fbpx

[ทดลองอ่าน] โอตาคุวันสิ้นโลก เล่ม 6 บทที่ 160 : ชีวิตใหม่

โอตาคุวันสิ้นโลก
重生宅男的末世守则

 

暖荷 หน่วนเหอ เขียน
เมิ่งเหวิน เเปล

 

— โปรย —
โทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่รู้จักนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอีกครั้ง
ของเหยียนเฟยและหลัวซวิน…
ไม่สิ ของสมาชิกทุกคนในทีมโอตาคุเลยต่างหาก!
ในเมื่อล่มหัวจมท้ายกันมาขนาดนี้ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันมาตั้งเท่าไร
ถ้าคนใดคนหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ มีหรือที่พวกเขาจะทอดทิ้งกัน
เพียงแต่… ทีมโอตาคุจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกแล้วเรอะ คราวนี้ใครล่ะเนี่ย

เพื่อให้มีเสบียงอาหารเลี้ยงปากท้องทุกคนได้อย่างพอเพียง
ทีมโอตาคุตั้งใจแล้วว่าจะต้องหาทางขยายพื้นที่เพาะปลูกให้จงได้
แต่ดูเหมือนกฎระเบียบใหม่จะไม่เอื้อให้พวกเขาทำอะไรได้เลย
แถมยังมีประกาศว่า ทางการเตรียมจะมาสำรวจสำมะโนประชากร?!
ใครจะยอมให้คนบุกมาถึงบ้านกันเล่า… จะให้ใครมาเห็นสมบัติ
ในบ้านชั้นสิบห้าและสิบหกของพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด!
หรือบางที ฐานที่มั่นแห่งนี้จะไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาแล้ว?

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 160 ชีวิตใหม่

 

เกิดมาในยุคนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่

 

หลัวซวิน เหยียนเฟย และจางซู่ สามกำลังหลักของทีมทำงานยุ่งมาครึ่งค่อนวัน แต่ละคนเดินออกมาจากห้องเพาะปลูกในสภาพตัวเหม็นหึ่ง พวกเขาไม่พูดพร่ำให้เสียเวลา ต่างตรงดิ่งกลับบ้านไปอาบน้ำทันที

พวกหลี่เถี่ยเองก็ทำงานง่วนกันอยู่นานพักใหญ่ กระทั่งพวกหลัวซวินทำงานเสร็จแล้ว พวกเขากลับยังหาข้อมูลอะไรไม่ได้เลย… ก่อนที่พวกเขาจะออกจากงานได้ยัดไฟล์ข้อมูลต่างๆ นานาที่ไม่รู้ว่าคืออะไรบ้าง ‘ติดมือ’ กลับมาด้วย ก่อนหน้านี้ไม่ได้สนใจก็ไม่เป็นไรหรอก แต่พอตอนนี้เกิดนึกอยากหาข้อมูลอะไรสักอย่างออกมาจริงๆ จังๆ กลับพบว่าข้อมูลเยอะเกินไปจนพวกเขามึนงงไปหมด เพื่อที่ต่อไปจะไม่ต้องประสบปัญหาหาของไม่เจออีก ทั้งห้าคนจึงตัดสินใจหาของไปด้วย จัดหมวดหมู่ไฟล์ข้อมูลไปด้วยเลยทีเดียว การจัดแยกประเภทข้อมูลให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก็ดีหรอกนะ ทว่าก็ทำให้พวกเขามีงานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามถึงห้าวันถึงจะพอเห็นผลอะไรได้บ้าง

หลัวซวินกับเหยียนเฟยกลับมาถึงบ้านก็พุ่งเข้าห้องน้ำ อาบน้ำอาบท่าจนรู้สึกสบายตัว แถมยังเลยเถิดทำกิจกรรมที่ไม่ต้องบอกทุกคนก็คงพอรู้ว่าคืออะไรด้วยอีกต่างหาก…แหม อาบน้ำด้วยกันก็คือการเชิญชวนอย่างโจ่งแจ้งไม่ใช่หรือ มีเนื้อโอชะยื่นมาให้ถึงปาก ถ้าเหยียนเฟยยังไม่จับกิน ไม่โง่ก็บ้าแล้ว

หลังอาบน้ำเสร็จหลัวซวินก็ออกมาจากห้องน้ำด้วยอาการขาอ่อนปวกเปียก เขาทิ้งตัวนอนลงบนโซฟาเพื่อพักเอาแรง เจ้าตัวเล็กกำลังป้วนเปี้ยนวนเวียนรอบตู้นกกระทาขนาดใหญ่ตรงระเบียง กระโดดเหยงๆ พ่นไอใส่ตู้นกกระทามุมโน้นทีมุมนี้ที สนุกสนานอย่างที่สุด ครั้นเจ้าตัวเล็กเห็นหลัวซวินออกมาจากห้องน้ำแล้ว มันก็วิ่งตื๋อเข้าไปหาด้วยความดีใจ แล้วกระโจนพรวดขึ้นโซฟาไปนอนฟุบอยู่บนท้องหลัวซวิน

เหยียนเฟยเพิ่งเช็ดน้ำบนพื้นห้องน้ำเสร็จจึงเดินตามมาทีหลัง ท่าทางอิ่มเอมจนประกายแห่งความสุขแผ่ล้อมรอบตัวเขาเลยทีเดียว

เหยียนเฟยเดินมาที่ข้างโซฟา หรี่ตามองหลัวซวินที่นอนกอดหมาตัวโตขณะพักผ่อน แล้วโน้มตัวลงจูบคนรัก หลัวซวินเองก็ขยับปากรับสัมผัสเสียงดังจ๊วบจ๊าบราวกับกำลังลิ้มรสชาติของเหยียนเฟยอย่างไรอย่างนั้น “ฉันไม่มีแรงทำมื้อเย็นเลย”

ทั้งสองยุ่งอยู่กับการใส่ปุ๋ยตลอดช่วงบ่าย แถมเมื่อกี้ก็เพิ่งโรมรันพันตูอยู่ในห้องน้ำ ถ้าตอนนี้หลัวซวินยังมีแรงทำกับข้าวอีกก็แปลกแล้ว

“เดี๋ยวฉันไปต้มข้าวต้มให้” เหยียนเฟยมองหลัวซวินพลางขันอาสาด้วยความเต็มใจ

“…ก็ดีนะ เครื่องของหม้อไฟก็ยังเหลืออยู่… นายเอาข้าวลงไปต้มกับของพวกนั้น ทำเป็นข้าวต้มเครื่องกินกันก็ได้” ก่อนหน้านี้พวกเขาเตรียมเครื่องเคราทำหม้อไฟไว้เยอะมาก หลังจากกินด้วยกันในคืนวันส่งท้ายปีแล้ว จึงแบ่งหม้อไฟที่ยังเหลืออยู่ รวมถึงของทอดกับของที่ต้องตุ๋นซึ่งยังไม่ได้ลงหม้อให้แต่ละบ้าน สองวันมานี้พวกหลัวซวินยังไม่ได้กินของพวกนั้นเลย วันนี้ถือโอกาสเอามาทำอาหารก็ดีเหมือนกัน

“โอเค เดี๋ยวฉันทำเอง” ยังไม่ทันสิ้นเสียงเหยียนเฟย และยังไม่ทันจะให้เขาขยับไปไหน จู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งในบ้านก็ดังขึ้นอย่างไม่รู้เวล่ำเวลาเอาเสียเลย

ทั้งสองคนสบตากันอย่างเซ็งๆ เหยียนเฟยซึ่งยืนอยู่ย่อมเป็นฝ่ายเดินไปหยิบมา แต่ฟังจากเสียงเรียกเข้าก็รู้ว่าเป็นเครื่องของเขาเอง ดังนั้นเขาเป็นคนไปหยิบก็ถูกต้องแล้ว

เมื่อเหยียนเฟยมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ก็พบว่าเบอร์นี้โทร.เข้ามาสามครั้งแล้ว เขาจึงเงยหน้าหันไปมองหลัวซวินทีหนึ่ง อีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นพลิกตัวนอนคว่ำมองมาทางเหยียนเฟยเช่นกัน… ส่วนเจ้าตัวเล็กขึ้นไปเหยียบหลังเป็นหมอนวดให้เจ้านายแบบไม่คิดตังค์

“เบอร์ใครไม่รู้จัก แต่โทร.มาครั้งที่สามแล้ว”

หลัวซวินได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วถาม “จะรับไหม”

เหยียนเฟยนิ่งเงียบไปสักพัก โทรศัพท์ก็ตัดสายไปเอง แต่แล้ว…โทรศัพท์เบอร์เดิมก็โทร.เข้ามาอีกครั้ง

ทั้งสองมองหน้ากันอีกหนก่อนที่เหยียนเฟยจะกดรับสาย

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา แม้หลัวซวินจะยังปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่ก็ตามเหยียนเฟยเดินมาบนถนนซึ่งเวลานี้มืดสนิทและเงียบสงัด แทบจะปราศจากผู้คน

ตามท้องถนนในยุควันสิ้นโลก… ไม่ถูกสิ ต้องบอกว่า ตามท้องถนนซึ่งอาจจะมีหนูซอมบี้หลบซ่อนอยู่ในฐานที่มั่น แทบไม่มีใครกล้าออกมาเดินเตร็ดเตร่หลังฟ้ามืด นอกเสียจากว่าพวกเขาจะมีธุระเร่งด่วนจริงๆ อย่างหลัวซวินและเหยียนเฟยในตอนนี้

“นายพักผ่อนอยู่บ้านก็ดีแล้ว จะตามมาด้วยทำไม ตอนนี้อากาศข้างนอกหนาวจะแย่” เหยียนเฟยช่วยจัดผ้าพันคอของหลัวซวินให้กระชับขึ้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง พลางบ่นด้วยความขัดเคือง ตอนนี้เพิ่งย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ สภาพอากาศจึงยังหนาวมาก

หลัวซวินกลับพูดแบบไม่ใส่ใจ “ฮู้ย ก็มาเป็นเพื่อนนายน่ะสิ อีกอย่าง…ใครจะไปรู้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงบ้าง นายออกมาก็ไม่รู้ว่าจะกลับกี่โมงกี่ยาม”

เหยียนเฟยเงียบขรึมลงอีกครั้ง แต่มือของเขายังคงโอบไหล่หลัวซวินและพาเดินไปด้วยกันเงียบๆ

หลัวซวินตบแขนเขาเบาๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง “นายกังวลใจไปก็เปล่าประโยชน์ โมโหไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มาจนถึงขั้นนี้แล้ว…”

ทั้งสองคนเดินจากฐานที่มั่นชั้นในมายังฐานที่มั่นชั้นนอก หลังจากเดินมาถึงเขตชุมชนหนึ่งซึ่งยังไม่ได้เก็บกวาดทำความสะอาดถนน ก็ตรงไปที่ชั้นสามของตึกหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะถึงห้อง พวกเขาก็ได้ยินเสียงโวยวายดังลั่นไปทั่วตึก

หลังจากเคาะประตู ชายวัยสามสิบสี่สิบปีหน้าตาซีดเซียวคนหนึ่งก็เปิดประตู พอเห็นชายหนุ่มทั้งสอง เขากลับมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย มองสำรวจพวกเขาด้วยสายตาไม่แน่ใจ “พวกคุณคือ…”

“ฉันเหยียนเฟย” เหยียนเฟยน้ำเสียงเย็นชา ท่าทีไม่ค่อยดีนัก ฝ่ายตรงข้ามเห็นแล้วก็ชะงักค้างไปเล็กน้อย กวาดสายตามองใบหน้าที่แสนดูดีจนใครๆ ต้องอิจฉาอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าทักทายทั้งคู่แล้วเบี่ยงตัวเปิดทางให้ “อ้อๆ เข้ามาสิ รกหน่อยนะ…”

รกนิดหน่อยอย่างนั้นเหรอ ที่นี่เป็นเขตชุมชนใหม่แท้ๆ แต่เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้เก็บกวาดทำความสะอาดภายในชุมชนเลยทั้งสิ้น ทั้งหิมะทับถมและกองขยะเกลื่อนกลาดไปทั่ว ส่วนในห้องนี้มีข้าวของเครื่องใช้จิปาถะวางเรี่ยราดตามโถงทางเข้าและห้องรับแขก แถมยังมีฟูกที่นอนและผ้าห่มม้วนๆ สุมๆ อยู่ด้านข้างหลายกอง

ทั้งสองเหลือบมองเล็กน้อย แล้วก็ได้ยินเสียงแหกปากร้องโวยวายของผู้หญิงดังมาจากในห้องนอนใหญ่… “โอ๊ย ฉันจะตายแล้ว…ทนไม่ไหวแล้ว เป็นเพราะพวกแก พวกแกทำให้ฉันต้องน่าสมเพชแบบนี้!”

เสียงอีกเสียงหนึ่งคล้ายกำลังข่มกลั้นความโมโหเอาไว้ “คุณหลิว! สถานการณ์ตอนนี้ผ่าคลอดให้คุณไม่ได้หรอกนะ รบกวนคุณเก็บแรงไว้เบ่งลูกจะดีกว่า ขืนยังอาละวาดอยู่แบบนี้ อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ชีวิตคุณเอง พวกเขาก็รับประกันความปลอดภัยให้ไม่ได้”

“ไอ้บ้าเอ๊ย พวกแกมันหมอเถื่อน! ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือแล้วพวกแกจะทำอะไรได้… โอ๊ย ฉันเจ็บจะตายอยู่แล้ว ฉันควรเอาไอ้เด็กเวรนี่ออกไปจากท้องตั้งแต่แรกแล้ว มาทำให้ฉันเจ็บปวดทรมานทำไม”

ผู้ชายสามคนที่อยู่ในห้องรับแขกได้ยินเสียงนี้แล้วต่างก็นิ่งงันไป ครู่หนึ่งหลัวซวินจึงเงยหน้าหันไปขยิบตาให้เหยียนเฟยทางด้านข้างพลางบอกว่า “ฟังจากเสียงทรงพลังเหลือเฟือของเธอแล้ว ฉันว่าน่าจะไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอก”

เหยียนเฟยมองเขาเงียบๆ… นี่เป็น… คำปลอบใจใช่ไหม แต่ก็คงจริง เพราะฟังจากที่เธอมีแรงโวยวายได้ขนาดนี้ คงไม่เป็นอันตรายอะไรหรอก

แต่ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็เป็นการคลอดก่อนกำหนด คิดๆ แล้วเขาจึงหันไปมองผู้ชายที่หน้าตาเหยเกอยู่ตลอดเวลา หลัวซวินและเหยียนเฟยจำได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนเดียวกับชายในชุดเครื่องแบบทหารที่คอยติดตามแม่ของเหยียนเฟยไม่ห่าง ทว่าเวลานี้ตั้งแต่หัวจดเท้าไม่มีส่วนไหนเหลือเค้าของทหารเลยสักนิด ราวกับว่าเขาถูกความกดดันในยุควันสิ้นโลกโถมทับจนไม่สามารถยืดตัวตรงได้เลย

“เมื่อกี้ตอนโทร.ไป คุณบอกว่าเธอหกล้ม เลยต้องคลอดก่อนกำหนด มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

เมื่อได้ยินคำถามของเหยียนเฟย ชายคนนั้นมีสีหน้าเหยเกหนักขึ้นอีก คล้ายกำลังแอบกัดฟันกรอดๆ สักพักเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ “วันนี้ผมออกไปหาของข้างนอก กลับมาก็เห็นเธอนอนอยู่หน้าประตูเพื่อนบ้าน มีเลือดไหลออกมาแล้ว…”

“หน้าประตูบ้านของเพื่อนบ้าน? เกิดอะไรขึ้น” เหยียนเฟยขมวดคิ้วอีกครั้ง ถ้าบอกว่าหน้าประตูบ้านตัวเองยังพอว่า แต่นี่ไปอยู่หน้าประตูบ้านข้างๆ…

“เพื่อนบ้านบอกว่า เธอไปงัดประตูบ้านคนอื่นตอนที่เจ้าของไม่อยู่เพื่อจะเข้าไปขโมยของ แต่บังเอิญเจ้าของบ้านกลับมาเจอเข้าพอดีเลยผลักเธอออกมา” ชายคนนั้นเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีความสงสารเห็นใจใดๆ ทั้งสิ้น

เหยียนเฟยยกมือนวดคลึงหว่างคิ้วตัวเอง “แล้วเธอว่าไงบ้าง” ตอนนี้เขายังไม่อาจตัดสินได้ว่าจริงเท็จประการใด จึงได้แต่ถามจากผู้ชายคนนี้ไปก่อน

ชายคนนั้นมองเหยียนเฟยทีหนึ่ง ดวงตาฉายแววแบบเข้าใจหัวอกแล้วปรากฏให้เห็นเด่นชัด “ตั้งแต่เกิดเรื่องนกซอมบี้บุกโจมตี เธอก็เร่งเร้าให้ผมออกไปหาของทุกวัน…เราเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ ก่อนหน้านี้อยู่ในห้องผุๆ พังๆ ดูไม่ได้เลย คนอื่นๆ ในตึกนี้รวมทั้งเพื่อนบ้านก็เพิ่งย้ายมากันทั้งนั้น…เดิมทีทางฐานที่มั่นตั้งใจเก็บตึกนี้ไว้จัดสรรให้พวกผู้รอดชีวิตที่เพิ่งเข้ามาในฐานโดยเฉพาะ แต่จำนวนคนพวกนั้นมีอยู่แค่ไม่เท่าไร จึงมีห้องว่างเหลืออยู่อีกหลายห้อง พอย้ายเข้ามาแล้วเธอก็คอยชะเง้อมองข้าวของห้องอื่นๆ จากทางหน้าต่าง…” แบบนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเธอจะไปงัดบ้านเพื่อขโมยของของคนอื่น

เหตุการณ์ต่อจากนั้นของหลิวเซียงอวี่ ชายคนนี้จะเล่าได้อย่างไร ในเมื่อเธอต้องคลอดก่อนกำหนดแบบนี้ ตอนนี้เธอเองจะมีโอกาสเล่าอะไรได้

“พอผมกลับมา…” ชายคนนั้นลังเลเล็กน้อยก่อนอธิบายต่อ “หลังจากผมโทร.หาพ่อคุณอยู่หลายรอบ สุดท้ายเขาก็ยอมบอกเบอร์คุณมา ส่วนหมอและพยาบาลพวกนี้ แม่คุณบันทึกช่องทางติดต่อไว้แต่แรกแล้ว ผมก็เพิ่งโทร.ตามมาได้เมื่อกี้นี้เอง”

เหยียนเก๋อซินในตอนนี้แค่จะปกป้องตัวเองยังยากเลย จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจหลิวเซียงอวี่ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเธอคลอดก่อนกำหนด ตีให้ตายเขาก็ไม่ยุ่งด้วยหรอก แต่เมื่อได้ข่าวว่าหลิวเซียงอวี่ตกอยู่ในอันตราย หลังจากคิดทบทวนดูแล้วเหยียนเก๋อซินจึงบอกเบอร์โทร.ของเหยียนเฟยให้ผู้ชายคนนี้รู้ เพราะถึงอย่างไรหลิวเซียงอวี่ก็เป็นแม่แท้ๆ ของเหยียนเฟย ต่อให้ไม่ผูกพันกัน แต่หากวันนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เหยียนเฟยจะได้ไม่มาโทษเขาทีหลังได้

ส่วนท่าทีของเหยียนเฟยที่มีต่อเรื่องนี้ก็คือ “…”

เอาเถอะ ถ้าหากเขาได้รับการถ่ายทอดนิสัยมาจากหลิวเซียงอวี่จริงๆ ป่านนี้เขาคงไม่มาเหยียบที่นี่เด็ดขาด

แต่เหยียนเฟยกับหลัวซวินต่างก็เป็นลูกผู้ชาย ต่อให้มาถึงที่นี่แล้วช่วยอะไรไม่ได้ แต่เวลานี้หลิวเซียงอวี่กำลังเสี่ยงชีวิตคลอดลูกอยู่ในนั้น อย่างน้อยก็อยู่คอยให้เธอคลอดลูกเรียบร้อยก่อน เรื่องอื่นๆ ค่อยว่ากันอีกที

การคลอดลูกสักคนเป็นเรื่องทรมาทรกรรมมากจริงๆ แม้มีเหตุให้คลอดก่อนกำหนดแบบไม่คาดฝัน แต่คนเป็นแม่ก็ยังต้องทนเจ็บปวด ดิ้นทุรนทุราย และแผดเสียงก่นด่าอยู่ตลอดทั้งคืน กระทั่งถึงตอนที่เธอต้องออกแรงเบ่งขึ้นมาจริงๆ กลับไม่มีแรงแม้แต่จะส่งเสียงออกมาสักแอะ

ส่วนผู้ชายที่อาศัยอยู่กับหลิวเซียงอวี่คนนั้นก็มีสีหน้าเครียดขึง เดินเอามือไพล่หลังวนไปวนมารอบห้องรับแขก ผ่านไปนานพักใหญ่ถึงเอ่ยปากถามเหยียนเฟยอย่างขัดเคืองว่า “ตอนนั้นเธอคลอดคุณออกมายังไง”

เหยียนเฟยเลิกคิ้ว แค่นยิ้มเย็นชาพลางมองคนถาม “คุณรู้จักกับเธอมานานแค่ไหนแล้ว คุณคิดว่าคนอย่างเธอจะเลือกคลอดเองตามธรรมชาติเหรอ”

ชายคนนั้นถึงกับสะอึก สีหน้าแข็งค้างไปเล็กน้อย เขาเกือบลืมไปแล้วด้วยว่า ผู้ชายตรงหน้าที่อายุน้อยกว่าตนแค่ไม่กี่ปีคนนี้เป็นลูกชายของหลิวเซียงอวี่ ไม่ใช่คนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลิวเซียงอวี่สักหน่อย เหยียนเฟยจะไปรู้รายละเอียดว่าตอนนั้นหลิวเซียงอวี่คลอดตนแบบไหนได้อย่างไรกัน

พวกเขาตกอยู่ในบรรยากาศน่าอึดอัดชวนกระอักกระอ่วนอีกครั้ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงหมอดังออกมาจากข้างใน “ออกแรงหน่อย เบ่งอีก… เอ้าเบ่ง ค้างไว้แค่นี้ไม่ได้นะ ไม่งั้นจะอันตรายทั้งแม่ทั้งลูก…เร็วเข้า…เบ่งเลย…ออกแล้ว ออกมาแล้ว!”

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า