากที่จะมีสหายที่จริงใจมากเท่านั้น

เขาก้มหน้ามองนาง ใบหน้าเล็กขาวราวหิมะให้ความรู้สึกน่าทะนุถนอม แม้เขามีใจโอบอ้อมอารี ทว่าที่ผ่านมากับหญิงสาวพวกนี้หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยง การที่เขาช่วยเหลือนางหลายต่อหลายครั้ง ก็เพียงเพราะนางน่าสงสารก็เท่านั้น

ซ่างเสินเอ่ยว่า “หากเจ้าชอบ วันหน้าข้าจะส่งไปให้เจ้าอีกหลายตัวก็แล้วกัน”

อาเหลียนรีบส่ายหน้า จับแขนของเขาไว้ “ไม่ต้องเจ้าค่ะ แค่ความเมตตาที่ซ่างเสินมีต่อข้าก็ยิ่งใหญ่ราวขุนเขาแล้ว ข้าจะทำให้ซ่างเสินสิ้นเปลืองเงินทองได้อย่างไร…” ดวงตาของนางวูบไหว ยิ้มน้อยๆ “อีกอย่าง น้ำใจไมตรีไม่ควรรับอยู่ฝ่ายเดียว วันคล้ายวันเกิดของซ่างเสินเมื่อใดหรือเจ้าคะ รอจนถึงวันคล้ายวันเกิดของซ่างเสินแล้ว ข้าจะต้องส่งของขวัญตอบแทนซ่างเสินแน่เจ้าค่ะ”

เดิมหรงหลินยังรู้สึกเวทนานางอยู่บ้าง ยามนี้ได้ฟังวาจาของนางแล้ว อารมณ์พลันแจ่มใส

เขาปล่อยให้นางกอดแขนของตนต่อ สายตานิ่งเย็นทอดมองออกไปไกลแสนไกล

เจ้าภูตปลาน้อยตนนี้หลอกถามวันคล้ายวันเกิดของเขาสินะ…ช่างพยายามทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายจริงๆ

หรงหลินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วเอ่ย “เจ้านี่นับว่าโชคดีนัก ห้าร้อยปีข้าจะฉลองวันคล้ายวันเกิดสักครั้ง ครั้งต่อไปก็อีกครึ่งปีพอดี”

อาเหลียนหัวเราะเสียงกังวานใส ดวงตาโค้งลงจ้องเขา “เช่นนั้นข้าก็มีวาสนากับซ่างเสินแล้ว”

หรงหลินหันไปสบตาที่ฉายแววชื่นชมของเด็กสาวข้างกาย ดวงตาคู่นั้นกระจ่างใสระยิบระยับคล้ายน้ำพุใสสองแห่ง พาให้หัวใจเขาเต้นกระตุกอย่างแรงหลายที ครู่หนึ่งถึงได้ดึงแขนออกจากวงแขนของนาง สีหน้าเรียบเฉย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “รีบฝึกฝนวิชาเวทเถิด”

“เจ้าค่ะ!” นางตอบรับด้วยความเบิกบานคล้ายไม่สังเกตเห็นความเย็นชาของเขา

ยามที่จากกันนั้น หรงหลินเอ่ยว่า “วันพรุ่งข้าต้องไปเข้าร่วมงานอภิเษกสมรสของมหาเทพชิงถี ช่วงสองสามวันนี้เจ้าก็ฝึกฝนด้วยตนเองไปก่อน”

อาเหลียนสงสัย “มิใช่ว่ามหาเทพชิงถีอภิเษกสมรสแล้วหรือเจ้าคะ” แม้ทะเลสาบต้งเจ๋อจะเป็นพื้นที่เล็กๆ ทว่าหากบุคคลยิ่งใหญ่เช่นมหาเทพชิงถีนี้มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่นั่นก็พอจะได้ข่าวอยู่บ้าง

“ในกลุ่มคนสูงศักดิ์เดิมก็วุ่นวายเช่นนี้ แต่งงานแล้วก็เลิกรา เลิกราแล้วก็อุ้มท้องหนี พอจัดงานเลี้ยงครบรอบเดือน[4]แล้วก็แต่งงานอีกครั้ง เวียนวนไปมาไม่รู้กี่รอบ” หรงหลินเอ่ยด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ

อาเหลียนเบิกตาโต ทอดถอนใจ “คนในเมืองเข้าใจเล่นจริงๆ นะเจ้าคะ”

นางถามอีกว่า “เช่นนั้นซ่างเสินจะไปกี่วันหรือ แล้วจะกลับเมื่อใดเจ้าคะ”

หรงหลินเอ่ย “สองวันก็กลับ จากนี้สองวันเจ้าไม่ต้องมารอข้าที่นี่”

 

ไปร่วมงานอภิเษกของมหาเทพชิงถีนั้นเป็นเรื่องจริง แต่งานอภิเษกของมหาเทพชิงถีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่สามที่สี่แล้ว ความจริงเดิมเขาไม่คิดจะไป

แต่ในเมื่อตัดสินใจจะไป แน่นอนว่าหรงหลินย่อมต้องเตรียมของขวัญไปด้วย

มหาเทพชิงถีเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เจ้าสาวเป็นทายาทตระกูลสูงศักดิ์ของแดนสวรรค์ แน่นอนว่างานเลี้ยงครั้งนี้ย่อมต้องยิ่งใหญ่มาก หรงหลินในฐานะซ่างเสินจึงหนีไม่พ้นถ้อยคำประจบเอาใจจากผู้ร่วมงาน อีกทั้งหน้าตาของเขาโดดเด่น จนถึงตอนนี้ยังไร้คู่ครอง เหล่าเทพธิดาเซียนหญิงที่มาร่วมงานเลี้ยงอภิเษกสมรสในวันนี้แต่ละคนต่างคิดหาวิธีใกล้ชิดเขา หวังจะได้พูดคุยกับเขาสักสองสามประโยค

ซ่างเสินสูงส่งเย็นชา ทว่าในสายตาของเหล่าเซียนหญิงแล้ว ซ่างเสินที่สูงส่งเย็นชาเช่นนี้ถึงจะมีกลิ่นอายของบุรุษเพศ

ภูษาขาวของซ่างเสินพลิ้วไสว งามเด่นเป็นสง่าไร้ใดเปรียบ เมื่อเผยตัวก็แย่งความสนใจไปจากเจ้าบ่าวอย่างมหาเทพชิงถีเสียสิ้น

หากเป็นแต่ก่อนหรงหลินแย่งความสนใจไปจากเขาอย่างนี้ มหาเทพชิงถีคงจะกล่าวค่อนแคะหรงหลินสักสองสามประโยค ทว่าวันนี้เป็นงานมงคลของเขา เขาย่อมอารมณ์ดี จึงไม่มีเวลาสนใจผู้อื่น

หรงหลินนั่งประจำตำแหน่ง ลิ้มรสสุราชั้นเลิศ แม่นางน้อยหลายคนที่รวมกลุ่มกันอยู่ที่มุมหนึ่งผลักกันไปมา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่รู้ว่าหรงหลินพบเจอกี่ครั้งกี่หนแล้ว เขารู้ว่าวิธีที่ดีที่สุดคือแสร้งมองไม่เห็น ทว่าวันนี้เมื่อเขากวาดตามองอย่างไม่ใส่ใจแล้ว เห็นแม่นางน้อยในชุดกระโปรงสีแดงนางหนึ่งถูกคนอื่นๆ ในกลุ่มทั้งผลักทั้งดัน นางตัวเล็กบอบบาง ทั้งยังแต่งกายโดดเด่นเหนือกลุ่มคน

หรงหลินจ้องหลายครั้งหลายหนอย่างหาได้ยาก

แม่นางชุดแดงนางนี้ก็คือหงเฉียวเซียนจื่อ[5] น้องสาวร่วมอุทรของมหาเทพชิงถี นางเคารพชื่นชมหรงหลินซ่างเสินมานานหลายร้อยปีแล้ว รูปโฉมก็งดงามดั่งมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา[6]

หงเฉียวเซียนจื่อรู้ว่าอุปนิสัยของหรงหลินซ่างเสินเยือกเย็น วันนี้รู้ว่าเขาจะมาร่วมงาน แน่นอนว่าย่อมแต่งกายอยู่หลายชั่วยาม เพื่อให้ซ่างเสินมองนางให้มากสักหน่อย ทว่าก่อนหน้านี้ซ่างเสินแสร้งมองไม่เห็นนางหลายต่อหลายครั้ง วันนี้นางไม่ได้คาดหวังอะไรมาก คิดไม่ถึงว่าซ่างเสินไม่เพียงมองนางหลายครา แต่ดวงตาราวกับหงส์คู่นั้นยังจ้องนางนิ่งงัน…จิตใจฟุ้งซ่านของหญิงสาวย่อมจินตนาการไปไกล…ที่แท้ซ่างเสินไม่ได้ไร้หัวใจกับนาง

เดิมถูกสหายทั้งผลักทั้งดันก็ยังมิกล้าเดินออกมา ทว่าเมื่อสบสายตานี้ของซ่างเสินแล้ว นางก็กล้าขึ้นมาก นางสูดหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งแล้วเดินเข้าไปหาเขาด้วยท่วงท่าที่สง่างามที่สุด

“หงเฉียวคารวะซ่างเสินเจ้าค่ะ” หงเฉียวเซียนจื่อหน้าแดงก่ำ บิดชายแขนเสื้อพลางเหลือบมองเขาอย่างขัดเขิน

หรงหลินพยักหน้าตอบรับนิดๆ

หงเฉียวเซียนจื่อรู้ดีว่านี่เป็นโอกาสที่พันปีจะพานพบสักครั้งอย่างหาได้ยากนัก เมื่อทักทายเสร็จจึงไม่ถอยกลับไป แต่ชวนคุย “เนิ่นนานแล้วที่ไม่ได้พบกัน ซ่างเสินยังสง่างามเช่นเคย”

หรงหลินตอบอย่างมีมารยาท “วันนี้หงเฉียวเซียนจื่องดงามเกินกว่าผู้ใด”

หงเฉียวเซียนจื่อใจเต้นระส่ำดัง “ตึ้กตั้กๆ” ลังเลอยู่นานถึงเงยหน้ากล่าวเสียงเบาว่า “เมื่อครู่ซ่างเสิน…คือว่า คือว่ามองข้าหรือเจ้าคะ”

หรงหลินชะงัก ก่อนตอบอย่างกระอักกระอ่วน “เสียมารยาทต่อเซียนจื่อแล้ว”

หงเฉียวเซียนจื่อรีบเอ่ยว่า “หะ..หามิได้เจ้าค่ะ” นางมองเขาด้วยความเขินอาย ถามว่า “เช่นนั้นซ่างเสิน…ซ่างเสินมองข้าด้วยเหตุใดหรือเจ้าคะ”

หรงหลินมองสบตาซื่อตรงของหงเฉียวเซียนจื่อแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีน้อยๆ

เนิ่นนานถึงได้กระแอมเบาๆ กล่าวอย่างเกรงใจ “ข้า…ข้าเห็นชุดกระโปรงที่เซียนจื่อสวมงดงามยิ่ง ไม่ทราบว่ามีขายที่ใดหรือ”

หงเฉียวเซียนจื่อโดดเด่นไม่เป็นสอง มีชื่อเสียงเลื่องลือในสามดินแดน เรื่องการแต่งกายก็เรียกได้ว่าเป็นแบบอย่าง แน่นอนว่าสายตาคงไม่แย่สักเท่าไร

ครั้งนี้เมื่อหรงหลินเข้าร่วมงานอภิเษกสมรสของมหาเทพชิงถีแล้ว เขาก็ไม่ได้กลับไปมือเปล่าอย่างเคย แต่ยังได้ชุดกระโปรงสีแดงตัวงามกลับไปด้วยตัวหนึ่ง

เมื่อกล่าวถึงวันนั้นอีกครั้ง หงเฉียวเซียนจื่อสีหน้าประหลาดใจยิ่ง อย่างไรเสียนางก็เป็นเซียนจื่อผู้สูงศักดิ์ จึงรีบเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็วแล้วถามเหตุผล

หรงหลินเพียงกล่าวว่าตนรู้จักเด็กกำพร้าที่น่าสงสารนางหนึ่ง เห็นกระโปรงของนางงามนัก จึงอยากซื้อกลับไปให้เด็กนั่นสักตัว

เดิมจินตนาการของหญิงสาวก็กว้างไกลเสมอ ซ่างเสินรักษาตัวบริสุทธิ์มาหลายหมื่นปี แม้จิตใจดีมากเมตตา แต่ก็รู้จักรักษาระยะห่างจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสตรีเพศเสมอ เด็กกำพร้าน่าสงสารที่เขาเอ่ยถึงนี้จะเป็นเพียงเด็กกำพร้าธรรมดาๆ คนหนึ่งจริงหรือไม่ แน่นอนว่าย่อมน่าใคร่ครวญ

ในใจของหงเฉียวเซียนจื่อรู้สึกหลากหลาย แต่นางรู้ว่าจะใช้โอกาสนี้พาหรงหลินไปเลือกซื้อเสื้อผ้าเป็นการส่วนตัว

หงเฉียวเซียนจื่อเอ่ยว่า “ชุดกระโปรงของข้าล้วนมีช่างตัดเย็บขึ้นเป็นพิเศษ ทุกแบบมีเพียงหนึ่งชุด หากซ่างเสินชอบชุดที่ข้าสวม ข้าก็จะซักล้างแล้วมอบให้แม่นางคนนั้นเจ้าค่ะ…”

ในสายตาของหงเฉียวเซียนจื่อ หากแม่นางผู้นั้นเป็นเพียงเด็กกำพร้าจริง แน่นอนว่าหรงหลินซ่างเสินย่อมไม่ใส่ใจว่ากระโปรงตัวนี้นางจะเคยสวมมาก่อนหรือไม่ อีกอย่าง แม้เคยสวมแล้ว แต่กระโปรงของนางตัวนี้ก็ล้ำค่า เด็กกำพร้านั่นมีโอกาสได้สวมก็ถือว่าเป็นโชคดีที่สั่งสมมาสามชาติแล้ว

ไหนเลยจะรู้ว่าหรงหลินจะหยุดคิดสักพัก สีหน้าราบเรียบ ค่อยเอ่ยว่า “นี่…ไม่เหมาะกระมัง” ก่อนกล่าวอีกว่า “ยังมีแบบอื่นให้เลือกหรือไม่”

ใบหน้างามของหงเฉียวเซียนจื่อย่ำแย่ยิ่ง ทว่าซ่างเสินกลับไม่ได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อย นางจึงทำได้เพียงนำเขาไปเลือกกระโปรง

หรงหลินสายตาดีมาก เขาเลือกชุดกระโปรงสีแดง รูปแบบคล้ายคลึงกับกระโปรงที่หงเฉียวเซียนจื่อสวมอยู่ เพียงแต่ลวดลายของกระโปรงตัวนี้มีน้อยกว่า จึงเหมาะสำหรับสวมในวันปกติธรรมดา

เมื่อเลือกชุดกระโปรงแล้ว สายตาของซ่างเสินก็ตกที่รองเท้าปักลายใหม่เอี่ยมที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ

เขาหันหน้ามายิ้มบาง พลางเอ่ยกับหงเฉียวเซียนจื่อว่า “รองเท้านี่ไม่เลวเลย”

หงเฉียวเซียนจื่อเค้นรอยยิ้มน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้ออกมา “ซ่างเสินเลือกคู่ที่เข้ากับชุดสิเจ้าคะ”

หรงหลินพยักหน้า “ดียิ่ง” เขาเลือกรองเท้าปักมุกที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคู่หนึ่ง

แม้ซ่างเสินจะมีสหายไม่มาก ทว่ากลับเรืองนามยิ่งในสามดินแดน ชื่อเสียงนี้ต้องได้จากการสั่งสม อย่างเช่นตอนนี้ ซ่างเสินไม่ใช่คนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นจึงหยิบตั๋วเงินส่งให้หงเฉียวเซียนจื่อ

อย่างไรเสียก็เป็นเทพสงครามแห่งแดนสวรรค์ ขนาดถ้วยข้าวยังเป็นทองอร่าม เบี้ยหวัดทุกปีที่ได้รับมิใช่น้อย อีกทั้งอยู่ตัวคนเดียวมานานนับหมื่นปี…ในครอบครัวไม่มีเหล่าหญิงสาวช่วยใช้จ่าย ไม่มีบุตรธิดาร้องเอานั่นเอานี่ เวลาจับจ่ายย่อมใจกว้างเป็นธรรมดา แม้ชุดกระโปรงและรองเท้าของหงเฉียวเซียนจื่อราคาไม่ธรรมดา ทว่าตั๋วเงินที่หรงหลินซ่างเสินจ่ายออกไปก็มากพอแล้ว

หงเฉียวเซียนจื่อจะกล้ารับไว้ได้อย่างไร นางยิ้มน้อยๆ “ซ่างเสินไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันขนาดนี้ ได้ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้แม่นางน้อยผู้นั้นเป็นสิ่งที่ข้าสมควรกระทำแล้ว…” นางมองซ่างเสินอีกครั้ง “หากซ่างเสินอยากขอบคุณจริงๆ ครั้งหน้าที่ข้าไปแดนสวรรค์ ซ่างเสินให้เกียรติกินอาหารร่วมกันสักมื้อก็ได้แล้วเจ้าค่ะ”

หรงหลินมีหรือจะไม่รู้ถึงแผนการของหงเฉียวเซียนจื่อ หากเขากินอาหารร่วมกับหงเฉียวซ่างเสิน เช่นนั้นเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองจะถูกนำไปเล่าลือต่ออย่างไร เมื่อถึงเวลานั้นเซียนจื่อจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ในฐานะซ่างเสิน แน่นอนว่าต้องรับผิดชอบ

หรงหลินยัดตั๋วเงินใส่มือของหงเฉียวเซียนจื่อ ถือเป็นการปฏิเสธที่ชัดเจนแล้ว “ชายหญิงแตกต่าง เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อชื่อเสียงของเซียนจื่อ พวกเราสองคนซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเถิด”

เขาเอ่ยต่ออย่างถ่อมตัวและมีมารยาทว่า “วันนี้ขอบคุณเซียนจื่อมาก”

 

[1] หน่วยเวลาของจีน 1 เค่อ ประมาณ 15 นาที

[2] เป็นหนึ่งในขนมขึ้นชื่อมาแต่โบราณของจีน ส่วนประกอบหลักทำมาจากแป้งถั่วเขียวสุก มีสีเหลืองอ่อนเนื้อเนียนละเอียด นำมาปั้นเป็นรูปร่างงดงาม รสชาติหวานละมุน

[3] ผ้าไหมชีฟอง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเจียวเซา เล่ากันว่าเป็นผ้าไหมที่นางเงือกถักทอขึ้น

[4] เป็นงานเลี้ยงของจีนที่จัดขึ้นเมื่อทารกมีอายุครบหนึ่งเดือนเต็ม

[5] เซียนจื่อเป็นคำเรียกเซียนหญิงที่มีรูปโฉมงดงาม พรั่งพร้อมด้วยความสามารถและสติปัญญาเหนือเซียนทั่วไป

[6] เปรียบเปรยถึง สตรีที่มีรูปโฉมงดงาม แม้กระทั่งปลาเห็นก็ยังต้องจมน้ำ ห่านป่าเห็นก็ยังร่วงตกจากท้องฟ้า

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า