fbpx

[ทดลองอ่าน] รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่ เล่ม 4 ตอนที่ 122

老婆粉了解一下
รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่

 

ชุนเตาหาน เขียน
littleell แปล

 

— โปรย —

เขาเป็นไอดอลของเธอ
เธอเฝ้าติดตามเขามาตลอด
จนมาวันหนึ่งเธอไม่รู้สึกถึงสิ่งอื่นใดในโลกนี้อีกแล้ว
สัมผัสได้เพียงแค่เขา
เธอรู้แล้วว่า “เธอรักเขา”

เธอเดินมาถึงตรงนี้ มาอยู่ข้างกายเขาได้อย่างไรนะ
…ที่แท้เป็นเขาเองนั่นแหละที่เดินเข้ามาหาเธอ

“เธอคงไม่เลิกเป็นแฟนคลับหรอกนะ”
“ไม่หรอก ฉันจะรักเขาตลอดไป”
“ฉันก็เหมือนกัน! โอ๊ย ไม่คิดแล้ว แค่เขามีความสุข
ก็สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น”
แต่ไหนแต่ไรมาความต้องการของแฟนคลับ
ต่างก็ชัดเจนและมีเพียงเท่านี้

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ“

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

122

 

ที่ราชาจอมหึงพูดนั้นมีเหตุผล ช่วงนี้ในอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยข่าวลือของเธอและเมิ่งซิงเฉิน จริงๆแล้วเป็นเพราะราชาแห่งวงการภาพยนตร์ไม่ถ่ายละครมาหลายปีแล้ว หากจะอิงคำพูดของคนในวงการก็คือ การที่ดาราภาพยนตร์กลับมารับงานละครนั่นเพราะตกกระป๋องแล้ว

ข่าวลือแพร่สะพัดไปจนผู้คนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ว่ากันว่าเมิ่งซิงเฉินรับงานละครก็เพราะเซิ่งเฉียว ก่อให้เกิดสงครามใหญ่ระหว่างแฟนคลับทั้งสองฝ่าย

ดีที่เป้ยหมิงฝานเตรียมแถลงการโต้ข่าวลืออย่างรวดเร็ว แอ็กเคานต์ปั่นข่าวแพร่ข่าวที่ผู้กำกับหานเป็นเพื่อนนักเรียนของเมิ่งซิงเฉิน ทั้งยังขุดภาพถ่ายคู่วันจบการศึกษาของทั้งสองในตอนนั้นออกมาด้วย จึงทำให้ข่าวลือซาไป

ก่อนหน้านี้เป้ยหมิงฝานยังเป็นกังวลว่ากระแสอาจไม่มากพอ อยากสร้างกระแสข่าวลือระหว่างเซิ่งเฉียวกับเจิงหมิง ภายหลังถูกเซิ่งเฉียวปฏิเสธอย่างจริงจัง วุ่นวายกับการคิดหาประเด็นเรื่องใหม่มาตลอด มาตอนนี้ยังต้องการประเด็นอะไรอีกล่ะ เรื่องที่ให้การช่วยเหลือและเรื่องของเมิ่งซิงเฉินก็สร้างประเด็นและกระแสนิยมให้กับกองละครทั้งสองเรื่องแล้ว เป็นการแก้ไขปัญหาที่เขาเป็นกังวลอยู่ได้อย่างดีจริง ๆ

ปกติแล้วในช่วงเช้าเซิ่งเฉียวจะอยู่ที่กองละครเพียงแสงจันทราส่องถึง ซึ่งมีฉากถ่ายทำมากกว่า บางครั้งก็ไม่ทันได้กินอาหารกลางวัน เธอต้องหยิบอาหารกล่องหนึ่งไปกินระหว่างทางไปกองถ่ายสายลมแห่งตะวันออก และปรับท่าทางและอารมณ์ในรถ

ทันทีที่ถ่ายฉากลิงน้อยซึ่งกล่าวด้วยความโกรธที่สุมทรวงว่า “อาจารย์คงคงเป็นแบบอย่างของข้า เป็นความภาคภูมิใจของวานรอย่างเรา เจ้ากล้าเหยียดหยามอาจารย์คงคงผู้สูงศักดิ์ของข้าหรือ!” เสร็จในตอนเช้า ตอนบ่ายไปถึงก็ต้องถ่าย “มีชีวิตอยู่อย่างไร้ความหมายแบบนี้ต่างอะไรกับตายเล่า”

จนกระทั่งถึงช่วงหลังที่เรื่องราวของเพียงแสงจันทราส่องถึงเริ่มเลวร้ายลง สภาพจิตใจของเจ้าลิงน้อยผู้กล้าหาญไร้ความกังวลไม่เกรงกลัวสิ่งใดก่อนหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสิ้นหวัง ซึ่งเหมาะสมกับตัวละครซ่งย่วนในสายลมแห่งตะวันออกที่ไม่มีใครเห็นใจช่วยเหลือ มองรอบด้านไร้หนทาง

ตัวละครทั้งสองตัวต่างก็โศกเศร้าน่าเวทนา ในช่วงท้ายของเรื่องล้วนต้องใช้สภาพจิตใจแบบนี้ในการถ่ายทำ แต่อารมณ์ด้านลบก็ส่งผลกระทบต่อตัวนักแสดง เซิ่งเฉียวทุ่มเทความคิดและพลังมากมายไปกับการสวมบทบาทตัวละคร หลายครั้งก็ไม่อาจปลดเปลื้องอารมณ์ของตัวละครออกไปได้ นานเข้าก็เริ่มรู้สึกหดหู่ ไม่ชอบพูด

แน่นอนว่าสภาพของเธอในตอนนี้เหมาะกับการถ่ายทำ ทว่าจะเป็นการทำร้ายตัวเธอเอง ทุกครั้งที่เมิ่งซิงเฉินถ่ายเสร็จก็จะมาพูดคุยเรื่องไร้สาระกับเธอ เพื่อดึงให้เธอออกมาจากอารมณ์พวกนั้น

แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก ติงเจี่ยนเห็นแบบนี้ก็ร้อนใจกลัวว่าพอถ่ายทำละครสองเรื่องนี้เสร็จเสี่ยวเฉียวที่ร่าเริงน่ารักจะไม่กลับมาอีก

มีเพียงทุกคืนที่เซิ่งเฉียววิดีโอคอลคุยกับฮั่วซีเท่านั้นที่เธอจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมจนแทบไม่เห็นความแตกต่างแม้แต่น้อย

ติงเจี่ยนที่มองอยู่ด้านข้างเห็นแล้วก็ตกใจกลัว แย่แล้ว คงไม่ได้เป็นโรคจิตเภทหรอกนะ

เซิ่งเฉียวเคยห้ามเธออย่างเด็ดขาดว่า ห้ามแอบรายงานฮั่วซี กลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเขา ติงเจี่ยนเองก็ไม่กล้าบอกฮั่วซี ขณะที่ติงเจี่ยนกำลังไถหน้าจอโทรศัพท์อย่างหมดอะไรตายอยากอยู่นั้นก็เห็นว่างานนิทรรศการดนตรีและศิลปะในปีนี้จะจัดขึ้นที่หางโจวในสัปดาห์หน้า จ้าวอวี๋เองก็เข้าร่วมด้วย

ติงเจี่ยนกลอกตาหนึ่งที คิดแผนการขึ้นมาได้ก็วีแชตหาจ้าวอวี๋ บอกเล่าท่าทางของเซิ่งเฉียวในช่วงนี้ให้จ้าวอวี๋รับรู้ จ้าวอวี๋เองก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่า : [วางใจเถอะปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉัน]

ไม่นานเซิ่งเฉียวที่นอนอ่านบทละครอยู่ก็ได้รับโทรศัพท์จากจ้าวอวี๋

“เซียนหญิงทำอะไรอยู่”

“เซียนหญิงกำลังท่องบทอยู่”

“เซียนหญิงคิดถึงผู้พิทักษ์ไหม”

“เซียนหญิงไม่ว่างคิด”

จ้าวอวี๋ที่สวมบทบาทอยู่ปลายสายก็หัวเราะขึ้นมา “อาทิตย์หน้าฉันจะไปร่วมงานดนตรีที่หางโจว ฉันจะหาบัตรให้ เธอมาเป็นกองเชียร์ให้ฉันหน่อยสิ”

เซิ่งเฉียวตอบกลับอย่างไร้เรี่ยวแรง “ไม่มีเวลาน่ะสิ ถ่ายละครยุ่งมากเลย”

จ้าวอวี๋ “แค่ช่วงกลางคืนชั่วโมงสองชั่วโมงเองจะไม่มีเวลาได้ยังไง เธอไม่อยากมาเป็นกองเชียร์ให้ฉันใช่ไหม!”

เซิ่งเฉียว “กองทัพอวี๋เหม่ยเหรินของเธอไม่ต้องการคนอย่างฉันหรอก”

จ้าวอวี๋ “ไม่มาเลิกคบ”

เซิ่งเฉียว “…จ้าวอวี๋เธอรู้ไหมว่าการกระทำของเธอมันเลวร้ายพอๆกับคนที่พอทะเลาะกับแฟนสาวก็ขอเลิกเลยนะ”

จ้าวอวี๋ “ฉันไม่สน ฉันจะไร้ความเมตตาและไม่มีเหตุผลแบบนี้ละ เธอจะมาหรือไม่มา”

เซิ่งเฉียว “…ก็ได้”

แบบนี้จ้าวอวี๋จึงพอใจ สุดท้ายก่อนวางสายยังบอกอีกว่า “สีกองเชียร์ของฉันเป็นสีชมพูนะ”

พอวางสายแล้วเซิ่งเฉียวก็อ่านบทต่อ ฉากที่กำลังอ่านอยู่คือฉากที่เจ้าลิงน้อยถูกขังอยู่ในเตาหลอมยา เปลวเพลิงโหมกระหน่ำอยู่รอบทิศ นางถูกไฟคลอกอย่างเจ็บปวดจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ กลิ้งไปมาบนพื้น ร้องตะโกนชื่อของบุคคลที่นางคิดไปเองว่าสนิทสนมไปมา ร้องขอให้พวกเขามาช่วย แต่กลับไม่รู้ว่าผู้คนที่นางเรียกหาพวกนั้นยืนมองดูด้วยสายตาเย็นชาอยู่ด้านนอก

ขณะเดียวกันที่เขาฮวากั่วซานก็เผชิญกับการเข่นฆ่า เสียงร้องคร่ำครวญดังระงมไปทั่ว นางเห็นสิ่งเหล่านั้นผ่านเปลวเพลิง ไม่ว่าจะพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพียงใดก็หนีออกไปไม่ได้ พอร่างกายสัมผัสกับผนังเตาหลอมก็ถูกลวกจนผิวหนังลอกออกมาชั้นหนึ่ง นางถูกไฟคลอกทั้งตัวจนเลือดไหลอาบ แต่ก็ยังพุ่งเข้าใส่ผนังเตาหลอมอย่างไม่หยุดยั้ง แล้วห้วงความคิดทั้งหมดก็มลายลงเพราะน้ำตาสีเลือดที่รินไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้างจนตาบอดสนิท

เซิ่งเฉียวอ่านไปพลางท่องบทไปพลาง ติงเจี่ยนที่เห็นว่าเซิ่งเฉียวเริ่มเข้าสู่ห้วงอารมณ์นั้นอีกแล้วก็แย่งบทละครมาจากเธอทันที “อย่าเพิ่งอ่านตอนนี้เลย อาทิตย์หน้าเธอจะไปดูจ้าวอวี๋ไม่ใช่หรือไง พวกป้ายไฟ แท่งไฟ แบนเนอร์อะไรพวกนั้นต้องรีบเตรียมนะ!”

เซิ่งเฉียวมองติงเจี่ยนแวบหนึ่ง “รู้เยอะเหมือนกันนะเนี่ย”

ติงเจี่ยนว่า “อยู่กับเธอไม่รู้ก็รู้แล้วละ”

ในที่สุดเซิ่งเฉียวก็หยุดอ่านบท เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาสั่งทำของเชียร์ให้จ้าวอวี๋ ทั้งยังปรึกษากับติงเจี่ยนอีกว่าใช้ตัวหนังสือแบบไหนจึงจะสวย ติงเจี่ยนจึงได้วางใจ

 

เวลาถ่ายละครเวลามักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ และแล้วงานนิทรรศการดนตรีและศิลปะก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เซิ่งเฉียวบอกกับกองถ่ายทั้งสองกองไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าอย่าจัดฉากถ่ายทำตอนกลางคืน หลังถ่ายทำฉากตอนกลางวันเสร็จ ฟางไป๋ที่นำของเชียร์ของเธอมาด้วยก็ขับรถตรงมารับเธอที่กองถ่ายแล้วไปส่งเธอที่งาน

จ้าวอวี๋ส่งบัตรมาให้แล้ว เซิ่งเฉียวสะพายเป้สีขาวใบหนึ่ง สวมหมวกและผ้าปิดปาก รออยู่ในรถจนใกล้เวลาเริ่มงานจึงเข้าไป

งานนิทรรศการดนตรีและศิลปะเป็นงานแสดงดนตรีขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ไม่เพียงจะมอบรางวัลทางด้านดนตรี รางวัลยอดนิยมต่างๆแล้ว แขกรับเชิญยังขึ้นแสดงบนเวทีด้วย ทันทีที่เซิ่งเฉียวเข้าไปก็เห็นทะเลสีแดงและทะเลสีชมพูเต็มงานไปหมด จึงได้รู้ว่าที่แท้เสิ่นเจวี้ยนอี้ก็มาด้วย

หากฮั่วซีไม่ไปต่างประเทศ คืนนี้เทพเซียนทั้งสามคงต้องปะทะกันแน่ ๆ

เซิ่งเฉียวหาที่นั่งของตัวเองแล้วนั่งลง ที่นั่งของเธออยู่บริเวณแถวแรกของกองเชียร์ ด้านหน้ายังมีที่นั่งของแขกที่มาร่วมงานซึ่งก็เป็นศิลปินที่จะขึ้นแสดงในค่ำคืนนี้ทั้งนั้น คาดไม่ถึงว่าคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าเซิ่งเฉียวจะเป็นหูรุ่ยเหวิน เธอโน้มตัวพิงบนขอบรั้วแล้วตะโกนว่า “รุ่ยรุ่ย รุ่ยรุ่ย”

ด้านหลังมีแฟนคลับมากมายซึ่งกำลังตะโกนเรียกชื่อไอดอลของตัวเองอยู่ เซิ่งเฉียวจึงกลายเป็นหนึ่งในหมู่แฟนคลับไปด้วย หูรุ่ยเหวินไม่หันกลับมา คงไม่ได้ยิน เซิ่งเฉียวจึงทำได้เพียงกลับไปนั่งบนที่นั่ง

พี่สาวด้านข้างถามว่า “เธอเป็นแฟนคลับของหูรุ่ยเหวินเหรอ”

เซิ่งเฉียวว่า “ไม่ใช่”

พี่สาว “แล้วเธอเรียกเขาทำไมล่ะ”

เซิ่งเฉียว “…เรียกเล่นๆไปอย่างนั้นแหละ”

งานยังไม่เริ่ม พิธีกรและทีมงานกำลังนัดแนะลำดับการดำเนินงานอยู่ด้านล่าง นักข่าวในงานก็กำลังสัมภาษณ์แขกรับเชิญและถ่ายภาพอยู่บริเวณที่นั่งของพวกเขา ดูคึกครื้นเหมือนกัน

เซิ่งเฉียวนั่งเบื่อหน่ายอยู่บนที่นั่ง มองซ้ายมองขวาในใจคิดว่าหากฮั่วซีอยู่ด้วยก็คงดี เธอคิดถึงการแสดงบนเวทีของเขาจริงๆ

ขณะที่เซิ่งเฉียวกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่นั้น จู่ๆภายในงานก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้น คนที่นั่งอยู่ข้างๆเธอร้องตะโกนเสียงดังมากเป็นพิเศษ เซิ่งเฉียวคิดว่างานเริ่มแล้วพอหันกลับไปมองจอภาพบนเวทีหลักก็เห็นภาพของตัวเธอเอง

ทั้งๆที่เธอสวมหมวกและผ้าปิดปากอยู่ ไม่คิดว่าตากล้องในงานจะมีสายตาแหลมคมขนาดนี้ ดันรู้ว่าเป็นเธอ

ตอนแรกคนในงานก็ไม่รู้ว่าทำไมกล้องจึงไปหยุดอยู่ตรงที่นั่งของผู้ชมอยู่ตลอดเอาแต่ถ่ายคนที่แต่งกายเสียรัดกุมคนนี้อยู่ตั้งนาน พอมองไปมองมาก็รู้สึกว่าแปลกๆ เหมือนมีดาราคนไหนแฝงตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ชมเลยนี่นา

ผู้ชมบางคนจำได้ก็ร้องตะโกนขึ้นมาทันที คนอื่นที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใครก็ร้องตะโกนตามไปด้วย เซิ่งเฉียวที่เห็นว่าคงปิดต่อไปไม่ไหว กล้องนั่นเอาแต่จับภาพเธอไม่ขยับไปไหนเลย จึงทำได้เพียงถอดหมวดและผ้าปิดปากออกโบกมือพร้อมฉีกยิ้มให้กล้อง

จากนั้นคนทั้งงานก็เห็นว่าเซิ่งเฉียวนั่งอยู่ตรงที่นั่งผู้ชม

ศิลปินที่นั่งอยู่ในบริเวณที่นั่งแขกรับเชิญด้านหน้าก็แปลกใจ หูรุ่ยเหวินรีบหันกลับมามอง พอเห็นเซิ่งเฉียวที่อยู่ด้านหลังก็ลุกขึ้นวิ่งตรงเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น “พี่เสี่ยวเฉียว พี่มาได้ยังไง ทำไมพี่ไปนั่งอยู่ตรงนั่นล่ะ พี่มาดูผมรึเปล่า”

แฟนคลับของหูรุ่ยเหวินที่นั่งอยู่ด้านหลังเซิ่งเฉียวแทบจะบ้าแล้ว “อ๊ากกกก รุ่ยรุ่ยที่รักมองแม่หน่อย แม่อยู่ตรงนี้ไง!”

เมื่อนักข่าวที่สัมภาษณ์ศิลปินได้ยินเสียงก็ขยับตัววิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ต่างยื่นกล้องและไมค์เข้ามา นักข่าวถามอย่างดีใจว่า “เซิ่งเฉียว คาดไม่ถึงว่าจะพบคุณที่นี่ คุณมาดูเสิ่นเจวี้ยนอี้ใช่ไหมคะ”

เซิ่งเฉียว “???”

พี่น้องอี้เหรินที่นั่งอยู่ด้านข้าง “ฮึ!”

เซิ่งเฉียวค่อยๆล้วงป้ายไฟออกมาจากกระเป๋า เปิดไฟ แสงไฟสีชมพูเจิดจรัสตัวหนังสือตัวใหญ่สี่ตัวเด่นชัดขึ้น “นางฟ้าอวี๋อวี๋”

นักข่าว “…”

คิดว่าจะได้ข่าวใหญ่เสียอีก

กลุ่มอวี๋เหม่ยเหรินที่เห็นเซิ่งเฉียวหยิบป้ายไฟสีชมพูผ่านจอใหญ่บนเวทีก็กรีดร้อง กรี๊ดดดดเป็นของบ้านฉัน! อวี๋เหม่ยเหรินทั่วทั้งงานต่างก็ร้องตะโกนชื่อของจ้าวอวี๋ ทำให้บรรยากาศภายในงานครึกครื้นขึ้นมาทันที ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นเพราะเซิ่งเฉียวนี้คงอยู่จนกระทั่งพิธีกรขึ้นมาบนเวทีแล้วประกาศเริ่มงานในค่ำคืนนี้ ทางด้านเซิ่งเฉียวก็มีคนคลำทางมาหาเธอเพื่อขอลายเซ็นอยู่ตลอดเวลา แฟนคลับที่อยู่รอบกายบางส่วนยังขอถ่ายรูปคู่กับเธออีกด้วย

งานเพิ่งเริ่มขึ้นข่าวที่เซิ่งเฉียวโผล่ไปเป็นกองเชียร์ให้จ้าวอวี๋ในงานนิทรรศการดนตรีและศิลปะก็แพร่กระจายไปในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับนักข่าวความรู้สึกแรกที่ชาวเน็ตเห็นข่าวนี้ก็คือ : [ชิ เธอไปดูเสิ่นเจวี้ยนอี้สินะ คบกันจริงๆงั้นสิ!]

สุดท้ายเมื่อคลิกเข้าไปดูป้ายไฟที่เซิ่งเฉียวถืออยู่นั้นเป็นของจ้าวอวี๋

ซีกวง : [ไหนบอกว่าเป็นอักแกแฟนไง]

แต่ก็มีชาวเน็ตแพร่ข่าวที่ว่า : [ความสัมพันธ์ของเซิ่งเฉียวกับจ้าวอวี๋ขณะถ่ายทำรายการเผชิญโลกกว้างไม่เลว คืนนี้คงไปดูเพื่อนสาวเป็นแน่]

สุดท้ายพอถึงคิวของจ้าวอวี๋ก็ยิ่งชี้ชัดในจุดนี้ เมื่อจ้าวอวี๋แสดงเสร็จ ขณะกำลังจะลงจากเวที จู่ๆก็ชี้ไปยังที่นั่งของเซิ่งเฉียว ทั้งยังตั้งใจขยิบตาให้อีกด้วย บริเวณนั้นไม่มีอวี๋เหม่ยเหรินคนอื่นนั่งอยู่เลย คนที่จ้าวอวี๋ชี้จึงเป็นได้แค่เซิ่งเฉียวเท่านั้น

ชาวเน็ต : [ช้าก่อน จู่ๆก็อยากจิ้นคู่นี้ขึ้นมา…]

เธอแสดงอยู่บนเวที ฉันคอยให้กำลังใจอยู่ด้านล่าง เธอขยิบตาให้ฉัน ฉันยิ้มให้เธอ ในสายตาของพวกเธอมีเพียงกันและกันเท่านั้น

ให้ตายเถอะ! ได้อารมณ์มากเลย!

ทันใดนั้นก็เกิดลัทธิบูชาความสัมพันธ์แบบเพื่อนสาวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง แฟนคลับของเซิ่งเฉียวและอวี๋เหม่ยเหรินพยายามจะห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่

 

เมื่องานจบลง จ้าวอวี๋และเซิ่งเฉียวก็ถูกแอบถ่ายขณะที่กำลังกอดกันอยู่หลังเวที จ้าวอวี๋ลูบศีรษะเซิ่งเฉียว ความจริงคือกำลังดูแผลบนศีรษะของเซิ่งเฉียวว่าเป็นอย่างไรบ้าง พอนักข่าวถ่ายภาพออกมาก็กลายเป็นการลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู

ชาวเน็ต : [อ๊ากกกก ล็อกคู่จิ้นนางฟ้าแล้ว!!!] [ใครรุกใครรับ] [ชัดเจนขนาดนี้มองไม่ออกอีกหรือไง! จ้าวอวี๋สายรุกเต็มเปี่ยมเลยนะ! เซิ่งเฉียวที่ทั้งอ่อนโยนและนุ่มนวลต้องอยู่ด้านล่างเท่านั้น!] [ไม่ๆๆ เห็นชัดเลยว่าเซิ่งเฉียวที่มองการแสดงบนเวทีจากด้านล่างให้กำลังใจด้วยใบหน้าอ่อนโยนเหมือนสายรุกที่แสนดีมากกว่า!] [จะขอคารวะคู่จิ้นคู่นี้ตราบนานเท่านาน!!!] [คู่จิ้นหาม้า คู่จิ้นฮั่วเซิ่งอะไรหลบไปให้หมด! นางฟ้าต้องคู่กับนางฟ้าเท่านั้น!] [ฉันเห็นด้วยกับงานมงคลนี้! เชิญพวกเธอไปแต่งงานกันที่เดนมาร์กเดี๋ยวนี้[1]! ค่าตั๋วฉันออกเอง!]

อวี๋เหม่ยเหริน : […]

แฟนคลับของเซิ่งเฉียว : […]

นับตั้งแต่นี้สหายน้อยเซิ่งเฉียวก็เก็บสามขุนเขาแห่งวงการบันเทิงจนครบ

หลายปีผ่านไปจะถูกชาวเน็ตหยอกล้อเป็น “สตรีแห่งขุนเขา”

 

[1]คนจีนนิยมไปจดทะเบียนสมรสที่ประเทศเดนมาร์ก เพราะการจดทะเบียนสมรสในประเทศเดนมาร์กไม่จำกัดสัญชาติ และทำได้รวดเร็ว เมื่อกลับประเทศสามารถนำเอกสารไปยื่นเรื่องรับรองเอกสารที่สถานทูตก็เป็นอันเรียบร้อย

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า