[ทดลองอ่าน] ฝ่ากฎรักต่างโลก เล่ม 2 ตอนที่ 49

ฝ่ากฎรักต่างโลก

 Law of a Different World 

异世之万物法则

 

焦糖冬瓜 เจียวถังตงกวา เขียน

BlueFeather แปล

 

นิยาย 3 เล่มจบ

 

 heart ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing heart

…XOXO… 

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

———————————————————–

 

บทที่ 49

 

เด็กหนุ่มยิ้ม รอยยิ้มของเขาเป็นสิ่งที่งดงามที่สุดเท่าที่ดอกเตอร์หลินเคยเห็นมาในนีเบอลุงเงิน ทว่ามันก็แฝงไปด้วยอันตรายถึงชีวิต

เธอไม่รู้ว่าควรจะหลบสายตาอย่างไร ดวงตาสีอำพันคู่นั้นราวกับมีทะเลใสสะอาดท่วมท้นภายในจนล้นทะลักออกมา

ดอกเตอร์หลินได้แต่อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก

ผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านหลังเธอส่งเสียงครวญครางและคายหนอนกร่อนกระดูกออกมาอย่างอดกลั้นไม่ไหว

โจวอวี้พลันก้าวเท้าไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว แม้ระยะมุมเช่นนี้จะอันตราย แต่เขาก็ยังเหนี่ยวไกยิงใส่ผู้คุ้มกันจนเกิดเสียงดัง ‘ปัง’ อย่างไม่ลังเล

วินาทีที่เสียงปืนดังขึ้น ดอกเตอร์หลินก็หันหน้าไปทันที เธอเบิกตากว้างพร้อมกับน้ำตาที่พรั่งพรูออกมา

ความเศร้าเสียใจของเธอในขณะนั้นคือเรื่องจริง

ผู้คุ้มกันล้มลงกับพื้น ศีรษะถูกกระสุนเจาะทะลุเป็นรู ดวงตาของเขาเบิกโพลง ปากอ้าค้าง หนอนกร่อนกระดูกที่เพิ่งออกมาได้แค่สองเซนติเมตรเละกระจาย

เด็กหนุ่มดีดนิ้วพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เธอเสียใจมาก…เพราะหนอนกร่อนกระดูกพวกนี้คือ ‘ลูก’ ที่เธอเลี้ยงดูมาอย่างเหน็ดเหนื่อยใช่ไหม”

อะไรนะ…ดอกเตอร์หลินเป็นคนเลี้ยงพวกมันอย่างนั้นเหรอ

โจวอวี้ขมวดคิ้วก่อนจะหันปืนไปทางดอกเตอร์หลิน

ดอกเตอร์หลินจ้องโจวอวี้เขม็ง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เธอกัดริมฝีปากแน่นคล้ายกับต้องการฉีกโจวอวี้ออกเป็นชิ้น ๆ “แกฆ่ามัน…แกฆ่ามัน…”

ดอกเตอร์หลินไม่สนใจปืนในมือของโจวอวี้อีกต่อไป เธอตั้งใจจะยืนขึ้น ทว่าเด็กหนุ่มกลับนั่งลงบนโต๊ะและกดเธอกลับลงเก้าอี้ด้วยมือข้างเดียวโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงใด ๆ

“ดอกเตอร์หลิน…พวกมันเป็นแค่หนอนกร่อนกระดูก ถึงคุณจะเลี้ยงพวกมัน พวกมันก็ไม่ใช่ลูกของคุณ พวกมันถือว่าคุณเป็นแค่แหล่งอาหารเท่านั้น”

“คุณคิดว่ามันเป็นลูกจริง ๆ เหรอ” น้ำเสียงของโจวอวี้เย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม แววตาของเขาราวกับจะแช่แข็งลมหายใจของดอกเตอร์หลิน

นี่คือสิ่งแวดล้อมที่พิเศษ ความอันตรายหรือแม้กระทั่งความเหงาจะผลักความคิดให้จมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวัง

ถ้าหากดอกเตอร์หลินคิดว่าหนอนกร่อนกระดูกพวกนี้เป็นลูกของตัวเองจริง ๆ แม้โจวอวี้จะรู้สึกตกใจแต่ก็ไม่คิดว่ามันน่าเหลือเชื่อ

“ชีวิตในสถานีสังเกตการณ์มันน่าเบื่อมากจริงไหม เธอถึงได้เริ่มเฝ้าสังเกตไอ้ตัวสายพันธุ์อันตรายพรรค์นี้ร่วมกับนักวิจัยคนอื่น” เด็กหนุ่มลุกออกจากโต๊ะ เดินไปที่ด้านหนึ่งของห้องวิจัยและกดปุ่ม ผนังของห้องวิจัยค่อย ๆ เลื่อนลงมาเผยให้เห็นห้องเพาะเลี้ยงสิ่งมีชีวิต

กระจกใสจนสามารถมองเห็นไข่ของหนอนกร่อนกระดูกจำนวนนับไม่ถ้วน พวกมันมีลักษณะโปร่งใส ตัวอ่อนบางตัวที่ยังไม่สมบูรณ์เคลื่อนไหวอยู่ในไข่และไม่รู้ว่าเมื่อไรมันถึงจะฟักออกมา

ภายในห้องเพาะเลี้ยงสิ่งมีชีวิตแห่งนี้ยังมีซากของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อยู่มากมาย พวกมันน่าจะเป็นสารอาหารของตัวอ่อนพวกนี้ยามที่ฟักออกจากไข่

โจวอวี้ยกปืนขึ้น อ้าปากค้างอย่างตกใจ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีหนอนกร่อนกระดูกมากมายขนาดนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้แค่วันสองวันหรือไม่กี่เดือนอย่างแน่นอน!

“แกจะทำอะไร!” ดอกเตอร์หลินลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนก ทว่าโจวอวี้กลับยิงไปที่โต๊ะของเธอ

“อย่าขยับ! นัดเมื่อกี้เป็นการเตือน นัดต่อไปจะเป็นที่หัวของคุณ!” โจวอวี้ว่าเสียงเย็น

เด็กหนุ่มกลับไปที่โต๊ะของดอกเตอร์หลินและเขี่ยถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะเล่น “เริ่มต้นจากการสังเกต เฝ้ามองดูพวกมันออกมาจากไข่ทีละฟอง ๆ ราวกับเด็กทารกแรกเกิดที่มองหาอาหาร…นักวิจัยคนอื่น ๆ ทำเพียงแค่โยนสิ่งมีชีวิตในนีเบอลุงเงินที่พวกเขาจับได้ลงไปและบันทึกเวลาในการฟักตัว ศึกษาพฤติกรรมของพวกมัน ปริมาณอาหารที่พวกมันกิน วัฏจักรการเติบโต แต่เธอมีความรู้สึกที่แตกต่างจากพวกเขา เธอรู้สึกว่าการให้อาหารพวกมันเป็นเหมือนแม่ที่ป้อนอาหารให้กับลูก”

“แกไม่รู้หรอกว่ามันรู้สึกยังไง…พวกมันต้องการฉัน…พวกมันร้องเรียกฉันเวลาหิว! ฉันกับพวกมันเชื่อมโยงถึงกัน!” ท่าทางของดอกเตอร์หลินดูหมกมุ่นและวิกลจริต

“พวกมันต้องการคุณ เพราะพวกมันสัมผัสได้ว่าคุณมีความรู้สึกที่ไม่ปกติกับพวกมัน สิ่งที่เรียกว่าการ ‘เชื่อมโยง’ เป็นเพียงการใช้ประโยชน์จากคุณเท่านั้น” โจวอวี้พูด

“แกพูดอะไร! คนอย่างแกไม่มีทางเข้าใจหรอก!” ดอกเตอร์หลินยกมือขึ้นหมายจะกระชากแขนโจวอวี้ แต่กลับถูกเด็กหนุ่มคนนั้นกดเอาไว้

“เธอไม่คู่ควรที่จะแตะต้องเขา” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา

ดอกเตอร์หลินขัดขืนหมายจะให้หลุดออกจากการเกาะกุม แต่เด็กหนุ่มบดข้อมือของเธอทีละนิด

“กรี๊ด—” ดอกเตอร์หลินกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

“ตอนเพื่อนร่วมงานของเธอคิดว่าการศึกษาหนอนกร่อนกระดูกไม่มีประโยชน์อะไรอีก พวกเขาจึงรายงานไปยังจวี้ลี่กรุ๊ปเพื่อยุติการวิจัยเกี่ยวกับหนอนกร่อนกระดูกและต้อง ‘ทำความสะอาด’ พวกมัน เธอเสียสติจนกลายเป็นบ้า เธอล่อลวงพวกเขาไปสู่กับดักที่วางไว้ทีละคน ทำให้พวกเขากลายเป็นสารอาหารของหนอนกร่อนกระดูกพวกนี้ จังหวะที่เธอกำลังกลุ้มใจเกี่ยวกับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ เธอก็ได้รับแจ้งจากคุณซ่งว่าจะมีคนจำนวนมากย้ายมาที่นี่ เธอดีใจมากกับความโชคดีที่มาอย่างไม่คาดคิด เพราะเธอพบแหล่งอาหารมากมายสำหรับ ‘ลูก ๆ’ ของเธอแล้ว แต่น่าเสียดาย สำหรับหนอนกร่อนกระดูกพวกนี้แล้ว เธอเองก็ไม่ต่างอะไรไปจากอาหารที่พวกมันกิน”

เด็กหนุ่มยิ้มอย่างเย้ยหยัน

โจวอวี้รู้ ในฐานะสิ่งมีชีวิตระดับเอสของนีเบอลุงเงิน เขามีความสามารถที่สิ่งมีชีวิตธรรมดาไม่มี เช่น…เขาอาจจะมองเห็นทุกอย่างเกี่ยวกับดอกเตอร์หลิน

“แกไม่เข้าใจ! ไม่มีวันเข้าใจ!” ดอกเตอร์หลินกรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่งและพุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่ม

เด็กหนุ่มคว้าคอของเธออย่างง่ายดาย ดอกเตอร์หลินสะบัดมือตบตีไปที่ไหล่ของเด็กหนุ่มอย่างไม่ลดละ

ดวงตาที่เคยทำให้ดอกเตอร์หลินถึงกับใจลอย เวลานี้มันกลับปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายเย็นยะเยือกของความตาย

“ถ้าพวกมันรักเธอจริง พวกมันจะไม่ปล่อยให้เธอเสี่ยงอันตรายเพื่อพวกมัน ในช่วงเวลาของความเป็นความตาย พวกมันจะยืนอยู่ข้างหน้าเธอแทนที่จะซ่อนตัวอยู่ข้างหลัง”

เด็กหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ดันดอกเตอร์หลินให้ก้าวไปที่ผนังกระจกของห้องเพาะเลี้ยง แต่ละย่างก้าวนั้นดอกเตอร์หลินดิ้นขัดขืนไม่หยุด

โจวอวี้นิ่งอึ้ง…มันเป็นไปได้อย่างไร คำพูดของเด็กหนุ่มเมื่อสักครู่ราวกับเขาเข้าใจจิตใจของมนุษย์ที่ปกป้องคนสำคัญของตนเป็นอย่างดี

“เหลวไหล! พวกมันรักฉัน! ถ้าไม่มีฉันก็ไม่มีพวกมัน! พวกมันรักฉัน!”

“งั้นมาดูกันว่าพวกมันรักเธอจริงหรือเปล่า”

เด็กหนุ่มขยับยิ้มมุมปาก นิ้วมือข้างซ้ายแตะลงบนผนังกระจกก่อนมันจะแตกออกเป็นรู

“นายจะทำอะไร” โจวอวี้เบิกตากว้าง เขาพลันตระหนักได้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ทว่าเพียงแค่เขาก้าวไปข้างหน้า เด็กหนุ่มก็ผลักดอกเตอร์หลินผ่านรอยแตกเข้าไปในห้องเพาะเลี้ยง

ทันใดนั้น หนอนกร่อนกระดูกที่ขดตัวอยู่ในไข่ก็กรูกันออกมา ภาพที่ชวนตกตะลึงพรึงเพริดนี้พาให้รูม่านตาของโจวอวี้ขยายออก

พวกมันที่หิวโซเจาะเข้าไปในร่างของดอกเตอร์หลิน กัดแทะกระดูกของเธอจนแหลกละเอียด

ชั่ววินาทีที่ดอกเตอร์หลินกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดทรมาน โจวอวี้พบว่าตัวเองไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยและดวงตาของเขาก็ถูกบดบังด้วยฝ่ามือของเด็กหนุ่ม

“ทำไมนายต้องทำแบบนี้ด้วย” โจวอวี้เอ่ยถาม

‘เพื่อให้เธอเลิกหลอกตัวเองและรับรู้ความจริง’ เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นในหัวของโจวอวี้

ระหว่างพวกเขาราวกับเป็นโลกมายา ขณะที่ในความเป็นจริงนั้นดอกเตอร์หลินกำลังถูกหนอนกร่อนกระดูกกัดแทะและดิ้นพล่านอย่างทุรนทุราย

โจวอวี้รู้ว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะหยุดยั้งและดอกเตอร์หลินที่ ‘ป่วยเกินเยียวยา’ ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยชีวิตไว้อีกต่อไป

ความโหดเหี้ยมของเด็กหนุ่มคนนี้ทำให้โจวอวี้นึกถึงกฎข้อสุดท้ายขึ้นมา

“มันก็เหมือนกับมนุษย์ โจวอวี้ ผมไม่จำเป็นต้องมีใบหน้าอ่อนโยนยิ้มแย้ม รำพึงฟ้าเวทนาคนทั้งโลก จำไว้นะโจวอวี้ จงทุ่มพลังทั้งหมดที่มีเพื่อคนสำคัญของคุณ แต่จงโหดเหี้ยมและไร้ไมตรีกับผู้ที่ทำร้ายคุณ นี่คือกฎที่แท้จริงของการอยู่รอดในนีเบอลุงเงิน”

ยามที่เด็กหนุ่มขยับมือออก โจวอวี้ก็เห็นดวงตาที่ครอบคลุมโลกทั้งใบเอาไว้

โลกที่ถูกตัดขาดกลับคืนมา หูของเขาได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของหนอนกร่อนกระดูก

หนอนกร่อนกระดูกฝูงใหญ่พากันกรูออกมาจากห้องเพาะเลี้ยงและพุ่งไปยังด้านหลังของเด็กหนุ่ม

พวกมันยังไม่อิ่มและต้องการสารอาหารมากกว่านี้

เด็กหนุ่มยังคงมีรอยยิ้มสบาย ๆ ประดับอยู่บนใบหน้า นิ้วของเขาแตะลงที่ปลายจมูกของโจวอวี้อย่างแผ่วเบา แต่ภาพที่อีกฝ่ายทำกระจกแตกเป็นรูเมื่อสักครู่ยังคงติดตา โจวอวี้จึงผงะถอยโดยไม่รู้ตัว ทว่ายามที่ปลายนิ้วของเด็กหนุ่มสัมผัสโดนตัวเอง เขารู้สึกได้ถึงอารมณ์พลุ่งพล่านราวกับต้องการจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัว แต่ก็อดกลั้นเอาไว้อย่างสุดกำลัง

กาลเวลาคล้ายกับหยุดนิ่ง หนอนกร่อนกระดูกที่อยู่ด้านหลังเด็กหนุ่มพากันระเบิด แตกกระจายไปทั่วทุกสารทิศ ทว่ามีเพียงแค่ร่างของโจวอวี้เท่านั้นที่ไม่เปรอะเปื้อนเลือดเลยแม้แต่หยดเดียว

สถานีสังเกตการณ์พลันส่งสัญญาณเตือนเรียกสติของโจวอวี้ให้กลับคืนมา

เขาหันไปเห็นเครื่องหมายสีแดงแสดงอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดอกเตอร์หลินใช้ ก่อนจะลากเด็กหนุ่มไป

“เราต้องรีบไป ดอกเตอร์หลินเชื่อมระบบทำลายตัวเองของสถานีสังเกตการณ์กับสัญญาณชีพของตัวเอง! เครื่องติดตามบนตัวเธอสามารถส่งข้อมูลการเต้นของหัวใจและชีพจรไปยังสถานีสังเกตการณ์ได้ เมื่อไรที่อัตราการเต้นของหัวใจเธอเป็นศูนย์ สถานีสังเกตการณ์จะเข้าสู่กระบวนการทำลายตัวเอง”

เด็กหนุ่มที่ถูกโจวอวี้ลากให้วิ่งเต็มฝีเท้า มองไปที่ด้านหลังศีรษะของโจวอวี้และยิ้มออกมา “ดอกเตอร์หลินคนนี้ตัดสินใจที่จะอยู่และตายไปพร้อมกับลูก ๆ ตัวน้อยของเธอ…”

เวลานี้ อู๋อวิ้นเพิ่งจะระเบิดประตูห้องวิจัยได้พอดี หลี่เชียนเจาะระบบได้สำเร็จและเปิดทางเข้า-ออกสถานีสังเกตการณ์ เหล่าคนที่รออยู่ในโรงอาหารทำการอพยพออกไปอย่างเร่งด่วน

อู๋อวิ้นหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา “โจวอวี้! โจวอวี้นายอยู่ไหน! ฉันจะไปหา!”

ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดขึ้น สถานีสังเกตการณ์ทั้งสถานีพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง

โจวอวี้เกือบล้ม เขาทรงตัวให้มั่นก่อนจะตอบกลับไป “ฉันกำลังออกไป! ไม่ต้องกลับมา! พาโจวชิงกับหลี่เชียนออกไป—”

หลี่เชียนเปิดประตูเชื่อมทั้งหมดทันที

“พี่ ถ้าพี่ไม่ไป ผมก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น!” โจวชิงคว้าวิทยุสื่อสารของอู๋อวิ้นมาพูดใส่เสียงดัง

“นายอย่ามาเพิ่มปัญหาให้พี่ตอนนี้นะ!” โจวอวี้ตะคอก “อู๋อวิ้น ต่อให้ต้องฟาดหัวเขา นายก็ต้องพาเขาออกไปให้ได้! ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่มีวันให้อภัยนายแน่!”

อู๋อวิ้นกัดฟันกรอดและสับเข้าที่หลังคอของโจวชิง โจวชิงที่หมดสติถูกหลี่เชียนประคองเอาไว้

หลี่เชียนมองอู๋อวิ้น อู๋อวิ้นทำเพียงเอ่ยออกมาว่า “นายก็รู้ว่าโจวชิงสำคัญกับโจวอวี้มากแค่ไหน”

ภายในแววตาของอู๋อวิ้น หลี่เชียนมองเห็นว่าอีกฝ่ายเจ็บปวดกับเรื่องนี้มากเพียงใดเช่นกัน

“ขอโทษ…” หลี่เชียนกล่าวอย่างรู้สึกผิด

อู๋อวิ้นอุ้มโจวชิงขึ้นพาดบ่า “นายจะขอโทษทำไม ไม่มีนาย พวกเราคงตายห่ากันหมดแล้ว!”

“ถ้าไม่มีพวกเรา…คุณก็กลับไปหาโจวอวี้ได้…”

“ผายลมเถอะ! ถ้านายรีบวิ่งให้ไวขึ้นอีก ฉันอาจจะมีเวลาพอให้ย้อนกลับไปหาโจวอวี้!”

ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง อาคารรอบด้านพังถล่มลงมา ภายในหูมีเพียงแค่เสียงอื้ออึง

หลี่เชียนหวิดจะโดนอะไรต่อมิอะไรหล่นทับอยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่อู๋อวิ้นก็ดึงเขาออกไปได้ทุกครั้ง อู๋อวิ้นกัดฟันแบกโจวชิงและพาหลี่เชียนวิ่งไปข้างหน้าสุดชีวิต

โจวอวี้วิ่งเต็มฝีเท้าพลางหลบสิ่งก่อสร้างที่ร่วงลงมา เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง พื้นคล้ายกับถูกยกขึ้นแล้วจมยวบลงไป

โจวอวี้รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างผลักเข้าที่ด้านหลังเขาอย่างแรง ก่อนที่ทุกอย่างเบื้องหลังเขาจะถล่มลงมา

‘ลาก่อน โจวอวี้’

โจวอวี้หันกลับไปก็พบว่าทางด้านหลังถูกปิดตายไปแล้ว เด็กนั่นถูกทับเหรอ หรือว่า…

สมองของโจวอวี้พลันว่างเปล่า

‘อย่าหันมา วิ่งต่อไป’

เสียงนั่นดังขึ้นในหัวเขาอีกครั้ง มันดึงความคิดของโจวอวี้ให้กลับคืนมาทันที อีกฝ่ายเป็นสิ่งมีชีวิตระดับเอส คงไม่ตายด้วยเรื่องแบบนี้หรอก

โจวอวี้ตั้งสติและวิ่งห้อเต็มฝีเท้า

ยังไม่ทันที่เขาจะวิ่งไปถึงส่วนขยายของสถานีสังเกตการณ์ เพดานด้านบนก็ร่วงลงมา!

โจวอวี้เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่าอะไรคือฟ้าถล่มดินทลาย ต่อหน้าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ตัวเขานั้นอ่อนแอและเล็กจ้อยเกินไป

หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน โจวอวี้ก็เข้าไปใกล้ส่วนที่ถล่มลงมาจนปิดกั้นเส้นทางและแทบจะออกไปไม่ได้

เขาต้องรอด…เขาจะมาตายอยู่ที่นี่ไม่ได้!

อีกไม่นานทางเชื่อมจะต้องหล่นลงมาทับเขาแน่ แสงสว่างทั้งหมดกำลังจะถูกบดบัง ชั่วขณะที่โจวอวี้ไม่สามารถพยุงตัวเองได้อีกต่อไปและกำลังจะล้มลง หูของเขาพลันได้ยินเสียงคำราม บางสิ่งกระแทกเข้ากับเศษซากของกำแพงที่ถล่มลงมาและทะลุมาหาโจวอวี้

สิ่งนั้นกางออกขวางอยู่ด้านบนศีรษะของโจวอวี้ ยันบริเวณที่กำลังจะทรุดลงมาไว้อย่างมั่นคง

โจวอวี้เงยหน้าขึ้น สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือดวงตาของโม่เย่

“ฮื้อ…” โม่เย่สะบัดหัวจนเศษฝุ่นร่วงลงมา

เสียงอาคารถล่มและเสียงระเบิดยังคงดังไม่หยุดและพวกเขาก็อาจจะถูกฝังทั้งเป็นเมื่อไรก็ได้

“โม่เย่…นายมาได้ยังไง…” โจวอวี้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันอยู่

โม่เย่ใช้ปลายจมูกถูไถโจวอวี้ก่อนที่มันจะหันหลังให้เขาและยันข้างบนเอาไว้

โจวอวี้พลันเข้าใจความหมายของมัน เขาปีนขึ้นไปพลางกอดคอมันไว้แน่น เขารู้ว่าโม่เย่แข็งแกร่งมากแต่ไม่รู้ว่าโม่เย่จะพาเขาออกไปได้อย่างไร

ในช่วงเวลาที่โจวอวี้แนบใบหน้าลงกับแผ่นหลังของโม่เย่ สัมผัสกับอุณหภูมิและความอ่อนนุ่มเหล่านั้น ความรู้สึกวิกฤติที่โลกกำลังจะพังทลายก็คล้ายกับจะไม่สำคัญอีกต่อไป

เสมือนว่าเขารู้สึกได้ถึงการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายของโม่เย่ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการหายใจ หรือแม้แต่การขยับตัวของกล้ามเนื้อ

“ดีจังที่มีนายอยู่ด้วย..” โจวอวี้เอ่ยเสียงแผ่ว

เขาคิดว่าจะต้องถูกฝังอยู่ที่นี่อย่างเดียวดายเสียแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าโม่เย่จะมาที่นี่

ช่วงเวลาที่สถานีสังเกตการณ์พังทลายลงมา อู๋อวิ้นพลันขับรถแฮมเมอร์คันสุดท้ายพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

แม้จะอยู่ในรถ แต่พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงความรุนแรงที่อยู่เบื้องหลัง หากช้ากว่านี้แม้แต่วินาทีเดียว พวกเขาคงถูกทับร่างแหลกไปแล้ว

“สวรรค์…” หลี่เชียนหันกลับไปมองซากปรักหักพังตรงหน้า หัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งราวกับรถไฟเหาะที่ทิ้งดิ่งลงมาจากด้านบน

คนอื่น ๆ ที่หนีออกมาได้ต่างก็มองย้อนกลับไปที่สถานีสังเกตการณ์เช่นเดียวกัน บ้างร้องอุทานออกมา บ้างก็ปิดหน้าร้องไห้ หรือไม่ก็กอดกันกลม

พวกเขายังมีชีวิตอยู่อีกหนึ่งวัน

สองมือของอู๋อวิ้นกดลงบนพวงมาลัย เขาก้มหน้าหลับตาแน่น “โจวอวี้ล่ะ นายเห็นเขาออกมาหรือเปล่า..”

จิตใจที่หลุดพ้นจากภัยพิบัติของหลี่เชียนคล้ายกับถูกแช่แข็ง “ผม…ไม่เห็น…”

“ฉันจะไปหาเขา… ต่อให้ต้องขุดซากพวกนั้น ฉันก็จะเอาเขาออกมา!” อู๋อวิ้นเปิดประตูรถอย่างแรงและก้าวออกไป

หลี่เชียนเหลือบมองโจวชิงที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่บนเบาะหลังแล้วลงจากรถไปอีกคน “ผมจะไปหาเขาด้วย!”

อู๋อวิ้นกัดฟันผลักกำแพงที่แตกออกไป คนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ไม่ไกลต่างก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แม้จะรู้ว่าโจวอวี้อาจไม่รอด แต่อู๋อวิ้นก็ไม่คิดจะถอดใจ

เขาจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไร เขาไม่รู้แล้วว่าสิ่งที่อยู่บนใบหน้าคือเหงื่อหรือว่าน้ำตากันแน่

หานลี่วิ่งลงมาจากรถคันอื่น “โจวอวี้ล่ะ…เขายังอยู่ข้างในเหรอ ฉันไม่เห็นเขาออกมา…”

อู๋อวิ้นไม่พูดอะไร ขณะที่หลี่เชียนพยักหน้า

หานลี่เบือนหน้าหนีพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา คนอื่น ๆ เร่งให้อู๋อวิ้นรีบตัดสินใจว่าจะมุ่งหน้าไปยังฐานที่สองเลยหรือไม่ เพราะหากล่าช้าจนตกกลางคืนขึ้นมาจะยิ่งอันตราย

ชั่วขณะที่อู๋อวิ้นกำลังจะตะโกนพลันมีเสียงดังมาจากข้างในซากปรักหักพังราวกับภูเขาไฟระเบิดออก เศษหินและโลหะนับไปถ้วนถูกแรงบางอย่างดันขึ้นไปบนท้องฟ้า สะท้อนอยู่ท่ามกลางแสงแดดจากทางทิศตะวันตกจนเกิดเป็นจุดแสงแวววาวนับไม่ถ้วน ยามที่เศษซากและฝุ่นผงปลิวขึ้นไปและร่วงลงมา กลุ่มคนที่เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นร่างร่างหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นไปยังท้องฟ้าด้วยความว่องไวและซ้อนทับกับดวงอาทิตย์

อู๋อวิ้นเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกสักคำ

ปีกสยายออกบนฟากฟ้าก่อนจะร่อนลงมาจากที่สูง ภายในความรู้สึกที่แข็งแกร่งนั้นแฝงไปด้วยอิสรเสรี

ชั่วขณะที่ลงจอด สายตาที่ถูกบดบังทั้งหมดก็เปิดออกในที่สุด หลายคนพ่นลมหายใจออกมา

โจวอวี้ลืมตาขึ้น หัวใจของเขาเต้นเร็วมากราวกับจะหลุดออกจากอก

เขายังคงจำความรู้สึกที่พุ่งทะยานออกไปพร้อมกับโม่เย่ได้ เศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ ขูดไปตามร่างกาย มือทั้งสองข้างแทบจะจับโม่เย่เอาไว้ไม่อยู่ ทุกข้อต่อในร่างกายราวกับจะหลุดออกเป็นส่วนๆ สายลมวิ่งผ่านศีรษะและแผ่นหลัง ทุกสรรพสิ่งไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว โผนทะยานไปสู่แสงตะวัน

โม่เย่หยุดลงที่พื้นอย่างสงบ กางปีกไปข้างหลังห่อหุ้มโจวอวี้ที่นอนคว่ำอยู่บนหลัง รอจนกระทั่งลมหายใจของโจวอวี้กลับมาเป็นปกติ

อู๋อวิ้นที่ตะลึงงันพลันรู้สึกตัว เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นเป็นของจริงหรือเปล่า ขาขยับก้าวไปทีละก้าว จากช่องว่างระหว่างปีกของโม่เย่เขามองเห็นใบหน้าด้านข้างของโจวอวี้

“ขอบคุณสวรรค์…นายยังมีชีวิตอยู่! นายยังไม่ตาย! นายแม่ง…ถ้าเกิดตายขึ้นมาจริง ๆ โจวชิงเอาฉันตายแน่!”

โจวอวี้กระโดดลงจากหลังของโม่เย่และตีเข้าที่ไหล่ของอู๋อวิ้นเบา ๆ “ถ้านายไม่พาโจวชิงออกไป ฉันนี่แหละที่จะยิงนาย”

อู๋อวิ้นยิ้มแหยก่อนที่ทั้งสองคนจะกอดกัน อู๋อวิ้นตบหลังโจวอวี้แรง ๆ ไปสองที

โจวอวี้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า “เราควรไปกันได้แล้ว”

โจวอวี้หันกลับมา โม่เย่ที่เดินมาถึงข้างขาเขาหลับตาลงและแนบหัวเข้ากับเข่าของเขาราวกับต้องการยืนยันให้แน่ใจและรับรู้ถึงอุณหภูมิร่างกายของโจวอวี้

“ตอนที่แบกนาย…มันไม่ได้ตัวเท่านี้นี่…” อู๋อวิ้นยื่นมือออกมาทำท่าวัดขนาด

โจวอวี้เพิ่งจะเข้าใจในตอนนี้เองว่าแท้จริงแล้วโม่เย่เติบโตขึ้นอยู่ตลอดเวลาและอัตราการเจริญเติบโตของมันก็ไม่ได้ตรงตามที่ดอกเตอร์คาร์ลอสวัด แต่เร็วกว่า…โจวอวี้มักจะมองโม่เย่เป็นเด็กอยู่เสมอ แต่บางทีโม่เย่ในตอนนี้อาจจะไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว

“งื้อ…” โม่เย่ปิดเปลือกตาและเงยหน้าขึ้นด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม

“ขอบคุณ” โจวอวี้ก้มศีรษะลงแตะหน้าผากเข้ากับหัวของโม่เย่

ถ้าไม่มีโม่เย่ เขาคงตายไม่ฟื้นไปหลายหนแล้ว

“เราน่าจะไปกันได้แล้ว ฐานที่สองยังอยู่ห่างออกไปอีก…ฐานของเรายังคงรอให้พวกเราค้นหากุญแจสำคัญที่จะจัดการกับไวรัสจากสายมารดาของแมงกะพรุนนีเบอลุงเงินอยู่นะ” หานลี่เอ่ยเตือน

“ไปเถอะ!” โจวอวี้ตบไหล่อู๋อวิ้นเบา ๆ และพากันไปขึ้นรถ

โจวอวี้เพิ่งจะหย่อนตัวนั่งดี ๆ และยังไม่ทันจะได้ปิดประตู โม่เย่ก็กระโดดแผล็วเข้ามาและหมอบอยู่บนตักของโจวอวี้

โจวอวี้อ้าแขนอย่างจนใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองควรจะกอดมันไหม อย่างที่รู้ว่าเจ้านี่น่ะความจริงแล้วตัวใหญ่มาก แต่การจงใจ ‘ออดอ้อน’ ให้เห็นว่าตัวเองยังเด็กนี่มันผิดกติกาเกินไปหน่อยหรือเปล่า

ส่วนทางด้านอู๋อวิ้น สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่โจวอวี้รอดมาได้

เขามีความสุขมากจนแทบจะเขียนแปะอยู่บนใบหน้า เขาหยิบบุหรี่ที่ยับยู่ยี่ออกมาและคาบไว้ในปาก ก่อนจะเปิดเพลง it’ s a headache ที่ทำให้หลี่เชียนปวดหัวทุกทีที่ได้ฟัง

“งื้อ…” โม่เย่จงใจใช้หลังหัวของตัวเองถูไถคางของโจวอวี้ เมื่อถูกขนนุ่ม ๆ ของมันจู่โจม โจวอวี้ก็ถอนหายใจออกมาและกอดมันไว้แน่น

และแน่นขึ้นอีก

ถ้าหากว่าเป็นคนธรรมดาถูกโจวอวี้กอดแบบนี้คงจะร้องด้วยความเจ็บปวดไปนานแล้ว แต่โม่เย่ไม่ใช่ มันปล่อยให้โจวอวี้กอดรัดตัวเองต่อไปอย่างว่าง่าย

เมื่อเศษซากของสถานีสังเกตการณ์หายไปจากกระจกมองหลัง โจวอวี้ก็ถอนหายใจ

“เป็นอะไร” อู๋อวิ้นถาม

“สถานีสังเกตการณ์ถูกทำลายแบบนี้ เราคงดูภาพบันทึกพวกนั้นไม่ได้แล้ว” โจวอวี้เล่าเรื่องของดอกเตอร์หลินให้ทุกคนฟัง

“อา…ฉันอยากจะเห็นจริง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่…จวี้ลี่กรุ๊ปควรจะจ้างนักจิตวิทยามาประจำที่นี่สักคน นีเบอลุงเงินนี่ทำให้คนเป็นบ้าได้จริง…” อู๋อวิ้นถอนหายใจ

“ไม่หรอก…” หานลี่มองโลกนอกหน้าต่างที่ถูกพระอาทิตย์ตกดินย้อมให้กลายเป็นสีแดงดุจดั่งเลือด “ความโดดเดี่ยวต่างหากที่ทำให้คนเป็นบ้า”

 

ใส่ความเห็น