fbpx

[ทดลองอ่าน] รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่ เล่ม 4 ตอนที่ 125

老婆粉了解一下
รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่

 

ชุนเตาหาน เขียน
littleell แปล

 

— โปรย —

เขาเป็นไอดอลของเธอ
เธอเฝ้าติดตามเขามาตลอด
จนมาวันหนึ่งเธอไม่รู้สึกถึงสิ่งอื่นใดในโลกนี้อีกแล้ว
สัมผัสได้เพียงแค่เขา
เธอรู้แล้วว่า “เธอรักเขา”

เธอเดินมาถึงตรงนี้ มาอยู่ข้างกายเขาได้อย่างไรนะ
…ที่แท้เป็นเขาเองนั่นแหละที่เดินเข้ามาหาเธอ

“เธอคงไม่เลิกเป็นแฟนคลับหรอกนะ”
“ไม่หรอก ฉันจะรักเขาตลอดไป”
“ฉันก็เหมือนกัน! โอ๊ย ไม่คิดแล้ว แค่เขามีความสุข
ก็สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น”
แต่ไหนแต่ไรมาความต้องการของแฟนคลับ
ต่างก็ชัดเจนและมีเพียงเท่านี้

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ“

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

125

 

อาศัยความคืบหน้าของเนื้อเรื่องในละครปราศจากความกลัว ทีมฮั่วเซิ่งก็มีวัตถุดิบที่จะนำไปใช้ในการตัดต่อคลิปเพิ่มมากขึ้น พอลองคำนวณดูแล้ว เซิ่งเฉียวและฮั่วซีมีผลงานร่วมกันทั้งหมดสามชิ้น คือ รายการเรียลิตี้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง รายการหนีตายถวายชีวิต และละครเรื่องปราศจากความกลัว

บวกกับผลงานละครที่เซิ่งเฉียวและฮั่วซีแสดงเองก็มีไม่น้อย พอนำตัดต่อรวมๆกันก็ออกมาได้หลากหลายบทบาท แทบจะเป็นละครได้ไม่ซ้ำแนว ไม่ว่าแนวหวาน แนวเศร้า แนวลึกลับ แนวทั้งรักทั้งชัง ปรมาจารย์ในการตัดต่อลงมือเองทั้งทีอะไรก็เกิดขึ้นได้

ทีมฮั่วเซิ่งตัดต่อคลิปวิดีโอเรื่องราวของเซิ่งเฉียวและฮั่วซีที่มีทั้งความหวานหยดย้อยและคมคายออกมามากมาย  ชาวเน็ตที่นั่งไถมือถือดูคลิปมากๆเข้าก็รู้สึกว่าทั้งสองคนให้ความอารมณ์ร่วม เหมาะจะเป็นคู่จิ้นกันอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะฉากกอดกันในรายการหนีตายถวายชีวิตตอนวันสิ้นโลก และฉากจูบในละครเรื่องปราศจากความกลัว กลายเป็นฉากสำคัญที่ทุกคลิปต้องมี

[ขอแค่มีฉากหวาน พวกเราก็สามารถจิ้นได้ตลอดไป!] [แต่พวกเธอไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเห็นตัวเอกของพวกเธอร่วมฉากกันจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ทีมคู่จิ้นอะไรกัน รีบสลายตัวตั้งแต่เนิ่นๆเถอะ]

ลัทธินางฟ้า : […]

ทีมสหายรัก : […]

อยากจับคนถ่อยใจทรามอย่างพวกเธอมาขยี้กับพื้นเสียจริง ๆ

เรตติ้งของละครเรื่องปราศจากความกลัวเพิ่มขึ้นตลอด โปรดิวเซอร์ส่งข้อความมาในกลุ่มกองถ่ายละครด้วยความดีอกดีใจว่า : [จองรางวัลใหญ่ละครยอดนิยมของปีนี้ได้เลย]

            คอนทินิว : [เสี่ยวเฉียวจะพยายามเป็นคนที่แกร่งขึ้น ซี ไปกวาดรางวัลราชาและราชินีแห่งวงการละครกลับมานะ!]

เซิ่งเฉียว : [ไม่กล้าคิดค่ะ]

คอนทินิว : [คนเรายิ่งกล้ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้มากเท่านั้น คิดหน่อยก็ไม่ผิดกฎหมายนี่นา ฉันคอยดูเธออยู่นะ]

เซิ่งเฉียว : […]

ฮั่วซีคุยในกลุ่มอยู่สองสามประโยคก็ออกมาวิดีโอคอลหาเซิ่งเฉียว ทางด้านเขายังเป็นตอนกลางวัน ฉากหลังของเขามีแสงแดดลอดเข้ามาจากหน้าต่าง สโลแกนโฆษณานั่นว่ายังไงแล้วนะ

ย้อนแสงแต่ชัดเจน[1]

เซิ่งเฉียวนอนคว่ำอยู่บนเตียงสองกุมมือถือโทรศัพท์เอาไว้ทั้งยังเคลิบเคลิ้มมีความสุข แต่แล้วก็ได้ยินเขาถามว่า “ทำไมผอมลงอีกแล้ว” ทั้งสองคนไม่ได้วิดีโอคอลคุยกันมาอาทิตย์กว่าแล้ว ฮั่วซีจ้องมองเธอ “กินอาหารไม่ตรงเวลาอีกแล้วใช่ไหม”

พอเหนื่อยเซิ่งเฉียวก็จะกินอาหารไม่ลง นี่เป็นนิสัยเสียของเซิ่งเฉียว ก่อนหน้านี้ในกองถ่ายละครปราศจากความกลัวฮั่วซีก็ทำให้เธอกินอาหารเช้ากลางวันเย็นตรงเวลาทุกวันได้ อุตส่าห์แก้นิสัยเสียนี้ได้แล้วแท้ๆ ตอนนี้พอเขามาอยู่ไกล เธอก็ละเลยอีก

เซิ่งเฉียวที่ถูกจับได้ก็รู้ว่าดิ้นไม่หลุดแน่แล้ว จึงกลอกตาล่อกแล่กแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงเบาว่า “เหนื่อยมากเลยไม่ค่อยอยากอาหาร รอถ่ายละครเสร็จก็อ้วนกลับมาแล้วละคะ”

ฮั่วซี “กลับไปจะจัดการคุณ”

เธอแววตาเป็นประกายขึ้นทันที “คุณจะกลับประเทศแล้วเหรอคะ!”

ฮั่วซียิ้ม “อืม เดือนหน้า”

เซิ่งเฉียวแทบจะกระเด้งตัวขึ้นร้องกรี๊ด สองขาเล็กๆที่วางพาดอยู่บนเตียงแทบจะยกลอยขึ้นเตะอากาศ “ช่วงปลายเดือนกองละครก็จะปิดกล้องแล้วเหมือนกันค่ะ!”

ฮือๆๆๆ ในที่สุดรักระยะไกลอันแสนเจ็บปวดนี้ก็จะสิ้นสุดลงสักที

ฮั่วซีรอให้เธอตื่นเต้นดีใจจนสงบแล้วจึงพูดต่อไปว่า “ก่อนหน้านี้ผู้กำกับหวังบอกกับผมว่า หลังปีใหม่จะส่งละครเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลโทรทัศน์ทองคำ จะเสนอชื่อคุณเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม”

พอเซิ่งเฉียวนึกถึงคำพูดหยอกล้อของพี่สาวคอนทินิวในกลุ่มแชตเมื่อกี้ก็ส่ายศีรษะพัลวัน “ไม่ๆๆ ฉันไม่ไหวหรอกค่ะ!”

“แค่เสนอชื่อเอง” เขายิ้ม “ไม่แน่ว่าจะได้สักหน่อย อย่ากดดันไปเลย”

เซิ่งเฉียวจึงค่อยโล่งใจ ก่อนจะถามเขาว่า “พอคุณกลับมาก็ไปถ่ายภาพยนตร์ของผู้กำกับหวังเลยเหรอคะ”

เขาพยักหน้า “ใช่ลงตารางเอาไว้แล้ว คงเข้ากองถ่ายช่วงหลังปีใหม่”

พอเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์คงจะยุ่งมาก เซิ่งเฉียวนับนิ้วคำนวณ ยังมีเวลาอีกสามเดือนกว่าก่อนจะถึงช่วงปีใหม่ พวกเขามีเวลาอีกประมาณสองเดือนที่เจอหน้ากันได้ หวังว่าช่วงเวลานั้นทั้งคู่จะไม่ยุ่งจนเกินไปะ

ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทำไมคู่รักในวงการบันเทิงจำนวนมากมายถึงได้เลิกกัน เหตุผลต่างก็เป็นเพราะมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อย ไม่ได้อยู่ด้วยเป็นเวลาหลายเดือนหรือมากกว่าครึ่งปีแบบนี้ ไม่เลิกกันคงแปลก

ฮือ สักวันหนึ่งเธอก็จะเลิกกับฮั่วซีด้วยเหตุผลเดียวกันนี้หรือเปล่านะ

ฮั่วซีที่อยู่อีกฟากหนึ่งจ้องมองเธออยู่ครู่ใหญ่ จู่ๆคนตัวเล็กก็มีสีหน้าบูดบึ้ง เขาจึงเอ่ยถามเสียงทุ้มว่า “เป็นอะไรไป”

เซิ่งเฉียวกล่าวอย่างเศร้าสร้อยว่า “ฮั่วซี ถ้าหากวันไหนเราเลิกกันแล้ว ฉันจะยังเป็นแฟนคลับของคุณได้อีกไหม”

ฮั่วซี “ไม่ได้”

เซิ่งเฉียว “ฮือ”

ฮั่วซี “ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคุณรีบล้มเลิกความคิดที่ว่าเราจะเลิกกันซะ”

เธอเบะปาก “ถ้าหากวันไหนคุณไม่ชอบฉันแล้ว ถ้าหากคุณอยากเลิกละคะ”

ฮั่วซีโกรธจนแทบจะหัวเราะออกมา หญิงสาวในห้วงความรักมักจะคิดมากแบบนี้ทุกคนหรือไง แต่พอเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของเธอ ก็ทั้งโมโหทั้งปวดใจ จึงได้แต่เอ่ยปลอบว่า “ไม่มีวันนั้นหรอก เด็กดี”

แล้วเธอก็พูดจาข่มขู่อย่างออดอ้อน “ในเมื่อฉันมีคู่จิ้นเยอะขนาดนั้น วันไหนถ้าคุณไม่ต้องการฉันแล้ว ฉันจะไปเป็นแฟนคลับของคนอื่น ไปเชียร์คนอื่น แล้วก็จะไม่ช่วยคุณแต่งรูปแล้วด้วย ฮึ”

ฮั่วซีโกรธจนปวดหัว “กลับไปค่อยจัดการคุณ”

 

เซิ่งเฉียวใช้เวลาตลอดหน้าร้อนในกองถ่ายละคร ในที่สุดเมื่ออากาศหนาวแรกมาเยือน กองถ่ายสายลมแห่งตะวันออกก็ปิดกล้องเช่นกัน ตอนมาอากาศร้อนเหลือทน วันนี้กลับต้องสวมเสื้อกันหนาวขนเป็ดเพื่อกันหนาว ถ่ายละครในกองถ่ายไม่ง่ายเลยจริงๆ

เทคนิคการแสดงพื้นฐานของเซิ่งเฉียวล้วนเรียนรู้มาจากเมิ่งซิงเฉิน การร่วมงานกับเขาในครั้งนี้ก็ยิ่งได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เมิ่งซิงเฉินให้คำแนะนำในขณะถ่ายทำ เขาจะบอกเธอทุกฉากว่าใช้วิธีการแสดงแบบไหนจึงจะแสดงออกมาได้ดียิ่งกว่า เรียนรู้กับเขาแบบตัวต่อตัวเช่นนี้อยู่สองสามเดือน ทักษะการแสดงก็พัฒนาขึ้นอย่างน่าตกใจ

หลังจบงานฉลองปิดกล้อง ทุกคนยกแก้วฉลองให้กับผู้กำกับหาน รินเหล้าลงบนผืนดิน ทีมงานทุกคนแทบจะร้องไห้เมื่อหวนคิดถึงเหตุการณ์ในวันวาน

ในที่สุดพวกเราก็ทำงานชิ้นสุดท้ายของคุณสำเร็จดังหวัง ทว่าคุณกลับไม่มีวันได้เห็นมัน

 

บ่ายวันรุ่งขึ้นเซิ่งเฉียวก็กลับปักกิ่ง ติงเจี่ยนกลับมาก่อนหนึ่งวันเพื่อหาพนักงานทำความสะอาดมาช่วยทำความสะอาดห้อง ทั้งยังไปช่วยรับพัสดุให้เซิ่งเฉียวอีกด้วย

เซิ่งเฉียวโทรศัพท์หาคุณหมอประจำโรงพยาบาลที่มารดารักษาตัวอยู่ไว้ก่อนแล้ว เมื่อปลายสายตอบกลับมาว่ามารดาของเซิ่งเฉียวสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว เธอจึงซื้อเครื่องนอนและของใช้ในชีวิตประจำวันเอาไว้ไม่น้อย ฝากติงเจี่ยนจัดห้องนอนของมารดาให้เรียบร้อย รอเธอกลับมาถึงปักกิ่งจะไปรับท่านกลับบ้าน

ระหว่างทางไปโรงพยาบาล จู่ๆเป้ยหมิงฝานก็ถามขึ้นว่า “เธอวางแผนจะซื้อบ้านเมื่อไหร่ ถ้าคิดจะซื้อก็บอกฉันก่อนล่วงหน้านะ ฉันมีเพื่อนหลายคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ช่วยเธอจองทำเลก่อนได้”

เรื่องบ้านเป็นเรื่องใหญ่ หากคิดจะเลือกทำเลและสภาพแวดล้อมที่ดีราคาจะยิ่งแพง ตอนนี้มีเพียงแค่ตัวเธอกับมารดา เรื่องนี้จึงยังไม่จำเป็นนัก เซิ่งเฉียวส่ายหน้า “เช่าอยู่ไปก่อนแล้วกันค่ะ ตอนนี้ฉันจำเป็นต้องใช้รถมากกว่า”

ฟางไป๋จึงพูดขึ้นว่า “สิ่งที่จำเป็นสำหรับเธอคือใบขับขี่”

เซิ่งเฉียวตบกะโหลกตัวเอง “ถ้าอย่างนั้นช่วยฉันสมัครเรียนขับรถยนต์หน่อยสิ ฉันจะสอบใบขับขี่ให้ได้ก่อนค่อยซื้อรถ ไม่อย่างนั้นจะออกไปไหนก็ต้องให้คนมารับตลอด ไม่สะดวกเลย”

แล้วเป้ยหมิงฝานก็ถามขึ้นขณะกำลังค้นตารางงานในโทรศัพท์มือถือ “เธอมีพรสวรรค์ในการขับรถเหรอ สอบใบขับขี่ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้นนะ ฝึกขับรถเสียเวลามาก ที่ฉันโยกตารางเวลาส่วนมากออกไปก็เพื่อให้เธอเตรียมพร้อมรบกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะให้เธอเอาเวลาไปเสียกับการฝึกขับรถไม่ได้”

เซิ่งเฉียวตบหน้าอก “ฉันขับเป็นแต่ไม่มีใบขับขี่”

ในตอนนั้นเธอสอบใบขับขี่ช่วงปิดภาคเรียนมหาวิทยาลัย เธอหัวดี อีกทั้งยังเรียนด้านสถาปัตยกรรม เมื่อตอนที่เรียนขับรถก็เรียนรู้ได้เร็วมาก บวกกับเฉียวอวี่มักจะพาเธอไปฝึกขับรถในละแวกบ้านช่วงหลังเลิกงานทุกวัน ตอนสอบจึงทำได้ครั้งเดียวผ่าน

ในวันที่ได้ใบขับขี่มา บิดาก็มอบรถเชฟโรเลต คาเมโรให้เธอหนึ่งคัน มือใหม่เพิ่งขับออกถนนก็มักจะเฉี่ยวนู่นเฉี่ยวนี่ ไม่ว่าจะด้านหน้าหลังหรือซ้ายขวาของรถคันนั้นก็สีถลอกไปไม่น้อย ต่อมาพอเริ่มเข้าขั้นแล้ว บิดาจึงได้เปลี่ยนเป็นรถมาเซราติให้เธอ

เป้ยหมิงฝานจึงได้วางใจติดต่อโรงเรียนสอนขับรถยนต์เดี๋ยวนั้นเลย “จะทำก็รีบทำ พยายามให้ได้ใบขับขี่ก่อนปีใหม่นะ พอหลังปีใหม่ เธอก็ตั้งใจทบทวนบทเรียนอยู่ที่บ้านสามเดือน อย่าให้เรื่องอื่นมารบกวน”

พอพูดจบก็ถอนหายใจอีก “รู้สึกเหมือนกำลังฝึกซ้อมช่วงเวลาที่ลูกสาวจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไว้ล่วงหน้าเลย”

ฟางไป๋ “ลูกสาวพี่ยังต้องรออีกสิบกว่าปีจึงจะถึงเวลาสอบนะครับ ซ้อมตอนนี้เร็วไปหน่อยหรือเปล่า”

เป้ยหมิงฝาน “ขับรถเงียบๆของนายไป!”

 

เมื่อถึงโรงพยาบาล มารดาของเซิ่งเฉียวก็เก็บของเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องใช้รถเข็นแทนขาอีกต่อไป ทุกย่างก้าวล้วนมีความสุข เมื่อเธอเห็นเซิ่งเฉียวก็พูดขึ้นว่า “ทำไมผอมลงล่ะลูก”

เซิ่งเฉียวซบที่อกเธออยู่นานสองนาน “รอให้แม่ทำของอร่อยมาบำรุงหนูไงคะ”

คุณหมอแนะนำข้อควรระวังนิดหน่อย ฟางไป๋ขนสัมภาระทั้งหมดของมารดาเซิ่งเฉียวขึ้นรถแล้วทุกคนก็ไปส่งเซิ่งเฉียวกลับบ้าน

บ้านของเธอสะอาดสะอ้านมาก หน้าต่างเปิดกว้างรับแสงแดดอ่อน ๆของฤดูหนาวที่สาดส่องเข้ามา ทันทีที่มารดาของเซิ่งเฉียวเข้ามาก็พูดว่า “บ้านนี้ดี สว่าง กว้างขวาง”

เซิ่งเฉียวว่า “หลังจากนี้ที่นี่คือบ้านของพวกเรา”

มารดาของเซิ่งเฉียวดีใจจนน้ำตาแทบไหลออกมา เดี๋ยวก็ลูบกำแพง เดี๋ยวก็ลูบโซฟา เกิดความรู้สึกมากมายภายในจิตใจ กระทั่งขณะที่เธอแขวนเสื้อผ้าเข้าตู้อยู่นั้น จู่ๆเซิ่งเฉียวก็ค่อยๆเดินเข้ามาหา ท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง “แม่คะ หนูมีเรื่องจะบอกค่ะ”

มารดาของเซิ่งเฉียวมองแววตาของเซิ่งเฉียว ลูกสาวของตัวเองทั้งคนจะไม่เข้าใจได้อย่างไร จึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “มีแฟนแล้วใช่ไหม”

เซิ่งเฉียวเขินอายเล็กน้อย แล้วพยักหน้าแรงๆทีหนึ่ง เปิดรูปภาพในโทรศัพท์ให้ท่านดู พอมารดาของเซิ่งเฉียวดูก็ถามว่า “เอ๋ นี่คือเด็กหนุ่มที่แสดงละครกับลูกคนนั้นใช่ไหม ทนายความคนนั้น สวี่ลู่เซิง”

“ใช่ค่ะ! เขาชื่อฮั่วซี”

มารดาของเซิ่งเฉียวรับโทรศัพท์จากมือเซิ่งเฉียว แล้วนั่งค้นรูปภาพนับพันในอัลบั้มของลูกสาวอยู่บนเตียง แม่ยายยิ่งดูลูกเขยก็ยิ่งเพลิน ยังไม่ทันเจอตัวจริงก็ดีใจจนยิ้มไม่หุบเสียแล้ว

“ลูกชอบก็ดีแล้วละ แม่ไม่มีปัญหา”

เซิ่งเฉียวกอดแล้วหอมท่าน

มารดาของเซิ่งเฉียวจึงถามขึ้นอีกว่า “เมื่อไหร่แม่จะได้พบเขาล่ะ”

เซิ่งเฉียวพูดจาอ้ำอึ้ง “เพิ่ง…เพิ่งคบกันได้ไม่นาน เจอผู้ใหญ่ตอนนี้…จะไม่เร็วไปหน่อยหรือคะ”

มารดาของเซิ่งเฉียวมาคิดดูแล้วก็ถูก จึงยิ้มแล้วพูดว่า “ก็จริงนะ อย่างนั้นแม่ก็ดูในโทรทัศน์ก็แล้วกัน ในละครเขาก็ดีกับลูกเหมือนกัน ในความเป็นจริงต้องดีกว่าแน่ๆ”

เซิ่งเฉียวพยักหน้าระรัว

 

ตกเย็นติงเจี่ยนมาพามารดาของเซิ่งเฉียวไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบๆ ทั้งยังซื้อผักกลับมาด้วยไม่น้อย มารดาของเซิ่งเฉียวลงมือทำอาหารเย็นด้วยตัวเอง เธอไม่อาจทนเห็นสภาพลูกสาวที่ผอมจนเกินไปแบบนี้ แทบอยากให้กลับมาอ้วนท้วนภายในอาหารมื้อเดียวเสียให้ได้จึงทำอาหารโต๊ะใหญ่โต๊ะหนึ่ง

ชนิดที่ว่าสามคนก็กินไม่หมด ท้ายที่สุดแล้วติงเจี่ยนก็ห่อหมูผัดพริกกลับบ้านไปด้วยส่วนหนึ่ง

วันรุ่งขึ้น เมื่อตื่นนอนมารดาของเซิ่งเฉียวก็ทำอาหารเช้าให้เธอเรียบร้อยอีกแล้ว เซิ่งเฉียวรู้สึกเหมือนว่าตนเองแทบจะกลายเป็นมอด[2]แล้ว แน่นอนว่าทำได้เพียงคิดเท่านั้น พอกินอาหารเช้าเสร็จ เธอก็นำของขวัญที่เตรียมเอาไว้ออกจากบ้านไปเยี่ยมบิดาของเฉียวอวี่มารดาของเฉียวอวี่

เมื่อวานเซิ่งเฉียวโทรศัพท์ไปหามารดาของเฉียวอวี่ เธออยากให้เซิ่งเฉียวไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน เซิ่งเฉียวจึงคิดว่าจะไปถึงเร็วหน่อย จะได้มีเวลาคุยเล่นกับมารดาของเฉียวอวี่ เพราะช่วงบ่ายเธอยังต้องรีบไปงานอีเวนต์อีกงาน คาดว่าพอกินอาหารเสร็จแล้วก็ต้องรีบกลับเลย

ก่อนออกจากบ้านเซิ่งเฉียวยังช่วยเปิดโทรทัศน์ให้มารดาดู ด้วยกลัวว่ามารดาจะเบื่อ แล้วสอนวิธีเลือกรายการและเปลี่ยนช่องให้ด้วย มารดาของเซิ่งเฉียวว่า “แม่ไม่ใช่เด็กน้อยสักหน่อย รู้หมดแล้วละ ลูกไปทำธุระของลูกเถอะ”

เซิ่งเฉียวยังพูดกำชับอีกนิดหน่อยแล้วถือของขวัญออกจากบ้านด้วยการเร่งของมารดา

ฟางไป๋ขับรถมารับเธอ พอได้ยินถึงที่หมายปลายทางก็ถามขึ้นว่า “พี่ฮั่วซีไม่อยู่สักหน่อยเธอจะไปทำไม มองบ้านคิดถึงเจ้าของหรือไง”

เซิ่งเฉียวมองค้อนแรงๆหนึ่งที

เมื่อฟางไป๋ขับรถมาถึงที่จอดรถ กลับเห็นเฉียวอวี่ออกมารับเธอ ฟางไป๋ที่เห็นเฉียวอวี่ก็เบิกตาโต กวาดสายตามองทั้งสองคนไปมา แล้วเซิ่งเฉียวก็พูดขึ้นว่า “นายกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวตอนบ่ายจะโทร.หา”

ฟางไป๋กลืนน้ำลายแล้วยื่นศีรษะออกมาจากรถพร้อมกดเสียงต่ำพูดว่า “เฉียวเฉียว จะจับปลาสองมือไม่ได้นะ!”

เฉียวอวี่ “???”

เซิ่งเฉียว “นายรีบไสหัวออกไปให้พ้นสายตาฉันเดี๋ยวนี้เลยไป”

ฟางไป๋ “แง”

เมื่อฟางไป๋ขับรถออกไปแล้ว เฉียวอวี่ก็ถามขึ้นว่า “จับปลาสองมือหมายถึงอะไร คุณมีแฟนแล้วเหรอ”

จับประเด็นเก่งสมกับที่เป็นทนายจริงๆ พอถูกพี่ชายของตัวเองจี้ถามแบบนี้ เซิ่งเฉียวก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้น แต่ก็แกล้งทำเฉไฉกลบเกลื่อนความรู้สึก “อ่าฮะ จะทำไม”

เฉียวอวี่ถามต่อไปว่า “ใครเหรอ”

คราวนี้เซิ่งเฉียวกลับพูดอย่างติดๆขัดๆว่า “ฉันจะบอกคุณ แต่ว่า…คุณอย่าเพิ่งบอกคุณพ่อ…เอ่อ คุณลุงกับคุณป้านะ”

เฉียวอวี่อมยิ้ม “ได้”

เซิ่งเฉียวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ฮั่วซี”

เฉียวอวี่ “???” เขาจ้องมองเธอด้วยสีหน้าตลกสุดขีด “แฟนคลับระดับภรรยากลายมาเป็นภรรยา ตื่นเต้น”

เซิ่งเฉียวยกขาขึ้นหมายจะเตะเขา แต่เฉียวอวี่ก้าวหลบอย่างรวดเร็ว แถมยังยิ้มหน้าบาน “ยินดีด้วยนะครับ ความฝันกลายเป็นจริงแล้ว”

เมื่อทั้งคู่เดินเข้าบ้าน ก็เห็นว่ามารดาของเฉียวอวี่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว พอเธอเห็นเซิ่งเฉียวก็ดีใจใหญ่ จูงมือเซิ่งเฉียวพาเดินเข้าไปด้านใน บิดาของเฉียวอวี่เองก็ลุกขึ้นจากโซฟา “เสี่ยวเฉียวมาแล้วเหรอ”

เฉียวอวี่ “พ่อครับ แม่ครับ เสี่ยวเฉียวมีแฟนแล้วครับ”

เซิ่งเฉียว “???”

เฉียวอวี่ คนสารเลว!!!

บิดาและมารดาของเฉียวอวี่ต่างก็ตกใจ เซิ่งเฉียวทั้งโกรธทั้งอายอยากเตะเฉียวอวี่เหลือเกิน ครู่หนึ่งบิดาของเฉียวอวี่จึงถามหยั่งเชิง “อีกฝ่ายเป็นใครเหรอ”

ขณะถามคำถามนี้ก็มองไปยังเฉียวอวี่ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง

เฉียวอวี่อมยิ้ม “ก็สวี่ลู่เซิงในละครเรื่องที่พ่อกับแม่ดูทุกคืนนั่นแหละครับ”

มารดาของเฉียวอวี่ “ทนายคนนั้นน่ะเหรอ”

เฉียวอวี่ “ทนายอะไรกันครับ เขาแสดงเป็นทนาย อาชีพของเขาคือนักแสดง”

มารดาของเฉียวอวี่ดึงมือเซิ่งเฉียวด้วยความรู้สึกหลากหลาย “พวกหนู…จากละครกลายเป็นจริงหรือเนี่ย”

เซิ่งเฉียวพยักหน้าอย่างยากลำบาก บิดาของเฉียวอวี่กลับถอนหายใจแรง แล้วจ้องเฉียวอวี่ตาเขม็ง ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ ลูกสะใภ้ที่อยู่ในมือกลับบินหายไปเสียแล้ว โกรธ!

เซิ่งเฉียวรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “คุณลุงคุณป้าคะ ของขวัญสำหรับคุณลุงคุณป้าค่ะ”

มารดาของเฉียวอวี่ให้เฉียวอวี่รับเอาไว้ พร้อมกับพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่ต้องเอาของมาฝากทุกครั้งหรอก ลุงกับป้าไม่ขาดอะไรเลย แค่หนูมาเยี่ยมลุงกับป้าบ้างก็พอแล้ว”

แล้วมารดาของเฉียวอวี่ก็ลากเซิ่งเฉียวไปนั่งลงบนโซฟา บิดาของเฉียวอวี่ที่นั่งอยู่ด้านข้างหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นแล้วก็วางลง หยิบขึ้นมาแล้วก็วางลงอีก เซิ่งเฉียวอดไม่ได้จึงถามขึ้นว่า “คุณลุงคะ คุณลุงเป็นอะไรไปคะ”

บิดาของเฉียวอวี่นิ่งอยู่ครู่หนึ่งว่า “หนูกับทนายคนนั้นคบกันมานานเท่าไหร่แล้ว”

เฉียวอวี่ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างก็พูดว่า “บอกแล้วไงครับว่าไม่ใช่ทนาย เป็นนักแสดง!”

บิดาของเฉียวอวี่ “แกหุบปากไปเลย! ไร้น้ำยา!” แล้วจึงหันมามองเซิ่งเฉียว “ดาราคนนั้นดีกับหนูรึเปล่า”

เซิ่งเฉียวรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พยายามบังคับให้ตัวเองยิ้ม “เขาดีกับหนูมากค่ะ เป็นคนดีมากด้วย ถ้ามีโอกาสหนูจะพาเขามาพบคุณลุงกับคุณป้านะคะ”

บิดาของเฉียวอวี่ส่ายหน้าแล้วหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นขึ้นมาอีกครั้ง “ไม่ต้องหรอกๆ เขาดีกับหนูก็พอแล้ว ถ้าไม่ดีก็ทิ้งเขาเสียนะ”

เซิ่งเฉียวอยากหัวเราะและร้องไห้ “ค่ะ!”

วันนี้เซิ่งเฉียวจะมากินอาหารกลางวัน มารดาของเฉียวอวี่จึงให้แม่จางเตรียมอาหารเอาไว้เยอะแยะ ขณะที่ไปช่วยยกอาหารในห้องครัว เซิ่งเฉียวก็ฉวยจังหวะที่ไม่มีคนอื่นอยู่เหยียบเท้าเฉียวอวี่แรงๆหนึ่งที

เฉียวอวี่เกือบทำจานตก เขาจ้องเธอเขม็ง “ทำอะไรของคุณน่ะ!”

เซิ่งเฉียวโกรธจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว “ก็คุยกันแล้วไงว่าจะไม่บอกคุณลุงคุณป้า คุณนี่ปากไม่มีหูรูดเลย พอเข้าบ้านมาก็พูดเลย ยังจะมีหน้ามาถามฉันอีกว่า!

เฉียวอวี่มองไปด้านนอกแวบหนึ่งแล้วกัดฟันพูดเสียงต่ำว่า “พ่อผมชอบยุให้ผมจีบคุณ แถมยังบอกกับกลุ่มเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของท่านอีกว่าผมมีคู่หมั้นแล้ว ไม่ต้องหาคู่ให้ผมแล้ว! นี่ไม่เท่ากับเป็นการยับยั้งเสน่ห์ของผมหรอกเหรอ รีบบอกท่านหน่อยให้ท่านตัดใจซะ!”

เซิ่งเฉียว “???”

โธ่เอ๊ย คุณพ่อของฉัน พ่อเกือบสร้างความผิดพลาดอันใหญ่หลวงแล้ว!

ยังดีที่เฉียวอวี่ไม่สนใจเธอ ถ้าหากว่าสนใจขึ้นมาละก็ เธอต้องตายแน่แล้ว

 

[1]มาจากประโยคเต็มว่า ย้อนแสงแต่ชัดเจน ส่องสว่างความงดงามของคุณ (逆光也清晰,照亮你的美) ซึ่งเป็นสโลแกนโฆษณาโทรศัพท์มือถือ vivo ของจีน

[2] คำนิยมทางอินเทอร์เน็ต หมายถึงชีวิตของคนที่วันๆไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องพยายามก็มีกินมีใช้ มีคนคอยดูแล

 

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า