[ทดลองอ่าน] เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ : ตอนที่ 53.2

มื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์
我开动物园那些年

 

ลาเหมียนฮวาถังเตอะทู่จื่อ เขียน
拉棉花糖的兔子

 

Himazan แปล

 

ติดตามกำหนดการวางขายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing
…XOXO…
มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

+++++++++++++++++++

 

บทที่ 53.2

 

“ไอ้ปัญญาอ่อน!” เสี่ยวจิ่วแผดเสียงด่าอยู่ในห้องพักผ่อน

อะไรที่เรียกว่าต้องเป็นคนของเขา เจ้ามนุษย์นี่เสียสติเป็นบ้าไปแล้วหรือไง ถึงตอนนี้ตัวเก้าหัวอย่างเขาจะเหลือแค่หัวเดียว แต่ในอดีตก็เคยเป็นวงศ์วานกับมังกรมาก่อนนะ!

“มนุษย์คนนั้นน่าจะสมองมีปัญหาจริง ๆ” โหย่วซูกรีดนิ้ว “เมื่อวานเขาเดินมาหาฉัน ขอพรให้เจอไป๋ซู่เจินสะดุดล้ม ความจำเสื่อมลืมว่าตัวเองเป็นหมอ จะได้ตามเขาไปถ่ายหนังเล่นละคร”

ไป๋ซู่เจิน “เช้านี้เขาตั้งใจมาที่ส่วนจัดแสดงของฉัน บอกว่าฉันไม่สวย”

ทุกคน “…”

“อย่าไปสนใจเขาเลยครับ” ต้วนเจียเจ๋อกินพลางพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ

ลู่ยาทำตัวเป็นอากาศ ปัดผมของต้วนเจียเจ๋อ เมื่อกี้ต้วนเจียเจ๋อบอกว่าเหมือนจะเห็นผมของตัวเองออกสีทอง ลู่ยาเลยฟันธงว่าเป็นเพราะต้วนเจียเจ๋ออยู่กับตนนาน

เนื่องจากอยู่ต่อหน้าคนเยอะ ต้วนเจียเจ๋อจึงไม่สะดวกจะพูดว่ายีนของอีกาทองสามขาอย่างพวกคุณไม่แรงถึงขั้นทำให้คู่แปรสภาพไปด้วยหรอก คุณคิดไปเองมากกว่า

ลู่ยาเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องของตน และผู้อำนวยการเมิ่งไม่เคยเจอเขา หรือต่อให้เจอ เขาก็ดึงตัวแฟนหนุ่มของคนอื่นไปไม่ได้ เพราะมันยากมากเกินไป

โหย่วซูมองท่าทางนิ่งเฉยของลู่ยาแล้วเอ่ย “ฉันได้ยินมาว่างานของพวกเขามั่วมาก เขาติดสินบนผู้อำนวยการหรือเปล่าคะ มีใต้โต๊ะหรือเปล่า”

ดวงตาของลู่ยาฉายแววคมปลาบขึ้นทันที เขาคิดถึงเหมิงฉีฉีจากกองซีรีส์เรื่องนกขมิ้นขับขานพันลี้

“โหย่วซู พูดน้อย ๆ หน่อย” น้ำเสียงของต้วนเจียเจ๋อเรียบสนิท “ผมไม่เชื่อถือคนแซ่เมิ่ง แต่เชื่อความช่างสังเกตของแฟนตัวเอง และผมเป็นคนเซ้นส์ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”

ลู่ยากวาดตามองไปรอบ ๆ สีหน้าของทุกคนทำให้เขาพอใจมาก แต่จะปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้ ชายหนุ่มจึงแสดงความไม่พอใจ “ต่อไปพาพนักงานหญิงออกไปทำงานให้น้อยลงหน่อย”

โดนเข้าใจผิดมากี่รอบแล้ว

ทุกคน “…”

มุมปากต้วนเจียเจ๋อกระตุก ลู่ยาเดินตามออกไป เขาจุกจิกจู้จี้อีกหลายเรื่องมาก จนต้วนเจียเจ๋อต้องข่มความรู้สึกอยากมองค้อนไว้ “งั้นรอบหน้าผมแขวนป้ายไว้บนตัวเลยดีไหม เขียนประกาศไปเลยว่ามีแฟนแล้ว”

ลู่ยาก้มหน้า

ต้วนเจียเจ๋อคิดในใจว่าคนคนนี้รู้จักเขินด้วย

ทันใดนั้นลู่ยาก็เงยหน้าก่อนถอนหายใจ “เสียดายที่ไม้ฝูซางหมดแล้ว”

“…”

 

ในฐานะไอดอลชื่อดังที่เคยแข่งกับเซียวหรง หลังเซียวหรงออกจากวงการบันเทิง ไป๋ซื่อเฉียวเลยเหมือนปลาได้น้ำ เนื่องจากเซียวหรงกับเขาเป็นแนวเดียวกัน อายุใกล้เคียงกัน แต่ทักษะการแสดงของเซียวหรงดีกว่า ทว่าเมื่อไม่มีเซียวหรง ย่อมไม่มีการแข่งขัน

หลังถ่ายหนังเรื่องเดือนเหนือด่านภูผา ทักษะการแสดงของไป๋ซื่อเฉียวก็เข้าขั้นแตกฉาน ก้าวหน้าอย่างมาก ตอนนี้เขาไม่โดนโปรดิวเซอร์บ่นว่า “เด็กใหม่คนนี้ยังแสดงสู้ห่านฟ้าในสวนสัตว์หลิงโย่วไม่ได้เลย!” อีกแล้ว

ถึงหน้าที่การงานจะรุ่งโรจน์ แต่ไป๋ซื่อเฉียวรู้สึกว่าตัวเองยังหนีเงาดำของเซียวหรงไม่พ้น

เนื่องจากเซียวหรงออกจากวงการไปแบบสิ้นเยื่อขาดใย เพื่อไปทำอะไรบางอย่างที่สวนสัตว์ ทุกครั้งที่ไป๋ซื่อเฉียวมีพัฒนาการ ในอินเตอร์เน็ตจะมีเสียงทำนองว่า

‘ถ้าเซียวหรงยังอยู่…’

‘ถ้าเซียวหรงแสดงบทนี้…’

เป็นแบบนี้อยู่นาน ยิ่งคนที่เกลียดไป๋ซื่อเฉียวจำนวนมากถึงขั้นพูดว่า

‘ไป๋ซื่อเฉียวเป็นแค่ตัวแทนของเซียวหรง ถ้าเซียวหรงไม่ออกจากวงการ ไหนเลยจะมีวันของไป๋ซื่อเฉียว’

เพราะคำพูดประโยคนี้ ทำให้ถึงเซียวหรงจะจากไป แต่ความแค้นที่ไป๋ซื่อเฉียวมีต่อเขากลับทวีคูณ

เมื่อไม่นานนี้ ไป๋ซื่อเฉียวได้รับการทาบทามจากรายการเรียลิตี้ที่กำลังอยู่ในขั้นเตรียมการรายการหนึ่ง เชิญเขาไปเป็นแขกประจำ ให้ค่าตอบแทนสูง เป็นโปรเจ็กต์ที่ทายาทบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งลงมือทำเอง ไป๋ซื่อเฉียวไม่ใช่ดาราเบอร์ใหญ่ที่สุด ผู้จัดการของเขาจึงดึงดันแนะนำให้เขาเข้าร่วมรายการนี้

หลังไป๋ซื่อเฉียวเห็นสถานที่ถ่ายทำ เขาพูดกับผู้จัดการด้วยท่าทางลังเล “เพราะเซียวหรงอยู่ที่นี่ คุณเลยจะให้ผมไปเหรอ”

ผู้จัดการหัวเราะหึ ๆ พูดที่ข้างหูเขาว่า “ฉันตั้งใจไปคอนเฟิร์มกับทางนั้นแล้ว เซียวหรงปฏิเสธที่จะออกรายการ แต่พวกเขาอยากใช้ประเด็นนี้เรียกกระแส”

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของไป๋ซื่อเฉียวกระตุกเล็กน้อย เขาชิงชังการมีชื่อคู่กับเซียวหรงมาก แต่ตอนนี้ทุกคนต่างชอบที่จะเห็น ผู้จัดการปลอบไป๋ซื่อเฉียวอยู่เสมอว่าถึงอย่างไรเซียวหรงก็ไม่อยู่แล้ว ความดังที่เกิดจากกระแสล้วนเป็นผลดีต่อไป๋ซื่อเฉียวคนเดียว

เพราะฉะนั้นไป๋ซื่อเฉียวจึงตอบรับงานนี้ทั้งที่ไม่อยาก เมื่อถึงเวลา เขาต้องแกล้งทำเป็นไปร่วมการถ่ายทำแบบหน้าชื่นตาบานเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจได้เจอเซียวหรงที่นั่น

ไม่รู้ว่าตอนนี้เซียวหรงเป็นอย่างไร ไป๋ซื่อเฉียวแอบคาดหวังอยู่ในใจว่าถ้าเซียวหรงที่ออกจากวงการนี้ไปแล้ว กลายเป็นคนธรรมดาได้จะเป็นเรื่องดีที่สุด

 

เครื่องบินพาไป๋ซื่อเฉียวมายังเมืองตงไห่ คนที่ร่วมไฟลท์มากับเขาคือแขกรับเชิญอีกคนของรายการ เป็นนักแสดงหญิงระดับราชินีจอเงินคนหนึ่ง เพื่อรายการนี้ คุณชายเมิ่งทุ่มสุดตัวจริง ๆ นอกจากพวกเขา ยังมีดาราที่กำลังโด่งดังมากในขณะนี้อีกสองคน และดาราหน้าใหม่อีกหนึ่งคน

ถ้าไม่นับดาราใหม่ คนอื่น ๆ หลายคนที่ว่ามาก็ล้วนเป็นกระแสและมีพื้นที่ในสื่อใหญ่ ๆ แทบทั้งนั้น จึงดึงดูดนักข่าวได้เป็นอย่างดี นึกภาพได้เลยว่า รายการนี้จะต้องมีกระแสร้อนแรงไม่ขาดช่วงแน่นอน

ตอนเข้าอินเทอร์เน็ต ไป๋ซื่อเฉียวเห็นแล้วว่าเพราะการจัดเตรียมผู้เข้าร่วมรายการแบบนี้จึงมีคนเปลี่ยนชื่อรายการจาก Big Animals ให้เป็น Big Superstars แทน ทำเอาเขาโมโหจนแทบขาดใจตาย

ราชินีจอเงินชื่อเฟ่ยเหยียน อายุมากกว่าไป๋ซื่อเฉียวเจ็ดแปดปี ไป๋ซื่อเฉียวจึงเรียกเธอว่าพี่เฟ่ย กล้องบันทึกภาพความนอบน้อมที่ไป๋ซื่อเฉียวมีต่อรุ่นพี่ไว้ ทั้งคู่ไม่เคยร่วมงานกัน แต่เจอกันตามงานอยู่หลายครั้ง ไม่ถึงกับสนิทมาก

เฟ่ยเหยียนพูดโพล่งต่อหน้ากล้องแบบไม่สนใจใคร “เสี่ยวไป๋ ทำไมเธอถึงรับงานรายการนี้ล่ะ เพราะเพื่อนเก่าเหรอ”

หญิงสาวขยิบตาให้หนึ่งครั้ง ทำเอาไป๋ซื่อเฉียวแทบแข็งค้างอยู่กับที่ เขาโกรธมากแต่ไม่กล้าพูดออกมา เพียงทำทีกลบเกลื่อนปล่อยเบลอไป แต่ใจกลับแอบพูดว่า… เล่นแบบนี้เลยนะ เธอนี่เป็นซุป’ตาร์ดราม่าควีนขนานแท้จริง ๆ

ทั้งคณะเดินทางไปถึงสวนสัตว์ซาฟารีหลิงโย่ว ตามกำหนดการต้องคอยให้แขกรับเชิญทั้งหมดมากันครบก่อนถึงจะเริ่มถ่าย เริ่มจากการจับฉลากกว่าใครจะไปเป็นเจ้าหน้าที่เลี้ยงสัตว์อยู่ในส่วนจัดแสดงไหน จากนั้นจะมีการทำภารกิจของทีมและภารกิจรวมด้วย… แต่ความจริงคือทั้งหมดมีคนเขียนบทเตรียมไว้ให้แล้ว

หลังจากทีมงานกำหนดข้อตกลงเรียบร้อย สุดท้ายพวกเขาเลือกสัตว์ เช่น ช้างเผือก เพนกวินจักรพรรดิ สิงโต เต่าทะเล และงูหลามเผือกเป็นตัวหลักในรายการ

สัตว์ที่ดูอันตรายที่สุดของที่นี่คือสิงโต แต่ความจริงคือขอแค่สิงโตได้กินอิ่ม มันจะไม่จู่โจมมนุษย์ ถึงขั้นทำตัวกลมกลืนกับสัตว์กินพืชได้ด้วย ไม่เหมือนเสือที่พอคึกขึ้นมาก็ทำร้ายมนุษย์ และช้างบางตัวก็มีสิทธิ์ทำร้ายมนุษย์เหมือนกัน

ไป๋ซื่อเฉียวรู้อยู่แล้วว่าตัวเองรับผิดชอบงูหลามเผือกพม่า เขาสงสัยว่าเป็นเพราะตนแซ่ไป๋

แขกรับเชิญอีกสองคนจะมาถึงตอนบ่าย ทางรายการจึงให้ไป๋ซื่อเฉียวกับเฟ่ยเหยียนไปกินอาหารกันก่อน มีผู้อำนวยการเมิ่งมาร่วมด้วย ทำให้พวกเขาได้รู้ว่าผู้อำนวยการเมิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ระยะหนึ่งแล้ว ไป๋ซื่อเฉียวคิดในใจว่าผู้อำนวยการเมิ่งให้ความสำคัญกับรายการนี้มากจริง ๆ

แต่พออาหารมาเสิร์ฟ ไป๋ซื่อเฉียวถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด ผู้อำนวยการเมิ่งแทบไม่ได้พูดคุยกับพวกเขาเลย เอาแต่กินดื่มอย่างมีความสุข แทนที่จะบอกว่าให้ความสำคัญกับรายการ ไป๋ซื่อเฉียวมีความรู้สึกว่าหรือผู้อำนวยการเมิ่งจะชอบอาหารที่นี่….

เฟ่ยเหยียนไม่ได้กินเยอะเพราะต้องรักษารูปร่าง แต่สีหน้าบ่งบอกว่าพอใจ

พอคนมาครบก็เริ่มการถ่ายทำ ทางรายการบอกว่าพวกเขาต้องกินอาหารและนอนพักที่ร้านอาหารกับหอพักของสวนสัตว์ซาฟารีหลิงโย่ว ดาราสองคนจับคู่อยู่ด้วยกันหนึ่งห้อง ส่วนไป๋ซื่อเฉียวต้องอยู่กับเจ้าหน้าที่เลี้ยงสัตว์ของหลิงโย่วคนหนึ่ง

พวกเขาแยกกันไปถ่ายและทำความคุ้นเคยกับสัตว์ที่ตัวเองรับผิดชอบ

ไป๋ซื่อเฉียวมองเจ้าหน้าที่แนะนำนิสัยของงูหลามและเข้าไปสาธิตการทำความสะอาดกรง เขาพยายามรักษามาดต่อหน้ากล้อง ชายหนุ่มลูบกระจก “หึ ๆ ผมเชื่อว่ามันจะไม่ทำร้ายผม เราแซ่ไป๋เหมือนกัน เป็นครอบครัวเดียวกันเมื่อห้าร้อยปีก่อนนะ”

เจ้าหน้าที่แบกไป๋ซู่เจินออกมาให้ไป๋ซื่อเฉียวลูบ กล้องจับภาพไป๋ซู่เจิน ซูมเกล็ดทั้งที่ขาวทั้งเป็นประกายนุ่มนวลของเธอ

ไป๋ซื่อเฉียวลูบตัวไป๋ซู่เจิน “ฮ่า ๆ ฟินดีจัง… ถ้าเอามากอดช่วงหน้าร้อนน่าจะเย็นสบาย”

งูหลามยกตัวขึ้นทันที เร็วจนไป๋ซื่อเฉียวตั้งตัวไม่ทัน โชคดีที่งูหลามไม่ได้ตั้งใจพุ่งเข้าใส่เขา แค่แลบลิ้นออกมาอย่างไม่พอใจ

ไป๋ซื่อเฉียวตกใจจนกระโดดหนีห่างออกไปหลายก้าว ตากล้องกลั้นหัวเราะ

เมื่อกี้คุยโอ่ไว้เยอะ พอโดนขู่ก็แหยง ปล่อยโป๊ะได้ไวจริง ๆ ซีนนี้ดีมาก

งานส่วนใหญ่ที่ไป๋ซื่อเฉียวต้องทำวันนี้คือการเป็นผู้ช่วย เนื่องจากสัตว์ที่เขาต้องดูแลคืองูหลามจึงต้องมีการเปรียบเทียบสัปดาห์แรกกับสัปดาห์หลังด้วยถึงจะดี ด้วยเหตุนี้ ปฏิกิริยาของไป๋ซื่อเฉียวจึงเป็นการแสดงครึ่งหนึ่ง เป็นอารมณ์จริงครึ่งหนึ่ง

หลังได้สัมผัสงูหลามแบบใกล้ชิดถึงได้ตระหนักถึงความน่ากลัวของมัน

หลังจบงาน ไป๋ซื่อเฉียวพูดกับกล้องว่า “ผมรู้สึกว่าผลงานของตัวเองในฐานะมือใหม่ถือว่าไม่เลว!”

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคนมุง วันนี้พวกเขาจึงถ่ายทำกันในสถานที่ปิด ทันทีที่เสร็จ ไป๋ซื่อเฉียวตั้งใจกลับไปพักผ่อน แต่เห็นคนหน้าคุ้นคนหนึ่งเดินผ่านมา เขาทักเจ้าหน้าที่อย่างสนิทสนมก่อนมุดเข้าไปในกรง อุ้มงูหลามต้นไม้สีเขียวตัวหนึ่งออกมา

คนคนนี้คือเซียวหรงผู้ไม่ได้เผยโฉมต่อสื่อมานานแล้ว เขาแต่งตัวสบาย ๆ ท่าทางชำนิชำนาญ คล่องแคล่ว เอางูหลามมาพันตัว ลูบหัวอย่างสนิทสนม งูหลามต้นไม้สีเขียวอ้าปากกว้าง ดูน่ากลัว แต่ท่าทางหลังจากนั้นกลับเป็นการออดอ้อนเซียวหรง

เพราะอะไรไป๋ซื่อเฉียวถึงรู้สึกว่าเซียวหรงคนนี้ดูไม่ได้ต่างจากตอนอยู่ในวงการเลย ซ้ำยังดูดีขึ้น

สองปีมานี้ ไป๋ซื่อเฉียวยังต้องพึ่งเข็มเลย เวลาอยู่ต่อหน้ากล้องจะดูไม่ออก แต่ใจเขารู้ดีว่ามันไม่เหมือนเมื่อก่อน ไป๋ซื่อเฉียวมองเซียวหรงอย่างคิดแค้น นึกในใจว่าถึงหมอนี่จะออกจากวงการแล้ว แต่ก็คงยังเสริมความงามอยู่แน่!

ทีมงานเตรียมพร้อมอยู่ที่นี่นานแล้ว และรู้ว่าเซียวหรงอยู่ที่นี่เลยไม่มีใครแปลกใจ มีเพียงไป๋ซื่อเฉียวกับผู้ช่วยของเขาที่มองเซียวหรงด้วยสีหน้าแปลก ๆ หมอนี่เป็นฝ่ายกราฟิกดีไซน์ไม่ใช่เหรอ ทำไมมาเลี้ยงงูอยู่ตรงนี้

เจ้าหน้าที่หัวเราะหึ ๆ “พี่เซียว พาเสี่ยวชิงไปตรวจร่างกายเหรอ”

งานของเสี่ยวชิงมีหลายอย่าง เซียวหรงล้วนมีส่วนร่วมด้วยจนเจ้าหน้าที่เคยชิน

“อา…ครับ” เซียวหรงบอก จังหวะนี้เอง เขามองไปทางไป๋ซื่อเฉียว พูดด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ไม่เจอกันนานเลยนะ ขอให้การถ่ายทำราบรื่น”

ไป๋ซื่อเฉียวพูดเสียงแข็ง “ขอบใจ”

เขาแค้นใจตัวเองมากว่าทำไมถึงเผลอแสดงความอ่อนโยนออกไป

ไม่ว่าชาวเน็ตจะพูดอะไร ไป๋ซื่อเฉียวไม่เคยแค้นใจ แต่การพ่ายแพ้แบบซึ่งหน้ามันทำให้เขาเจ็บใจ ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่รู้ว่าทางรายการจงใจให้เขามาดูแลงูหลามหรือเปล่า เพราะยิ่งเซียวหรงเล่นกับพวกงูได้อย่างกลมกลืนแบบนี้ ยิ่งเป็นข้อเปรียบเทียบกับการแสดงออกเมื่อครู่ของเขาชัดเจน

รายการซังกะบ๊วยเอ๊ย รวมซุป’ตาร์อะไรกัน เพื่อเรตติ้งรายการถึงกับทำได้ทุกอย่างแบบไม่เลือกวิธีการ ในใจของไป๋ซื่อเฉียวสบถด่าลามไปถึงผู้อำนวยการเมิ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะเซ็นสัญญาเรียบร้อยและเขาไม่กล้าล่วงเกินผู้อำนวยการเมิ่ง ไป๋ซื่อเฉียวอยากจะชิ่งหนีไปเลยจริง ๆ

ถึงเซียวหรงจะไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงแล้ว แต่การแข่งขันระหว่างเขากับไป๋ซื่อเฉียวยังคงพอมีสะเก็ดไฟ ต่อมาเมื่อเขาบำเพ็ญเซียน ปล่อยวางเรื่องพวกนี้แล้ว มันทำให้ตอนนี้เขาแค่มองสีหน้าของไป๋ซื่อเฉียวและยิ้มร้ายเล็กน้อย จงใจลูบตัวเสี่ยวชิงอีกหลายครั้ง

เสี่ยวชิงค่อย ๆ วางศีรษะลงบนไหล่ของเซียวหรง ลิ้นงูแลบออกมาเลียหูเซียวหรงเหมือนแอบบอกอะไรเขา

“…” เซียวหรงตัวสั่น ไม่กล้าอวดโอ่อีก รีบหนีออกไปทันที

 

ระหว่างที่ทางนี้กำลังบันทึกภาพอารมณ์ภูมิใจก่อนกลายเป็นมองค้อนของไป๋ซื่อเฉียว บรรยากาศของด้านเฟ่ยเหยียนกลับดีกว่า

สัตว์ที่เฟ่ยเหยียนต้องรับผิดชอบคือเพนกวินจักรพรรดิ เธอเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในบรรดาแขกรับเชิญ และฉีจี้เป็นมาสคอตของสวนสัตว์ สถานภาพจึงเหมาะสมกันเป็นพิเศษ เฟ่ยเหยียนเตรียมใจเข้าฉากเรียบร้อย ก่อนมา เธอเช็กแล้วว่าบางครั้งเพนกวินก็ไม่ได้เรื่องมากในด้านสุขอนามัย

แต่เพนกวินจักรพรรดิของที่นี่ฉลาดและน่ารักกว่าในจินตนาการของเธอ ตอนเจ้าหน้าที่ยกยอเพนกวินของพวกเขา เฟ่ยเหยียนยังเข้าใจว่าเป็นการคุยโว น่ารักก็น่ารักแหละ แต่ฉลาดไหม ยังไม่แน่ เธอเคยเห็นบางรายการ สัญชาตญาณบอกว่ามันเป็นการตัดต่อ

ตอนเฟ่ยเหยียนใส่ชุดป้องกันเข้าไปกับเจ้าหน้าที่ ฉีจี้เพิ่งกระโดดขึ้นมาจากน้ำ ปากคาบปลาไว้หนึ่งตัว มันงอท้องคายปลาลงบนพื้นตรงหน้าเฟ่ยเหยียน ทำให้เฟ่ยเหยียนดีใจมาก นี่มันหมายความว่าอะไร

เฟ่ยเหยียนพูดอย่างเซอร์ไพรส์ “อา อันนี้ให้พี่เหรอ”

แก้มหญิงสาวแดงเรื่อ เธอก้าวออกไปหยิบปลาขึ้นมา เฟ่ยเหยียนตัวค่อนข้างเล็ก อ้อนแอ้น สูงกว่าฉีจี้ไม่มาก แต่ฉีจี้ดูเป็นมิตรมาก เธอเลยไม่กลัว

จังหวะนี้เอง เพนกวินตัวสูงประมาณน่องของเฟ่ยเหยียนหนึ่งฝูงพุ่งตัวเข้ามาจำนวนนับไม่ถ้วน ทำเอาเฟ่ยเหยียนเกือบถูกชนล้ม พวกมันข้ามตัวเฟ่ยเหยียนไปแย่งปลาตัวนั้น แกคำฉันคำจนหมดเกลี้ยง

เฟ่ยเหยียนที่กลายเป็นก้อนหิน “…” ก่อนก้าวถอยออกไปยืนอย่างงง ๆ ถามว่า “พวกมันรู้ชื่อตัวเองหรือเปล่าคะ”

“มีไม่กี่ตัวที่รู้ครับ ตัวอย่างเช่นฉีจี้ มันรู้ชื่อตัวเองแน่นอน” เจ้าหน้าที่บอก “มันเกิดจากการผสมเทียมแล้วเลี้ยงจนโตเลยฉลาดเป็นพิเศษ คุณลองเรียกชื่อมันดูได้”

เฟ่ยเหยียนเลยเรียกฉีจี้เสียงนุ่ม

ฉีจี้เงยหน้าขึ้นมามองจริง ๆ มีปฏิกิริยาตอบรับ

พอเพนกวินน้อยพวกนั้นกินปลาหมด พวกมันยังคงห้อมล้อมฉีจี้ ยืดคอ อ้าปาก เหมือนขอกินอีก

เฟ่ยเหยียนถาม “ว้าว ฉีจี้เป็น ‘ครูอนุบาล’ ของที่นี่หรือคะ”

เจ้าหน้าที่ตอบ “จะพูดแบบนั้นก็ได้ครับ”

ต่อมาเขาแนะนำเรื่องความเป็นอยู่ ความเคยชินและสถานการณ์การรอดชีวิตของเพนกวินจักรพรรดิ ทำตามเนื้อหาในบทด้วยการแนะนำศูนย์เพาะพันธุ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ของพวกเขา

หลังก่อสร้างและตกแต่งมาได้ระยะหนึ่ง ศูนย์เพาะพันธุ์เพนกวินของสวนสัตว์ซาฟารีหลิงโย่วก็เสร็จ มันไม่ได้มีขนาดใหญ่มากและอยู่ใกล้กับส่วนจัดแสดงขั้วโลก

“เรื่องนี้ฉันรู้ค่ะ ฉันติดตามแอคเคานต์ทางการของพวกคุณอยู่” ไม่รู้ว่าเฟ่ยเหยียนติดตามจริงหรือแค่ทำการบ้านมา เธอพูดยิ้ม ๆ “ฉันขอไปดูศูนย์เพาะพันธุ์ได้หรือเปล่าคะ”

นี่เป็นบทที่ถูกวางไว้ ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงพาเฟ่ยเหยียนไปเยี่ยมชมศูนย์เพาะพันธุ์ของพวกเขา

“ที่นี่จำลองสภาพแวดล้อมของขั้วโลกใต้ ทั้งแสงแดด อัตราความชื้น เป็นต้น” ตากล้องแนะนำพลางถ่ายภาพภายในศูนย์เพาะพันธุ์ สุดท้ายจึงไปหยุดอยู่ที่ตัวเฟ่ยเหยียนที่เกาะอยู่หน้าตู้กระจก ก่อนถ่ายลูกเพนกวินที่อยู่ในตู้กระจก

เจ้าหน้าที่ศูนย์เพาะพันธุ์กำลังป้อนปลาเหลวให้ลูกเพนกวินกิน ลูกเพนกวินมีขนอุยนุ่ม ๆ เต็มตัวเหมือนตุ๊กตา

เฟ่ยเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉา “สวรรค์ ฉันอยากเข้าไปจัง”

เจ้าหน้าที่ยิ้มน้อย ๆ “ไว้คุณผ่านการฝึกตามขั้นตอนที่กำหนดไว้แล้ว เราจะให้คุณได้เข้าไปลองอุ้มครับ”

เฟ่ยเหยียนทำท่ามุ่งมั่นมาก “เพื่อพวกมัน ฉันจะพยายามค่ะ!”

“งั้นเริ่มจากการทำความสะอาดสิ่งปฏิกูลของเพนกวินจักรพรรดิก่อนเลยนะครับ”

เพนกวินจักรพรรดิน่ารัก แต่สิ่งปฏิกูลของมันไม่น่ารักเลย โดยเฉพาะสิ่งปฏิกูลของเพนกวินจักรพรรดิจำนวนมาก พวกเพนกวินจักรพรรดิที่โตเต็มวัยในสวนสัตว์จะมีที่ขับถ่ายประจำ “ผลผลิต” คือสิ่งปฏิกูลสีน้ำตาลแดงกับน้ำตาลเข้มจำนวนมหาศาล

ภายในส่วนจัดแสดงเพนกวินจักรพรรดิมีหิมะเทียม น้ำแข็งเทียม เฟ่ยเหยียนชูเครื่องมือ “สู้ตาย เพื่อจะได้เป็นเจ้าหน้าที่เลี้ยงสัตว์ที่มีคุณสมบัติเข้าไปให้นมเพนกวิน ฉันต้องสู้!”

หิมะที่เปรอะสิ่งปฏิกูลต้องทำความสะอาด แม้คาดว่าทางรายการจะตัดภาพไปไม่กี่วินาที แต่เฟ่ยเหยียนต้องใช้เวลานานมากกว่าจะทำงานเสร็จ ในระหว่างนั้น ถ้าเหนื่อย เธอจะนั่งมองฉีจี้แล้วฮึดขึ้นมาใหม่

ช่วงหลัง มีดาราชายอีกคนทำงานของตัวเองเสร็จแล้วเลยมาช่วย

เจ้าหน้าที่พบว่าองค์รัชทายาทของพวกเขาปฏิบัติต่อราชินีจอเงินไม่เลวเลยจริง ๆ ไม่รู้ว่าเพราะราชินีจอเงินรูปร่างหน้าตาสะสวย หรือเพราะเธอช่วยทุกคนทำความสะอาดสิ่งปฏิกูลจนมีแต่กลิ่นเพนกวินจักรพรรดิเต็มตัว…

เจ้าหน้าที่ค่อนข้างเชื่อว่าเป็นอย่างหลัง แต่คาดว่าทุกคนคงคิดไปทางข้อแรกมากกว่า

ตอนเฟ่ยเหยียนจากไป ฉีจี้ตามไปถึงประตู มันยืดคอยาว

เฟ่ยเหยียนยื่นมือไปแตะหัวฉีจี้ แต่ฉีจี้เอียงศีรษะ เกือบงับเอาถุงมือของหญิงสาวไป เฟ่ยเหยียนรีบดึงมือกลับ “ฮ่า ๆ ซนจริง ฉันไปเปลี่ยนชุดแล้วนะ ไว้เจอกัน ฉีจี้”

ซีนนี้ใกล้เสร็จแล้ว กว่าเฟ่ยเหยียนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เป็นเวลาดึกมาก ช่วงหลังแค่ถ่ายท่าทางเหนื่อยหนักของเธอก็พอ

เฟ่ยเหยียนเปลี่ยนเสื้อผ้า เดินออกมาแล้วโดนมาสคอตตัวโตกอดเต็มอ้อมแขน

เธอกอดเจ้ามาสคอตแสนน่ารักตัวนี้อย่างเซอร์ไพรส์ “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ”

เฟ่ยเหยียนกอดมาสคอต ทั้งหอมทั้งลูบ ให้ความสนิทสนมก่อนพูดเป็นนัย ๆ “คุณใช่ฉีจี้หรือเปล่าคะ”

ฉีจี้พยักหน้าแรง ๆ

ตากล้องถ่ายซีนนี้ไว้ โปรดิวเซอร์ที่อยู่ข้าง ๆ เอ๋อไปชั่วพริบตาหนึ่ง เนื่องจากดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้วางซีนนี้ไว้ แต่เธอไม่ได้สั่งหยุด เพราะรู้สึกว่ามาสคอตที่โผล่มาแบบกะทันหันตัวนี้น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของหลิงโย่วที่ชื่นชอบเฟ่ยเหยียน เลยฉวยโอกาสนี้มาใกล้ชิดกับไอดอล

สำหรับการถ่ายทำของพวกเขา เรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไร ด้วยเหตุนี้ สุดท้ายโปรดิวเซอร์เลยเลือกเงียบและมองดูทุกอย่างดำเนินไป

เฟ่ยเหยียนคิดไปเองว่านี่เป็นแผนของทางรายการ เธอเลยหอมและกอดฉีจี้อยู่พักหนึ่งก่อนจะพบว่าดูเหมือนมันจะไม่ได้ทำอะไรอีก

เป็นแบบนี้อยู่สิบนาทีโดยไม่มีการประกาศภารกิจอะไร และไม่ได้ทำอย่างอื่นด้วย ราวกับแค่มาเล่นกับเธอ เฟ่ยเหยียนกระวนกระวายเล็กน้อย เธออยากรีบกลับไปพักผ่อนแล้ว เพราะตอนนี้ทั้งตัวมีแต่กลิ่นเพนกวิน

จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ เฟ่ยเหยียนเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามขึ้นว่า “ฉันกลับห้องได้หรือยังคะ”

โปรดิวเซอร์ “กลับได้นานตั้งแล้วละ เพนกวินตัวนี้ไม่ได้อยู่ในคิวของเรา”

เฟ่ยเหยียน “…”

มาสคอตโคลงตัวอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางใสซื่อก่อนเดินจากไปแบบไม่รู้ไม่ชี้

เฟ่ยเหยียน “…”

หลังสลัดเพนกวินจักรพรรดิที่มาขวางทางไปได้ ในที่สุดเฟ่ยเหยียนก็จะได้กลับห้อง แต่ก็ยังต้องพูดบทคุยกับตัวเองเพื่อจบภารกิจของวันทำนองว่า “วันนี้ตักมูลเพนกวินเยอะมาก เหนื่อยมาก ที่แท้การเป็นเจ้าหน้าที่เลี้ยงสัตว์ก็ไม่ง่ายเลย”

Leave a Reply

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า