fbpx

[ทดลองอ่าน] I love farming ผมแค่อยากปลูกผัก ส่วนความรักน่ะ เล่ม 4 ตอนที่ 6.1

我愛種田
ผมแค่อยากปลูกผัก ส่วนความรักน่ะ… เล่ม 4

 

ลาเหมียนฮวาถังเตอะทู่จื่อ เขียน
ตัวละครผู้ถูกแทงที่ท้อง แปล

 

ในที่สุดเสี่ยวไป๋ที่ติดตามชุยชีฉาวมาหลายโลกก็เผยตัวตนออกมา
จากโลกเสมือนสู่โลกแห่งความจริง จากแมวกลายเป็นคน
แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป คือจิตใจที่รักการทำไร่ปลูกผักของชายหนุ่ม
แล้วความรักล่ะ ความรักน่ะ จะเป็นยังไงกันนะ ม๊าววว!!!

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 6.1

 

อย่างไรก็ตามเฟิงจี้อวิ๋นก็ได้กลายเป็นผู้นำกลุ่มอสูรในเวลาต่อมา เมื่อเทียบกับอสูรตนอื่นแล้ว เวลาทำไร่ของเขาลดน้อยลงก็จริง แต่ปริมาณงานโดยรวมกลับเพิ่มพูนโดยไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย!

ในภพอสูร แต่ละเผ่าต่างรวมตัวอยู่กันเป็นหมู่ ยกเว้นเพียงเผ่าเดียวคือเผ่าอาชา ความจริงแล้วพวกเขาไม่ใช่เผ่าพันธุ์อสูรดั้งเดิม หากแต่มีอสูรรุ่นบรรพกาลเป็นผู้ฝึกขึ้นมา เพราะฉะนั้นเผ่าอาชาจึงมีประชากรจำนวนมาก กำเนิดมาเป็นบ่าวรับใช้โดยธรรมชาติ หลายเผ่าต่างก็มีอาชาเป็นบ่าวอยู่ในเผ่า

อสูรทุกตนต่างเรียกบ่าวเผ่าอาชาที่อยู่ในเรือนติดปากว่า “หม่าไจ่[1]” ต่อมาชื่อนี้ถูกใช้เรียกผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่เช่นเดียวกันโดยไม่จำกัดเพียงแค่เผ่าอาชา ขอแค่เป็นบ่าวรับใช้ก็เรียกว่าหม่าไจ่หมด

เฟิงจี้อวิ๋นนึกว่าชุยชีฉาวเป็นหม่าไจ่ผู้หนึ่ง ใครจะไปคาดคิดว่าพองานในมือขยายขอบเขตกว้างขึ้น เขาจึงค้นพบว่าชุยชีฉาวต่างหากที่เป็นผู้กุมอำนาจ

การที่ผู้ฝึกวิชาเพิ่งเข้าสำนักมีอำนาจเหนือปรมาจารย์ที่มีระดับขั้นวิชาเทียบเท่าขั้นปู้เม่ยเซินได้ ช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างยิ่ง

ชุยชีฉาวผู้นี้ให้เขาเริ่มงานด้วยการทำหน้าที่ล่าม ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายต่างใช้วิธีเขียนตัวหนังสือในการสื่อสาร หลักภาษาถือเป็นอุปสรรคที่ชวนให้รำคาญใจไม่น้อย

แต่ตอนนี้มีเฟิงจี้อวิ๋นแล้ว บทสนทนาในชีวิตประจำวันทำให้ภาษามนุษย์ของเจ้าตัวก้าวหน้าขึ้นอย่างมากด้วย เพราะเช่นนั้นชุยชีฉาวจึงเรียกอีกฝ่ายให้มารับรู้บทเรียน จากนั้นค่อยไปถ่ายทอดสอนให้อสูรตนอื่น

เผ่าอสูรมีประสิทธิภาพไม่ต่างจากเครื่องจักรกลการเกษตรขั้นสูงเท่าไร ผืนดินไถเสร็จทั้งหมด หลังจากเสร็จสิ้นงานอย่างการรดน้ำใส่ปุ๋ยก็ถึงเวลาเริ่มตระเตรียมการย้ายต้นกล้า

ต้นกล้าทั้งหลายถูกย้ายลงในแปลง ชุยชีฉาวสอนวิธีปลูกต้นกล้าให้เฟิงจี้อวิ๋น “เจ้าลองดูให้ละเอียด ใช้ชั้นดินนี่เป็นมาตรฐาน ควบคุมความลึกให้อยู่แค่สี่ส่วนครึ่ง งานหลัก ๆ ของพวกเจ้าคือต้องระวังไม่ให้ต้นกล้าบอบช้ำ ระวังว่าหากใช้แรงมากไปจะทำร้ายต้นกล้าได้ และยังมีส่วนของเปลือกหุ้ม มันคือส่วนนี้ของต้นกล้า พวกเจ้าต้องคอยรักษาระดับให้มันตั้งตรงเก้าสิบองศาจากพื้นตลอด”

เฟิงจี้อวิ๋นเคยทำงานเช่นนี้ที่ไหนกัน พอลองปลูกต้นกล้าลงดินตาม ต้นกล้าก็ล้มลงทันที กิ่งก้านใบต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษดิน

“แม้ว่าการปลูกต้นกล้าลงในดินตื้นจะเป็นเรื่องดี ทว่าจะเบามือเกินไปไม่ได้ มิเช่นนั้นก็จะล้มลงเช่นนี้” ชุยชีฉาวจับมือของเขาแล้วสอนอีกรอบ “ต้องทำให้เท่ากันหมด ความลึกก็ต้องเท่ากัน”

หลังสอนเสร็จหนึ่งรอบ เขาก็ปลูกต้นกล้าให้ดูเป็นตัวอย่างแถวหนึ่ง ต้นกล้าเรียงรายเป็นระเบียบตามคาด ความลึกก็เท่ากันทุกต้นโดยไม่คลาดเคลื่อนสักนิด

เฟิงจี้อวิ๋นรู้สึกตื่นตะลึงอย่างไม่คาดคิด…

หลังตะลึงเสร็จจึงรู้ตัว… เรื่องแบบนี้มันชวนอิจฉาตรงไหนกัน!

ต้นกล้าเหล่านี้เพาะจากเมล็ดขณะที่พวกอสูรอยู่ระหว่างการเตรียมดิน ในยามนี้มีอายุอยู่ที่สิบห้าวันได้

เฟิงจี้อวิ๋นเรียนรู้อยู่สองวันจากนั้นก็ใช้เวลาสอนอสูรที่เหลืออีกสองวัน อายุของต้นกล้าพวกนี้ก็ใกล้ยี่สิบวันเหมาะจะเริ่มลงปลูกพอดี

เหล่าอสูรถลกขากางเกงแล้วเริ่มทำนา มือทำงานไปพลางปากก็ใช้ภาษาอสูรด่ากราดไปทั่ว

เฟิงจี้อวิ๋นที่ได้ยินไม่กล้าไปบอกพวกเขา แม้ว่ามนุษย์จะไม่เข้าใจภาษาอสูร แต่ก็ฟังออกอยู่ดีว่าพวกเขากำลังด่ากราด ถันเหวยเจินเหรินผู้นั้นยังหลุดปากโพล่งด้วยซ้ำว่าการใช้แรงงานคือการปรับเปลี่ยนคนผู้หนึ่งให้มีคุณธรรมและฝีมือทำไร่เป็นเลิศ ยิ่งด่ากราดก็ยิ่งต้องใช้แรงงาน

เหล่าอสูรทำงานพลางพร่ำบ่นไปด้วย หากไม่ใช่เพราะพลังปราณถูกสูบออกไปจนหมด แค่ชั่วลมหายใจ พวกเขาก็ใช้เคล็ดวิชาที่มีปลูกต้นกล้าทั้งหมดได้แล้ว ไม่ต้องก้มตัวลงปลูกเองเหมือนกับมนุษย์ที่มีวิชาขั้นปู้เส้อผู้นั้นอย่างในตอนนี้

ปากเพิ่งบ่นจบได้ไม่นาน สายตาก็มองเห็นมนุษย์ผู้นั้นขับขี่ของวิเศษขนาดยักษ์หน้าตาประหลาดมุ่งหน้าเข้ามาในแปลง เป็นของวิเศษซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังปราณที่สูบจากพวกเขาไปในก่อนหน้านี้นั่นเอง

มันคือเครื่องดำนาอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยพลังปราณ ชุยชีฉาวเป็นผู้คิดค้นขึ้น เขาเพิ่งเตรียมถาดเพาะกล้าเสร็จเมื่อครู่ หลังเตรียมเรียบร้อยก็ขับเครื่องปลูกต้นกล้าพร้อมถาดมุ่งหน้าสู่แปลงดิน ครั้งหนึ่งปลูกต้นกล้าได้มากกว่าสิบแถว ซ้ำตัวเครื่องยังเป็นเกียร์อัตโนมัติอีกต่างหาก

พื้นที่หนึ่งหมู่ใช้ถาดเพาะกล้ายี่สิบถาดก็เพียงพอแล้ว บนถาดเพาะมีต้นกล้าที่เรียงรายแน่นขนัดอยู่บนนั้นอีกที เมื่อเครื่องยนต์ดันถาดออกไป พวกมันก็ลงไปในแปลงโดยตรง

หากคิดเทียบเป็นกำลังแรงงานหยาบๆ ชุยชีฉาวหนึ่งคนกับเครื่องจักรนั่นเทียบเท่าอสูรหนึ่งร้อยตนเลยก็ว่าได้

ถันเหวยเจินเหรินไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เขานั่งอยู่บนเครื่องปลูกต้นกล้า สนใจอยู่แค่เรื่องกิน ไม่ก็เอาแต่อิงแอบชุยชีฉาวพร้อมด่าคนอื่นไปด้วย เหล่าอสูรมองตามจนดวงตาแทบจะพ่นไฟออกมาอยู่รอมร่อ

นอกจากความตกตะลึงกับวิถีเร้นลับและประสิทธิภาพอันล้ำเลิศในตัวของวิเศษของชุยชีฉาวแล้ว พวกเขายังรู้สึกคับแค้นใจกับการเยาะเย้ยจากผู้บำเพ็ญเพียรอีกด้วย

ผู้ใดที่มีตาต่างก็ดูออก พลังปราณของพวกเขาคือสิ่งที่ทำให้ชุยชีฉาวผู้มีระดับขั้นวิชาเพียงเท่านี้ มีกำลังขับเคลื่อนของวิเศษและทำงานได้อย่างรวดเร็ว น่าแค้นใจยิ่งนัก!

สิ่งที่น่าอดสูที่สุดก็คือแม้จะแค้นทว่าพวกเขาก็อดริษยาไม่ได้…

พวกเขาได้แต่ปลูกต้นกล้าทีละต้น ส่วนผู้ฝึกวิชาคนนั้นล่ะ ของวิเศษเคลื่อนมาที่นี่ที ไปที่นู่นที เพียงแค่ชั่วพริบตาก็ปลูกต้นกล้าได้แปลงใหญ่แล้ว

หากของวิเศษนั่นอยู่ในมือพวกตน ไม่แน่อาจจะขับเคลื่อนได้เร็วกว่านี้ แล้วจัดการงานทั้งหมดในที่ดินส่วนของตัวเองได้ในชั่วพริบตา

จริง ๆ ของวิเศษชิ้นนี้ก็น่าจะให้พวกเขาใช้ได้มิใช่หรือ อย่างไรเสียพลังปราณของพวกเขาก็โดนสูบจนหมดเกลี้ยง หนำซ้ำบนร่างยังมีอาคมจำกัดพลังอยู่อีก หากชุยชีฉาวใช้ของวิเศษนั่นได้ พวกเขาก็ต้องใช้มันได้ด้วยเช่นกัน– ของวิเศษชิ้นนั้นไม่มีเจ้าของประทับตราเอาไว้เสียหน่อย

เหล่าอสูรต่างเพ้อฝันประหนึ่งเซิร์ฟในยุคกลางที่คิดว่าตนจะได้ครอบครองจอบเหล็กสักเล่ม พวกเขาเริ่มจินตนาการว่าหากตนเองมีเครื่องปลูกต้นกล้าแล้วจะทำสิ่งใดบ้าง

ส่วนชุยชีฉาวที่แสดงเป็นตัวอย่างให้ดูอยู่หลายวันก็เรียกเฟิงจี้อวิ๋นมาพบ “สิ่งนี้ให้เจ้ารับผิดชอบดูแล”

เฟิงจี้อวิ๋นอ้าปากค้าง “หา?”

ชุยชีฉาว “เจ้าจะได้ทำหน้าที่ขับ ข้าเชื่อว่าเจ้าหลักแหลมมากพอ จ้องมาก็ตั้งหลายวัน น่าจะจ้องจนใช้เป็นแล้ว ความจริงวิธีบังคับนั้นง่ายดาย เจ้าจงใช้มันปลูกต้นกล้าเสีย ข้ายังต้องไปเลี้ยงต้นกล้าอีก และหากอสูรตนอื่นทำผลงานได้ดี เจ้าก็มีอำนาจตัดสินใจใช้เครื่องปลูกต้นกล้าช่วยพวกเขาได้”

เฟิงจี้อวิ๋น “!”

วินาทีนี้ความคับแค้นริษยาที่ทุกคนมีต่อเฟิงจี้อวิ๋นพุ่งขึ้นจนถึงจุดสูงสุด

แต่เดิมการที่เฟิงจี้อวิ๋นทรยศเผ่าอสูรไปเป็นผู้นำกลุ่ม และยังเสนอหน้ามาสอนปลูกต้นกล้าก็ก่อให้เกิดคำครหาในหมู่อสูรแล้ว คราวนี้พอเห็นอีกฝ่ายมีเครื่องปลูกต้นกล้าอยู่ในครอบครอง พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่ยุติธรรม ความรู้สึกทั้งหมดพลันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นริษยา

เฟิงจี้อวิ๋นนอกจากจะเกิดมามีฐานะสูงส่งแล้วยังมีดีอะไรอีก ระดับบำเพ็ญเพียรก็ธรรมดา การปฏิบัติตัวต่อคนอื่นก็งั้น ๆ ก็แค่พูดภาษามนุษย์เป็นนิด ๆ หน่อย ๆ จึงเลียแข้งเลียขาได้ไม่ใช่หรือไง อีกฝ่ายได้ครอบครองเครื่องปลูกต้นกล้าเพราะหักหลังทุกคนแท้ ๆ

กระนั้นกลับไม่มีอสูรตนไหนกล้าเผยความคับอกคับใจออกมา หลังรับรู้ว่าเฟิงจี้อวิ๋นยังกุมอำนาจตัดสินใจช่วยใครเพาะกล้าก็ได้อยู่ในมือ

จนกระทั่งตอนนี้อสูรส่วนมากก็ยังไม่รู้ตัว ภายใต้แรงกดดันและบรรยากาศการทำงานเช่นนี้ จิตใจของพวกเขาได้บิดเบี้ยวไปแล้วเรียบร้อย ไม่คาดคิดเลยว่าจะเริ่มมีผู้ที่เกิดความอิจฉาริษยาเพราะเครื่องจักรกลการเกษตร

หากเป็นยุคกลาง เฟิงจี้อวิ๋นก็เปรียบเสมือนหัวหน้าหมู่บ้าน

สมัยก่อนเขาเคยดื่มด่ำอยู่กับคืนวันที่ทุกคนรอบด้านเอาแต่เชิดชูเอาอกเอาใจ ทว่ารอบนี้เขาค่อนข้างครองสติตัวเองเอาไว้ได้ อสูรเป็นเผ่าที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเป็นทุนเดิม เขาพบว่าอสูรบางตนเริ่มแอบเรียนรู้ภาษามนุษย์ ชัดเจนว่าคงอยากหันมาทรยศเผ่าตนเองเช่นกัน

ใช่แล้ว เมื่อตกอยู่ในกำมือของผู้แข็งแกร่งระดับปู้เม่ยเซินหรือเจ๋ว์เสี่ยง จะหนีก็ไม่รอด ความหวังที่จะมีใครช่วยก็ริบหรี่ อีกทั้งในเมื่อถันเหวยเจินเหรินยังมีกะจิตกะใจทำไร่ทำนาอยู่ที่นี่ คาดว่าสถานการณ์ในโลกมนุษย์คงจะไม่น่าเป็นกังวลเท่าไร

ผ่านมาก็หลายวัน พวกเขาย่อมต้องวางแผนเพื่อกอบโกยประโยชน์อยู่แล้ว

ภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองมีคุณสมบัติธรรรมดาทั่วไป เฟิงจี้อวิ๋นที่มีข้อได้เปรียบแค่จุดเดียวย่อมไม่อาจหลงระเริงจนเหลิง เขาต้องแสดงฝีมือในการจัดการดูแลของตัวเองออกมา เพื่อยึดข้อได้เปรียบของการมาก่อนได้ก่อนให้อยู่หมัด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเฟิงจี้อวิ๋นเองก็มีไหวพริบอยู่เหมือนกัน นอกจากตั้งใจทำงานแล้ว เขายังเริ่มเคลื่อนไหวทำสิ่งอื่นเพิ่ม

“เจ้าวาฬน้อย มานี่สิ กินเสียหน่อย!” เฟิงจี้อวิ๋นเช็ดลูกแอปเปิลที่ตัวเองได้มา ก่อนจะป้อนให้วาฬเด็กกิน มันเป็นสิ่งที่พวกเขาจะได้ก็ต่อเมื่อทำผลงานดีเท่านั้น

แท้จริงแล้วอสูรทุกตนต่างเป็นผู้สำเร็จศีลอดพี่กู่แล้วทั้งนั้น ทว่าใครใช้ให้ชุยชีฉาวเอาแต่ทำอาหารกินที่นี่เล่า แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับปู้เม่ยเซิน (เจ๋ว์เสี่ยง) ที่ร่ำลือว่าไร้อารมณ์ความรู้สึกและความปรารถนายังกินเลย พวกเขาจะเกิดความอยากอาหารบ้างไม่ได้หรือ

ชุยชีฉาวใช้ประโยชน์จากจุดนี้ นำอาหารมาเป็นรางวัลล่ออสูรทุกตน

เฟิงจี้อวิ๋นนำอาหารของตนไปเอาใจสัตว์เลี้ยงแสนรักของชุยชีฉาว แรกเริ่มเขาไม่ค่อยรู้เรื่องวาฬเด็กเท่าไรนักจึงไม่รู้ว่าวาฬน้อยยังอยู่ในช่วงวัยที่ต้องดื่มนม ป้อนอยู่สองรอบไม่ได้ผล สุดท้ายเขาจึงคั้นแอปเปิลเป็นน้ำแล้วนำไปป้อนแทน คราวนี้ปรากฏว่าวาฬน้อยกินตามคาด

เผ่าอสูรพอได้ยินคลื่นความถี่ของวาฬพยับเมฆาบ้าง เฟิงจี้อวิ๋นเลยคาดเดาอารมณ์ของวาฬน้อยจากเสียงร้องและระดับความตื่นเต้นได้

ด้วยเหตุนี้เฟิงจี้อวิ๋นจึงปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทรยศเผ่าอสูรได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะมีอสูรตนอื่นฝึกภาษามนุษย์จนสำเร็จ สุดท้ายเขาก็ยังยืนหนึ่งไม่แพ้ใคร

ต่อมาอสูรตนอื่นที่เข้ามาใหม่ต่างต้องผ่าน “การปฐมนิเทศ” จากเฟิงจี้อวิ๋น และเนื่องจากผลงานอันโดดเด่นของเขา เจ๋ว์เฉินจื่อจึงแสดงความชื่นชมด้วยการเสนอให้เปลี่ยนตัวอักษร “อวิ๋น” ซึ่งหมายถึงเมฆในชื่อของเฟิงจี้อวิ๋นให้เป็น “อวิ๋น” ที่หมายถึงพากเพียรจากคำว่าขยันหมั่นเพียร[2]เพื่อเป็นการตบรางวัล

ไม่รู้ว่านี่เป็นประเพณีเก่าแก่ประเภทไหนกัน ชุยชีฉาวรู้สึกว่าช่างเข้าใจยากเสียจริง

 

ตอนแรกมนุษย์ต่างอกสั่นขวัญแขวนกับการเชื่อมต่อระหว่างสองภพ โชคดีที่แต่ละสำนักกระจายศิษย์ออกไปตระเวนปกปักร่ายค่ายอาคมทั่วทุกพื้นที่ อีกทั้งเผ่าอสูรก็ยังทะลวงกองกำลังผู้บำเพ็ญเพียรที่เฝ้าอยู่ตรงชายแดนจุดเชื่อมต่อไม่ได้

ด้วยเหตุนี้โลกมนุษย์จึงสงบสุขขึ้นไม่น้อยเพราะมีผู้บำเพ็ญเพียรคอยเฝ้าดูแล แม้กระทั่งเหล่าโจรโฉดก็ยังมิกล้าลงมือกระทำอันใด

นอกเหนือจากนั้น เมื่อเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ปกติเร้นตัวอยู่ในหุบเขาลึกต่างลงจากเขาและกระจายตัวสู่หลายพื้นที่ ปริมาณข่าวสารที่แลกเปลี่ยนจึงมีมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และข่าวเรื่องหนึ่งก็กำลังแพร่สะพัดในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรด้วยความเร็วอันน่ากลัว

— ถันเหวยเจินเหริน หนึ่งในห้าปรมาจารย์ขั้นเจ๋ว์เสี่ยงแห่งสำนักอวี่หลิง ผู้ที่มิเคยเป็นสองรองใครในยุทธภพ บุรุษที่เคยมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแวดวงผู้บำเพ็ญเพียรผู้นี้ ได้รับบ่าวรับใช้ในสำนักเป็นลูกศิษย์เอกสายตรง มิหนำซ้ำยังเป็นลูกศิษย์เพียงผู้เดียวที่มีอีกต่างหาก

เพียงแค่นี้ก็ชวนคิดแล้วไม่ใช่หรือ ที่น่าคิดยิ่งกว่ายังรออยู่อีกในส่วนหลัง ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ถันเหวยเจินเหรินออกจากด่านฝึกวิชากระทันหัน จนเริ่มมีคนสงสัยว่าบางทีอีกฝ่ายอาจสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงระหว่างทั้งสองภพได้แต่เนิ่น ต่อมายังเฝ้าอารักขาเพื่อต่อเวลาให้ภพผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ที่แดนเหมันต์ถึงเจ็ดวันอีกต่างหาก

ทว่า ณ แดนเหมันต์ มีผู้ฝึกตนไม่น้อยที่เป็นสักขีพยานความรักผิดศีลธรรมระหว่างถันเหวยเจินเหรินกับลูกศิษย์ของตน!

นอกเหนือจากความชื่นชมต่อคุณธรรมอันสูงส่งของถันเหวยเจินเหรินแล้ว ทุกคนก็อดถกประเด็นนี้ร่วมกันมิได้ ข่าวนี้เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว บางส่วนถึงกับไปลอบถามจากศิษย์สำนักอวี่หลิงก็มี

ลูกศิษย์สำนักอวี่หลิงเองก็ตะลึงพรึงเพริดเหมือนกัน พวกเขารู้เพียงแค่ถันเหวยเจินเหรินปฏิบัติกับชุยชีฉาวต่างจากผู้อื่น มิหนำซ้ำยังนินทาลับหลังกันมานานว่าชุยชีฉาวใช้วิธีอะไรเอาอกเอาใจถันเหวยเจินเหรินกันแน่

พอได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ แม้ใบหน้าจะไม่เผยสีหน้าอันใด และยืนหยัดไม่บอกกล่าวพูดคุยข่าวฉาวของท่านปรมาจารย์กับคนนอก ทว่าในใจกลับพรั่นพรึงขึ้นมา

ผู้คนมากหน้าหลายตาเล่าเป็นตุเป็นตะ คนนับร้อยประจักษ์ด้วยสายตาตนเอง หรือว่านี่จะเป็นเรื่องจริง?!

หลายวันมานี้ เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักอวี่หลิงต่างตระเวนเทียวไปเทียวมาอยู่ด้านนอก เมื่อได้ยินข่าวลือเสื่อมเกียรติเช่นนี้ก็สวนฝ่ายตรงข้ามกลับไปต่างจากศิษย์ธรรมดาผู้อื่น

จะจริงหรือไม่พวกเขาก็ทนให้คนภายนอกมาถกเถียงเรื่องเล่าเสื่อมเสียศีลธรรมของท่านปรมาจารย์ต่อหน้าไม่ได้อยู่ดี ช่างไร้ความเคารพยิ่งนัก

ถึงกระนั้นเหล่าผู้อาวุโสเองก็อดรนทนไม่ไหว แอบรายงานเรื่องนี้ให้ท่านประมุขทราบทันทีที่กลับถึงสำนักเช่นกัน

ประมุขเยี่ยนมีสีหน้าซับซ้อนหลังฟังจบ คนในสำนักที่ทราบเรื่องนี้มีเพียงนางกับอวิ๋นเมิ่งที่ไม่มีทางนำไปกล่าวต่อมั่วซั่ว ทว่าใครจะไปทราบได้ว่าท่านอาจารย์อากลับเปิดเผยจนคนภายนอกรู้เห็นกันหมดเช่นนี้เล่า

ผู้อาวุโสทั้งหลายที่เห็นเช่นนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที ไม่หรอกกระมัง หรือว่า…

ขณะนั้นเองชุยชีฉาวก็มาถึง ในมือของเขาถือปืนพกพลังปราณอยู่หลายกระบอก “ท่านประมุข ปืนพลังปราณที่เคยบอกท่านไว้ประดิษฐ์สำเร็จเสียที เรียกลูกศิษย์ในสำนักให้มาลองได้แล้วขอรับ”

ปืนพลังปราณจะช่วยเพิ่มกำลังรบให้กับลูกศิษย์ระดับขั้นต่ำได้ในชั่วอึดใจ ขอเพียงแค่ร่ายคาถาตามเงื่อนไขเพื่อจำกัดตัวตนของผู้ใช้ พลังโจมตีและพลังป้องกันในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรก็จะเพิ่มระดับขึ้นอย่างมาก

หากจับอสูรมาสูบพลังปราณใช้เพิ่มมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นการนำหอกของอีกฝ่ายมาแทงเข้าหาโล่ของฝ่ายนั้นเอง[3]

ชุยชีฉาวให้ถันเหวยเจินเหรินประดิษฐ์ปืนที่สะดวกพกพา แล้วจัดการส่งมาให้ประมุขเยี่ยน ปัจจุบันนอกจากนางแล้ว มีแค่เจ้าสำนักใหญ่อีกเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่อง

เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสคนอื่นก็อยู่ด้วย ชุยชีฉาวจึงผงกหัวให้เล็กน้อย อย่างไรเสียทุกคนก็อยู่ในลำดับอาวุโสเดียวกัน

ผู้อาวุโสเหล่านั้นกำลังกล่าวถึงชุยชีฉาว อีกฝ่ายก็มาถึงพอดี สีหน้าจึงไม่เป็นธรรมชาตินัก

ชุยชีฉาวเห็นสีหน้าผิดปกติแต่ไม่ได้สนใจเรื่องของคนอื่นนัก เพียงแค่หันไปคุยวิธีใช้ปืนพลังปราณกับประมุขเยี่ยนสองสามประโยคเท่านั้น

กลับเป็นผู้อาวุโสหลายท่านนี้ที่ทำตัวลุกลี้ลุกลน สายตาเอาแต่วนกลับมามองชุยชีฉาวอยู่ร่ำไป

ประมุขเยี่ยนตั้งใจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และศึกษาปืนพลังปราณอยู่ตรงนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งอดใจไม่ไหว เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่ว “เมื่อไม่นานนี้ ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรเอาแต่เล่าลือกันเรื่องความสัมพันธ์เกินเลยของศิษย์น้องกับอาจารย์อา คนจำนวนมากเอ่ยถึงเรื่องนี้ต่อหน้าพวกข้า…”

ชุยชีฉาวได้ยินแล้วก็ตอบเสียงเรียบ “ข้าบอกให้เจินเหรินยับยั้งชั่งใจอยู่ตลอด แต่เขามักจะฟังหูซ้ายทะลุหูขวาเสมอ ทำเอาผู้คนเข้าใจผิดกันไปหมด เรื่องครานี้ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ทุกท่านหรือไม่”

เหล่าผู้อาวุโส “…​มะ ไม่เดือดร้อน”

ประโยคนี้ทำเอาพวกเขาวิงเวียน ปากชุยชีฉาวกล่าวคำว่า “เข้าใจผิด” ออกมา ทว่าความสนิทชิดเชื้อในน้ำเสียงกลับดูไม่น่าจะเกิดขึ้นระหว่างศิษย์อาจารย์ได้เช่นกัน

ยามนี้นี่เองที่ถันเหวยเจินเหรินก็มาถึงตำหนักด้วย เขาเดินเอามือไพล่หลังพร้อมย่นคิ้ว “มีอย่างที่ไหนกัน!”

เหล่าผู้อาวุโสตัวสั่นไปทั้งร่างพร้อมก้มหน้าก้มตาไม่กล้าส่งเสียง จบเห่แล้ว โดนจับได้เสียแล้วว่ากล่าววาจาลับหลังท่าน

ถันเหวยเจินเหรินชี้ชุยชีฉาวพร้อมกล่าว “ไยเจ้าจึงออกมาโดยไม่บอกข้าสักคำ!”

ในมือชุยชีฉาวยังถือปืนพลังปราณเอาไว้ เขามองไปทางมือของถันเหวยเจินเหรินด้วยสีหน้าคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม

ถันเหวยเจินเหรินค่อยๆ ลดมือที่ชี้อีกฝ่ายลง ซ้ำยังดูน้อยเนื้อต่ำใจ “… ข้าตามหาเจ้าไปเสียทั่ว”

พวกผู้อาวุโสพลันผงกหัวขึ้น ส่วนประมุขเยี่ยนกลับก้มหน้างุด– ยิ่งนานเข้านางก็ยิ่งทนฟังสิ่งเหล่านี้ไม่ไหว ราวกับฟังแล้วระดับขั้นจะถดถอยอย่างไรอย่างนั้น ขนทั้งตัวต่างพร้อมกันลุกชันไปหมด

ถันเหวยเจินเหรินเอ่ยพึมพำไม่กี่คำด้วยท่าทีไม่ถือสาเอาผิดกับชุยชีฉาว เขานั่งลงและปรายตามองผู้อาวุโสเหล่านั้น “จับอสูรมาได้เท่าไรแล้ว”

เหล่าผู้อาวุโสยังคงเรียกคืนสติไม่ได้ “…รายงานท่านอาจารย์อา จับเป็นได้สองร้อยตนโดยประมาณ ทั้งหมดอย่างต่ำก็อยู่ในระดับขั้นทิงเหลย อย่างสูงอยู่ที่ระดับขั้นซาปู้เต๋อขอรับ ขณะนี้กำลังเจรจากับสำนักอื่น ๆ ว่าทางสำนักเราขอเป็นฝ่ายคุมขังทั้งหมดขอรับ”

“จัดการเรื่องนี้ให้ไว ยังมีสิ่งที่ต้องใช้ประโยชน์จากอสูรพวกนั้นอีก” ถันเหวยเจินเหรินกล่าว พวกเขาหามิติถ้ำสวรรค์มาได้อีกจำนวนหนึ่ง มีที่อีกตั้งหลายแปลงรอให้ปลูกอยู่

หลังจากถันเหวยเจินเหรินจากไปพร้อมกับชุยชีฉาว ผู้อาวุโสที่เหลือต่างแลกเปลี่ยนสายตากันด้วยความกริ่งเกรง ก่อนจะหันไปมองประมุขเยี่ยนพร้อมกันอย่างแค้นเคือง ชัดเจนว่าประมุขรู้อยู่แต่แรก ทว่ากลับไม่เผยให้พวกเขารู้เลยสักนิด

ประมุขเยี่ยน “หึ ๆ…”

 

[1] หมายถึง อาชาน้อย

[2] อวิ๋น (耘) ในที่นี้มาจากคำว่า เกิงอวิ๋น (耕耘) ที่หมายความได้ทั้งการเตรียมดินลงปลูก และขยันหมั่นเพียร

[3] สำนวนจีนโบราณ หมายถึงการใช้วิธีหรือคำพูดของฝ่ายตรงข้ามมายอกย้อนโจมตีกลับ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า