fbpx

[ทดลองอ่าน] ลิขิตรักข้ามปรภพ 孟婆 ตอนที่ 5

ลิขิตรักข้ามปรภพ

孟婆

หวนมี่ เขียน

ลีลรักษ์ แปล

 

เล่มเดียวจบ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

__________________________

 

คลื่นทะเลสาดเซาะหาดทรายบนชายฝั่งอย่างนุ่มนวล ลานยกสูงซึ่งสร้างจากวัสดุไม้ตั้งอยู่ริมหาด ไม้กระดานแผ่นหนึ่งยื่นออกไปในทะเลเล็กน้อย เป็นที่ผูกเรือประมงของหมู่บ้านเซี่ยเหอ นี่คือท่าเรือที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเซี่ยเหอพูดกัน

ยายเมิ่งยืนอยู่บนหาดทราย พินิจคันฉ่องทองแดงในมือ ในคันฉ่องนั้น หลงอวี้ไล่ตามไฉ่เอ๋อร์ทันแล้ว นางร่ำไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมอกเขา ท่าทางแลดูน่าสงสารเป็นพิเศษ

สีหน้าหลงอวี้อ่อนโยนยิ่ง กระซิบคำลวงล่อหลอก ไม่ต้องได้ยินกับหูตนเอง นางก็คล้ายฟังออกว่านั่นเป็นสุ้มเสียงอันน่าเย้ายวนชวนเมามายเพียงไร

ปลายนิ้วที่ถือคันฉ่องอยู่กำแน่นขึ้นเล็กน้อย ยังคงมองอารมณ์บนใบหน้างามประณีตของยายเมิ่งไม่ออก ดวงตาฉ่ำน้ำของนางหลุบลงเล็กน้อย จับจ้องมองภาพสะท้อนในคันฉ่องไม่วางตา

นางคิด ยามที่ไฉ่เอ๋อร์หยุดร้องไห้แล้วเผยยิ้มนั้น ความเข้าใจผิดทั้งปวงหรือแม้กระทั่งความคลางแคลงใจล้วนคลี่คลายสิ้นแล้ว

สิ่งที่ตาเห็น หลงอวี้เชยคางไฉ่เอ๋อร์ขึ้น ไฉ่เอ๋อร์ปิดตาลงด้วยความเขินอาย แหงนวงหน้างดงาม…นางยกมือขึ้นปัดทันใด ปิดภาพสะท้อนในคันฉ่องนั้นแล้วไม่มองอีกเลย

ศาลาจันทร์คล้อย

เมฆขาวบนนภาหมุนเป็นเกลียวลอยวนประหนึ่งม่านหมอก ปกคลุมทั่วทั้งศาลาจันทร์คล้อย ยิ่งแลดูล่องลอยดุจภาพมายา

“ท่านผู้เฒ่าจันทรา…”

ได้ยินเสียงเล็กไพเราะและเปี่ยมด้วยพลังดังมาแต่ไกล ผู้เฒ่าจันทราซึ่งกำลังจัดวางหุ่นดินปั้นชายหญิงที่จับคู่เสร็จแล้วในโถงคู่ครองสะดุ้งเล็กน้อย ค่อยๆ วางหุ่นดินปั้นอย่างระมัดระวัง รีบเดินออกไปข้างนอกแล้วปิดประตู

นับแต่บทเรียนความล้มเหลวน่าชอกช้ำใจคราวก่อน ผู้เฒ่าจันทราวางหุ่นดินปั้นที่จับคู่แล้วไว้ในโถงคู่ครองทันที เพื่อกันมิให้เกิดเรื่องวุ่นวายอีก ขณะเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ด้ายแดงก่อหายนะเพราะถูกลมพัดอีกครา เขาจึงเก็บมันอย่างเรียบร้อย

“ข้าผู้เฒ่าอยู่ตรงนี้!” เพื่อกันมิให้คนผู้นั้นเดินลึกเข้ามาด้านในมากกว่านี้ ผู้เฒ่าจันทราจึงส่งเสียงร้องปรามผู้มาเยือน ผู้มาสวมชุดสีน้ำเงินงามหรูหรา ชายพัสตราภรณ์สีฟ้าอ่อนและสีครามพลิ้วไหวขณะเดินประดุจน้ำในบึงมรกต นุ่มนวลบางเบา ชวนให้ใจสงบ แลดูจำเริญตาจำเริญใจ

หมิงเหยาได้ยินเสียงจึงหันมา ครั้นเห็นผู้เฒ่าจันทรา ก็แย้มมุมปากผลิยิ้มงามสดใสทันใด “ผู้เฒ่าจันทรา ที่แท้ท่านอยู่ที่นี่เอง!”

ครั้นเห็นว่าผู้มาคือองค์หญิงเก้าวังนรก ผู้เฒ่าจันทราไม่พูดไม่ได้ว่าเขารู้สึกถึง “ลางไม่ดี” จึงฉีกยิ้มแห้ง ข่มความคิดอยากรีบเผ่นหนี กล่าวกับนางว่า “มิทราบว่าองค์หญิงเก้ามาหาข้าผู้เฒ่าด้วยเรื่องใดหรือ”

“คืออย่างนี้ ครั้งก่อนท่านยายมาถามเรื่องคู่บุพเพสันนิวาสขององค์ชายราชามังกรหลงอวี้กับท่าน…”

เอ่อ…ผู้เฒ่าเงียบไป พลันรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง

เรื่องนี้จะเอ่ยปากอย่างไรดี จะบอกเทพธิดากับองค์หญิงทั้งหลายที่ชื่นชมเลื่อมใสหลงอวี้อย่างไรดี…ว่าหลงอวี้ผูกวาสนาคู่กับยายเมิ่งแล้ว!

“ตอนนั้นข้าผู้เฒ่าบอกแม่เฒ่าแล้ว หรือแม่เฒ่ามิได้แจ้งองค์หญิงเก้า”

หมิงเหยาสั่นศีรษะ ใบหน้าฉายแววกลัดกลุ้มระคนเหนียมอาย “ไม่ ท่านยายบอก…แต่เหยาเอ๋อร์ก็ยังอยากมาที่นี่เพื่อถามให้ชัดเจนกว่าเดิมอยู่ดี…ท่านผู้เฒ่าจันทราโปรดอย่าได้ปิดบัง บอกเหยาเอ๋อร์ตามจริงเถิด…”

นี่…นี่ๆๆ …นี่เท่ากับบังคับขืนใจกันมิใช่หรือไร แล้วเขาจะพูดออกไปได้อย่างไรกันเล่า!

“องค์หญิงเก้า มิใช่ข้าผู้เฒ่าปิดบังท่าน อย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องลับเฉพาะ มิอาจแพร่งพรายโดยง่ายจริงๆ” ผู้เฒ่าหรี่ตาพลางลูบเคราขาวช้าๆ ทุกถ้อยทุกคำของเขาล้วนกล่าวอย่างเนิบนาบและทำท่าเหมือนเป็นเช่นนั้นจริง หมายจะหยุดความคิดหมิงเหยามิให้ซักถามต่อ

ทว่าหมิงเหยาเตรียมตัวมาดี ก่อนมาที่นี่นางตั้งมั่นไว้แล้วว่าจะต้องถามให้ได้ความจงได้ ไหนเลยจะยอมแพ้เพียงเพราะวาจาประโยคนี้ประโยคเดียว

ได้ยินคำเขา หมิงเหยากัดริมฝีปากสีชมพู ดวงตาคลอน้ำดุจนทียามสารทจ้องเขาทั้งอย่างนั้น “ท่านผู้เฒ่า…”

นี่เป็นอุบายเจ็บกายอย่างไม่ต้องสงสัย! ผู้เฒ่าจันทราครุ่นคิดด้วยความประหวั่น พยายามตั้งสติให้มั่น เตือนตนเองว่าอย่าสงสารหมิงเหยาเป็นอันขาด หาไม่แล้วจะต้องสำนึกเสียใจภายหลัง!

“องค์…องค์หญิงเก้า ข้าผู้ชราจนปัญญา บอกมิได้จริงๆ!” มองไม่เห็น มองไม่เห็น มองไม่เห็น มองไม่เห็น ข้ามองไม่เห็นอันใดทั้งนั้น…

ฮือ เขารับมือกับแผนการที่ใช้ความน่าสงสารมาร้องขอความเมตตาไม่ได้มากที่สุด!

“ท่านผู้เฒ่า…” หมิงเหยาไม่ยอมถอดใจ คว้าชายแขนเสื้อกว้างมุมหนึ่งของเขาไว้ นัยน์ตาพราวน้ำสะท้อนอารมณ์เศร้าสร้อยน่าสงสารเป็นทวี ทอดเสียงอ่อนลงกว่าเดิม

ผู้เฒ่าจันทราหลับตาลงตามสัญชาตญาณ บังคับให้ตนเองกล่าวด้วยน้ำเสียงกระด้าง “บอกมิได้ก็คือบอกมิได้! องค์หญิงเก้า ถึงท่านจะเอาดาบมาจ่อคอข้าผู้เฒ่า ข้าผู้เฒ่าก็บอกไม่ได้อยู่ดี!” ถูกต้อง มิผิด บอกไม่ได้ก็คือบอกไม่ได้!

หมิงเหยาเห็นผู้เฒ่ายืนกรานถึงขนาดนี้ ก็จำต้องงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา นางหมุนมือ ถังหูลู่ [1] ไม้หนึ่งปรากฏในมือนาง “เช่นนั้น…ท่านผู้เฒ่า ข้าขอใช้ถังหูลู่นี้แลกเปลี่ยนกับท่าน…จะว่าอย่างไร”

กล่าวกันว่าผู้เฒ่าจันทราชอบกินขนมหวานมงคล [2] และชอบดื่มสุรามงคลยิ่งนัก แม้ถังหูลู่นี้จะมิใช่ขนมหวานมงคล ทว่าถังหูลู่ของร้านนี้รสชาติยอดเยี่ยมที่สุดในโลกมนุษย์ทีเดียว

ผู้เฒ่าจันทราได้ยินก็เบิ่งตาโต จ้องถังหูลู่ไม้นั้นตาเป็นมัน แทบควบคุมตนเองไม่อยู่

อยากกินเหลือเกิน อยากกินเหลือเกิน อยากกินเหลือเกิน

“ว่าอย่างไร ถ้าท่านผู้เฒ่ายอมบอกเรื่องคู่บุพเพของหลงอวี้ให้หมิงเหยารู้ จะมอบถังหูลู่ไม้นี้ให้ท่านเป็นค่าตอบแทน” หมิงเหยาเห็นผู้เฒ่าจันทราหวั่นไหว ก็ยิ่งกล่อมสุดฤทธิ์ หมายจะถามให้ได้คำตอบเรื่องที่ตนค้างคาใจที่สุด

อยากกินเหลือเกิน…แต่ก็พูดไม่ได้อยู่ดี!

เขาลงทุนลงแรงไปมากมายกว่าจะทำให้เรื่องราวมาถึงจุดนี้ได้ กอปรกับหุ่นดินปั้นของพวกเขาสองคนล้วนวางอยู่ในโถงคู่ครองแล้ว ถึงเวลานั้นพลังปราณในโถงคู่ครองประสานกับด้ายแดงบุพเพ วาสนาระหว่างแม่เฒ่ากับหลงอวี้ก็จะกลายเป็นจริงตามนั้น ไม่ว่าผู้ใดก็พรากออกจากกันมิได้!

จะมาเรือล่มเมื่อจอด [3] ยามนี้มิได้!

ผู้เฒ่าจันทราขึงหน้าตึง ท่าทางเคร่งขรึมทันใด เขาแสร้งกระแอมไอ คิดจะวางท่าใหญ่โตเป็นท่านเทพอาวุโส “ไม่! องค์หญิงเก้า เรื่องนี้มิใช่เรื่องล้อเล่น ข้าผู้เฒ่าพูดไม่ได้…ต่อให้ท่านเอาถังหูลู่หนึ่งคันรถมาติดสินบนข้า ข้าผู้ชราก็ยังยืนกรานตามนี้อยู่ดี”

“…อย่างนี้นี่เอง เหยาเอ๋อร์เข้าใจแล้ว” ด้วยไม่เคยเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังเช่นนี้ของผู้เฒ่าจันทรามาก่อน กอปรกับความเด็ดเดี่ยวในน้ำเสียงของเขา หมิงเหยารู้แล้วว่าถามไปก็ไม่ได้รับคำตอบจึงห่อไหล่ด้วยความเศร้าสลด ได้แต่เก็บไม้เก็บมือเลิกทำ ไม่ซักถามอีก

จากนั้นจึงเดินจากไปอย่างหงอยเหงา

สุดท้ายผู้เฒ่าจันทราทนไม่ไหว หันไปเอ่ยกับหมิงเหยาประโยคหนึ่งก่อนที่นางจะออกจากศาลาจันทร์คล้อย “องค์หญิงเก้า บุพเพสันนิวาสมีสวรรค์เป็นผู้ลิขิต ไม่จำเป็นต้องดันทุรังกับบุพเพนี้”

หมิงเหยากลับทำหน้าน่าสงสาร “ท่านผู้เฒ่าจันทราจะไปเข้าใจได้อย่างไร…”

เขาไม่เข้าใจอันใดหรือ…ผู้เฒ่าจันทรานิ่งเงียบ มองนางหายลับไปจากศาลาจันทร์คล้อย ผ่านไปนานสองนานค่อยผ่อนลมหายใจยาวเฮือกใหญ่

พลันคิดถึงถังหูลู่ไม้นั้นขึ้นมา

ผู้เฒ่าจันทราไว้อาลัยให้กับรสชาติแสนอร่อยที่มิได้ลิ้มลองนั้นเงียบๆ

ฮือๆ อยากกินจริงๆ …

“…ที่แท้ท่านก็คือพี่สาวแท้ๆ ของอาอวี้รึ ขอถามว่าจะให้เรียกท่านว่าอย่างไร” เซี่ยหรงกับโหยวซื่อ [4] ผู้เป็นภรรยาและยายเมิ่ง ทั้งสามคนอยู่ในห้องหนึ่งกันตามลำพัง นั่งอยู่หน้าโต๊ะ สองคนมองยายเมิ่งที่มีท่าทีไม่ชอบมาพากลเบื้องหน้า แล้วสอบถามคล้ายหยั่งเชิง

ยายเมิ่งพยักหน้าน้อยๆ เลียนแบบท่าทางของบรรดาองค์หญิงแห่งวังนรก “เรียกเมิ่งเหนียงก็ได้ น้องชายข้าได้รับความเมตตาจากพวกท่านที่คอยดูแลเขาในระยะนี้ เมิ่งเหนียงซาบซึ้งใจยิ่งนัก” กล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนโค้งกายขอบคุณพวกเขาทั้งสองคน

“โธ่ อย่าทำเช่นนี้ พวกเรารับไว้มิได้!” เซี่ยหรงและโหยวเว่ยรีบลุกพรวด ยื่นมือหมายจะห้ามนาง

ยายเมิ่งผลิยิ้มบาง “พวกท่านรับได้อยู่แล้ว จริงสิ หวังว่าพวกท่านจะรับของขวัญเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ไว้…พวกท่านนับว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตน้องชายผู้น้อยไว้” กล่าวจบก็หยิบตลับทรงกลมเล็กๆ ในห่อสัมภาระมาวางบนโต๊ะ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าพวกเขา

“นี่…” สองคนมองหน้ากัน ต่างคนต่างถามอีกฝ่ายว่าจะต้องรับไว้หรือไม่

ท่าทีของยายเมิ่งกลับแข็งกร้าวยิ่งนัก “ท่านทั้งสองโปรดรับไว้เถิด มิเช่นนั้นเมิ่งเหนียงคงไม่มีหน้าไปพบท่านพ่อ…”

“คือ…เอาเถิด แม่นางเมิ่งเหนียง พวกเรารับไว้แล้วกัน”

“ตอนแรกที่พวกเราเห็นอาอวี้ที่ชายฝั่ง จากการแต่งกายของเขาก็พอจะเดาออกแล้วว่าเขาน่าจะเป็นคุณชายบ้านผู้ดีมีอันจะกิน แต่บนป้ายหยกที่เขาพกติดตัวสลักอักษรเพียงตัวเดียวว่า ‘อวี้’ …และมิรู้ว่าเป็นคนที่ใด…” โหยวเว่ยนึกทบทวนเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วเล่าให้นางทราบโดยละม่อมว่า พวกเขาเองก็มิใช่ว่าไม่อยากส่งหลงอวี้กลับไป

ยายเมิ่งผงกศีรษะอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง

“จริงสิ ในเมื่อแม่นางเมิ่งเหนียงอยู่ด้วย เช่นนั้นก็พูดเรื่องนี้สะดวกแล้ว” เซี่ยหรงเอ่ยกะทันหัน ระบายยิ้มเต็มหน้า ยายเมิ่งมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ

“คืออย่างนี้ พวกเราสองคนตั้งใจจะให้อาอวี้กับไฉ่เอ๋อร์แต่งงานกัน เพียงแต่ติดตรงที่มิรู้ว่าอาอวี้เป็นคนบ้านใดสกุลไหน จึงมิอาจเจรจาเรื่องหมั้นหมายได้ และคิดว่าอาอวี้ฐานะสูงส่ง หลังความทรงจำฟื้นคืนแล้วไม่แน่ว่าจะยอมแต่งงานกับไฉ่เอ๋อร์…”

ยายเมิ่งไม่เอ่ยคำใดในทันที

นางสมควรตอบตกลงจึงจะถูก เพราะนี่คือเรื่องที่หลงอวี้ปรารถนาแม้แต่ในฝัน จึงมายังโลกมนุษย์…

และนางเพียงตอบว่าดี เรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงตามนี้แล้ว…

แต่เพราะเหตุใด นางกลับเปล่งเสียงตอบตกลงไม่ออกแม้สักครึ่งคำเลยเล่า

เห็นชัดๆ ว่าแค่บอกว่า “ดี” เท่านั้นเอง…

“แม่นางเมิ่งเหนียง” เซี่ยหรงซึ่งรออยู่นานก็ยังมิได้รับคำตอบจากยายเมิ่งสบตาโหยวเว่ยแวบหนึ่ง ก่อนเรียกเป็นเชิงถาม

ยายเมิ่งเหลือบตามอง ขณะไตร่ตรองว่าจะเอ่ยปากเช่นไรดี โหยวเว่ยกลับคิดว่ายายเมิ่งไม่สะดวกใจที่จะปฏิเสธ จึงรีบกล่าวว่า “แม่นางเมิ่งเหนียง หากอาอวี้มีคู่หมายอยู่แล้ว ก็ถือเสียว่าพวกเราไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้วกัน! ตระกูลคหบดีหลายตระกูลล้วนแต่มีคู่หมั้นคู่หมายตั้งแต่เด็ก ถ้าอาอวี้มีคู่หมั้นแล้วพวกเราก็จะไม่ฝืนบังคับ…อีกอย่าง ฐานะพวกเรากับพวกท่านเองก็ไม่เหมาะสมกันด้วย หากแม่นางเมิ่งเหนียงจะลังเลใจก็เป็นเรื่องธรรมดา…”

ยายเมิ่งรีบอธิบาย ความเงียบเพียงชั่วขณะกลับนำไปสู่ความเข้าใจผิดเช่นนี้ หากทำร้ายหลงอวี้ทางอ้อมย่อมไม่ดีแน่

“มิใช่ ทั้งสองท่านเข้าใจความหมายของเมิ่งเหนียงผิดไปแล้ว”

“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกข้ากลับมาแล้ว!”

ทั้งสามคนมองไปทางประตูทันที

เมื่อประตูถูกผลักเปิดออก สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกคือใบหน้าไฉ่เอ๋อร์ที่เกลื่อนยิ้มเปี่ยมสุข ข้างหลังนาง คือหลงอวี้ที่กำลังมองนางพร้อมรอยยิ้มหลงใหล…

ทันใดนั้นยายเมิ่งรู้สึกบาดตาอยู่บ้าง ครุ่นคิดในใจ

อาจเพราะแสงแดดกระมัง แต่แสงอาทิตย์สีทองอร่ามเหล่านั้นมิได้แยงตานางสักนิดเลยนี่นา…

“อ๊ะ พวกเจ้ากลับมาพอดี พวกเรากำลังหารือเรื่องการแต่งงานของพวกเจ้าอยู่!” เซี่ยหรงปากไว ลืมไปว่าเรื่องนี้ยังมิทันเริ่มต้นเป็นชิ้นเป็นอัน พอพลั้งปากออกไปกะทันหัน เวลานี้จึงตั้งรับไม่ทันอยู่บ้าง

“เอ๋ ท่านพ่อ! เหตุใดท่าน เหตุใดท่านถึง…” ไฉ่เอ๋อร์ได้ฟังก็หน้าแดงก่ำ นางมองบิดาแล้วเหลือบมองยายเมิ่งซึ่งมีท่าทีเฉยชาปราดหนึ่ง ความขวยอายระคนปีติชั่วพริบตานั้นล้วนมอดลงเมื่อเห็นสีหน้าของยายเมิ่ง ความไม่สบายใจผุดขึ้นมา

ทำอย่างไรดี พี่สาวของอาอวี้คงมิได้จะมาพรากพวกนางจริงๆ กระมัง

ไฉ่เอ๋อร์กระวนกระวายใจ เผลอก้าวถอยหลังก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับจับแขนเสื้อของหลงอวี้ไว้แน่น

เหมือนนกน้อยอิงแอบคลอเคลียมนุษย์ยิ่งนัก

หลงอวี้ที่ัรับรู้ได้ถึงความไม่สบายใจของนาง ก็ตบมือนางเบาๆ อย่างเอาใจ กล่าวข้างหูนาง “วางใจได้ พี่หญิงเป็นคนดี นางไม่มีทางไม่ตอบตกลงแน่ จริงหรือไม่ พี่หญิง”

ประโยคสุดท้ายนั้นคล้ายเตือนความจำและคล้ายคำเตือน ตรงดิ่งเข้ามาทิ่มแทงหัวใจยายเมิ่ง ในใจนางสั่นไหว เรียกสติคืนมาโดยไม่เผยพิรุธ ก่อนยิ้มบางให้ไฉ่เอ๋อร์

“แน่นอนอยู่แล้ว ความปรารถนาของอาอวี้ก็คือความปรารถนาของข้า เพียงแต่สินสอดมีไม่มาก เกรงว่าพวกท่าน…”

“ไม่ๆ พวกเราไม่ถือสาเรื่องนี้!” เซี่ยหรงกล่าวพลางโบกมือพัลวัน มิรู้ว่าดีใจอย่างคาดไม่ถึงมากเพียงใดกับคำตอบของยายเมิ่ง

โหยวเว่ยเองก็รีบช่วยพูดอีกทาง “ใช่ อาอวี้กับไฉ่เอ๋อร์สองคนรักกันด้วยใจจริง พวกเราผู้เฒ่าสองคนไม่ต้องการพิธีใหญ่โตอันใด เพียงหวังว่าอยากจะให้พวกเขาสมหวัง…”

เช่นนี้นางก็เหมือนกลายเป็นผู้ร้ายสินะ

“เมิ่งเหนียงเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เช่นนั้นผู้อาวุโสทั้งสองดูฤกษ์เลือกวันให้พวกเขาแล้วกัน ทุกอย่างแล้วแต่ท่านทั้งสอง เมิ่งเหนียงไม่มีความเห็นต่าง หากท่านพ่อในปรโลกรับรู้จะต้องเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเมิ่งเหนียงแน่นอน”

“จะ…จริงหรือ” โหยวเว่ยและเซี่ยหรงมองหน้ากันแวบหนึ่ง แล้วมองยายเมิ่งด้วยแววตาตื่นเต้นดีใจ

ยายเมิ่งอมยิ้มพลางพยักหน้า ชั่วพริบตานั้นสีหน้าอ่อนโยนบนดวงหน้างามเสมือนดั่งบุปผาขาวเดือนห้าอันอบอุ่นมิปาน

นางลุกเดินไปยังประตู “เช่นนั้นพวกท่านหารือกันไปก่อนเถิด ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อย”

“อา ได้ แม่นางเมิ่งเหนียงไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

“ไม่เป็นไร” จากนั้นคล้ายนางไม่อยากจะถูกขวางไว้อีก จึงรีบเดินออกจากบ้าน

ไฉ่เอ๋อร์ที่เห็นว่าทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ด้วยดีก็คลี่ยิ้มหวานอย่างห้ามไม่อยู่ เหลือบมองหลงอวี้อย่างมีความสุข

สีหน้าของเขาอ่อนโยน

“อาอวี้ ดีจริงๆ เลย ต่อไปเจ้าก็เป็นสามีของข้าแล้ว”

“ใช่แล้ว ต่อไปเจ้าก็เป็นภรรยาของข้าเช่นกัน”

บทสนทนาที่ทำราวกับรอบข้างไร้ผู้คนนี้แม้เสียงจะหรี่เบามากแล้ว กระนั้นมิรู้เพราะเหตุใดถึงยังคงลอยเข้าหูยายเมิ่งอยู่ดี

ชั่วเวลานั้นวาจาหัวร่อต่อกระซิกที่แว่วมาจากทางด้านหลังคล้ายดั่งหนามแหลม…

ทิ่มแทงเข้ามาในกายนาง

เที่ยงตรงแล้ว ท้องฟ้าสว่างสดใส ดวงตะวันลอยสูงกึ่งกลางพอดี ผืนน้ำทะเลสีฟ้าครามเปล่งประกายระยิบระยับตามแสงแดดที่ทาบทอลงมา

ยายเมิ่งยืนอยู่ริมฝั่ง เรือนผมขาวพลิ้วปลิวสะบัดประหนึ่งเส้นไหมทองคำ ร่างในชุดดำทั้งตัวภายใต้แสงสุริยันอันแรงกล้าดูแบบบางเสียจนคล้ายหมอกสีเทา ทั้งยังดูล่องลอยประหนึ่งควันขาว

หลงอวี้ออกมาตามหานางนอกบ้านจึงเห็นภาพนี้ตรงหน้า

“แม่เฒ่า ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ไม่สบายที่ใดหรือ…” หลงอวี้เดินไปข้างกายนาง อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงตัว เห็นยายเมิ่งหลับตาปี๋ สีหน้าแลดูทรมาน

ตัวนางโงนเงนทำท่าจะล้มลง

ทันใดนั้นสองขาของยายเมิ่งพลันอ่อนยวบ ร่างเซล้มพับลงไป…

หลงอวี้รีบยื่นมือไปโอบนาง รับร่างนางที่ล้มลงได้ทันเวลาพอดี

“แม่เฒ่า ท่านยังไหวอยู่หรือไม่” หลงอวี้ก้มหน้าถาม น้ำเสียงร้อนรนเล็กน้อย คุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น แผ่นหลังของยายเมิ่งพิงกับหัวเข่าของเขา สีหน้านางค่อนข้างซีดเซียว ลมหายใจแผ่วเบา

“ไม่เป็นไร…เพียงแค่กลิ่นแรงมาก เลยไม่ค่อยชินเท่านั้น” ยายเมิ่งข่มความรู้สึกคลื่นเหียนไว้ พยายามเค้นคำกล่าวออกมา

หลงอวี้ยกข้อมือนางขึ้นแล้วใช้ปลายนิ้วทาบลงไปโดยมิได้คิดมากกับการกระทำนี้ กลับเป็นยายเมิ่งที่ตะลึงงันทันใด มีความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างส่งผ่านมาจากจุดชีพจรตรงข้อมือนั้น

เกิดอันใดขึ้น เมื่อครู่มิรู้เพราะเหตุใด พอได้ยินพวกเขาพูดคุยหยอกล้อกันแล้ว นางรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงอย่างไรอย่างนั้น…

ความสงสัยนี้ทำให้ยายเมิ่งหันมองใบหน้าหล่อเหลาของหลงอวี้ที่กำลังตั้งใจจดจ่อโดยมิรู้ตัว พลันนั้นลมทะเลหอบหนึ่งพัดมา กลิ่นน้ำหมึกของนางและกลิ่นหอมเย็นเฉพาะตัวของเขาลอยเตะจมูกทั้งสองคน

ผสมผสานเข้าด้วยกัน เกิดเป็นความคลุมเครือไม่ชัดเจนเพียงนั้นโดยพลัน

ก่อตัวเป็นระลอกคลื่นในมุมเร้นลับ

“แม่เฒ่าเป็นอย่างไรบ้าง” ครั้นสังเกตเห็นแววตาของนาง หลงอวี้ละความสนใจเหลือบตามองนางแวบหนึ่ง กลับถูกแววคลุมเครือในดวงตานางดึงดูดไว้

สองคนมองหน้ากันครู่หนึ่ง สุดท้ายยายเมิ่งเป็นฝ่ายละสายตาก่อน เลื่อนสายตาไปหยุดตรงข้อมือตน “ข้าไม่รู้ว่าท่านรู้วิชาแพทย์ด้วย…”

หลงอวี้เม้มปากยิ้มบาง “รู้เพียงผิวเผินเท่านั้น มิควรค่าให้กล่าวถึง”

“เช่นนั้นท่านตรวจดูแล้วเป็นอย่างไรบ้าง” นางยังคงอยู่ในท่ากึ่งพิงกายอยู่ในอ้อมแขนเขา มิรู้เพราะเหตุใดหลงอวี้จึงรู้สึกว่ายายเมิ่งในอ้อมอกเขามีท่าทีเกียจคร้านเสียอย่างนั้น

หลังพยายามควบคุมลำคอที่แห้งผากโดยมิรู้สาเหตุได้แล้ว หลงอวี้เอ่ยเสียงแหบพร่าเล็กน้อย “หลงอวี้ไร้ความสามารถ ชีพจรของแม่เฒ่ามั่นคงปกติดี…นอกจากหัวใจเต้นเร็วไปบ้าง อย่างอื่นล้วนปกติดี”

ยายเมิ่งชักมือกลับมาวางบนขาเงียบๆ กระนั้นยังคงอยู่ในท่าเดิมมิได้ลุกขึ้นแต่อย่างใด ด้วยสัมผัสได้ว่าท่านี้ทำให้นางรู้สึกสบาย “บอกแล้วไม่ใช่หรือ ข้าผู้เฒ่าเพียงแค่ไม่ค่อยคุ้นเคย เพราะกลิ่นคาวปลาแรงเกินไปเท่านั้น”

หลงอวี้หัวเราะน้อยๆ

“แม่เฒ่า สภาพท่านเช่นนี้จะเรียกแทนตนเองว่า ‘ข้าผู้เฒ่า’ ไม่ได้แล้ว ดูไม่เข้ากันจริงๆ” ราวกับรู้ว่าท่าทางเช่นนี้จะทำให้ยายเมิ่งสบายขึ้นบ้าง หลงอวี้จึงไม่พูดสักคำ นั่งนิ่งไม่ขยับ ปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป

ยายเมิ่งมุ่นคิ้วขาวดุจหิมะ รู้สึกหนักใจยิ่งนัก “…ทำให้คนเขายุ่งยากเสียจริง” นางกลอกตารอบหนึ่ง เงยหน้าเล็กน้อยกล่าวกับเขาว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็เรียกข้าว่า ‘แม่เฒ่า’ ไม่ได้แล้วเช่นกัน”

หลงอวี้งงงัน ก่อนเข้าใจในเวลาต่อมา “ก็จริง ท่านเป็นพี่สาวข้าแล้วนี่”

พี่หญิง…มิรู้ทำไม สิ่งที่ตามหลังคำสองคำนี้คือความรู้สึกอึดอัด

หน้าอกนาง…ป่วยแล้วหรือ ยายเมิ่งหลุบตาลงครุ่นคิด

“พี่หญิง” ถึงแม้ยายเมิ่งจะมิได้พยักหน้าเห็นด้วย แต่จากที่นางกล่าวมา นางคงจะยอมรับเรื่องนี้แล้ว หลงอวี้รู้ความอย่างยิ่ง เปลี่ยนคำเรียกขานทันที

“หืม” นางช้อนนัยน์ตาฉ่ำน้ำคู่นั้นขึ้นเล็กน้อยด้วยเจตนาซักถาม

“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ยังรู้สึกไม่สบายอยู่ใช่หรือไม่” ความสงสารที่มาพร้อมกับความห่วงใยนั้น พาให้เขาทอดเสียงอ่อนลงหลายส่วนโดยไม่รู้ตัวแฝงความสุขุมน่าหลงใหล

ยายเมิ่งยันกายลุกขึ้นนั่งตัวตรง “ไม่ละ ดีขึ้นมากแล้ว ลำบากเจ้าเสียแล้ว”

“ไฉนถึงเป็นเช่นนี้ได้ เกี่ยวข้องกับการที่ท่านไม่กินเนื้อสัตว์หรือไม่” หลงอวี้ถามด้วยความเป็นห่วง พอละคำเรียกทางการไป ก็คล้ายร่นระยะห่างเข้ามาใกล้ขึ้นไม่น้อย

ยายเมิ่งตรึกตรองดีแล้วจึงกล่าว “อืม ข้าไม่กินเนื้อ ดังนั้นพอได้กลิ่นคาวเลือดสัตว์หรือเลือดมนุษย์ก็จะรู้สึกทรมาน กอปรกับมิได้อยู่ที่โลกมนุษย์นานๆ มานานมากแล้ว จึงไม่ค่อยคุ้นชินกับชีวิตเช่นนี้นัก…”

“อย่างนี้นี่เอง…” หลงอวี้หลุบตาลง ราวกับกำลังครุ่นคิดว่าสมควรบรรเทาสถานการณ์นี้อย่างไรดี

ยายเมิ่งลุกขึ้นยืนแล้วตบกระโปรง ป้ายหยกห้อยเอวส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งตามการกระทำของนาง “ต่อไปเจ้ามีแผนอันใดบ้าง”

“อะไรนะ” หลงอวี้มิได้รีบร้อนลุกขึ้น ทว่าเงยหน้าด้วยอิริยาบถเหมือนเมื่อสักครู่

“เรื่องที่เจ้ากับไฉ่เอ๋อร์จะแต่งงานกัน” ยายเมิ่งหมุนตัวไป ไม่สบตาเขาอีก ทอดสายตามองท้องทะเลกว้างใหญ่ผืนนั้น “ข้ามิได้เป็นอันใดกับเจ้า กลับต้องมาตัดสินใจเรื่องนี้แทนเจ้า…เกรงว่าเสด็จพ่อของเจ้าจะกริ้วข้าได้”

หลงอวี้เม้มปากอมยิ้ม “อย่าห่วงเลย ถึงเวลานั้นข้าค่อยทูลเสด็จพ่อสักหน่อยก็เรียบร้อยแล้ว”

“บอกว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณเช่นนั้นหรือ” เชิดวงหน้างามขึ้นเล็กน้อย แสงแดดอาบไล้ต้องเรือนผมนาง ส่องแสงสีทองอร่าม ความงามเจิดจรัสชั่วประเดี๋ยวนั้นทำเขาตาพร่า

นึกไม่ถึงว่ายายเมิ่งในสายตาเขาจะงามพิสุทธิ์หลุดพ้นจากโลกีย์เช่นนี้ เทียบกับรูปโฉมงามเฉิดฉายของเทพธิดาบนแดนสวรรค์แล้ว มีแต่จะเหนือกว่า มิมีด้อยกว่าด้วยซ้ำ

“…ใช่” เพราะอึ้งไปในชั่วพริบตานั้น คำตอบของเขาจึงตอบกลับช้า

นางมิได้ใส่ใจ “ในใจเจ้าไม่แน่ว่าจะคิดเช่นนี้จริง…” นางกระซิบ คล้ายพึมพำ หากแต่กลับลอยเข้าหูเขา

วาจาแผ่วเบา

“ใช่แล้ว สำหรับข้า ในใจข้ายอมรับไฉ่เอ๋อร์ภรรยาคนนี้” หลงอวี้ลุกตามขึ้นมายืนข้างกายยายเมิ่ง ทอดสายตามองทะเลเบื้องหน้าเช่นเดียวกับนาง

เกลียวคลื่นม้วนตัวแตกกระจายเป็นละอองน้ำ

เมื่อจับสังเกตได้ถึงความหงอยเหงาในน้ำเสียงของเขา ยายเมิ่งอดชำเลืองมองเขาเล็กน้อยไม่ได้ เมินความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะวาจาประโยคนั้น “สิบปีบนโลกมนุษย์ คงมิแคล้วเป็นเพียงชั่วพริบตาในแดนสวรรค์และปรโลก สำหรับพวกเราอาจจะแสนสั้นนัก ทว่าสำหรับมนุษย์นั้น…เพียงพอแล้ว”

“ไม่พอ ไม่มีวันพอ”

ยายเมิ่งขมวดคิ้ว “ไฉนถึงพูดจาเช่นนี้อีกแล้ว…ไม่พอ แล้วจะทำอย่างไรได้อีก เจ้าจะผูกพันกับนางทุกภพทุกชาติจริงๆ หรือ หลงอวี้ บุพเพสันนิวาสมิอาจฝืนเพื่อให้ได้มา วันนี้เป็นเพราะเจ้าทำสัญลักษณ์ไว้บนตัวนาง ถึงตามหานางที่มีรูปโฉมต่างจากชาติก่อนจนพบ หากมิใช่เพราะเหตุนี้ ชาตินี้พวกเจ้าก็ไม่มีทางมาบรรจบพบกันได้…”

“…” หลงอวี้กำมือที่ห้อยอยู่ข้างตัวเป็นหมัดแน่น ราวกับกำลังอดทนกับบางอย่าง

ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววไม่พอใจ ทั้งเคร่งขรึมและเย็นชา

ยายเมิ่งหุบปากสนิท ไม่เอ่ยอันใดครู่หนึ่ง “ช่างเถิด หากเจ้าดื้อรั้นไม่ฟังเสียงเช่นนี้ วิถีสวรรค์เป็นสัจธรรมที่มิอาจเปลี่ยนแปลง…สักวันเจ้าจะต้องเสียใจภายหลัง”

“…เช่นนั้นข้าจะรอดู” หลงอวี้ช้อนตามอง สายตาเด็ดเดี่ยวมองลึกเข้าไปในดวงตาของยายเมิ่ง

ยายเมิ่งหัวเราะเบาๆ แลดูอ่อนโยนและสง่างามเพียงนั้น “หลงอวี้ วิถีสวรรค์เป็นสัจธรรมที่ไม่สามารถละเมิดได้”

“แล้วถ้าข้าทำได้จะทำไม” จู่ๆ เสียงของหลงอวี้แหบต่ำลง ดวงตาเจือความเศร้าเสียใจ “แม่เฒ่า ข้าเข้าใจมาตลอดว่าต่อให้ท่านไม่ค่อยเข้าใจเข้า แต่อย่างน้อย…ท่านก็ไม่แย้งข้าเหมือนอย่างเสด็จพ่อ แต่ที่ท่านพูดวันนี้เท่ากับต้องการบีบให้ข้าปล่อยวางไม่ต่างอันใดจากเสด็จพ่อใช่หรือไม่”

วาจานี้ออกจะแรงไปสักหน่อย

ยายเมิ่งหาได้ชักสีหน้าเย็นชา เพียงทอดถอนใจด้วยความสงสาร “เด็กโง่ เจ้ารู้หรือไม่รู้ความคิดของข้ากันแน่ เพราะเป็นห่วงเจ้า ถึงได้บอกเหตุผลกับเจ้ามากมายขนาดนี้อย่างไรเล่า”

“…” เขาไม่ตอบ

“ชาตินี้ไฉ่เอ๋อร์ครองรักกับเจ้าและแต่งงานเป็นสามีภรรยากับเจ้า แต่ผู้ใดเล่าจะรับประกันชาติหน้าได้ อีกอย่าง บุพเพสันนิวาสของเจ้า สามารถควบคุมด้วยมือเจ้า ให้เป็นไปตามที่เจ้าปรารถนาได้จริงๆ หรือ” ยายเมิ่งพึมพำเสียงเบา หากแต่เข้าเป้าตรงประเด็นทุกคำ

“หลงอวี้ ข้าไม่ห้ามเจ้า ชาตินี้ข้าจะให้เจ้าสมหวัง จะอยู่เคียงข้างโดยไม่สอดมือเข้ายุ่ง เจ้าวางใจได้” เดิมทีเขาจะหลงรักใคร จะแต่งงานหรือพัวพันกับผู้ใดมิใช่เรื่องของนาง เพียงแต่เนื่องด้วยบิดาของเขาและราชาแดนนรกแห่งวังนรกผู้นั้นขอร้อง นางจึงมาที่นี่

ทว่านางไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าอนุชนรุ่นหลานตรงหน้านางนี้ ไฉนจึงทำให้นางรู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว

ให้นางปล่อยไปตามอำเภอใจก็มิได้ จะควบคุมดูแลก็มิได้…

เป็นเพราะความงมงายในรักของเขาหรือ

“ดี ในเมื่อแม่เฒ่าให้คำมั่น หลงอวี้ก็วางใจ เช่นนั้นหลงอวี้ขอตัวก่อน” กล่าวจบ เขาหมุนตัวเดินจากไป

ยายเมิ่งเดาใจเขาไม่ออก

มิรู้ว่าเขาโมโหกับคำพูดของนางหรือไม่

เฮ้อ บอกแล้วว่ารูปลักษณ์ยายเฒ่ามีไว้เพื่อพูดจาสั่งสอนย่อมได้ผลกว่า…จากท่าทางของเขาเช่นนี้ มิรู้ว่าจะคิดเล็กคิดน้อย ถือโทษโกรธนางหรือไม่

แล้วนางเล่าเป็นอันใดไป ถึงได้พูดกับเขาเสียมากมายเหมือนผีสิงอย่างไรอย่างนั้น…

เพิ่งมาถึงโลกมนุษย์เพียงไม่กี่ชั่วยาม ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่จิตใจนางเริ่มวนเวียนอยู่กับตัวเขา ไม่เหมือนนางที่เมื่อก่อนมักวางตัวอยู่นอกสถานการณ์เสมอเลยสักนิด…

เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน จิตใจนางกลับถูกคนผู้หนึ่งชักจูง…

และเป็นกังวล

 

 

แล้วพบกันในเล่มนะคะ

ติดตามข่าวสารของเรื่องนี้ได้ที่ Facebook แฟนเพจ บ้านอรุณ

 

 

[1] พุทราเคลือบน้ำตาล เป็นขนมกินเล่นชนิดหนึ่งของชาวจีนทางเหนือ ปัจจุบันทำจากผลไม้หลากหลายชนิดเคลือบน้ำตาล

[2] ขนมหวานที่ใช้แจกในงานสมรสของชาวจีน ในสมัยโบราณฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องเตรียมขนมหวานสี่อย่าง ได้แก่ น้ำตาลกรวด ฟักแก่เชื่อมน้ำตาล ส้มแช่อิ่ม และลำไย เรียกรวมกันว่าขนมหวานมงคลสี่สี แล้วโปรยระหว่างเจ้าสาวขึ้นนั่งเกี้ยวและส่งตัวเข้าหอ เพื่อให้แขกเหรื่อยินดีกับชีวิตใหม่อันหวานชื่นของคู่บ่าวสาว

[3] หมายถึง งานใหญ่ล้มเหลวลงในขั้นสุดท้าย เพียงแต่ขาดกำลังคนหรือกำลังวัสดุเพียงนิดเดียวเท่านั้น

[4] ธรรมเนียมการเรียกสตรีที่ออกเรือนแล้วในสมัยโบราณจะเติมคำว่า “ซื่อ” (แปลว่า แซ่) ตามหลังสกุลเดิมของฝ่ายหญิง และบางครั้งอาจจะเติมสกุลของฝ่ายชายไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดเจนขึ้น

ใส่ความเห็น