fbpx

[ทดลองอ่าน] ลิขิตรักข้ามปรภพ 孟婆 ตอนที่ 3

ลิขิตรักข้ามปรภพ

孟婆

หวนมี่ เขียน

ลีลรักษ์ แปล

 

เล่มเดียวจบ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

__________________________

 

ยายเมิ่งถือกระบวยอยู่ในศาลายายเมิ่งข้างสะพานอนิจจัง เมื่อตักน้ำแกงลืมชาติให้ดวงวิญญาณที่ถือชามเดินเข้ามาดื่มแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังวงล้อแห่งสังสารวัฏที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของสะพานอนิจจัง

“แม่เฒ่า แม่เฒ่า!” ผู้คุมวิญญาณตัวผอมบางผู้หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลวิ่งมาหาพลางร้องเรียกยายเมิ่งที่กำลังตักน้ำแกง

ครั้นเห็นเช่นนั้น ผู้คุมวิญญาณชุดดำสองนายที่อยู่หน้าศาลายายเมิ่งยื่นมือมาขวางดวงวิญญาณด้านหลังที่จะเดินขึ้นหน้า ทั้งหมดหยุดยืนหน้าศาลา รอให้ผู้คุมวิญญาณพูดจบ

“เกิดอันใดขึ้น” ยายเมิ่งเดินไปยังมุมหนึ่งของศาลา ลดเสียงต่ำถาม

“แม่เฒ่า ราชามังกรแห่งทะเลบูรพาเสด็จมา! ยามนี้คอยอยู่ในเรือนท่าน พวกเขาอยากให้ท่านไปเข้าเฝ้าสักครั้ง ส่วนงานทางนี้ก็ฝากคนอื่นไว้ก่อน” ผู้คุมวิญญาณนามสวินถงกดเสียงเบากล่าว

ยายเมิ่งขมวดคิ้ว “ทางนี้จะฝากให้คนอื่นได้อย่างไรกัน ปีนี้โลกมนุษย์แล้งหนัก ชาวบ้านตายไม่น้อย ดวงวิญญาณที่จะไปเกิดมีมากเพียงนี้ จะให้ฝากผู้ใด เจี้ยงเหนียงเองก็ปลีกตัวมาไม่ได้ อย่าว่าแต่จะมาเลย”

สวินถงเกาหัวด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าสีเขียวฉายแววกังวลใจยิ่ง “เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี ราชามังกรทรงเป็นคนที่พวกเราล่วงเกินไม่ได้เสียด้วยสิ”

“ราชามังกรเสด็จมาที่นี่ด้วยเรื่องใด”

“คือ…ข้าเองก็ไม่รู้ เพียงรับสั่งว่าให้แม่เฒ่าเข้าเฝ้า รายละเอียดหยุมหยิมหลังจากนั้นจะทรงอธิบายอีกที” สวินถงเล่าตามสัตย์แล้วยกมือเกาหัวอีก

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้พระองค์ประทับรอต่อไปแล้วกัน” ยายเมิ่งเดินขึ้นหน้า ไม่สนว่าสวินถงจะเบิกตากว้างจนลูกตาแทบถลนอยู่แล้ว ก่อนทำมือเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้คุมวิญญาณด้านหน้าปล่อยดวงวิญญาณพวกนั้นเข้ามา

“อา อา…แม่เฒ่า…”

อย่าทำเช่นนี้สิ! แม่เฒ่า ท่านช่างเอาแต่ใจนัก ตามข้าไปพบราชามังกรเถิด…สวินถงยื่นมือไปคิดจะรั้งยายเมิ่งที่จะเดินไปข้างหน้ากลับมา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เสียแรงเปล่า

สวินถงเดินมาอยู่ข้างๆ ยายเมิ่ง ฉวยโอกาสยามที่ยายเมิ่งคนน้ำแกง กระซิบข้างหูนาง “ข้าช่วยท่านดูแลเป็นอย่างไร ทางฝั่งราชามังกรจะล่าช้ามิได้ขอรับ!”

ยายเมิ่งชำเลืองมองเขาปราดหนึ่งอย่างไม่ไยดี “ก็บอกแล้วว่าข้าต้องทำเอง มิเช่นนั้นก็เอาตามนี้แล้วกัน เจ้าล่วงหน้าไปทูลราชามังกรก่อน หากพระองค์ทรงยินดีประทับรอ เจ้าก็อยู่ปรนนิบัติรับรองพระองค์แทนข้า แต่หากพระองค์ไม่ยินดีประทับรอ ก็ทูลถามว่าพระองค์เสด็จมาไย ถ้าข้าว่าง จะไปขอขมาที่วังมังกรทะเลบูรพาดีหรือไม่”

นี่ นี่ๆๆๆ …แม่เฒ่านี่! คำตอบนี้ไม่ต่างอันใดกับไม่ไปมิใช่หรือ

“ขะ…ข้าๆๆ …คะ ความจริงแล้วข้าน้อย…ปั้ดโธ่ แม่เฒ่า ท่านจะทำให้ข้าน้อยรับไม่ไหวแล้วจริงๆ นะ!” พอทิ้งวาจาประโยคนี้ไว้แล้ว สวินถงทำได้เพียงวิ่งจากไปทั้งน้ำตา มุ่งหน้านำความไปแจ้งราชามังกรแทนยายเมิ่ง ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้แม่เฒ่าเป็นเทพที่ใหญ่ที่สุดในแดนนรกนอกเหนือจากราชาแดนนรกกันเล่า

ด้วยความที่สวินถงรีบร้อนจากไป จึงมิได้สังเกตเห็นเส้นโค้งจางๆ เส้นนั้นตรงมุมปากยายเมิ่ง

แย้มยิ้มเบาบาง

ณ หมู่บ้านริมทะเล

คลื่นทะเลซัดเข้าหาฝั่งจนเกิดฟองคลื่น ขณะที่น้ำทะเลชะชายฝั่ง กลับเห็นบุรุษผู้หนึ่งนอนคว่ำหน้าบนหาดทรายห่างออกไปไกล ครั้นดรุณีน้อยผู้หนึ่งเดินมาเห็นเข้า ก็รีบวิ่งมาด้วยความตื่นตระหนก

พอคุกเข่าแล้วยื่นมือไปอังจมูกเขา เด็กสาวหันข้าง ตะโกนว่า “ท่านแม่ ท่านแม่!”

“มีอันใด แหกปากเสียงดัง…ตายแล้ว! คนผู้นี้…” สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งได้ยินเสียงร้องตะโกนของบุตรสาวก็สาวเท้ารีบมา แรกเริ่มยังไม่เข้าใจสายสนกลใน ทว่าเมื่อเห็นบุรุษในอ้อมแขนบุตรสาวเข้าก็อุทานตกใจ

“ท่านแม่ ช่วยข้าหน่อยเร็วเข้า เขายังมีลมหายใจ!”

“อื้อ”

จากนั้นทั้งสองคนหิ้วปีกเขาซ้ายคนขวาคน ค่อยๆ เดินไปยังเรือนที่อยู่ด้านหน้า

แดนนรก เรือนยายเมิ่ง

ตัวเรือนสร้างด้วยไม้ให้ความรู้สึกเก่าแก่และสมถะยิ่งนัก เครื่องเรือนและของตกแต่งล้วนเรียบง่ายไม่หรูหรา ของใช้ทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่ละอย่างล้วนดูเรียบๆ ทั้งสิ้น

แม้สร้างจากไม้ ทว่างานฝีมือและคุณภาพของไม้ล้วนเป็นของชั้นดี

กลางห้องโถงใหญ่ คนสามคนยืนนิ่ง

“เป็นอย่างไร”

ราชามังกรมองยายเมิ่งตรงหน้าตนที่ถือคันฉ่องมองภาพสะท้อนในนั้น ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมปราศจากอารมณ์ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดทราบว่า แท้จริงแล้วในใจราชามังกรออกจะร้อนรนอยู่บ้าง

ยายเมิ่งช้อนตาขึ้นมองนิ่งๆ ส่งคันฉ่องคืนราชามังกรถึงมือ “อันใดคือเป็นอย่างไรเพคะ สตรีผู้นี้คงเป็นหญิงที่หลงอวี้รักปักใจกระมัง เช่นนี้ก็ดี ระหว่างตอบแทนบุญคุณยังสามารถชดเชยความปรารถนาตลอดหลายปีมานี้ของเขาได้ด้วย”

ราชามังกรมุ่นคิ้วเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น ส่วนหลงเทียนผู้ใต้บัญชาคนสนิทของเขายืนอยู่ด้านข้างไม่ไกล “ยายเมิ่ง พวกเขาคนหนึ่งเป็นเทพ คนหนึ่งเป็นมนุษย์…ท่านทราบหรือไม่”

“แล้วอย่างไรเพคะ ฝ่าบาทจะตรัสอันใดกับหม่อมฉันผู้เฒ่ากันแน่” ยายเมิ่งเองก็มีสีหน้าเรียบเฉยเช่นกัน ทั้งสองคนล้วนเก็บซ่อนความรู้สึกไว้มิดชิดยิ่ง มิมีผู้ใดเดาความคิดของอีกฝ่ายได้

ยายเมิ่งผู้นี้รู้หรือไม่รู้กันแน่ว่านางกับโอรสของเขามีด้ายแดงผูกโยงไว้ด้วยกัน ไฉนจึงยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเช่นนี้!

ครั้นฉุกนึกถึงใบหน้าของผู้เฒ่าจันทรายามแจ้งเรื่องนี้กับเขา ราชามังกรหลงเทาก็จำได้ว่าผู้เฒ่ากล่าวว่า “เรื่องนี้ยังไม่ถึงเวลา พูดไม่ได้”

ดังนั้น…สตรีเบื้องหน้าเขาผู้นี้ก็น่าจะไม่รู้เรื่อง

“เจ้าไม่สนใจรึ”

วาจานี้ดูแปลกอยู่บ้าง นางสมควรสนใจอันใด ยิ่งกว่านั้น หากบอกว่าสนใจ ย่อมสมควรเป็นบุรุษตรงหน้านี้ที่ต้องสนใจเสียมากกว่า

เพราะนั่นคือโอรสเขามิใช่หรือ

“พระดำรัสของฝ่าบาทแฝงความนัย โปรดอภัยที่หม่อมฉันผู้เฒ่าโง่เขลา เชิญรับสั่งมาตามตรง มิต้องตรัสหยั่งเชิงอ้อมค้อมไปมาอีก” ยายเมิ่งเอ่ยเรียบๆ น้ำเสียงเยือกเย็น หากกลับมิได้ชวนให้คนฟังไม่สบอารมณ์

หลงเทาประหลาดใจอยู่บ้าง สตรีตรงหน้าผู้นี้…ใช่ ยายเมิ่งตรงหน้าเปลี่ยนรูปลักษณ์จากหญิงชรากลายเป็นเด็กสาว คาดไม่ถึงว่าจะเถรตรงเช่นนี้

ดียิ่งนัก เขารู้สึกชื่นชมในตัวลูกสะใภ้ผู้นี้เพิ่มขึ้นหลายส่วน

“เปิ่นหวัง [1] มาที่นี่ เพราะอยากไหว้วานเจ้าเรื่องหนึ่ง” หลงเทาเลิกล้มความคิดที่จะหยั่งเชิง กล่าวกึ่งจริงกึ่งเท็จบอกจุดประสงค์ที่ตนมาครั้งนี้

“เรื่องใดหรือเพคะ” ไม่เข้าใจว่าระหว่างหลงอวี้กับนางมีเรื่องใดให้ไหว้วานกันได้ แม้ยายเมิ่งจะไม่เข้าใจ แต่กลับไม่ได้ถามตรงๆ

“ให้เจ้ายืมใช้คันฉ่องทองแดงบานนี้ เปิ่นหวังมีธุระต้องไปจากทะเลบูรพาหลายเดือน จึงอยากฝากให้เจ้าช่วยดูแลลูกข้าด้วย” หลงเทาหยุดพักเล็กน้อย ด้วยรู้ว่ายายเมิ่งสงสัย จึงกล่าวอีกว่า “ลูกข้าเคยบอกว่าท่านยายเมิ่งดีต่อเขาประหนึ่งญาติสนิท เปิ่นหวังคิดว่า หากฝากเขาไว้กับเจ้า เปิ่นหวังจะต้องวางใจได้อย่างแน่นอน”

“…” วาจาประโยคนี้กล่าวได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงไม่มีเรื่องนี้ แต่พระองค์พูดรวบรัดเสร็จสรรพ นางจะปฏิเสธก็มิได้…

ยิ่งกว่านั้น นางปล่อยให้ราชามังกรรอนานถึงเพียงนี้ ผ่านมาหลายชั่วยาม [2] แล้ว เขากลับไม่แม้แต่จะบันดาลโทสะสักนิด หากไม่รับปากก็ดูจะไม่เป็นธรรมนัก

“หม่อมฉันผู้เฒ่าทราบแล้วเพคะ” ยายเมิ่งถอนใจ รับคันฉ่องทองแดงที่หลงเทายื่นมาตรงหน้านาง

“ดี เช่นนั้นก็ฝากเจ้าแล้ว”

จากนั้นไม่รอให้นางตอบคำ หลงเทาโบกมือ หายตัวไปจากเรือนยายเมิ่งต่อหน้านางพร้อมกับหลงเทียน

ยายเมิ่งมองคันฉ่องในมืออยู่คนเดียวด้วยความจนใจ

ภายในเรือนหลังเล็กคับแคบที่สร้างด้วยไม้เจือกลิ่นยาแปลกประหลาด หลงอวี้ตื่นขึ้นในยามนี้เอง

ความจริงหลงอวี้รู้สึกตัวตื่นมาตลอด ทว่าเพื่อตบตาพวกเขา จึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นว่าตนคือคุณชายผู้สูงศักดิ์ซึ่งประสบภัยตอนออกทะเลจนสูญเสียความทรงจำ หมดสติจนถึงเมื่อครู่จึงค่อยตื่นขึ้นมา

“อ๊ะ เจ้าฟื้นแล้ว!”

ขณะที่สายตาของหลงอวี้สอดส่ายไปทั่ว ทันใดนั้นเสียงร้องตกใจก็ดังเข้ามาในโสต

“ที่นี่คือที่ใด” เขากดเสียงเบาจนแหบแห้งอยู่บ้าง เล่นละครเต็มที่ เอ่ยปากถาม จากนั้นค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่ง

เด็กสาวนามไฉ่เอ๋อร์หน้าแดงอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะหน้าตาของหลงอวี้หล่อเหลาชนิดหาตัวจับยาก ชั่วขณะที่ช่วยเขา นางก็รู้แล้ว ทว่าตอนนี้พอเทียบกับตอนที่เขาฟื้น ก็ยิ่งทำให้นางเขินอาย

“ที่นี่คือหมู่บ้านเซี่ยเหอ คะ…คุณชาย…ไฉนถึงมาที่นี่ได้” เมื่อคำถามหลุดออกจากปาก นางก็แทบอยากจะกัดลิ้นตนเอง ใบหน้าที่เดิมทีแดงระเรื่อยิ่งแดงปลั่งกว่าเดิม

นางถามอันใดกัน! ยามที่ช่วยเขาขึ้นมา เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเรือล่มมิใช่หรือ มิเช่นนั้นหมู่บ้านเซี่ยเหอซึ่งนับว่าเป็นหมู่บ้านชาวประมงอันห่างไกลเช่นนี้จะมีใครมาเยือนโดยไม่มีสาเหตุได้อย่างไร

หลงอวี้มิได้คิดมากกับคำถามนี้ของนาง ยกคำพูดที่เตรียมไว้ก่อนแล้วมาตอบ “ข้าจำไม่ได้แล้ว…” วาจาแผ่วโหยอ่อนแรง ทำให้เด็กสาวตรงหน้าประหลาดใจไม่หาย

“เอ๋!”

ราวกับจะเพิ่มความน่าเชื่อถือในคำพูดของตนให้มากยิ่งขึ้น เขามองนางด้วยสีหน้างงงัน “ข้าจำไม่ได้ว่าตนเองเป็นใคร มาจากที่ใด…”

ไฉ่เอ๋อร์อึ้งงัน หัวสมองพลันว่างโล่ง “สวรรค์ เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร”

ณ ตำหนักพระยม

เมื่อวานหลังยายเมิ่งพบราชามังกรและได้รับการไหว้วานจากเขา วันนี้หมิงเหยาก็มาที่เรือนยายเมิ่งอีกรอบ บอกว่าราชาแดนนรกมีเรื่องอยากพบนาง ส่วนงานตักน้ำแกงให้หมิงเหยาทำแทนไปก่อน

ยายเมิ่งยืนอยู่กลางตำหนักพระยมสีทองอร่ามงามหรูหรา มิได้ด้อยไปกว่าพระราชวังที่โลกมนุษย์แม้สักน้อย บนบัลลังก์ยังไร้เงาคน ยายเมิ่งจึงได้แต่ยืนตระหง่านบนพรมแดงด้านล่าง

ภายในตำหนักโอ่อ่าไม่มีชาววังแม้แต่คนเดียว ในความงามหรูนั้นจึงดูเงียบวิเวกยิ่งนัก แม้ปรากฏความเงียบเหงาให้เห็นอย่างชัดเจน ทว่ายายเมิ่งกลับไม่ใส่ใจ ยังคงยืนนิ่งเงียบๆ

ในใจคิดถึงเรื่องของหลงอวี้ที่ราชามังกรฝากฝังนางไว้

ร่างผอมบางออกจะซูบเล็กน้อยของนางยืนตรงแหน็ว ผมสีขาวเกล้าเป็นมวยผมครึ่งศีรษะเรียบง่าย เพียงใช้ปิ่นไม้ยึดไว้ เรือนผมยาวที่เหลือปล่อยสยายจากบ่าลงมาถึงเอว นางสวมชุดดำแฝงความอึมครึมทว่าไม่ชวนให้รู้สึกหนักอึ้ง ตรงเอวคาดเชือกแดงเส้นหนึ่ง ปลายเชือกยังผูกหยกพกสีเขียว ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆ ตามจังหวะการเดินของนาง

ฝีเท้าของยายเมิ่งแต่ไรมาเบาหวิวและมั่นคง เสียงใสกังวานที่ดังตามย่างก้าวนั้นฟังแล้วเสนาะโสตยิ่งนัก

เป็นฝีก้าวที่ใครก็เลียนแบบมิได้

“แม่เฒ่า”

แม้ใจลอย หากแต่ท่าทางนิ่งเฉยจนมองไม่ออก ราชาแดนนรกหมิงเซียวเรียกนาง

ยายเมิ่งช้อนตาขึ้นมองนิ่ง ก่อนทำความเคารพเขา “หม่อมฉันผู้เฒ่าถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”

“มิต้องมากพิธี” หมิงเซียวชำเลืองมองยายเมิ่งซึ่งอยู่ด้านล่างของบัลลังก์ ครั้นคิดถึงเรื่องของราชามังกรกับผู้เฒ่าจันทราขึ้นมาได้ จึงกระแอมให้คอโล่งแล้วกล่าว “วันนี้ที่เชิญแม่เฒ่ามาเพราะมีเรื่องหนึ่งจะไหว้วาน”

ยายเมิ่งได้ยิน ก็มุ่นคิ้วขาวน้อยๆ โดยไม่รู้ตัว “เรื่องใดเพคะ”

ไฉนถึงไหว้วานอีกแล้ว คงมิใช่เรื่องเดียวกัน ล้วนมาเพราะหลงอวี้ทั้งคู่กระมัง

“ลือกันว่าโอรสของราชามังกรไปยังโลกมนุษย์ เหยาเอ๋อร์ เจ้าลูกคนนี้ดีอกดีใจบอกว่าจะตามไปให้ได้ หมิงเย่ว์เกลี้ยกล่อมแล้วยังเชื่อฟัง แต่เหยาเอ๋อร์นิสัยดื้อรั้นไม่ยอมฟัง…จึงอยากไหว้วานแม่เฒ่าเรื่องนี้”

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…ยายเมิ่งพยักหน้านิดๆ โดยไม่ลังเล “ได้ เรื่องนี้หม่อมฉันผู้เฒ่าทราบแล้วเพคะ”

เมื่อยายเมิ่งตกปากรับคำแล้วมิได้จากไปทันที ด้วยรอให้หมิงเซียวรับสั่งให้นางถอยออกไป ทว่ารออยู่นานก็ไม่มีความเคลื่อนไหว ยายเมิ่งจึงอดสบตาเขาด้วยความลังเลไม่ได้

“ฝ่าบาทยังทรงมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่เพคะ” นางถามตามตรง รอคำตอบจากเขา

“คืออย่างนี้ หลงอวี้โอรสของราชามังกรกระทำการครานี้ ราชามังกรเป็นห่วงมาก เพราะอีกฝ่ายคือหญิงสาวชาวมนุษย์ นับแต่โบราณมา ความแตกต่างระหว่างเทพกับมนุษย์นั้นยังคงเป็นกฎเหล็กที่มิอาจสั่นคลอนจนถึงบัดนี้ ราชามังกรกลัวอยู่ลึกๆ ว่าหลงอวี้ไปครานี้จะรับมือไม่ไหว ดังนั้นเปิ่นหวังรู้เรื่องที่เขาไหว้วานเจ้าแล้ว เพื่อมิให้แม่เฒ่าผิดต่อคำฝากฝังของราชามังกร นับแต่วันนี้ไปแม่เฒ่าไม่ต้องทำงานตักน้ำแกงแล้ว จนกว่าจะเสร็จเรื่องของหลงอวี้”

ยายเมิ่งชะงักอึ้ง ไม่ค่อยอยากจะเชื่อหูตนว่าได้ยินอันใด สมองคิดทบทวนรอบหนึ่ง กล่าวว่า “หากไม่ให้หม่อมฉันผู้เฒ่าตักน้ำแกง เช่นนั้นแล้วคนที่จะมาทำ…”

“ให้เหยาเอ๋อร์แล้วกัน” ราชาแดนนรกกล่าว คาดเดาไว้แล้วว่ายายเมิ่งจะต้องถามเช่นนี้

ให้เหยาเอ๋อร์รึ ยายเมิ่งจินตนาการถึงภาพนั้นอย่างอดมิได้ รู้สึกสะพรึงอยู่บ้าง

“ถ้าเทียบกันแล้ว มิสู้ให้เจี้ยงเหนียงทำแทนดีกว่าเพคะ” ต่อให้นางบอกว่าไม่อยากละทิ้งหน้าที่ ทว่าบุรุษตรงหน้าจะต้องเกลี้ยกล่อมจนกว่านางจะตอบตกลงถึงจะหยุดแน่นอน

แทนที่จะเสียเวลาต่อปากต่อคำกับเขา นางเลือกที่จะยอมรับแต่โดยดี แม้จนใจก็ตาม

ถึงอย่างไรก็ถือว่านางได้หยุดพักผ่อน ไม่มีอันใดไม่ดี

รับปากไปก็แล้วกัน

“เจี้ยงเหนียง…” หมิงเซียวมุ่นคิ้ว พึมพำทวนชื่อ ในใจครุ่นคิด เพราะเขาเองก็รู้ว่านิสัยของหมิงเหยาความจริงแล้วมิใช่จะพึ่งพาได้ถึงเพียงนั้น

“อืม อย่างไรเสียเจี้ยงเหนียงก็ทำงานตักน้ำแกงแทนหม่อมฉันผู้เฒ่ามาหลายครั้ง กับนางแล้ว หม่อมฉันผู้เฒ่าวางใจมากทีเดียวเพคะ”

“เอาละ เช่นนั้นก็ให้เจี้ยงเหนียงตักน้ำแกง ให้เหยาเอ๋อร์เป็นคนนำทางแล้วกัน” กล่าวจบ หมิงเซียวหยุดพักเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “แม่เฒ่า เจ้าอย่าได้โทษเปิ่นหวังกับราชามังกรที่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ราชามังกรเคยถามเทพดาราซือมิ่งเป็นการส่วนตัว หลงอวี้ไปโลกมนุษย์เที่ยวนี้เพื่อตอบแทนบุญคุณ มิใช่เรื่องธรรมดา อาจพัวพันถึงปัญหายุ่งยากมากมายก็เป็นได้…”

“หม่อมฉันผู้เฒ่าทราบแล้ว จะไม่ทำผิดต่อพระประสงค์ของฝ่าบาทและราชามังกร ฝ่าบาททรงวางพระทัยได้เพคะ” ที่เขาอธิบายเช่นนี้ เพราะกลัวนางโกรธกระมัง ช่างเถิด ถึงอย่างไรหลงอวี้ก็มิใช่เด็กเลวร้าย ถือเสียว่าช่วยผู้อื่นดูแลแล้วกัน

“เป็นเช่นนี้ก็ดี” หมิงเซียวได้ยินแล้วโล่งอก

“เช่นนั้นหม่อมฉันผู้เฒ่าขอทูลลา”

“อืม”

ครั้นโบกแขนเสื้อกว้างคราหนึ่ง ยายเมิ่งค่อยๆ ย่างเท้าเดินออกจากตำหนักด้วยท่าทางของหญิงชรา ตามด้วยเสียงดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบาเป็นระลอก

หมิงเซียวจ้องมองเงาหลังที่ห่างออกไปของยายเมิ่ง แล้วเผลอใจลอยโดยไม่รู้ตัว

คิดถึงผู้เฒ่าจันทราที่พูดทั้งน้ำตานองหน้าว่าด้ายแดงเส้นนั้นพันผูกยายเมิ่งกับหลงอวี้ไว้อย่างไร และการที่เขาเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างทั้งสองคนนั้นต้องลำบากลำบนตั้งมากมายเท่าไร…แม้กระทั่งราชามังกรก็ยังมาหาถึงที่นี่ กล่าวด้วยคำพูดที่ไม่ต่างอันใดจากผู้เฒ่าจันทรานัก โดยหวังให้ตนเมตตา ให้ยายเมิ่งกับบุตรชายของเขาได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพังมากขึ้นบ้าง…

ทว่าเรื่องนี้เขาจนปัญญาจริงๆ!

แม่เฒ่าไร้เจ็ดอารมณ์หกปรารถนา ต่อให้จับนางกับหลงอวี้ขังไว้ด้วยกันในคุกใต้ดินเป็นพันปีหมื่นปี ระหว่างพวกเขาก็ไม่มีทางเกิดอันใดขึ้นแน่!

ถึงจะมีด้ายแดงผูกโยงไว้ก็ตาม…

หลงเซียวถอนหายใจแรงจนเกิดเสียงโดยพลันด้วยความเห็นอกเห็นใจ

มิรู้ว่าถอนหายใจเพราะเส้นทางรักที่มิได้ราบรื่นของยายเมิ่ง หรือเพราะสถานการณ์ของผู้เฒ่าจันทรากับราชามังกรกันแน่

เมื่อเดินไปจนสุดทางน้ำพุเหลือง ทุ่งดอกปี่อั้นงามกว้างไกลสุดสายตา ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยสีแดงเพลิงและเงียบสงบ โดดเด่นสะดุดตาประหนึ่งจะบดบังแสงตะวันรอนของน้ำพุเหลืองมิปาน

กลางทุ่งสีแดง เจี้ยงเหนียงในชุดสีแดงเข้มยืนถือร่มคันหนึ่ง

ครั้นเห็นนางปรากฏกาย สีหน้าเจี้ยงเหนียงเจือความประหลาดใจอยู่บ้าง เดินเยื้องย่างเข้าไปหา “แม่เฒ่า ท่านมาได้อย่างไร”

ยายเมิ่งมองนาง พลางเล่าเรื่องคร่าวๆ ให้นางฟังรอบหนึ่ง เจี้ยงเหนียงพยักหน้าเข้าใจ “ผู้น้อยทราบแล้ว…จะจัดการตามที่แม่เฒ่าฝากฝังไว้ให้เรียบร้อยแน่นอน”

ยายเมิ่งเห็นนางตอบตกลงอย่างใจกว้างและตรงไปตรงมา ทันใดนั้นก็ขมวดคิ้ว “เจี้ยงเหนียง เมื่อครู่ข้ามิทันคิดให้ดีจึงเสนอเจ้าไป ลืมว่าที่เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่เพราะมีเหตุผล”

เมื่อเจี้ยงเหนียงหายตะลึงแล้วก็ยิ้มน้อยๆ รู้ว่านางหมายถึงเรื่องใด “แม่เฒ่า ข้ารู้เรื่องที่ท่านกังวลดี แต่มันช่วยไม่ได้”

“ไฉนถึงพูดเช่นนั้น” ยายเมิ่งอยากรู้ “เจ้าเฝ้าที่นี่ มิใช่เพื่อรวบรวมดวงวิญญาณของเขาหรอกหรือ”

“ใช่ แต่ท่านดูซิ” เจี้ยงเหนียงพลิกข้อมือขาวเนียน ของสิ่งหนึ่งซึ่งคล้ายโคมวังหลวง [3] ฉลุลายขนาดเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มปรากฏบนฝ่ามือนาง ส่องแสงรำไรและเป็นประกาย

“ดวงวิญญาณของเขาได้รับการฟูมฟักอยู่ในนี้ จึงไปด้วยกันกับข้าได้แล้ว” เจี้ยงเหนียงยกยิ้มอย่างพึงใจ ทว่าแลดูเศร้าสร้อยถึงเพียงนั้นด้วยเช่นกัน

หัวใจยายเมิ่งคล้ายถูกใครบางคนฉีกกระชาก

“ใช้โคมรวมวิญญาณมิได้…ระดับเจ้า กว่าจะรอให้ดวงวิญญาณเขาก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ถึงขั้นหลอมดวงจิตต้องใช้เวลาไม่ใช่แค่พันปีแน่” ไม่รู้เพราะเหตุใด สุ้มเสียงยายเมิ่งจู่ๆ จึงแหบพร่าเล็กน้อย มิรู้ว่าซึ้งใจเพราะผู้ใด

อาจเป็นเพราะความรักลึกซึ้งของเจี้ยงเหนียง

นั่นเป็นความรู้สึกอย่างไรกันแน่

หลงอวี้ก็ใช่ เจี้ยงเหนียงเองก็ใช่ ดวงวิญญาณที่สะพานอนิจจังและธาราลืมเลือนก็ใช่…ไหนจะชื่อคนบนศิลาสามชาติที่ลบไม่ออกนั่นอีก…

เจี้ยงเหนียงยังคงยิ้มอย่างมีความสุข ส่ายศีรษะตอบ “แม่เฒ่า ผู้น้อยไม่เสียใจ หวังเพียงรอจนกว่าเขาจะพูดกับข้าสักคำ ต่อให้จะพูดว่า ‘เกลียดข้า’ ก็ตาม…การรอคอยพันปีนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว…”

กล่าวถึงประโยคสุดท้าย แม้แต่เสียงยังอ่อนลงเล็กน้อย

จริงๆ เลย มันคุ้มค่ารึ ยายเมิ่งไม่ถาม เพราะสีหน้าของเจี้ยงเหนียงดูอ้างว้างเพียงนั้น คิดว่านางก็คงรู้ดี

เช่นนั้นแล้วแบบนี้มันคุ้มค่าจริงๆ หรือ

ยายเมิ่งมิได้ถาม เป็นครั้งแรกที่นางทนไม่ไหวอีกต่อไป “อย่างนั้นเรื่องนี้ขอฝากเจ้าแล้ว”

สิ้นเสียง ไม่รอให้เจี้ยงเหนียงตอบ ยายเมิ่งก็จากไป เดินไปได้หลายก้าวก็ล้วงคันฉ่องทองแดงออกจากอกเสื้อเพื่อดูสถานการณ์ของหลงอวี้…

นางกลับมิอาจหักห้ามความรู้สึกที่แผ่ลามในอกตนไม่หยุดหย่อนได้

ราวกับต้องการจะกลืนกินนางมิปาน

คันฉ่องฉายภาพสะท้อนสถานการณ์ของหลงอวี้อย่างซื่อสัตย์มาตลอด เพียงแต่ยายเมิ่งมิใช่คนว่างงาน ไม่สามารถเฝ้าดูภาพในคันฉ่องได้ตลอดเวลา จึงมิอาจรู้รายละเอียดระหว่างนั้น

กอปรกับเวลาในปรโลกกับในโลกมนุษย์ต่างกัน คล้ายคำกล่าวของโลกมนุษย์ที่ว่า “หนึ่งวันบนสวรรค์เท่ากับสิบปีบนพิภพ” ด้วยเหตุนี้เมื่อยายเมิ่งจัดการธุระเสร็จเรียบร้อยประมาณหนึ่งจึงค่อยล้วงคันฉ่องออกมาดู…

หลงอวี้ปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านเซี่ยเหอแห่งนั้นแล้ว และอาศัยอยู่กับครอบครัวนั้นได้อย่างดียิ่ง

ยายเมิ่งเห็นว่าสถานการณ์ปกติดี จึงค่อยๆ วางใจลง คิดว่าวันพรุ่งจะไปโลกมนุษย์สักครั้ง ขณะครุ่นคิดว่าสมควรจะพกสิ่งใดไปบ้าง นางก็เดินมาถึงหน้าเรือนโดยไม่รู้ตัว

หมิงเหยารออยู่ที่นั่น

“ท่านยาย…” วงหน้างามน่ารักของหมิงเหยาเหมือนจะร้องไห้ มองนางด้วยความรันทดใจ

“เป็นอันใดไป”

“เสด็จพ่อไม่ทรงยอมให้ข้าไป…แต่ข้าอยากไปดูเขานี่นา!” หมิงเหยาดึงชายแขนเสื้อของยายเมิ่ง น้ำตาคลอเบ้า กล่าวเสียงแผ่ว

ท่าทางเสียอกเสียใจยิ่งนัก

“เข้ามาก่อนค่อยว่ากัน” ยายเมิ่งไม่ได้แสดงท่าทีใด เพียงตบมือนางเบาๆ แล้วพานางเข้าเรือน เมื่อเข้ามาในเรือนยายเมิ่ง หมิงเหยาเลือกเก้าอี้นั่งตามใจ แล้วชิงระบายความน้อยเนื้อต่ำใจของตนก่อนโดยไม่รอให้ยายเมิ่งพูด

“ท่านยาย ท่านว่ามันเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร…ข้าชอบหลงอวี้ผู้นั้นมากจริงๆ แต่เหตุใดเสด็จพ่อต้องทรงห้ามข้าเช่นนี้ด้วย ตรัสว่าข้ารักผิดคน ให้ข้าเลิกคิดเพ้อเจ้อได้แล้ว…เห็นชัดๆ ว่าหลงอวี้ไม่มีคนที่ชอบ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วไยถึงรักไม่ได้” หลังระบายออกมาเป็นชุด ในที่สุดหมิงเหยาก็หยุด มองยายเมิ่งขณะถามคำถามสุดท้าย นางจ้องยายเมิ่งราวกับเกิดความคิดบางอย่าง

สักพักยายเมิ่งยังคงพูดไม่ออก

นางคิดว่าจะต้องพูดจาชักแม่น้ำทั้งห้าอย่างไร จึงจะทำให้หมิงเหยาเจ็บปวดใจน้อยลงบ้าง

หมิงเหยากลับหลงคิดว่าท่านยายมิรู้ว่าจะพูดปลอบตนอย่างไร ด้วยไม่อยากให้ท่านยายต้องลำบากใจเพราะตนอีก จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “จริงสิท่านยาย เสด็จแม่ทรงให้ข้ามาถามว่าท่านยังมียาที่ถวายนางคราวก่อนอยู่หรือไม่”

“พระนางทรงใช้หมดแล้วรึ” ความคิดของยายเมิ่งสะดุดลงเพราะวาจาประโยคนี้ของหมิงเหยา ขมวดคิ้วเล็กน้อยถามด้วยความฉงน

หมิงเหยาพยักหน้า “อืม ไม่รู้ว่าครั้งนี้ไฉนถึงเร็วนัก พอทูลถามเสด็จแม่ถึงได้รู้ว่า ที่แท้พระสนมคนอื่นๆ ทูลขอยาจากเสด็จแม่ไปทดลองใช้”

อย่างนี้นี่เอง ตนยังคิดจะถามว่าเหตุใดปริมาณยาที่พอใช้ได้อีกสามเดือนถึงใช้หมดภายในเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน ยายเมิ่งไตร่ตรองแล้วพยักหน้าเข้าใจ

“ข้ารู้แล้ว เช่นนั้นข้าจะไปหยิบยา องค์หญิงเก้ารอสักประเดี๋ยว”

“ข้าไปกับท่านยายเลยแล้วกัน”

“ก็ดี” ยายเมิ่งคิด ก่อนตอบตกลง วันหน้าหากนางไปโลกมนุษย์ หากหมิงเหยาจะมาเอายาเอาของให้ราชินีแดนนรกหรือคนอื่นๆ อย่างน้อยจะได้รู้ที่เก็บ “เช่นนั้นระหว่างเดิน ข้าจะบอกองค์หญิงเก้าไปด้วยว่าของอยู่ที่ใด กันมิให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสองอีก”

“ได้เจ้าค่ะ…” ครั้นเอ่ยถึงเรื่องในอดีตที่สุดจะรับได้เรื่องนั้น หมิงเหยาทั้งอับอายทั้งอึดอัดใจ พอรับคำจบ เนื่องด้วยยายเมิ่งเอ่ยถึง นางจึงนึกถึงเรื่องที่ยังค้างคาใจขึ้นมาได้ “ใช่แล้ว ท่านยาย เรื่องเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าจะจัดการ…”

“ข้าเขียนสาสน์กราบทูลเบื้องบนแล้ว น่าจะอีกสักพักจึงจะทราบผล”

“อ้อ” ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็เบาใจได้แล้ว

ทั้งสองเดินไปยังห้องโอสถซึ่งเป็นห้องเล็กๆ หมิงเหยาทนข่มความใคร่รู้ไม่ไหวสุดท้ายจึงถามว่า “ท่านยาย ยาที่เสด็จแม่ขอท่านคือยาอันใดกันแน่ เหตุใดทุกครั้งพอครบสามเดือน ก็จะต้องมารับยาไปด้วย…” ความสงสัยที่เก็บไว้นานนับปี บัดนี้เพิ่งกล้าถาม

ยายเมิ่งผลักเปิดประตูห้องโอสถแล้วชะงัก เอ่ยเนิบนาบว่า “ยานั้น…คล้ายพวกยาคงรูปโฉมอยู่บ้าง เพียงหยดเดียวก็สามารถคงรูปลักษณ์ภายนอกที่ตนต้องการได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังหรือใช้เวทแต่อย่างใด แค่ท่านใช้ขณะที่ท่านอยู่ในรูปลักษณ์ที่ต้องการ หนึ่งหยดคงรูปได้หนึ่งวัน หากใช้หมดในคราวเดียวก็สามารถคงรูปได้หลายเดือน ช่วงนี้ข้าคิดค้นจนได้ยาน้ำชนิดหนึ่งซึ่งออกฤทธิ์นานกว่าเดิม แต่ยาชนิดนี้มีแต่ต้องใช้ยาแก้จึงจะถอนฤทธิ์ได้ มิเช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นเวทหรือคาถาใดก็มิอาจแก้ไขรูปโฉมของคนผู้นั้นที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วได้”

พอเดินมาถึงหน้าตู้ซึ่งอยู่ฝั่งขวาหลังผ่านประตูเข้ามา ยายเมิ่งหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวลายไผ่ขวดหนึ่งออกมา “คือขวดใบนี้ ถ้าคราวหน้าข้าไม่อยู่ องค์หญิงเก้าเข้ามาหยิบได้เลย”

“เจ้าค่ะ ท่านยายจะไปไหนหรือ เดินทางไกลหรือเจ้าคะ” ครั้นรับขวดมาถือด้วยสองมือ หมิงเหยาถามด้วยความไม่เข้าใจ

“ข้าได้รับการไหว้วานให้ไปดูแลหลงอวี้ อาจต้องไปโลกมนุษย์ แต่ข้าจะพยายามเจียดเวลากลับมาสักเที่ยวแล้วกัน”

“เอ๊ะ เหตุใด…” หมิงเหยามุ่นคิ้วงามชวนมอง สีหน้าฉงนสงสัยเป็นที่สุด

ยายเมิ่งเม้มปาก คิดว่าสุดท้ายก็ต้องพูดอยู่ดีจึงไม่ปิดบัง กล่าวตามตรง “องค์หญิงเก้า ความจริงหลงอวี้มิใช่ไม่มีคนรัก เพียงแต่คนในใจเขาเป็นมนุษย์ปุถุชนซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นราชาแดนนรกจึงทรงโน้มน้าวให้ท่านเลิกคิดเพ้อฝัน อีกอย่าง เขาไปคราวนี้แม้เพื่อตอบแทนบุญคุณสตรีนางนั้นที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ แต่ราชามังกรกับราชาแดนนรกก็ไม่ทรงวางพระทัย จึงได้ให้ข้าไป…”

หมิงเหยาตะลึงงัน บ่นพึมพำคล้ายสติหลุด “ท่านยาย ท่านพูดเรื่องใด คนที่หลงอวี้ชอบคือ…มนุษย์เช่นนั้นหรือ” หมิงเหยาไม่อยากจะเชื่อ รู้สึกงุนงงในชั่วพริบตา ขวดกระเบื้องเคลือบที่นางประคองอยู่ร่วงหล่นจากฝ่ามือ แตกกระจายเกลื่อนพื้น

ยาน้ำภายในหกออกมาหมด กระเด็นถูกร่างเพรียวบางและใบหน้างามกระจ่างของยายเมิ่ง ทั้งยังเลอะชุดกระโปรงของหมิงเหยา

 

[1] คำเรียกแทนตัวของกษัตริย์หรืออ๋อง

[2] หน่วยนับเวลาของจีน โดย 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง

[3] หรือกงเติง คือโคมทรงหกเหลี่ยม หรือแปดเหลี่ยม ทุกด้านบุผ้าแพรหรือกระจกวาดภาพสี ด้านล่างมีพู่ห้อย เดิมทีใช้ในวังหลวง

ใส่ความเห็น