fbpx

[ทดลองอ่าน] ลิขิตรักข้ามปรภพ 孟婆 ตอนที่ 2

ลิขิตรักข้ามปรภพ

孟婆

หวนมี่ เขียน

ลีลรักษ์ แปล

 

เล่มเดียวจบ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

__________________________

 

ณ หอหงส์เยือน

ยายเมิ่งที่กำลังละเลียดกินโจ๊กหยกเขียวพลันชะงัก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกะทันหันทำนางมุ่นคิ้ว กระนั้นกลับมิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น

หลงอวี้ที่นั่งตรงข้ามสังเกตเห็นความผิดปกติของนาง จึงเหลือบตาขึ้นถามเสียงเรียบ “เป็นอันใดหรือ”

ยายเมิ่งมิได้ตอบเขาทันที นิ้วมือเหี่ยวย่นจรดนับจับยาม สักพักนางพลันขมวดคิ้วมุ่น

“แตกแล้ว…” นางพึมพำเสียงเบา

“แตกแล้วรึ สิ่งใดแตกหรือ” หลงอวี้ไม่เข้าใจ ถามออกเสียง

“อืม ไม่ร้ายแรงอันใด รัชทายาท กินมื้อนี้เสร็จ พวกเราต้องไปกันได้แล้ว” แม้รู้ว่าเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาหวนคืนสู่ร่างตนแล้ว กระนั้นยายเมิ่งก็ยังคงมีสีหน้าท่าทีเยือกเย็น

ประหนึ่งว่านั่นเป็นเพียงอากาศที่ลอยออกจากขวดเท่านั้น มิได้สลักสำคัญแต่อย่างใด

“อืม” รู้ว่านางไม่อยากพูดมาก หลงอวี้เองก็ไม่ถาม กินอาหารของตนเงียบๆ

ถึงแม้เป็นใบหน้าธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน หากแต่เมื่อแสงตะวันสีทองทาบทอต้องร่างเขา กลับแผ่บรรยากาศสูงศักดิ์อย่างน่าประหลาด แม้กระทั่งรูปลักษณ์ภายนอกที่แสนธรรมดาก็ยังปิดบังไว้ไม่อยู่

ทั้งเย็นชาและสูงส่ง

เปลือกนอกสามัญนั้นคือสิ่งที่คนบนโลกมนุษย์เห็น ทว่าในสายตานาง ใบหน้าเขายังคงหล่อเหลาดังเดิม

ยายเมิ่งลอบมองประเมินโดยมิให้มีพิรุธ บุรุษตรงหน้าที่ทำให้องค์หญิงทั้งสองแห่งวังนรกทั้งรักทั้งเลื่อมใสอย่างลึกซึ้งผู้นี้มีดีที่ใดกันแน่ ไฉนถึงทำให้พวกนางหลงใหลถึงเพียงนี้

“รัชทายาท ข้าผู้เฒ่าขอละลาบละล้วง อยากถามเรื่องหนึ่ง” เพราะคิดนับร้อยตลบก็มิได้คำตอบ ขณะเดียวกันจะได้ถือโอกาสช่วยเด็กสาวทั้งสองด้วย ด้วยเหตุนี้ยายเมิ่งจึงเลือกที่จะออกปากถาม

ในเมื่อผู้เฒ่าจันทราบอกว่าความลับสวรรค์มิอาจแพร่งพราย เช่นนั้นหากคอยยุคอยกระตุ้นอยู่ข้างๆ ไม่แน่อาจจะเกิดผลก็เป็นได้

“แม่เฒ่าเชิญถามได้เลย มิต้องเรียกข้าอย่างเป็นทางการนัก เรียกหลงอวี้ก็พอ” ใบหน้าเขางามหล่อเหลา ดวงตาลึกล้ำเสมือนดั่งสลักด้วยมีดมิปาน ทว่าเจือความเฉยชาอยู่เลือนรางเช่นกัน ชั่วขณะหนึ่งพลันรู้สึกว่าคนตรงหน้านี้จับต้นชนปลายไม่ถูกประหนึ่งหลงอยู่ในหมอก

“ข้าผู้เฒ่าเคยเปิดโอกาสให้ท่านกับองค์หญิงเก้าเดินทางมาด้วยกันตามลำพัง ไยท่านถึงปฏิเสธโอกาสอันดีนี้ ปฏิเสธหญิงงาม แล้วเลือกยายเฒ่าอย่างข้าที่ชราลงทุกวันเล่า”

หลงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง สักพักจึงตอบกลับว่า “มิได้รู้สึกไปเองจริงๆ สินะ…” เมื่อข้อสันนิษฐานได้รับการยืนยันโดยมิได้ตั้งใจ เขาเผลอยิ้มบางโดยไม่รู้ตัว เผยความอ่อนโยนเพียงพริบตาก็เลือนหาย

“หืม” ยายเมิ่งไม่เข้าใจ กำลังรอคำตอบของเขา รอยยิ้มอ่อนโยนของเขาแวบผ่านหางตาไป ประหนึ่งนางตาหลอนเห็นไปเอง

“ผู้น้อยไม่สนใจองค์หญิงรองหรือองค์หญิงเก้า แม่เฒ่าไม่ต้องลำบาก” สุ้มเสียงอ่อนโยนราบเรียบ ทว่าน้ำเสียงเจือเย็นชาของเขากลับไม่ชวนให้รู้สึกว่าไร้มารยาทแต่อย่างใด

“เพราะท่านมีคนในใจหรือ” แทบมิได้คิดไตร่ตรอง ยายเมิ่งถามตรงๆ พริบตาที่พลั้งปากออกมานั้น ทั้งนางและหลงอวี้ต่างนิ่งอึ้ง

หลงอวี้ไม่เก็บมาใส่ใจ คาดเดาว่ายายเมิ่งถามเพื่อองค์หญิงสององค์นั้น เพราะจากท่าทีของนางที่มีต่อพวกนาง นางคือผู้ใหญ่คนหนึ่งที่รักและเอาใจใส่ผู้เยาว์อย่างมาก

“ใช่” วาจานี้เป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมาเหนือความคาดหมาย

“เช่นนั้นพอจะบอกให้ข้าผู้เฒ่าทราบได้หรือไม่ว่าเป็นเทพธิดาองค์ใด” อาจเพราะคิดคาดเดาในใจไว้ก่อนแล้ว ยามได้ยินคำตอบนี้ จึงมิได้ประหลาดใจมากนัก

เพียงแต่มีส่วนที่รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน

ด้วยรูปโฉมของเขา หากมีเทพธิดาที่ชอบพอกัน ไม่มีเหตุผลใดที่องค์หญิงรองกับองค์หญิงเก้าจะไม่รู้ อีกอย่าง เขาไม่มีทางไม่ประกาศเรื่องคนในดวงใจต่อสาธารณชนจึงจะถูก

หลงอวี้ยิ้มเจื่อนอย่างอดมิได้ “แม่เฒ่า นางมิใช่เทพ นาง…เป็นมนุษย์”

“มนุษย์รึ” ยายเมิ่งตะลึงงัน พลันไม่รู้จะเอ่ยคำใดเสียแล้ว

เพราะสีหน้าของเขาเจือความโศกเศร้าอย่างลึกซึ้งปานนั้น

นางคิดว่าเขาเองก็คงรู้ว่า พวกเขากับมนุษย์นั้นคือโลกสองใบซึ่งแตกต่างกันสิ้นเชิง ความรักที่ขัดต่อครรลองสวรรค์ย่อมไม่มีผลลัพธ์ที่ดี

แม้โหดร้าย แต่ก็เป็นชะตากรรมที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

“ใช่ กล่าวตามตรง ผู้น้อยมาโลกมนุษย์ครานี้ ก็เพื่อจะมาหานาง” หลังขจัดความหม่นหมองห่อเหี่ยวในใจแล้ว สีหน้าหลงอวี้กลับมาราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ดังเดิม

ยายเมิ่งหลุบตาลงเล็กน้อย คล้ายครุ่นคิดบางอย่าง “เช่นนั้นหลังหาพบแล้ว ท่านวางแผนจะทำเช่นไรต่อไป”

หลงอวี้เงียบไป มิได้กล่าววาจาอยู่นาน

ยายเมิ่งเองก็ไม่เร่งเร้า เฝ้ารออย่างอดทน

“วางแผน…ยังจะวางแผนอันใดได้อีก” แม้คล้ายพึมพำเสียงต่ำเบา หากแต่ทุกคำทุกวจีล้วนเข้าหูนางทั้งสิ้น

บุรุษผู้นี้มิได้เย็นชาไร้ความรู้สึกเฉกเช่นรูปลักษณ์ภายนอก

เป็นครั้งแรกที่ยายเมิ่งเกิดความรู้สึกในใจ

ความห่วงใยนี้มีให้แต่เขา

ณ ศาลายายเมิ่ง

เมื่อลงต้นกล้าของพืชสมุนไพรที่นำมาจากโลกมนุษย์เสร็จ ยายเมิ่งกำลังเคี่ยวน้ำแกงซึ่งจะให้ดวงวิญญาณที่จะไปเกิดใหม่เหล่านั้นดื่มพรุ่งนี้

ขณะถือกระบวยคนน้ำแกงในหม้ออย่างนุ่มนวลเชื่องช้า ยายเมิ่งนึกถึงคำพูดของหลงอวี้ยามอยู่ที่หอหงส์เยือนเมื่อวานโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ใจคิดคือ จะต้องไม่ให้หมิงเย่ว์กับหมิงเหยาข้องแวะกับหลงอวี้อีก

ตามตื๊อพัวพันอยู่ตลอดแล้วจะได้อันใดขึ้นมาเล่า

ความรักลึกซึ้งของเขามอบให้หญิงสาวชาวมนุษย์ผู้นั้นแล้ว ขืนยึดมั่นดันทุรังต่อไป สุดท้ายอาจเหลือเพียงจุดจบที่ยากจะรับไหวก็เป็นได้…

“ท่านยาย…” หน้าประตูเรือน ศีรษะเล็กๆ ศีรษะหนึ่งยื่นเข้ามา ปิ่นดอกไม้บนมวยผมแกว่งไกวส่องแสงระยิบระยับ สะท้อนสีหน้าคน

ยายเมิ่งชำเลืองมองอย่างเฉยเมยปราดหนึ่ง ประดุจเกล็ดน้ำค้างแข็งตัว “หาพบแล้วหรือ”

ดวงหน้างดงามของหมิงเหยาปรากฏความขลาดกลัว นัยน์ตาฉ่ำน้ำใสกระจ่างมองจ้อง พึมพำเสียงค่อยดูน่าสงสาร “หาพบแล้ว…” อยากร้องไห้จริงๆ! ของที่เมื่อวานนางหาอยู่ครึ่งค่อนวัน มิหนำซ้ำเพราะมันแล้วนางไม่ทันระวังทำขวดกระเบื้องเคลือบของท่านยายเมิ่งตกแตก กลับกลายเป็นว่าของที่หาวางอยู่บนตู้ที่นางเห็นตั้งแต่แรกเริ่มเสียนี่

สวรรค์ ตาคู่นี้ของนางเป็นอันใดไปแล้ว ถึงได้มองพลาดไป…

“ท่านพบมันที่ใด” ยายเมิ่งมิได้มองนาง เอ่ยปากถามพลางกวนน้ำแกงยาสีดำข้นคลั่กหม้อนั้นต่อ คำถามนี้จี้ใจดำหมิงเหยาเข้าอย่างจัง!

หมิงเหยาน้ำตาคลอกัดริมฝีปาก น้ำเสียงยังคงเศร้าสร้อยน่าสงสาร กล่าวเนิบช้าว่า “อยู่บนตู้ตรงมุมขวาใกล้ประตู…”

“เช่นนั้นท่านเดินหาถึงที่ใด” ยายเมิ่งถามอีก แม้สุ้มเสียงราบเรียบ แต่กลับทำให้ผู้ฟังคาดเดาความคิดอ่านมิได้อย่างน่าประหลาด

และเป็นอีกครั้ง หมิงเหยาอดทนต่อการถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายมิต่างอันใดกับการตัดมือตัดเท้า ตอบว่า “ตู้เตี้ยทางซ้ายที่อยู่มุมลึกสุดในห้อง…ท่านยาย เหยาเอ๋อร์ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ท่านเชื่อเหยาเอ๋อร์นะเจ้าคะ” ว่าแล้วนางก็อดรนทนไม่ไหวอีก ก้าวขึ้นไปจับชายแขนเสื้อกว้างของยายเมิ่ง ใบหน้างามอ่อนหวานนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา

ยายเมิ่งวางกระบวย มองนางปราดหนึ่ง “ข้ามิได้โทษท่าน ไม่ต้องร่ำไห้” จากนั้นล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาโดยไม่รู้ตัวให้นาง

“ท่านยาย!” เมื่อได้ฟังวาจาประโยคนี้ของยายเมิ่ง หัวใจที่บีบรัดแน่นของนางกว่าครึ่งผ่อนคลายลงในที่สุด ด้วยความซาบซึ้ง หมิงเหยาโผเข้าหา ยายเมิ่งจึงตบหลังนางในอ้อมกอดเบาๆ

“ไฉนถึงไม่รอข้ากลับมาก่อน ดูสิ ขวดแตกไม่สำคัญ ยามนี้ทำเอาขาเจ็บแล้ว ท่านเดินเหินไม่สะดวกหลายวันแน่” แม้กังวล ทว่าดวงหน้างามประณีตของยายเมิ่งกลับไร้อารมณ์ ยังคงเฉยชาเหมือนเช่นเคย

หมิงเหยาฟังความนัยในวาจานั้นออก จึงสูดจมูก พยายามระงับความคิดที่อยากร้องไห้ “เหยาเอ๋อร์ไม่รู้ว่าท่านยายจะกลับมาเมื่อใดนี่เจ้าคะ…” การที่ยายเมิ่งไม่ตำหนินาง มิหนำซ้ำยังห่วงบาดแผลของนาง ยิ่งทำให้นางทำตัวไม่ถูกรู้สึกละอายใจระคนหวั่นกลัว

“ใส่ยาหรือยัง”

“ใส่แล้วเจ้าค่ะ” หมิงเหยารู้ว่านางถามถึงอาการบาดเจ็บที่ขาของตน จึงตอบพร้อมทำท่าทางชวนให้คนเอ็นดู “ท่านยาย ขะ…ขวดใบนั้นแตกแล้ว…อารมณ์ทั้งเจ็ดและความปรารถนาทั้งหกของท่านก็จะหวนคืนสู่ร่าง เช่นนี้จะทำเช่นไรดี มีวิธีแก้ไขหรือไม่เจ้าคะ”

สิ่งที่ในใจนางกังวลมากที่สุดยังคงเป็นเรื่องนี้

ยายเมิ่งอมยิ้มทันใด รอยยิ้มน้อยๆ ที่ประดับตรงมุมปากนั้นทำให้หมิงเหยานิ่งอึ้ง “ไม่เป็นไร เรื่องนี้ข้าค่อยรายงานเบื้องบนอีกที ดูว่ามีวิธีหรือไม่…เอาเป็นว่าข้าจะจัดการเอง ท่านไม่ต้องใส่ใจ”

จริงหรือ…หมิงเหยาครุ่นคิดอย่างไม่ใคร่สบายใจอยู่บ้าง รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่กลับมิได้ขบคิดอย่างละเอียดอีก ฝืนกดข่มความรู้สึกประหลาดนั้นไว้ลึกๆ ในใจ

“ก็ได้ เช่นนั้นหากท่านยายต้องการให้เหยาเอ๋อร์ช่วย ต้องบอกนะเจ้าคะ! เรื่องนี้เหยาเอ๋อร์เป็นคนก่อ มิอาจปล่อยให้ท่านยายต้องลำบากกายลำบากใจ…”

“อืม” ยายเมิ่งพยักหน้า “เอาละ ท่านเองก็รีบกลับไปเถิด”

“เจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นเหยาเอ๋อร์กลับก่อนนะเจ้าคะ”

“อืม”

จากนั้นหมิงเหยาถอยออกไปนอกห้อง วาดมือร่ายคาถา ชั่วพริบตานางก็หายวับไปในม่านหมอก

รอจนกระทั่งนางไปแล้ว ยายเมิ่งจึงฉุกคิดขึ้นทันใดว่าตนลืมบอกนางเรื่องที่หลงอวี้มีคนในดวงใจแล้ว

ได้แต่รอพบกันคราวหน้าค่อยบอกแล้ว

ครั้นมองไปทางประตู เห็นแปลงดอกไม้แปลงหนึ่งของนางอยู่ใต้แสงตะวันยามใกล้ลับฟ้า แสงสีทองอร่ามฉุดอารมณ์ความรู้สึกไร้ที่มาที่ไปขึ้นมาในใจนาง

หลังจากนั้นนางคิดถึงคำพูดที่หลงอวี้กล่าวกับนางหลังการสนทนาปราศรัยนั้น

พลันถอนหายใจอย่างไร้สาเหตุ

น้ำพุเหลืองเป็นสีตะวันอัสดงมิเคยเปลี่ยนมาแรมปี สีแดงเพลิงผืนใหญ่ทอดยาวตลอดสองฟากฝั่งของทางน้ำพุเหลือง น้ำในธาราลืมเลือนไหลเอื่อย แต่งแต้มด้วยวงที่ไล่เฉดสีเข้มไปอ่อน แม้ไม่เห็นแสงอรุณ แต่น้ำใสทอประกายระยิบระยับ

สะพานอนิจจังเหนือธาราลืมเลือนนั้นแต่ละวันล้วนมีดวงวิญญาณเดินข้ามผ่านมากมายนับไม่ถ้วน เหล่าดวงวิญญาณต้องดื่มน้ำแกงลืมชาติลบเลือนความทรงจำ ก่อนเดินสู่วัฏสงสารทีละก้าวๆ

บนศิลาสามชาติริมธาราลืมเลือนมีอักษรแดงขนาดใหญ่ว่า “พ้นห้วงทุกข์ในเร็ววัน” และมีสีอื่นแซมอยู่มิขาด เนื่องด้วยดวงวิญญาณจากโลกมนุษย์นั้นมิรู้ไปได้ยินข่าวลือจากที่ใด จึงหลงคิดว่าขอเพียงเขียนชื่อสกุลลงบนศิลาสามชาติเช่นนี้ จะสามารถผูกวาสนาสามชาติได้

ครองคู่ทุกภพ บรรจบกันทุกชาติ

ดวงวิญญาณที่ผู้คุมวิญญาณจะพาไปเกิดได้ดื่มน้ำแกงลืมชาติเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดเดินไปอีกด้านหนึ่งของสะพานอนิจจัง ยายเมิ่งมีเวลาว่างช่วงหนึ่ง ยืนอยู่หน้าศิลาสามชาติพลางมองตัวหนังสือสีดำที่ค่อยๆ ปิดทับตัวอักษร “พ้นห้วงทุกข์ในเร็ววัน” นั่นเป็นชื่อคนมากมายนับไม่ถ้วน มองไม่หมดไม่สิ้น เขียนติดกันเป็นคู่ๆ

ยายเมิ่งมุ่นคิ้ว ยื่นมือพลางโคจรพลังกลางฝ่ามือ ค่อยๆ ลูบศิลาสามชาติช้าๆ จุดที่มือนางไปถึง ชื่อเหล่านั้นล้วนค่อยๆ หายไปทีละชื่อ มิเหลือร่องรอยใดอีก

กลับมีชื่อสองชื่อดื้อรั้นไม่ยอมลบเลือน

เกิดอันใดขึ้น ยายเมิ่งสงสัย ลองลบอีกครั้ง แต่ก็ยังคงลบชื่อนั้นไม่ได้อยู่ดี

นางจึงทำได้เพียงเพ่งดูชื่อสองคนนั้น

ต้วนอวี้

เถาจั๋วหวา

“ไยจึงมีความคิดยึดติดลึกซึ้งถึงเพียงนี้…” ยายเมิ่งขมวดคิ้ว ขณะคิดจะใช้วิธีอื่นลบออก ใบหน้าของหลงอวี้พลันวาบเข้ามาในสมองนาง นางจึงหยุดการกระทำ

ช่างเถิด ปล่อยไว้ก่อนแล้วกัน รอดูว่าชื่อสองชื่อนี้จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาที่เบื้องบนลิขิตไว้ได้อย่างไรก็แล้วกัน

“แม่เฒ่า” กระแสเสียงเยือกเย็นน่าฟังดังมาจากด้านหลังนางออกไปทางเย็นชาเล็กน้อย ยายเมิ่งชะงักงัน ก่อนหมุนตัวกลับไป พบว่าเป็นหลงอวี้ที่ยืนอยู่

“ท่าน…” เดิมคิดจะถามว่าท่านมาได้อย่างไร ฉับพลันนางนึกขึ้นได้ว่าเขาจะมาเอายา เพราะเขาเองก็สมควรจะไปโลกมนุษย์ได้แล้ว

ครั้นตระหนักถึงจุดนี้ นางเปลี่ยนเรื่อง กล่าวกับเขาว่า “ตามข้ามาซิ”

ยายเมิ่งกำชับผู้คุมวิญญาณที่เฝ้าสะพานอนิจจังเล็กน้อย แล้วเดินนำหลงอวี้ไปยังเรือนยายเมิ่ง

ความจริงเรือนยายเมิ่งอยู่ไม่ไกลจากสะพานอนิจจังนัก ราชาแดนนรกเห็นใจที่ยายเมิ่งปรากฏรูปลักษณ์หญิงชราให้ผู้อื่นเห็นมานานปี ด้วยกลัวว่าสภาพหญิงชราทำนางเหนื่อยล้า ลำบากกาย จึงสร้างเรือนพักให้นางไม่ไกลจากศาลายายเมิ่ง

เรือนยายเมิ่งซึ่งตั้งอยู่ ณ มุุมหนึ่งในแดนนรกกับสวนตรงสะพานอนิจจังนั้นแท้จริงคือที่เดียวกัน เพียงแต่เพื่อตบตาผู้คนจึงลงค่ายกลวงกตไว้ ให้คนหาทิศทางไปไม่ถูก มีเพียงผู้ที่คุ้นชินเส้นทางเท่านั้นจึงจะรู้ตำแหน่งของมัน

อันที่จริงทางเข้าก็อยู่ไม่ไกลจากสะพานอนิจจัง

“แม่เฒ่า ลือกันว่าท่านปลูกสมุนไพรที่ใช้ปรุง ‘น้ำแกงลืมชาติ’ ด้วยตนเองหรือ”

ฝีก้าวหลงอวี้มั่นคง เดินอยู่ข้างกายยายเมิ่ง ระหว่างเดิน เขารับรู้ได้ถึงท่วงท่าสูงศักดิ์เคร่งครัด ลุ่มลึก และสง่างามอย่างง่ายดาย

ยายเมิ่งมิได้หยุดเดิน กลับลอบตกใจด้วยความคาดไม่ถึง “ใช่แล้ว ข้าผู้เฒ่าปลูกสมุนไพรชนิดนั้นจริง”

“เช่นนั้นผู้น้อยขอล่วงเกินแล้ว แม่เฒ่าพอจะเด็ดให้ผู้น้อยสักต้นได้หรือไม่”

มิรู้ตั้งแต่เมื่อใด ทั้งสองต่างหยุดเดิน ยืนอยู่หน้าประตูเรือนยายเมิ่งพอดี

กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งฉับพลัน ทั้งสองไม่เอ่ยคำใดชั่วขณะหนึ่ง แสงสุริยาอัสดงของน้ำพุเหลืองทาบทอร่างของทั้งสอง ทอดเงายาวออกไป หลงอวี้มองยายเมิ่งที่อยู่เบื้องหน้า พลันรู้สึกว่าตัวนางที่ตาเห็นเปลี่ยนไปไม่ใคร่จะเหมือนเดิม

อากัปกิริยาคล้ายดรุณี ดวงหน้างามหมดจดตลอดจนเรือนร่างเพรียวบางดูล่องลอยและเลือนรางคล้ายเงาติดตา ไม่ชัดเจนอย่างยิ่ง

“แม่เฒ่า” เพราะเงียบนานเกินไป หลงอวี้อดถามมิได้ อยากรู้ว่านางคิดจะทำเช่นไร

“ท่านรู้สรรพคุณของสมุนไพรชนิดนั้นหรือไม่” ยายเมิ่งอับจนวาจาครู่ใหญ่กว่าจะถามเขา

หลงอวี้นิ่งไปสักพัก ค่อยตอบเนิบๆ “รู้”

“เช่นนั้นท่านคิดจะเตรียมไว้เพื่อป้องกันอันใด” แววตายายเมิ่งเย็นชาขึ้นมากะทันหัน

หลงอวี้มิรู้ว่าตนคิดไปเองหรือไม่ เพราะล้วนกล่าวกันว่ายายเมิ่งเป็นเทพผู้มีอารมณ์ความรู้สึกเบาบางที่สุด

“หลงอวี้ ชะตาชีวิตของมนุษย์ล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว เกิดตายฟ้าลิขิต ท่านอย่าได้กระทำเรื่องผิดมหันต์เพราะงมงายในรักเลย”

“เมิ่งผอทัง” เป็นยาสมุนไพรซึ่งมีเพียงยายเมิ่งเท่านั้นที่ปลูกได้ สรรพคุณของมันช่วยให้มนุษย์ตายแล้วฟื้นคืน ทว่าราคาค่างวดที่ต้องจ่ายคือลืมเลือนเรื่องราวในกาลก่อน แม้แตกต่างกับน้ำแกงลืมชาติที่สะพานอนิจจังในแดนนรก แต่ก็ให้ผลเหมือนกัน

ในโลกนี้มีเพียงสองแห่งที่มี หนึ่งคือเรือนยายเมิ่ง สองคือโลกมนุษย์ ทว่าเป็นที่ใดในโลกมนุษย์กลับมิมีผู้ใดล่วงรู้ เพียงเล่าขานเป็นตำนานเรื่องหนึ่งเท่านั้น

หลงอวี้ได้ฟังแล้วมิได้แย้งกลับทันที มุ่นคิ้วเพราะยายเมิ่งเดาความคิดตนถูกต้อง ความรู้สึกแปลกๆ พลันผุดขึ้นมาในใจ

“แม่เฒ่า ท่านทำใจมองคนที่ท่านรักลึกซึ้งตายไปต่อหน้าต่อตาได้จริงหรือ”

ยายเมิ่งถอนใจ “หลงอวี้ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”

“จะไม่ได้หมายความเช่นนั้นได้อย่างไร แม่เฒ่า หากท่านยอมจำนนต่อชะตากรรมที่สวรรค์ลิขิต แล้วเหตุใดต้องปลูกสมุนไพรชนิดนี้ที่ทำให้มนุษย์มีเศษเสี้ยวความหวังที่จะได้มีชีวิตอยู่ต่อ” ดวงตาลึกล้ำของหลงอวี้จับจ้องมองนาง น้ำเสียงคล้ายเย็นชาแต่มิได้ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจ แม้พูดเช่นนี้ พอออกจากปากเขากลับไม่ทำให้ผู้ฟังโกรธแต่อย่างใด

อาจเพราะสีหน้าของเขาดูฉงนสนเท่ห์ขนาดนั้น

“หลงอวี้ มิใช่ข้าไม่ยอมจำนน แต่นั่นเป็นความเมตตาของเจ้าแม่หนี่ว์วา [1] หาใช่ข้า อีกอย่าง ถึงบอกว่าเป็นความเมตตา แต่ก็ต้องเป็นผู้มีวาสนาถึงจะได้รับเช่นกัน” ยายเมิ่งเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง มิรู้ว่าที่ปรากฏในแววตาเบาบางนั้นคือความรู้สึกเช่นไรกันแน่

“บอกว่าเป็นความเมตตา สุดท้ายก็ไม่นับว่าเป็นอยู่ดี แท้จริงแล้วนั่นคือความโหดเหี้ยมอย่างหนึ่งต่างหาก แม่เฒ่า” เสียงเขาราบเรียบ ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นประหนึ่งเข็มแทงลงกลางใจยายเมิ่ง

นึกไม่ถึงว่านางสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกในใจยามที่เขากล่าววาจานี้ได้

ไฉนจึงเศร้าเสียใจเพียงนั้น

“หากเมตตาจริง เหตุใดต้องใช้ความทรงจำแลกเปลี่ยนด้วยเล่า” นัยน์ตาเขาที่เรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์มาตลอดกลับแฝงความขมขื่น ทั้งคล้ายเจ็บปวดมิรู้ตั้งแต่เมื่อใด

“หลงอวี้ นี่ก็คือค่าตอบแทน การใช้ความทรงจำแลกเปลี่ยนกับหนึ่งชีวิตนับเป็นค่าตอบแทนสถานเบาแล้ว ท่านอย่าได้ไม่รู้จักพอเลย” เสียงนางแหบแห้ง ให้ความรู้สึกประหนึ่งภูตผี

มิรู้ว่าถูกโน้มน้าวแล้วหรือไม่อยากพูดให้มากความ หลงอวี้เงียบไปพักใหญ่มิได้กล่าววาจา เพียงมองนางนิ่งๆ เท่านั้น

ยายเมิ่งพูดไม่ออก

ต่างคนต่างมองเงียบๆ เนิ่นนาน

ศาลาจันทร์คล้อย

นับแต่ด้ายแดงพันผูกระหว่างหลงอวี้กับยายเมิ่งครั้งก่อน ผู้เฒ่าจันทราทำทุกวิถีทางแล้วก็ยังแก้ปมมิได้ สุดท้ายจึงคิดวิธีรับมือได้วิธีหนึ่ง

หากมิอาจแก้ด้ายแดงได้ เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามด้ายแดง ทำให้พวกเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกันตามครรลองที่สมควรจะเป็นก็สิ้นเรื่อง

ด้วยเหตุนี้ เพื่อเทพทั้งสองที่แทบไม่มีโอกาสเกี่ยวข้องกัน ผู้เฒ่าจันทราจึงพยายามสร้างโอกาส และนับแต่วันนั้นบางครั้งบางคราวก็จะเฝ้ามองการกระทำของทั้งสองผ่านคันฉ่องภายในศาลาจันทร์คล้อย

ประจวบเหมาะที่ภาพสะท้อนในคันฉ่องหยุดที่ภาพทั้งสองประจันหน้ากันเนิ่นนาน เงียบงันไร้วาจา

ผู้เฒ่าจันทราอยากร้องไห้

“แม่เฒ่า…รัชทายาท…พูดสิ…” ตาเล็กเป็นขีดที่แทบมองไม่เห็นลูกตาดำยิ่งหยีลง เกือบมองไม่เห็นว่าดวงตาอยู่ที่ใด เห็นเพียงคิ้วยาวขาวขมวดมุ่นจนหว่างคิ้วย่นเป็นร่อง

เขาสงสัยว่าเขาคงจะถูกคนเล่นงานเข้าให้แล้ว…

ลมหอบนั้นพัดมาอย่างน่าประหลาด เรื่องด้ายแดงก็บังเอิญเพียงนั้น ผูกผู้ใดไม่ผูก กลับรั้นจะเลือกจับคู่สองคนนี้ให้ได้…

คนหนึ่งเป็นเทพแห่งแดนนรกที่ประจำอยู่น้ำพุเหลืองมาช้านานอย่างยายเมิ่ง อีกคนคือรัชทายาทของราชามังกรแห่งทะเลบูรพาผู้มีชะตาต้องลงไปผจญวิบากกรรมในโลกมนุษย์…

สองคนนี้ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย!

“ฮือๆ …” ผู้เฒ่าจันทราร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไร้ประโยชน์ กระนั้นไม่ว่าเขาจะเป็นเช่นไร คนในคันฉ่องทั้งสองคนไม่มีทางรับรู้เลย

ครั้นเหลือบมองคันฉ่องปราดหนึ่ง แล้วมองมือตนเอง ไหนจะต้นไม้ใบหญ้าที่สูงพะเนินกองแล้วกองเล่าไม่ไกลจากศาลาจันทร์คล้อยนั่นอีก สีหน้าพลันฉายแววคับแค้นใจ

อ้อ ไม่สิ พูดให้ถูกคือ พืชหญ้าที่กองเป็นภูเขาลูกย่อมนั้นคือพืชสมุนไพรที่หลายวันก่อนหายไปจากแปลงดอกไม้ของเรือนยายเมิ่งอย่างไร้ร่องรอยนั่นเอง

เพื่อให้หลงอวี้ไปขอยาที่เรือนยายเมิ่งด้วยตนเอง เขาจึงพักเรื่องจับคู่บุพเพสันนิวาสของชายหญิงในโลกมนุษย์ไว้ก่อน แล้วเดินทางไปยังวังมังกร ณ ทะเลบูรพา พูดจนราชามังกรตกใจกลัวเล็กน้อย ด้วยต้องการให้หลงอวี้ไปเยือนเรือนยายเมิ่งด้วยตนเองสักครั้ง จากนั้นก่อนหลงอวี้จะเดินทางไป ก็สบโอกาสยามยายเมิ่งไม่อยู่ในเรือน จัดการถอนพืชสมุนไพรในแปลงของนางจนเหี้ยน…

แม้เรื่องราวจะเหนือการควบคุมของเขาครั้งหนึ่ง เคราะห์ดีที่สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นไปตามที่เขาปรารถนา เดิมคิดว่าเรื่องราวหลังจากนี้จะราบรื่น คาดไม่ถึงว่าจะกลับกลายเป็นเช่นนี้เสียได้!

สองคนนี้ไฉนจึงจัดการยากขนาดนี้หนอ

“อย่าทำให้ความทุ่มเทของข้าต้องเสียเปล่านะ…” เมื่อคิดพิจารณาเรื่องทั้งหมดที่ตนทำเพื่อสองคนนั้น ความเศร้าพลันผุดขึ้นในใจอย่างอดมิได้ ผู้เฒ่าจันทรายกมือขึ้นเช็ดน้ำตารู้สึกยากจะรับไหว

ที่กล่าวว่าทุ่มเทนั้นมิได้เกินจริงเลยสักนิด

เพราะแม้แต่องค์หญิงเก้า เขายังวางแผนกับนางเลย! ถึงกับให้นางทำขวดบรรจุเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาของยายเมิ่งตกแตกโดยไม่เสียดาย…

หากวันใดเรื่องนี้แดงขึ้นมา ชีวิตน้อยๆ ของเขาย่อมไม่พอชดใช้ความผิดเป็นแน่!

ขณะจ้องคันฉ่อง ผู้เฒ่าจันทราแทบจะกลั้นหายใจยามมองความเคลื่อนไหวต่อไปของยายเมิ่ง

แม่เฒ่า ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว!

แสงสุริยาอัสดงทำให้เงาร่างเงียบสงบของทั้งสองยิ่งแลดูเปล่าเปลี่ยวเป็นทวี

ครู่ใหญ่เสียงถอนหายใจยาวเสียงหนึ่งทำลายความหม่นหมองและความเงียบสงัดชวนอึดอัดใจนี้

“หากท่านยืนกรานว่าต้องการ ‘เมิ่งผอทัง’ ก็ใช่ว่าจะไม่ได้เสียทีเดียว เพียงแต่ข้าผู้เฒ่ามีเงื่อนไขหนึ่ง” ด้วยทนความดื้อรั้นของเขาไม่ไหว สุดท้ายยายเมิ่งจึงยอมโอนอ่อน

“เชิญแม่เฒ่าว่ามาได้เลย” ภายใต้สีหน้าเคร่งขรึมไม่ผ่อนคลายของหลงอวี้นั้น แท้จริงแล้วคือความปีติยินดี

“เพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น อีกอย่าง ชั่วชีวิตของท่านมิอาจขอร้องเพื่อใครได้อีก ท่านยินยอมหรือไม่” ยายเมิ่งพลิกข้อมือ สมุนไพรต้นหนึ่งที่ให้ความรู้สึกไม่เข้าตาแม้แต่น้อยปรากฏบนฝ่ามือนาง ปลายใบของมันมีแสงสีแดงเบาบาง แฝงความงามอันน่าพิศวง ต้นสมุนไพรทั้งต้นถูกห่อหุ้มด้วยแสงสว่างเรืองรอง พอเห็นได้รางๆ

“ตกลง” เสียงกล่าวคำมั่นนี้ของเขาเด็ดเดี่ยวหนักแน่นอย่างที่สุด จริงจังและตั้งใจกับเรื่องนี้

“ต้องจดจำถ้อยคำของท่านวันนี้ไว้ให้ดี” จากนั้นมือของยายเมิ่งก็พลิกอีกครั้ง สมุนไพรเข้าไปอยู่ในกล่องใบเล็กก่อนลอยไปตรงหน้าหลงอวี้ รอเขาเก็บไป

“ได้”

“เช่นนั้นท่านก็ไม่ต้องเข้ามาแล้ว ในกล่องยาใบนั้นล้วนมียาสมุนไพรที่ท่านต้องการทั้งหมด”

“ขอบคุณแม่เฒ่าแล้ว”

“ไม่เป็นไร แต่ท่านต้องรับปากข้า เรื่องที่ข้ามอบเมิ่งผอทังให้ท่านวันนี้ จะแพร่งพรายให้คนนอกรู้มิได้”

“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว” เขาพยักหน้าเป็นนัยว่าทราบแล้ว จากนั้นเก็บกล่องยาไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง

“อย่างนั้นพรุ่งนี้ท่านจะเดินทางไปยังโลกมนุษย์แล้วกระมัง” นางถาม

“อืม”

เนื่องด้วยหลงอวี้ไปโลกมนุษย์เที่ยวนี้ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณ มิใช่ลงไปเผชิญวิบากกรรม จึงมิต้องดื่มน้ำแกงลืมชาติที่ยายเมิ่งเคี่ยวไว้เพื่อลบความทรงจำ

และไม่จำเป็นต้องผนึกพลังเวทของเขาเช่นกัน

“ไปโลกมนุษย์ครานี้ มิรู้จะยากลำบากเช่นไร ระวังตัวให้มากนะ” ยายเมิ่งเอ่ยเสียงเบา นางกล่าวคำกำชับนี้ในฐานะผู้อาวุโส

ภายหลังการสนทนาที่หอหงส์เยือนครั้งนั้น ทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองกระชับเข้ามาไม่น้อย ยายเมิ่งจึงห่วงใยหลงอวี้เสมือนอนุชนของตนด้วยเหตุนี้

เฉกเช่นเดียวกับบรรดาองค์หญิงองค์ชายที่วังนรก

“แม่เฒ่าโปรดวางใจ ผู้น้อยจะระวังตัว”

“เช่นนั้นก็ดี อย่างนั้นข้ายังมีธุระอื่นอีก ขอไม่ส่งแล้ว”

“ไม่รบกวนท่านแล้ว ผู้น้อยขอตัวก่อน” เขาประสานมือคารวะนาง ยกมือมุทระร่ายคาถา จากไปต่อหน้ายายเมิ่ง

น้ำในธาราลืมเลือนและน้ำพุเหลืองอันกว้างใหญ่กระเพื่อมไหว เหลือเพียงยายเมิ่งยืนอยู่ตามลำพัง

 

[1] เป็นเทพธิดาสวรรค์ ตามความเชื่อของชาวจีนโบราณ มีร่างกายท่อนบนเป็นหญิงสาว ท่อนล่างเป็นงู เป็นมารดาผู้สร้างมนุษย์ เป็นผู้พิทักษ์ปกป้องโลกใบนี้จากภัยพิบัติต่างๆ

ใส่ความเห็น