fbpx

[ทดลองอ่าน] รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่ เล่ม 1 ตอนที่ 2

老婆粉了解一下
รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่

 

ชุนเตาหาน เขียน
เสี่ยวฝาน แปล

 

— โปรย —

กระจกเงาแบบตั้งพื้นสะท้อนภาพหญิงสาวตรงหน้าซึ่งมีใบหน้าขาวซีด
ผมยาวม้วนงอเล็กน้อยในระดับอก ใบหน้านี้เป็นใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเธอเคยชิงชัง

เธอก้มศีรษะลงโค้งคำนับสามครั้ง

“เซิ่งเฉียว ฉันขอโทษนะ”

ขอโทษที่เมื่อก่อนฉันโจมตีเธอตามใจชอบโดยไม่รู้อะไรเลย
ขอโทษที่ฉันรัวแป้นพิมพ์แบบไม่รับผิดชอบ ทำให้เธอต้องเจ็บปวด
ขอโทษที่โลกออนไลน์ทำลายเธออย่างโหดร้ายไปตามกระแสสังคม

ฉันไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงหายตัวไป
อาจเป็นเพราะเธอแบกรับความโหดร้ายของโลกใบนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
และฉันก็เป็นหนึ่งในผู้ร้ายเสียด้วย

ฉันจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างเอง ฉันจะทำให้ชีวิตที่มืดมนของเธอได้พบกับแสงสว่าง

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

2

 

ฮั่วซีพาเฉียวเฉียวกลับบ้าน เขารินน้ำอุ่นใส่แก้วให้เธอ แล้วนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม

เธอยังคงร้องไห้จนไหล่สั่น ร้องไปก็มองไปรอบๆ ก่อนที่สายตาจะหยุดลงตรงชายหนุ่ม เธอหลับตาลงแล้วเอ่ยเสียงแผ่วด้วยความประหลาดใจ “ฮั่วซี…”

เขาใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางมองเธอ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ตีความไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร “เซิ่งเฉียว คุณคิดจะทำอะไรอีก”

ทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกตนว่าเซิ่งเฉียว น้ำตาก็ไหลพรากเป็นเขื่อนแตกอีกครั้ง

ฮั่วซี “…”

เธอร้องไห้อยู่อย่างนั้นสักพัก แล้วทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก จึงเงยหน้าถาม “ฮั่วซี ปิดผ้าม่านรึยัง เดี๋ยวก็โดนแอบถ่ายรูปอีกหรอก”

ฮั่วซี “…”

เวลาผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดเธอก็หยุดร้องไห้ แล้วเอ่ยพร้อมเสียงสะอื้นว่า “ฮั่วซี ฉันดีใจมากเลยที่ได้เจอคุณ แต่วันนี้มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับฉัน เรื่องที่ยากจะเข้าใจ ฉันเลยไม่มีอารมณ์จะดีใจแล้ว”

ศิลปินในดวงใจอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เธอกลับไม่ใช่เธอคนเดิมอีกต่อไป

ราวหนึ่งเดือนก่อน เธอได้ยินข่าวว่าฮั่วซีย้ายไปอยู่บ้านใหม่ คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะย้ายมาอยู่ละแวกบ้านเธอนี่เอง หากเธอยังเป็นเฉียวเฉียวคนเดิม…เธอจะมีความสุขแค่ไหนกันนะ

ดูเหมือนฮั่วซีจะไม่ยี่หระกับเรื่องยุ่งยากของเธอ เขาดูเวลาแล้วลุกขึ้นเอ่ยเสียงเรียบว่า “ผมเรียกรถให้แล้ว กลับไปเถอะ”

เฉียวเฉียวกำลังมึนงงเดินตามหลังเขาไปอย่างไร้เรี่ยวแรง

ลิฟต์เคลื่อนไปยังลานจอดรถ รถยนต์จอดรออยู่ด้านนอกแล้ว สำหรับดาราระดับฮั่วซี มาตรการรักษาความปลอดภัยนั้นต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันนักข่าวบุกเข้ามาสอดแนม

ฮั่วซีเปิดประตูรถให้เธอแล้วเอ่ยเสียงเรียบอีกครั้ง “พักผ่อนให้เต็มที่นะ”

เธอผงกศีรษะเล็กน้อยก่อนจะขึ้นรถไป พอประตูรถปิดลง เธอเห็นฮั่วซีกำลังจะหันหลังกลับจึงลดกระจกรถลงแล้วร้องเรียก “ฮั่วซี!”

ฮั่วซีหันกลับมามอง

ดวงตาเธอยังคงแดงระเรื่อ น้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเธอกลับมองเขาด้วยความรู้สึกจริงใจเป็นพิเศษ “ขอให้งานอีเวนต์ในคืนพรุ่งนี้ราบรื่นนะคะ”

เขาพยักหน้า “ขอบคุณนะ”

เฉียวเฉียวกลับไปนั่งตามเดิมแล้วบอกที่อยู่บ้านของเซิ่งเฉียวกับคนขับ

กว่าจะถึงบ้านก็ดึกมากแล้ว เธอกลับมายังบ้านที่ไม่คุ้นเคยและไร้ชีวิตชีวาเป็นครั้งที่สอง ยิ่งมองไปรอบๆน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาไม่ขาดสาย เธออุตส่าห์หวังว่าจะได้กลับไปเป็นเฉียวเฉียวคนเดิม แต่มันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว

ทุกช่องทางติดต่อของเฉียวเฉียวล้วนใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนในเวยปั๋วหรือในเฟซบุ๊ก รูปที่เคยถ่ายกับเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ล้วนแล้วแต่ไม่มีเธอ

มนุษย์ที่ชื่อเฉียวเฉียวได้หายสาบสูญไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอย

ทว่าโลกยังคงหมุนอยู่ เรื่องทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไป การสูญหายไปของเฉียวเฉียวไม่ได้มีผลต่อชีวิตของคนอื่นแต่อย่างใด ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ เธอไม่ได้มีความสำคัญกับชีวิตใครทั้งนั้น

เฉียวเฉียวมุดผ้าห่ม ไม่กินข้าวกินน้ำ เอาแต่นอนอยู่บนเตียง

สองวันผ่านไป เสียงโทรศัพท์จากเกาเหม่ยหลิง ผู้จัดการส่วนตัว ก็ดึงเธอกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่อยากเผชิญ “ฟางไป๋ออกมารับเธอแล้ว รีบเก็บข้าวของซะ”

หลังจากวางสายเธอก็ค่อยๆลุกขึ้นนั่ง แล้วเดินไปยังห้องแต่งตัว มองคนในกระจกเนิ่นนาน

เฉียวเฉียวหายสาบสูญไปแล้ว

เธอคงต้องมีชีวิตอยู่ในฐานะของเซิ่งเฉียวไปตลอดกาล

 

ผู้ช่วยฟางไป๋กดกริ่งแล้วยืนรออยู่ด้านนอกอย่างมีมารยาท

ฟางไป๋เป็นเด็กใหม่ เพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัทได้ไม่นานก็ได้ยินคนในบริษัทร่ำลือเรื่องผู้จัดการส่วนตัวที่ไม่ควรมีเรื่องด้วยที่สุดอย่างเกาเหม่ยหลิง และดาราที่เอาใจยากอย่างเซิ่งเฉียว แต่เมื่อสองคนที่ “ไม่ควรข้องแวะด้วยที่สุด” ดันมารวมตัวกันถูกที่ถูกเวลาพอดี เขาจึงไม่มีทางเลี่ยง

ตอนที่เพิ่งจะเข้าทำงาน ผู้ช่วยสาวของเซิ่งเฉียวเพิ่งโดนเกาเหม่ยหลิงไล่ออกพอดี บริษัทจึงยังหาคนที่เหมาะสมไม่ทัน ไม่ต้องพูดถึงพนักงานที่อยู่มาก่อนที่ไม่มีใครยอมทำแทน ฟางไป๋จึงโดนสั่งให้มารับหน้าที่นี้ไปโดยปริยาย

ก่อนรับหน้าที่นี้ พี่ๆฝ่ายบุคคลเคยเตือนเขาด้วยความหวังดีว่า “พูดให้น้อย ทำให้เยอะ ถือซะว่าพวกเธอเป็นเจ้านาย แค่นี้ก็หลีกเลี่ยงปัญหาไปได้หลายอย่างแล้วละ”

ฟางไป๋จำคำนั้นได้ขึ้นใจ เขาจึงคงท่าทีอ่อนน้อม มีมารยาท และรักษาระยะห่างไว้เสมอ กระทั่งถึงตอนนี้จึงยังไม่มีเรื่องผิดพลาดใดเกิดขึ้น จนบางครั้งเขายังแอบคิดว่าการทำงานกับสองคนที่ “ไม่ควรข้องแวะด้วยที่สุด” อันที่จริงก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนข่าวลือที่เขาว่ากันเสียหน่อย

ในที่สุดประตูห้องก็เปิดออก ฟางไป๋เงยหน้าขึ้น เพิ่งจะเอ่ยได้แค่คำว่า “…เฉียว” ก็ตกใจจนต้องถอยหลังกรูด

นี่มันผีสาวโปเยโปโลเย[1]รึไง

ผมเผ้ายุ่งเหยิง ริมฝีปากซีดเซียว สีหน้าอิดโรย แถมยังสวมกระโปรงสีแดงยับยู่ยี่ พี่เขาเพิ่งไปแสดงหนังเรื่องบ้านผีคลั่ง[2]มาเหรอ

ฟางไป๋ตั้งสติให้มั่น ก่อนจะลองเชิงด้วยการเรียก “พี่เฉียวเฉียว”

เธอส่งเสียง “อืม” ตอบรับ แล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องไป

ฟางไป๋ลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็เดินตามเข้าไปหยุดยืนอยู่บริเวณทางเข้า “พี่เฉียวเฉียว เราต้องถึงบริษัทเก้าโมงครึ่ง เหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงเดียวเองนะครับ”

เซิ่งเฉียวที่ยืนอยู่หน้าตู้กดน้ำ ดื่มน้ำพรวดๆไปสามแก้ว จากนั้นก็ยืนอึ้งอยู่ที่เดิมสักพัก ก่อนจะเดินไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า “รู้แล้วน่า”

น้ำเสียงแหบพร่าจนฟางไป๋แอบคิดว่าเธออาจจะไม่ค่อยสบาย เดี๋ยวแวะซื้อยาให้เสียหน่อยดีกว่า เพราะหากกระทบกับงานขึ้นมา เขาเองก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย

ขณะที่คิดอยู่นั้นก็เห็นเซิ่งเฉียวเดินเสยผมออกมาก่อนจะมัดแบบลวกๆ วันนี้เธอสวมเสื้อกันหนาวขนเป็ดตัวยาวสีดำ เธอหันมาบอกเขาว่า “ไปกันเถอะ”

ฟางไป๋อึ้งไป “พี่จะออกไปแบบนี้น่ะเหรอครับ”

“ทำไมล่ะ”

ปกติเซิ่งเฉียวเป็นผู้หญิงที่ใช้เวลาแต่งหน้าถึงสองชั่วโมงเลยนะ

ฟางไป๋ส่ายหัวดิก “ไม่มีอะไร ไปกันเถอะครับ”

เซิ่งเฉียวไม่ได้พูดอะไรอีกเลยตลอดทาง ฟางไป๋ลอบมองจากกระจกมองหลังด้วยความระแวดระวัง สุดท้ายก็เอ่ยลองเชิงว่า “พี่เฉียวเฉียว พี่ไม่สบายรึเปล่า อยากแวะโรงพยาบาลหน่อยไหม”

เธอส่ายหน้าอย่างหมดเรี่ยวแรง “พี่ไม่เป็นไรหรอก แค่หิวนิดหน่อย”

ฟางไป๋รู้สึกอยากขำอย่างบอกไม่ถูก เขามองไปยังริมถนนแล้วจอดรถ “เดี๋ยวผมไปซื้ออาหารเช้ามาให้พี่นะครับ”

ร้านอาหารข้างทางยามเช้าคึกคักพอสมควร ฟางไป๋ไม่แน่ใจว่าดาราสาวชอบกินอะไรจึงซื้อมาหลายอย่าง เมื่อกลับไปถึงรถก็ส่งให้เธอ “พี่เฉียวเฉียว รีบกินตอนที่ยังร้อนๆสิครับ”

พอได้กลิ่นอาหารเธอก็หิวขึ้นมาทันที ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มออกมา เธอกล่าวขอบคุณเขา ก่อนจะเริ่มลงมือกินอาหารเช้า

ฟางไป๋เพิ่งร่วมงานกับเซิ่งเฉียวได้ไม่กี่วัน แต่ไหนแต่ไรเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องราวในโลกออนไลน์สักเท่าไหร่ จึงไม่รู้ว่าเซิ่งเฉียวโดนวิพากษ์วิจารณ์ย่ำแย่แค่ไหน แต่หลังจากที่เข้ามาทำงานในบริษัทและมีเพื่อนร่วมงานหวังดีเตือน เขาถึงได้รู้ว่าคนที่ตนเองต้องคอยปรนนิบัติพัดวีไม่ใช่คนแสนดีอะไรนักหนา ทว่าช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมากลับไม่พบปัญหาอะไร แม้ว่าก่อนหน้านี้เซิ่งเฉียวแทบไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ซึ่งก็สบายไปอีกแบบ แต่ช่วงสองสามวันมานี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคุ้นเคยกันมากขึ้นหรืออย่างไร จึงทำให้เขารู้สึกว่าเซิ่งเฉียวค่อนข้างเป็นกันเอง รอยยิ้มขณะที่กล่าวขอบคุณ หางตาที่โค้งขึ้น เมื่อเทียบกับดาราสาวที่ชอบแต่งหน้าจัดๆพวกนั้นแล้ว เซิ่งเฉียวกลับดูสวยกว่าเป็นไหนๆ

เซิ่งเฉียวกินอิ่มแล้ว ใบหน้าเลยดูมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง เธอพยายามทำตัวให้กระชุ่มกระชวยแล้วเอ่ยถามฟางไป๋ว่า “วันนี้เราต้องไปทำอะไรที่บริษัทเหรอ”

พี่ไม่รู้แม้แต่ตารางงานของตัวเองหรือนี่

ฟางไป๋ตอบกลับว่า “วันนี้พี่มีประชุม เสร็จแล้วก็มีสัมภาษณ์ลงนิตยสาร แล้วตอนบ่ายต้องไปกองละคร”

เซิ่งเฉียวที่ดื่มน้ำเต้าหู้อยู่เกือบสำลัก “กองละครอะไร ทำไมฉันถึงไม่รู้ว่าเซิ่ง…ทำไมฉันถึงไม่รู้ว่ามีละครใหม่”

ฟางไป๋ตะลึงงัน

ผู้หญิงคนนี้ทำงานแย่ขนาดนี้เลยเหรอ

“พี่เฉียวเฉียว พี่จำละครเรื่องพูดบ้าๆไม่ได้แล้วเหรอ”

เซิ่งเฉียวคิดอยู่พักใหญ่ “นายหมายถึงละครวาย[3]นั่นน่ะเหรอ จำได้สิ” ดีที่อย่างน้อยเธอก็เคยอ่านนิยาย เธอจึงรู้จักนิยายชายรักชายที่โด่งดังอยู่ในโลกออนไลน์อย่างพูดบ้าๆอยู่บ้าง  “ไม่ใช่ว่าเปิดตัวนักแสดงนำชายสองคนอย่างเป็นทางการไปแล้วเหรอ เกี่ยวอะไรกับฉันด้วยล่ะ”

ฟางไป๋ทำหน้าอึ้ง จนด้วยคำพูด “ก็พี่รับบทนักแสดงนำหญิงไง วันนี้ตอนบ่ายต้องเข้ากองไปถ่ายภาพฟิตติ้ง[4] หลังจากนั้นก็จะมีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ”

ได้ยินอย่างนั้นเซิ่งเฉียวก็ทิ้งศีรษะลงบนเบาะ ส่วนฟางไป๋ยังคงเพียรพยายามอธิบายต่ออย่างสุดความสามารถ “ก็ก่อนหน้านี้บทละครไม่ผ่านไม่ใช่เหรอครับ ผู้กำกับเลยตัดสินใจแบบกะทันหันว่าจะเพิ่มบทนักแสดงนำหญิงเข้าไป อีกอย่างบริษัทเราก็ร่วมลงทุนสร้างละครเรื่องพูดบ้าๆด้วย ตอนประชุมกันพี่เกาเลยเสนอให้พี่รับบทนี้”

เกาเหม่ยหลิงอยากเหยียบเธอให้จมดินสินะ

ให้เธอไปเล่นบทนักแสดงนำหญิงในละครวายเนี่ยนะ จะให้แสดงอะไร แย่งนายเอกแข่งกับพระเอกงั้นเหรอ

เธอชักสงสัยแล้วว่าตกลงเกาเหม่ยหลิงเกลียดเซิ่งเฉียวหรือเปล่า

 

เพียงไม่นานรถยนต์ก็แล่นเข้าไปจอดยังที่จอดรถของบริษัท อาคารสำนักงานของซิงเย่ามีเดียตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง โดดเด่นไม่ต่างจากขั้นตอนการปั้นดาราของทางบริษัท

เซิ่งเฉียวเดินตามฟางไป๋เข้าไปในลิฟต์ พร้อมกับอีกสองคนที่เดินตามเข้ามายืนข้างหน้า

คนแรกเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้ง ท่าทางอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ทว่ากลับมีสายตาแหลมคม เวลาที่มองใครช่างดูน่ากลัว ส่วนด้านหลังเป็นเด็กหนุ่มหน้ามนสะพายเป้และกอดสมุดโน้ตเอาไว้ ระหว่างที่เดินมาทั้งสองก็คุยกันไปด้วย

เมื่อเฉียวเฉียวในร่างของเซิ่งเฉียวเห็นสองคนนี้เข้าก็ตื่นเต้นสุดๆ

พี่เป่ากับเสี่ยวตั้น ผู้จัดการส่วนตัวกับผู้ช่วยของฮั่วซี!

เมื่อก่อนตอนที่เฉียวเฉียวตามฮั่วซีไปงานต่างๆ เธอเคยติดต่อกับทีมงานของฮั่วซีอยู่หลายครั้ง เมื่อได้อยู่แถวหน้าบ่อยๆก็มักจะคุ้นหน้าบรรดาทีมงาน อีกทั้งเฉียวเฉียวตัวสูงเด่น ไม่ว่าจะสะพายกล้องไปตรงไหนก็มักจะได้จุดถ่ายภาพที่ดีที่สุดเสมอ

หลายครั้งระหว่างรอกระเป๋าเดินทางอยู่ที่สนามบิน เสี่ยวตั้นมักจะหยอกล้อถามเธอว่าอุปกรณ์หนักไหม ทางสตูดิโอของเขาก็ติดต่อกับเธออยู่บ่อยๆ เพื่อขอลิขสิทธิ์ในการใช้ภาพที่เธอถ่าย เนื่องจากอุปกรณ์ถ่ายภาพของเฉียวเฉียวซื้อหาราคาแพงมาจากต่างประเทศ เทคนิคในการถ่ายภาพและตัดต่อก็สวยงาม ทำให้บ้านไซต์ของเธอมีภาพถ่ายที่สวยที่สุดในบรรดาบ้านไซต์ทั้งหมดของฮั่วซี

ชื่อจริงของพี่เป่าคือเหลยเป่า เพียงแค่ได้ยินชื่อก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นคนที่ทั้งเชยทั้งขี้ขลาด แต่พี่เป่าคนนี้กลับเป็นผู้จัดการระดับอาวุโสที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ววงการ หากเขาเห็นแววศิลปินคนไหน ไม่ถึงสามปีศิลปินคนนั้นเป็นต้องโด่งดังแน่นอน เขาปั้นเจ้าพ่อเจ้าแม่ในวงการละครมาหลายคนแล้ว ฮั่วซีที่โด่งดังเป็นพลุแตกในตอนนี้ เขาก็เป็นคนดึงตัวมาจากบรรดาเด็กฝึกหัด แล้วพากลับมาปลุกปั้นที่จีน

แฟนคลับของฮั่วซีต่างก็เห็นตรงกันว่า หากไม่นับเรื่องของเซิ่งเฉียวแล้ว ความสามารถในการทำงานของพี่เป่านั้นไร้ที่ติ

ฟางไป๋ไม่รู้ว่าทำไมศิลปินในความดูแลของตนถึงตัวสั่น แน่นอนว่าเขารู้จักทีมงานของฮั่วซี พอทักทายเสร็จก็เลยผลักเซิ่งเฉียวไปอยู่ด้านหลังแบบเงียบๆ ก่อนจะเอาตัวมาบังไว้

ทั้งสองคนเห็นพวกเขาแล้ว ด้วยสถานะที่ค้ำคออยู่พี่เป่าจึงตอบรับคำทักทายของฟางไป๋ ทว่าเสี่ยวตั้นยังหนุ่มแน่น แถมยังเป็นแฟนคลับของฮั่วซีเสียด้วย จึงเหลือบตามองบนจนจะถึงฟ้าอยู่แล้ว

เมื่อลิฟต์เคลื่อนที่มาจนถึงชั้นเก้า ฟางไป๋ก็รีบพาเซิ่งเฉียวออกไป เธอใช้ความคิดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวกับสองคนนั้นอย่างมีมารยาทว่า “แล้วพบกันใหม่นะคะ”

เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง เสี่ยวตั้นจึงเอ่ยถามว่า “พวกเราสนิทกับเธอด้วยเหรอ”

 

ณ ชั้นยี่สิบเจ็ด ฮั่วซีนั่งเล่นเกมออเนอร์ออฟคิงส์[5]อยู่ในห้องทำงาน

เมื่อพี่เป่าเข้ามาในห้อง เขาเพิ่งจะทำทริปเปิลคิล[6]ได้ เขาได้ยินเสียงประตูเปิดแล้วแต่ไม่ได้สนใจหันไปมอง พี่เป่าเดินใกล้เข้ามาแล้ววางซองเอกสารลงบนโต๊ะน้ำชาตรงหน้า พร้อมกับควักบุหรี่ออกมาจุด “ได้มาแล้ว”

ฮั่วซีเพียงแค่ส่งเสียง “อืม” กลับไป

พี่เป่ามองเขาครู่หนึ่ง “ไม่มีอะไรจะพูดหน่อยเหรอ”

“ไม่มี”

พี่เป่ายัดบุหรี่เข้าปากก่อนจะพ่นควันออกมา “ตอนขึ้นมาเมื่อกี้ ฉันเจอเซิ่งเฉียวในลิฟต์ด้วย”

ฮั่วซีหยุดมือ

“เหมือนที่นายบอกแหละ เดาว่าคงไปเจอเรื่องอะไรมา เธอดูอ่อนเพลีย หน้าก็ไม่ได้แต่ง” เขามองฮั่วซีสองครั้งแล้วกล่าวว่า “แต่ก็ยังสวยอยู่ดี ถ้านายชอบ…”

ฮั่วซีวางมือถือลง “ผมไม่ได้ชอบเธอสักหน่อย”

พี่เป่าเคาะเอกสารบนโต๊ะ “ไม่ชอบ แต่ก็ยังช่วยเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ยอมปล่อยให้เธอหลอกใช้เป็นคู่จิ้นกับนายเพื่อสร้างข่าวลือ”

ฮั่วซีเอนตัวไปด้านหลัง วางแขนไว้บนเท้าแขนแล้วเอ่ยว่า “เธอก็น่าสงสารอยู่นะ” คิดอยู่สักพักก็เสริมว่า “แต่ขาดเธอไปก็ใช่ว่าจะเป็นอะไร…”

พี่เป่าถอนหายใจ “ยังดีนะที่ครั้งนี้นักข่าวเป็นแฟนคลับของนาย พอได้รูปมาก็เลยรีบโทรศัพท์มาหาฉัน รูปที่แอบพบกันตอนดึกดื่นนี่ ถ้าแพร่ออกไปเกาเหม่ยหลิงได้ดีใจจนเนื้อเต้นแน่”

ได้ยินชื่อเกาเหม่ยหลิง ฮั่วซีก็ขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกรังเกียจ

ดูเหมือนพี่เป่าจะนึกอะไรขึ้นได้จึงส่งเสียงจิ๊จ๊ะขึ้นมา “สัญญาตั้งยี่สิบปี ยังมีอะไรให้เธอทนอีกเยอะ คนหนึ่งก็ร้าย อีกคนก็โง่ คงจะโทษใครไม่ได้”

ฮั่วซีลุกขึ้นยืนแล้วหยิบแฟลชไดร์ฟให้เขา “ตัวอย่างอยู่ข้างใน พี่ช่วยเอาไปให้ซือเซวียนเลือกที”

ซือเซวียนเป็นนักร้องใหม่ที่เพิ่งเซ็นสัญญากับทางซิงเย่ามีเดีย เธอมาเชิญฮั่วซีให้แต่งเพลงให้ หากจะว่ากันตรงๆ ฮั่วซีไม่ถือว่าเป็นนักร้องมืออาชีพ แต่ในเมื่อชาวเน็ตนิยามว่าเขาเป็นคนดังระดับแนวหน้า ฉะนั้นการเชิญเขาให้แต่งเพลงให้จึงน่าจะเป็นเพราะชื่อเสียงของเขามากกว่า ทว่าด้วยความที่ฮั่วซีเองก็ชื่นชอบดนตรีเป็นทุนเดิม ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าเชิญ เขาก็กล้าแต่งให้

“ได้สิ นายก็ควรกลับไปเตรียมตัวสักหน่อย ถ้าเป็นไปได้พรุ่งนี้ไปหาอาจารย์หยางเฟิงด้วยกัน จะได้คุยเรื่องแต่งทำนองเพลง”

ฮั่วซีทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเคแล้วหมุนตัวเดินกลับ จู่ๆพี่เป่าเกิดนึกอะไรขึ้นได้จึงเรียกเขาไว้ “จริงสิ ละครออนไลน์ที่บริษัทลงทุนเรื่องนั้นอยากให้นายร้องเพลงประกอบละคร สนใจไหม”

“ไม่สนใจ”

“ถ้าไม่ใช่เพราะนายเคยบอกว่า ถ้ามีงานที่เกี่ยวข้องกับดนตรีต้องถามความคิดเห็นนายก่อน ฉันคงจะตอบปฏิเสธไปแล้ว เพราะว่านักแสดงนำหญิงของเรื่องนี้คือเซิ่งเฉียว ขืนนายไปร้องเพลงประกอบละครให้ แม่เกาเหม่ยหลิงอาจจะสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาอีก”

ฮั่วซีขมวดคิ้วเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ “ละครวายเรื่องนั้นน่ะเหรอ”

“ใช่ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าเกาเหม่ยหลิงคิดอะไรอยู่ ก็เห็นอยู่ชัดๆว่าเรื่องนี้ใครมารับบทนางเอกต้องโดนด่าแน่นอน”

“ยายนั่นก็เป็นแบบนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ” ฮั่วซีเย้ยหยัน “เพื่อให้มีกระแส ถึงจะเป็นเรื่องฉาวก็ไม่สน”

“เซิ่งเฉียว…ผู้หญิงคนนั้น…” พี่เป่าถอนหายใจไม่หยุด “…ช่างน่าสงสารจริงๆ ถ้าตอนนั้นฉันเป็นคนดูแล เรื่องก็คงไม่เลยเถิดมาถึงขั้นนี้”

ฮั่วซีโบกมือ “ฉันไปละ”

เมื่อเช้าเขาดื่มกาแฟไปสองแก้วจึงตั้งใจจะแวะไปเข้าห้องน้ำก่อนกลับ พอเดินไปถึงประตูห้องน้ำก็ได้ยินเสียงพนักงานสองคนคุยกันอยู่ด้านใน

“ฉันได้ยินแล้ว เสียงทะเลาะกันดังออกมานอกประตูเลย”

“นี่ฉันก็เพิ่งเคยเห็นเซิ่งเฉียวเถียงกับพี่เกาในที่สาธารณะแบบนี้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่ว่าเธอกลัวพี่เกาจนหัวหดหรอกเหรอ”

ฮั่วซีเดินเข้าห้องน้ำไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ พนักงานสองคนนั้นส่งสายตาให้กันแล้วปิดปากสนิท เขาทำธุระเสร็จแล้วก็เดินตรงไปยังลิฟต์ก่อนจะกดปุ่มชั้นบีสอง

ลิฟต์เคลื่อนลงไปชั้นล่างและหยุดลงที่ชั้นเก้า ประตูลิฟต์ค่อยๆเปิดออก เขาจึงมองเห็นเซิ่งเฉียวยืนโมโหควันออกหูอยู่ด้านนอก

คงจะโกรธมากละสิ สังเกตเห็นว่าแก้มทั้งสองข้างของเธอแดงจัด ความขุ่นเคืองในแววตายังไม่จางหาย หัวคิ้วที่ยกสูงทำให้ทั้งใบหน้านั้นดู…ดุร้าย

ฟางไป๋ที่ยืนอยู่ด้านหลังเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี “พี่เฉียวเฉียวอย่าทำอย่างนี้เลย ทะเลาะกับพี่เกาไปก็ไม่มีอะไรดีหรอกนะ”

เซิ่งเฉียวสบถ “ก็ช่างมันสิ”

เธอเงยหน้าขึ้นมาเห็นฮั่วซีอยู่ในลิฟต์

ชั่วขณะหนึ่งฮั่วซีรู้สึกว่าฉับพลันภูเขาไฟตรงก็มีหิมะปกคลุมไปทั่ว แล้วหิมะนั้นก็ละลายกลายเป็นน้ำ ทั้งยังมีดอกทานตะวันยิ้มแฉ่งอยู่ด้วย

เธอมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย มุมปากยกขึ้น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอ่อนโยนและความปีติยินดีจนสะกดเอาไว้ไม่ไหว “ฮั่วซี!”

นั่นเป็นใบหน้าแย้มยิ้มที่สวยงามที่สุดเวลาที่ได้พบเจอคนที่ชอบ

 

[1] ตัวละครเอกผีสาวในนิยายจีนที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และได้รับความนิยมอย่างมาก เล่าถึงสงครามและความรักระหว่างมนุษย์กับปีศาจ

[2] ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง A Wicked Ghost ภาพยนตร์สยองขวัญของฮ่องกงซึ่งมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับ วัยรุ่ยสี่คนที่เล่มเกม “ติดต่อผี” แล้วหนึ่งในนั้นเริ่มเห็นผีสาวผมยาว จนเกิดเหตุสยองขวัญตามมา

[3] ย่อมาจาก Yaoi หรือ Yuri เป็นละครที่มีตัวเอกเป็นเพศเดียวกัน

[4] Fitting หมายถึง การเรียกนักแสดงที่วางตัวไว้แล้วมาลองสวมชุด แต่งหน้า และทำผม เหมือนเวลาถ่ายทำจริง

[5] Honor of Kings คือ เกมโจมตีแบบทีม ซึ่งเป็นเกมที่นิยมมากช่วงหนึ่งในประเทศจีน

[6] Triple Kill หมายถึง การฆ่าคู่ต่อสู้ได้สามครั้งติดต่อกัน

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า