fbpx

[ทดลองอ่าน] รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่ เล่ม 1 ตอนที่ 6

老婆粉了解一下
รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่

 

ชุนเตาหาน เขียน
เสี่ยวฝาน แปล

 

— โปรย —

กระจกเงาแบบตั้งพื้นสะท้อนภาพหญิงสาวตรงหน้าซึ่งมีใบหน้าขาวซีด
ผมยาวม้วนงอเล็กน้อยในระดับอก ใบหน้านี้เป็นใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเธอเคยชิงชัง

เธอก้มศีรษะลงโค้งคำนับสามครั้ง

“เซิ่งเฉียว ฉันขอโทษนะ”

ขอโทษที่เมื่อก่อนฉันโจมตีเธอตามใจชอบโดยไม่รู้อะไรเลย
ขอโทษที่ฉันรัวแป้นพิมพ์แบบไม่รับผิดชอบ ทำให้เธอต้องเจ็บปวด
ขอโทษที่โลกออนไลน์ทำลายเธออย่างโหดร้ายไปตามกระแสสังคม

ฉันไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงหายตัวไป
อาจเป็นเพราะเธอแบกรับความโหดร้ายของโลกใบนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
และฉันก็เป็นหนึ่งในผู้ร้ายเสียด้วย

ฉันจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างเอง ฉันจะทำให้ชีวิตที่มืดมนของเธอได้พบกับแสงสว่าง

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

6

 

จากคนใกล้ชิดกัน มาวันนี้กลับมองเธอด้วยแววตาห่างเหินและหวาดระแวง เซิ่งเฉียวรู้สึกว่าปลายลิ้นของเธอขมไปหมด แม้เมื่อก่อนเฉียวอวี่จะชอบด่าว่าเธอเป็นพวกสมองกลวงเอาแต่ตามดารา แต่เขากลับให้พวกเจ้าหน้าที่ในสำนักงานทนายความช่วยกันแย่งซื้อบัตรคอนเสิร์ตของฮั่วซีมาให้เธอเป็นประจำ

ถึงจะไม่เคยพูด แต่แท้จริงแล้วเขาทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้น้องสาวได้รับอยุติธรรม

เรื่องพวกนี้เซิ่งเฉียวรู้ดี เธอรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่พ่อแม่และพระเจ้าส่งพี่ชายคนนี้มาให้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนพระเจ้าจะเอาตัวพี่ชายของเธอกลับคืนไปแล้ว แม้ว่าตอนนี้เธอจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเลยสักกระผีก แต่ก็ไม่สามารถโผไปร้องไห้ในอ้อมแขนของเขาได้อีก

เซิ่งเฉียวก้มหน้ารินน้ำชาใส่ถ้วยให้เฉียวอวี่ พร้อมกับข่มน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆสองครั้ง ก่อนจะเอ่ยว่า “อย่างที่ฉันบอกทางโทรศัพท์ไปแล้วว่ามีเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายอยากจะปรึกษาน่ะค่ะ”

เฉียวอวี่มองเธอสองสามรอบ เมื่อเห็นว่าท่าทางของหญิงสาวไม่เหมือนคนเสแสร้ง เขาก็โล่งใจ ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานละก็ไม่มีปัญหา ใช่ว่าเขาไม่เคยช่วยดาราจัดการเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์มาก่อน

ท่าทางเขาเริ่มดูผ่อนคลาย “เล่าเรื่องของคุณมาสิครับ”

เซิ่งเฉียวหยิบเอกสารจากกระเป๋าส่งให้เขา “คุณช่วยดูอันนี้ก่อนค่ะ”

เฉียวอวี่รับเอกสารไปดู พบว่าเป็นหนังสือสัญญาว่าจ้างของศิลปิน ยิ่งอ่านก็ยิ่งมีสีหน้าตกตะลึง สุดท้ายก็โพล่งออกมาแบบไม่สนพิธีรีตองอะไรอีกต่อไป “พระเจ้า ทำไมคุณถึงได้ยอมเซ็นสัญญาแบบนี้”

เซิ่งเฉียวถอนหายใจพลางหยิบมือถือออกมา “แล้วฟังนี่นะคะ”

เธอเปิดคลิปเสียงที่คุยกับเกาเหม่ยหลิงเมื่อตอนบ่ายให้เฉียวอวี่ฟัง

เฉียวอวี่ฟังจบก็ตกใจจนขากรรไกรค้าง นี่มันความลับสุดยอดในวงการเลยนะ ทำไมวงการบันเทิงมันถึงได้เน่าเฟะขนาดนี้

เซิ่งเฉียวยิ้มอย่างจนใจ แล้วจิบชาร้อนเพื่อสงบสติอารมณ์ “ฉันจะสรุปให้คุณฟังนะคะ เมื่อห้าปีก่อนคุณพ่อของฉันติดพนันจนเป็นหนี้นอกระบบอยู่สามล้านก็เลยกระโดดตึกฆ่าตัวตาย พวกเจ้าหนี้นอกระบบเลยมาทวงเงินที่ฉันกับแม่ ฉันไม่มีเงินให้ พวกมันก็เลยจับฉันไปถ่ายภาพโป๊ เกาเหม่ยหลิง ผู้จัดการส่วนตัวของฉันในตอนนี้เป็นคนช่วยใช้หนี้สามล้านให้ โดยแลกกับการเซ็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฉบับนี้ ตอนนี้ฉันอยากจะยกเลิกสัญญา เกาเหม่ยหลิงก็เลยใช้ภาพเปลือยนั่นมาข่มขู่ฉัน ที่ฉันมาหาคุณก็เพราะอยากจะรู้ว่า ฉันสามารถใช้กฎหมายปกป้องตัวเองได้บ้างไหมคะ”

เฉียวอวี่ยังคงตกตะลึง ในขณะที่เซิ่งเฉียวอดทนรอ เธอก็ดื่มน้ำชาหมดกาไปแล้ว ตอนนี้กำลังชงชากาใหม่ ในที่สุดเฉียวอวี่ก็ดึงสติกลับมาได้ เขาขมวดคิ้วแล้วถามเธอว่า “แล้วคุณก็เอาเรื่องนี้มาบอกผมเนี่ยนะ ไม่กลัวเรื่องจะแพร่งพรายออกไปเหรอ”

“ในเมื่อฉันเลือกมาหาคุณก็หมายความว่าฉันเชื่อใจคุณเต็มร้อย ฉันเคยพูดไปแล้วไง ว่านอกจากคุณแล้วฉันก็ไม่เชื่อใครหน้าไหนทั้งนั้น”

แม้จะไม่รู้ว่าเธอไปเอาความมั่นอกมั่นใจแบบนี้มาจากไหน แต่การได้รับความไว้วางใจโดยไร้ข้อกังขาเช่นนี้ก็ชักทำให้เฉียวอวี่รู้สึกหวั่นไหว

เซิ่งเฉียวหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งส่งให้ “นี่เป็นข้อความที่ถอดมาจากคลิปเสียงค่ะ”

เฉียวอวี่อ่านเอกสารทั้งสองฉบับอีกครั้ง สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมมากขึ้นทีละน้อย “คุณต้องการจะทำยังไงกับสัญญานี้ ยกเลิกไปเลย หรือว่าคิดจะอยู่กับซิงเย่าเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนเงื่อนไขในสัญญา”

เซิ่งเฉียวตอบแบบไม่ลังเลสักนิด “ยกเลิกสัญญาค่ะ”

“คดีนี้ฟ้องได้นะครับ” เฉียวอวี่เคาะนิ้วไปบนเอกสารสัญญา “ใช้ช่องโหว่ของสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ในเมื่ออีกฝ่ายใช้วิธีข่มขู่และบีบบังคับให้คุณเซ็นสัญญา ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคล ในแง่ของกฎหมายแล้วถือเป็นสัญญาที่สามารถยกเลิกได้ อีกอย่างการที่อีกฝ่ายใช้ภาพเปลือยมาข่มขู่คุณ ก็ถือเป็นการหมิ่นประมาทและทำให้คุณได้รับความเสียหายด้วย”

“แต่ว่า…” เขาเปลี่ยนไปพูดอีกแง่มุมหนึ่งแล้วมองดาราสาว “ถ้าเราเริ่มเรื่องฟ้องร้องแล้ว บริษัทต้นสังกัดของคุณต้องไม่อยู่เฉยแน่ แล้วเรื่อง…ภาพเปลือยของคุณก็จะถูกเปิดเผย ถ้าบริษัทตั้งใจจะชนะคดีให้ได้ด้วยการนำภาพพวกนั้นไปเผยแพร่ เราก็จะไม่มีหลักฐานยืนยันได้เลยว่าฝ่ายที่เปิดเผยคือซิงเย่ามีเดีย เพราะรูปพวกนี้ทางซิงเย่าไม่ได้เป็นคนถ่าย แต่คนที่ถ่ายรูปนี้เป็นพวกเจ้าหนี้นอกระบบ พวกเขาสามารถพูดได้เต็มปากว่า เพราะเจ้าหนี้ไม่ได้ทำลายภาพต้นฉบับเอง รูปพวกนี้ถึงได้หลุดออกมา”

เฉียวอวี่ขมวดคิ้วมองเซิ่งเฉียว “คุณเคยนึกถึงผลที่จะตามมาบ้างรึเปล่าครับ”

ถึงจะไม่เป็นดาราแล้ว แต่เธอเป็นผู้หญิง อย่างไรก็เสียหาย

ไม่ว่าใครก็พอจะนึกภาพออกว่า หากภาพเปลือยหลุดออกไป เธอจะต้องเผชิญกับหายนะอย่างไรบ้าง ทั้งพวกแอนตี้แฟน คนทั่วไปที่ไม่ได้ชอบเธอ ไหนจะพวกหน้าม้าที่บริษัทจ้างมาบ่อนทำลาย เมื่อคนเหล่านี้มารวมตัวกันก็เพียงพอแล้วที่จะเหยียบเธอให้จมหุบเหวนรกจนกลับขึ้นมาไม่ได้ตลอดชีวิต เธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไร้คนปกป้อง การตัดสินใจเลือกใช้กระบวนการทางกฎหมายจึงเปรียบเหมือนการเดินบนใบมีดจนเลือดไหลตลอดเส้นทางที่มุ่งสู่ชัยชนะ สุดท้ายเมื่อเลือดไหลจนหมด อีกครึ่งชีวิตที่เหลือนอกจากได้อิสระคืนมาแล้วก็ไม่เหลืออะไรอีกเลย

เซิ่งเฉียวก้มหน้ามองน้ำชาที่เดือดปุดๆในกาลายครามสีขาวเนิ่นนาน กว่าจะเงยหน้ามายิ้มให้อีกฝ่าย “ถึงยังไงฉันก็จะฟ้องค่ะ”

เฉียวอวี่จ้องมองเธออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

“การมีพ่อแบบนั้นไม่ใช่ความผิดของฉัน หนี้นอกระบบ โดนถ่ายภาพโป๊ โดนบริษัทต้นสังกัดเอาเปรียบ ก็ล้วนไม่ใช่ความผิดของฉัน ถึงสุดท้ายทุกคนจะมารุมโจมตีฉัน มันก็จะไม่ใช่ความผิดของฉันอยู่ดี” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วคลี่ยิ้มบางๆ

“…แต่เป็นโลกใบนี้ต่างหากที่ผิด”

เฉียวอวี่นั่งนิ่งไม่ขยับ เขามองหญิงสาวตรงหน้าพักใหญ่ แล้วเก็บเอกสาร “เอกสารสองฉบับนี้ผมจะเอากลับไปด้วย แล้วผมจะเตรียมเอกสารจำเป็นที่ต้องใช้ในการฟ้องร้องให้นะครับ คุณสามารถติดต่อผมได้ตลอดเวลา”

เซิ่งเฉียวพยักหน้า ลังเลอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยว่า “เฉียวอวี่ เรื่องค่าฟ้องร้อง…”

เขายิ้มให้เธอ “ผมไม่รีบครับ ชนะแล้วค่อยว่ากัน”

เฉียวอวี่ลุกขึ้นกล่าวลาก่อนจะเดินจากไป เธอมองตามแผ่นหลังของเขา ขอบตารื้นขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้นแผ่วเบา “ขอบคุณนะคะ พี่ชาย”

เธอยังคงนั่งอยู่ในห้องตามลำพังต่อไปอีกพักใหญ่ เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้วก็ลุกขึ้น ทว่าเดินไปได้เพียงสองก้าว จู่ๆก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้!

ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเธอมีเงินแค่ห้าหมื่นสามพันหยวน! แต่ดันมาใช้บริการร้านชาสุดหรูอย่างซีเฟิงสุ่ยเซี่ย ทั้งที่นัดกันที่ร้านเล็กๆตรงสวนสาธารณะฝั่งตรงข้ามก็ได้แท้ๆ

เซิ่งเฉียวอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาจะไหล เธอเดินไปที่เคาน์เตอร์ด้วยสีหน้าหนักใจพลางหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา “คิดเงินค่ะ เท่าไหร่คะ”

พนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ยิ้มหวานราวกับดอกไม้แรกแย้ม “สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง ค่าน้ำชาของห้องโส่วเฟิงชำระเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณที่มาใช้บริการค่ะ ครั้งหน้ามาใช้บริการอีกนะคะ”

ฮือ พี่ชายของเธอช่างแสนดีจริงๆ

สีหน้าของเซิ่งเฉียวดูซาบซึ้งเหลือเกิน เธอเก็บกระเป๋าสตางค์และกำลังจะออกจากร้าน ทว่าจังหวะหมุนตัวกลับเห็นว่าฝั่งตรงข้ามมีคนเดินสวนออกมาสามคน ผู้ชายสองคนที่อยู่ข้างหน้าพูดคุยกันอย่างสนุกสนานขณะเดินไปทางประตู ข้างหลังมีผู้ชายสวมหมวกและผ้าปิดปากอีกคนเดินล้วงกระเป๋าก้มหน้าตามไปติดๆ ท่าทางบ่งบอกว่าใครไม่สนิทอย่าเข้ามาใกล้

ในฐานะแฟนคลับที่สถาปนาตนเองเป็นเมียเอกของฮั่วซี แม้สามีในจินตนาการจะพรางตัวอย่างมิดชิดแค่ไหนเธอก็ดูออก!

การได้พบกับฮั่วซีโดยบังเอิญเช่นนี้ช่างมีความสุขเสียจริง ความกลัดกลุ้มเรื่องยกเลิกสัญญาหายวับไปทันตา แต่ตอนนี้เธออยู่ในที่สาธารณะจึงไม่ควรเข้าหาฮั่วซี เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายเป็นข่าวได้ จึงได้แต่เก็บความรู้สึกดีใจเอาไว้ แสร้งทำเป็นไม่เห็น แล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าเฉยชา

ฟ้าเริ่มมืดลง ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ลมเย็นยะเยือกพัดมาเอื่อยๆ ความมืดเริ่มเข้าปกคลุม จันทร์เต็มดวงสีเงินยวงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ส่องแสงเย็นตาราวกับน้ำแข็ง

 

ซีเฟิงสุ่ยเซี่ยตั้งอยู่ติดกับย่านที่พักอาศัย ฮั่วซีกล่าวลาเพื่อนร่วมงานแล้วเดินเลี้ยวไปยังถนนสีเขียว[1]สายเล็กๆ ทางด้านขวา

ถนนสีเขียวสายนี้เชื่อมกับประตูด้านหลังของย่านที่พักอาศัยซึ่งเดินทะลุไปถึงบ้านของเขาได้ เวลานี้ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นข่าว นานๆทีเขาจะมีเวลาว่างมาเดินเล่นตามลำพังแบบนี้ แต่นึกไม่ถึงว่าพอเดินมาถึงหัวมุม จู่ๆก็มีคนกระโดดออกมาจากเงาต้นไม้

“ฮั่วซี!”

ฮั่วซีตกใจจนสะดุ้ง เมื่อเห็นชัดแล้วว่าเป็นใครก็กัดฟันกรอดด้วยความโมโห

“เซิ่งเฉียว คุณจะบ้ารึไง”

อันที่จริงเขาแอบเห็นเธอตั้งแต่อยู่ที่ห้องโถงของซีเฟิงสุ่ยเซี่ยแล้ว และก็รู้ด้วยว่าเธอเองก็เห็นเขา เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจู่ๆเธอจะกลับไปเฉยๆแบบนั้น ฮั่วซียังแอบยิ้มเยาะอยู่ในใจว่าเธอเป็นเหมือนเดิมตามคาด เรื่องหนีเขาน่ะเร็วเสียยิ่งกว่าอะไร แต่คิดไม่ถึงว่านอกจากเธอจะมาหลบอยู่แถวนี้ไม่ไปไหนแล้ว ยังตั้งใจโผล่มาทำให้เขาตกใจด้วย!

“ฉันทำให้คุณตกใจเหรอคะ” น้ำเสียงเซิ่งเฉียวดูตื่นตระหนกและละอายใจมากทีเดียว

“ขอโทษด้วยนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

ฮั่วซีโบกมืออย่างสุดจะทน “มีเรื่องอะไร”

เธอเงยหน้าขึ้นมามองเขาอีกครั้งด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ “ราตรีสวัสดิ์ค่ะ!”

ฮั่วซีคิดว่าตัวเองคงหูฝาด “อะไรนะ”

“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ! พักผ่อนแต่หัวค่ำ อย่านอนดึกนะคะ!”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองเธอครู่หนึ่ง “คุณมาแอบอยู่ตรงนี้เพื่อจะบอกผมแค่นี้เนี่ยนะ”

“ค่ะ” เธอพยักหน้าด้วยความดีใจสุดๆ ก่อนจะมองไปรอบๆแล้วกระชับเสื้อผ้าให้แน่นขึ้น

“งั้นฉันไปนะคะ บ๊ายบาย!”

เขาคงไม่รู้หรอกว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอจะต้องกล่าวราตรีสวัสดิ์เขาทางเวยปั๋วทุกคืนก่อนนอน ถึงแม้เขาจะไม่เคยตอบกลับเลยแม้แต่ครั้งเดียว หรือเผลอๆอาจจะไม่เคยอ่านเลยก็ตาม แต่มันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอไปแล้ว หากคืนไหนไม่ได้กล่าวราตรีสวัสดิ์เขา ก็จะนอนหลับไม่สนิท

และวันนี้ ในที่สุดเธอก็ได้กล่าวราตรีสวัสดิ์ต่อหน้าเขาด้วยตัวเอง

จะมีเรื่องไหนน่าสุขใจได้มากกว่านี้อีก ไม่มีแล้ว! ผู้หญิงก็พอใจอะไรง่ายๆอย่างนี้แหละ!

พูดจบเซิ่งเฉียวก็จากไปด้วยความดีใจ ฮั่วซีมองตามหลังของหญิงสาวที่เดินกระโดกกระเดกด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเรียกเธอ “กลับมาก่อน”

เซิ่งเฉียวไม่ลังเลเลยสักนิด รีบหันกลับมาอย่างรวดเร็ว “มีเรื่องอะไรเหรอคะ”

“เรื่องสัญญา จัดการเรียบร้อยแล้วเหรอ”

เซิ่งเฉียวผงะไปชั่วครู่ แล้วยิ้มให้เขาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เรื่องเล็กน้อยค่ะ ไม่ต้องห่วง”

ฮั่วซีรู้สึกสงสัยนัก ตอนที่เขามาเป็นศิลปินที่บริษัทก็รู้กิตติศัพท์ของเกาเหม่ยหลิงมาบ้างว่าเธอเป็นคนอย่างไร แล้วคนซื่อบื้อที่ทั้งเบ๊อะทั้งบ๊องอย่างเซิ่งเฉียวเนี่ยนะ จะไปสู้อะไรเกาเหม่ยหลิงได้

ราวกับรับรู้ได้ถึงความคลางแคลงใจของฮั่วซี เซิ่งเฉียวตบไหล่เขาเบาๆ “ฉันจัดการได้ค่ะ คุณวางใจเถอะ! แฟนคลับย่อมดำเนินรอยตามไอดอล คุณเก่งซะขนาดนี้ ฉันเองก็ต้องพยายามด้วยสิ!”

หางตาฮั่วซีกระตุก “ใครเหรอ ไอดอลของคุณ”

“ก็คุณไงคะ”

“???”

ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ผมเปลี่ยนสถานะจากคู่จิ้นที่ช่วยสร้างกระแสไปเป็นไอดอลของคุณตั้งแต่เมื่อไหร่

“เอาละๆ คุณรีบกลับไปเถอะค่ะ ข้างนอกมันหนาว” มีการเร่งเขาอีกด้วย

ฮั่วซีไม่ได้พูดอะไรอีก ได้แต่พยักหน้าแล้วเดินตรงไป แต่เดินไปได้เพียงสองก้าวก็หันกลับมา เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม คงเป็นเพราะอากาศหนาวจึงขยับขาไปพลางถูมือไปพลาง พอเห็นเขาหันกลับมา ใบหน้าหมดจดนั้นก็ผุดยิ้มกว้างแล้วโบกมือให้เขาทันที “บ๊ายบาย!”

ในที่สุดฮั่วซีก็เดินต่อโดยไม่หันกลับมาอีกและหายลับไปกับความมืดอย่างรวดเร็ว

เซิ่งเฉียวยังคงยืนอยู่ที่เดิม สักพักหนึ่งก็ถอนหายใจเบาๆ เธอรีบอาบน้ำอุ่นทันทีที่กลับถึงบ้าน หลายวันแล้วที่ไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ พอหัวถึงหมอนจึงหลับเป็นตายทันที เช้าวันถัดมาขณะที่นอนฝันหวานอยู่ เธอก็ถูกเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือปลุกให้ตื่น

ฟางไป๋มารออยู่ใต้ตึกแล้ว

“พี่เซิ่งเฉียว เตรียมตัวออกกองได้แล้วครับ”

กว่าจะเริ่มกระบวนการฟ้องร้องอย่างเป็นทางการ ดูท่าว่าเธอคงจะปฏิเสธละครวายเรื่องนี้ไม่ได้สินะ

 

[1] หมายถึง ถนนที่ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า