fbpx

[ทดลองอ่าน] ลิขิตรักข้ามปรภพ 孟婆 ตอนที่ 4

ลิขิตรักข้ามปรภพ

孟婆

หวนมี่ เขียน

ลีลรักษ์ แปล

 

เล่มเดียวจบ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

__________________________

 

ณ หมู่บ้านเซี่ยเหอ

เงาจันทร์ทาบทอเหนือผิวน้ำ คลื่นซัดกระเซ็นเป็นละอองน้ำเข้าหาหาดทรายริมฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า เจือด้วยสีเงินยวงของแสงจันทรา แลดูประหนึ่งภาพมายาเสมือนห้วงฝันเลื่อนลอยมิปาน

ภายในหมู่บ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่นทะเลที่คล้ายดั่งกำลังครวญเพลงพื้นบ้าน สงบสุขปานนั้น

บนโขดหิน ยายเมิ่งยืนตระหง่าน มองคลื่นกระทบโขดหินจนก่อตัวเป็นเกลียวคลื่น ละอองน้ำกระเซ็นหยดแล้วหยดเล่าดุจหยาดน้ำตาแห่งความเศร้าของเทพธิดาจันทรา

รู้สึกหนาวเล็กน้อย

ยายเมิ่งยังคงสวมชุดสีดำเช่นเคย สีดำนั้นพลิ้วไหวใต้แสงจันทร์ที่ทาบทอลงมาปกคลุม หยกพกตรงเอวส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งใสเสนาะ

“แม่เฒ่า”

ชั่วขณะที่คลื่นไหลกลับ เสียงซัดสาดหายไป เสียงของเขาดังมาจากด้านหลังนาง

มิรู้ว่าเพราะทิวทัศน์ดูลวงตาเกินไปหรือไม่ นางจึงใจลอย รับรู้ได้ว่าหัวใจเต้นแรงเพราะเสียงเรียกของเขาอย่างคาดไม่ถึง

บางทีนางอาจจะตกใจเพราะเขา

เพราะทัศนียภาพตรงหน้านี้ช่างงดงามเหลือเกิน

ยายเมิ่งหมุนตัวหันมาเล็กน้อย ดวงหน้าเรียบเฉยนั้นสว่างสดใสภายใต้แสงจันทร์ แขนเสื้อปลิวไสว แลดูไม่จริงราวกับจะเลือนหายชั่วพริบตาต่อมา

หลงอวี้หวิวโหวงในอก รู้สึกว่าลมหายใจคล้ายถูกช่วงชิงชั่วขณะนั้น

คนตรงหน้านี้…คือผู้ใด

เขาเพียงรู้สึกถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยยิ่ง จึงเข้ามาดูสักหน่อย คาดไม่ถึงว่าจะเห็นคนยืนอยู่บนโขดหิน และไม่เคยคิดว่า กายของคนผู้นี้จะมีกลิ่นน้ำหมึกคล้ายกลิ่นกายของยายเมิ่ง

“แม่นาง ขออภัย ข้าน้อยนึกว่าเป็นศัตรู…” หลงอวี้ได้สติ หันมาขอโทษนางด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้านแต่กลับไม่เสียมารยาท

ยายเมิ่งอดยกยิ้มมุมปากน้อยๆ มิได้ “ท่านมิได้จำคนผิด เป็นข้าผู้เฒ่าเอง”

“แม่เฒ่ารึ” หลงอวี้ิึ้ตกตะลึงทันใด เพราะเสียงนี้คือเสียงของยายเมิ่งที่ประจำอยู่ศาลายายเมิ่งผู้นั้นมิผิดแน่

แต่ไฉนนางถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้

“แม่เฒ่า ท่าน…” เขาอ้าปากค้าง กระนั้นกลับกล่าวไม่จบประโยค

“เรื่องนี้พูดแล้วยาว” ยายเมิ่งเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ยังคงยืนบนโขดหินโดยมิได้มีทีท่าว่าจะลงมา

หลงอวี้เป็นอันเข้าใจ สะกิดปลายเท้ากับพื้นแล้วกระโดดขึ้นมายืนเคียงข้างนาง

ได้ยินเพียงเสียงคลื่นกระทบหินดังหนักหน่วงและกลิ่นเย็นสดชื่นโชยเตะจมูก ชั่วขณะนั้นสรรพสิ่งล้วนเงียบสงัด

“เสด็จพ่อของท่านรับสั่งว่าไม่ทรงไว้วางพระทัยท่าน จึงให้ข้ามา” หลังความเงียบเนิ่นนาน วาจาของยายเมิ่งประหนึ่งสายใยเส้นบางหวดเข้ามาในใจเขา

“เสด็จพ่อไม่ทรงไว้วางพระทัยเรื่องใดรึ” หลงอวี้หลุดยิ้มทันควัน ยิ้มนั้นราบเรียบ ราวกับต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายเขาก็จะยังนิ่งเฉยเช่นนี้อยู่ดี

ยายเมิ่งคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มชำเลืองมองเขา ก่อนเบนสายตาไปยังผืนน้ำตรงหน้า “พระองค์ทรงทราบว่าคนในใจท่านคือหญิงสาวชาวมนุษย์ ถึงจะบอกว่าที่ท่านมาคราวนี้เพื่อตอบแทนบุญคุณนาง แต่ท่านกับนางใกล้ชิดกันทุกเช้าค่ำ…แล้วเสด็จพ่อของท่านจะทรงไว้วางพระทัยได้อย่างไร”

หลงอวี้นิ่งเงียบ แววตาหม่นหมองลงบ้าง มิรู้ว่าเป็นเพราะเรื่องใด อาจเพราะคนรักไม่ได้รับการยอมรับจากเสด็จพ่อของเขา หรืออาจเพราะแค้นเคืองกฎเหล็กที่ว่า “คนกับเทพมิอาจรักกันได้” ซึ่งใครก็ไม่รู้บัญญัติขึ้น

“หลงอวี้” เมื่อเขามิได้ส่งเสียงใดครู่ใหญ่ ยายเมิ่งอดแบ่งสมาธิหันมองเขาแวบหนึ่งพร้อมกับเรียกเบาๆ มิได้

“แม่เฒ่า ท่านเคยรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่ จู่ๆ ก็รู้สึกเกลียดคำว่า ‘เรื่องราวสมควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว’ แบบนี้…” หลงอวี้เหลือบตามอง มิรู้เพราะแสงจันทร์เป็นเหตุหรือไม่ นัยน์ตาเขาเจือประกายสีเงินหม่นมืด

ยายเมิ่งดูเหมือนมิได้รู้สึกถึงเลยสักน้อย ปรายตามองเขาอย่างเฉยชา

“ไม่เคย” คำสองคำที่เบาหวิวนี้ราวกับพร้อมที่จะถูกความมืดมิดกลืนกินหากไม่ระวัง แต่ในใจของหลงอวี้กลับหนักอึ้งยิ่งนัก ชั่วพริบตานั้นจู่ๆ เขาก็ไม่รู้ว่าสมควรจะกล่าวเช่นไรดี

ระหว่างผู้ที่ลิ้มรสความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งมวลกับผู้ที่ไม่รู้จักรสชาติของความเจ็บปวด ผู้ใดน่าสงสารกว่ากันแน่

เขาตัดสินใจเลือกอย่างหลังโดยปราศจากความลังเล

เขายังคงใจลอย ยายเมิ่งจึงลงไปที่พื้น กล่าวว่า “ข้าไม่เคยลิ้มลองรสชาติของความรัก อีกทั้งไม่เข้าใจความจนใจและความเจ็บปวดเหล่านั้นที่ท่านรู้สึกด้วย ยามข้ายังมีชีวิตอยู่ไม่เคยคิดถึงอดีตหรืออนาคต มองเพียงปัจจุบันเท่านั้น…

“หลงอวี้ เท่านี้ยังไม่พออีกหรือ” เสียงนางเจือแววสงสัย ทว่ามิใช่ซักถาม

“…” เขาเพียงแค่เม้มริมฝีปาก พลันมิรู้ว่าสมควรจะตอบเช่นไร

ดูเหมือนสมควรรู้จักพอได้แล้ว ทว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ล้วนแต่ละโมบอยากได้มากขึ้นอีก มากขึ้นอีกทั้งนั้น

นี่คือสันดานของคนเรา

“จะพอได้อย่างไร แม่เฒ่า พอหลงรักใครคนนั้นเข้าจริงๆ แล้ว ก็จะอยากอยู่ด้วยตลอดเวลา เป็นหรือตายไม่แยกจากกันตลอดกาล” เขาหันศีรษะเล็กน้อย เผชิญกับสีหน้างงงันของยายเมิ่ง

“คงเป็นเช่นนั้น” หลังยายเมิ่งหายชะงักอึ้งก็พึมพำ “แต่ความรู้สึกแบบนั้นของท่าน…ข้าไม่เข้าใจ”

หลงอวี้ชะงักสักพัก ตัดสินใจไม่สานต่อประเด็นนี้อีก หากพูดต่อไปรังแต่จะทำให้ความสงสารแปลกๆ ในใจเขายิ่งแผ่ลามมากกว่าเดิม

“แม่เฒ่า เลิกพูดเรื่องนี้เถิด เทียบกับเรื่องนี้แล้ว ที่ผู้น้อยอยากรู้มากกว่าคือ…ไฉนสภาพของท่านถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้”

“นี่คือรูปลักษณ์ที่แท้จริงของข้า” นางกล่าว สีหน้าไร้อารมณ์

หลงอวี้ตกใจ พูดช้าๆ “แต่ก่อนหน้านี้ท่าน…หรือมีเหตุผลใด”

“บอกไม่ถูกเหมือนกัน…เพียงไม่อยากให้สะดุดตาคนนัก อีกอย่าง รูปลักษณ์ยายเฒ่าค่อนข้างสะดวก ใช้เทศนาสั่งสอนคนก็ได้ ปกติพอเห็นแวบแรก พวกเขาล้วนให้เกียรติข้า สารพัดประโยชน์เช่นนี้ แล้วไยข้าไม่ยินดีที่จะใช้มันด้วยเล่า” นางตอบเรียบๆ แล้วกล่าวต่อ “ที่กลายเป็นเช่นนี้ก็เพราะระหว่างปรุงยาไม่ทันระวังถูกยากระเด็นใส่ ข้าจึงต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีกสักระยะหนึ่ง…”

ไม่ต้องอธิบาย หลงอวี้ก็ทราบว่า “พวกเขา” ที่นางกล่าวหมายถึงผู้ใด

เหตุผลที่ทั้งประหลาดทั้งแปลกใหม่เช่นนี้ เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

หลงอวี้ยกยิ้มมุมปากจางๆ อย่างห้ามไม่อยู่

“เช่นนั้นแม่เฒ่า หลังมาดูข้าแล้ว ท่านมีแผนการใดหรือไม่” เขาถาม มิรู้เพราะเหตุใด ถึงเกิดความคิดอยากจะรั้งนางให้อยู่ต่อ

คล้ายคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงนาง

ตั้งแต่เขาได้ยินว่านางไม่เคยมีความรู้สึกแบบนั้น ความคิดนี้ก็แตกหน่อขึ้นมา หากแม่เฒ่ายอมอยู่กับเขาที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ เช่นนั้นนางก็จะไม่เป็นคนเฉยชา ไม่ยินดียินร้ายราวกับไม่มีสิ่งใดในใจเลย

“อยู่ที่โลกมนุษย์สักพักแล้วกัน เผื่อได้กลับไปยังภูเขาที่เมื่อก่อนข้าผู้เฒ่าเคยไป” จากคำพูดของราชาแดนนรก คิดว่าคงประสงค์ให้นางอยู่เป็นเพื่อนหลงอวี้ จนกระทั่งเขาตอบแทนบุญคุณครานี้เสร็จสิ้น

“แม่เฒ่ามีสหายเก่าอยู่ที่นั่นหรือ” หลงอวี้ถามอีก ขณะเดียวกันเมื่อได้รู้คำตอบ ไม่รู้ทำไม กลับรู้สึกเศร้าหมองเสียอย่างนั้น ตามหลักแล้วเขาสมควรรังเกียจนาง เพราะนางคือผู้ที่บิดาเขาส่งมา “จับตาดู” ความเคลื่อนไหวของเขาที่โลกมนุษย์ หากแต่เขากลับไม่รังเกียจที่นางจะรั้งอยู่ต่อ ถึงขั้นคาดหวังให้นางอยู่ด้วยซ้ำ

อาจเพราะสำหรับเขาแล้ว นางคือผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เขาสามารถระบายความในใจด้วยได้

เป็นคนหนึ่งที่คอยสนับสนุนเขา

“ไม่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่นั่นมีเพียงข้าคนเดียว” เสียงนางยังคงเย็นชา แต่หนักแน่นโดยไม่รู้ตัว เผยอารมณ์ส่วนลึกออกมา

หลงอวี้พลันปวดแปลบใจ

ราวกับสัมผัสถึงความรู้สึกที่แฝงในคำพูดของนางได้ จู่ๆ พลันรู้สึกว่าหญิงชราตรงหน้าแลดูล่องลอยประดุจควัน คว้าไม่ได้จับไม่อยู่

“เช่นนั้นท่านก็รั้งอยู่เถิด พวกชาวบ้านในหมู่บ้านเซี่ยเหอนั้นดีมาก ยิ่งกว่านั้นถ้าอยู่ต่อ แม่เฒ่าจะสะดวกขึ้นมาก” หลงอวี้คงน้ำเสียงราบเรียบไว้ ไม่รีบไม่ช้า เจือความสุขุมอยู่ในที

ยายเมิ่งรู้สึกเหนือคาดอยู่บ้าง เพราะคิดไม่ถึงว่าเขาจะเอ่ยเช่นนี้ เขาพูดเช่นนี้คือบอกนางเป็นนัยหรือไม่

เหมือนจะถือว่านางเป็นสหายที่ลงเรือลำเดียวกันอย่างนั้นหรือ ก็ดี พอตอบตกลงแล้ว นางจะได้คอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด…

เมื่อไตร่ตรองดีแล้ว ยายเมิ่งตกปากรับคำ “ได้ แต่ข้าต้องอยู่ด้วยฐานะใด”

อืม เรื่องนี้จำเป็นต้องพิจารณากันสักหน่อย

“เอาอย่างนี้แล้วกัน ในเมื่อท่านอยู่เพราะสูญเสียความทรงจำ เช่นนั้นข้ามาตามหาท่าน…แบบนี้ดีหรือไม่” ยายเมิ่งใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก็เสนอความคิดเห็นออกมา

“อืม” หลงอวี้คล้ายงงงันเล็กน้อย แต่เห็นได้ไม่ชัดเจนนัก ดูเหมือนความคิดหยุดชะงักกลางคัน

มีเพียงเขาที่รู้

ยามที่เขาได้ยินประโยคที่ว่า “มาตามหาท่าน” นั้น หัวใจคล้ายถูกบางสิ่งกระทบเข้าอย่างจังโดยไม่รู้ตัว

“ถ้าอย่างนั้นพอฟ้าสางแล้ว ข้าค่อยไปแถวนั้นแล้วกัน” เหลือบมองแสงจันทรา ณ ขอบฟ้า อีกราวสองชั่วยาม ฟ้าน่าจะสว่างแล้ว

“อืม เช่นนั้นแม่เฒ่าเป็นผู้ดูแลจวนข้าดีหรือไม่”

“ผู้ดูแล…” ยายเมิ่งพึมพำเสียงค่อย จากนั้นมุ่นคิ้วด้วยความไม่พอใจ “ไม่ดี ผู้ดูแลไม่สมเหตุสมผล…แม่นมแล้วกัน บอกว่าข้าเป็นแม่นมของท่าน”

หลงอวี้ตกใจ ส่ายหน้ารัว “แม่เฒ่า ไม่ได้” นางรูปร่างหน้าตาเช่นนี้ บอกว่านางเป็นแม่นมจะมีคนเชื่อสักกี่คนกัน

“ทำไม” พอย้อนถาม ยายเมิ่งถึงนึกเหตุผลขึ้นมาได้ อดมุ่นคิ้วอย่างหงุดหงิดใจมิได้ ว่าแล้วเชียว รูปลักษณ์ยายเฒ่ามีประโยชน์กว่าเด็กสาวจริงๆ …

“ถ้าเช่นนั้นเป็นท่านอาดีหรือไม่” คิดแล้วคิดอีก ยายเมิ่งก็ถามต่อ

“ท่านอา…” หลงอวี้เงียบไปทันใด รู้สึกว่านางคล้ายต้องการจะเว้นระยะห่างจากเขา

เขาคิดไปเองหรือไม่

“แม่เฒ่า เป็นพี่สาวร่วมอุทรของข้าดีหรือไม่” หากเป็นพี่สาวร่วมอุทรของเขา ครอบครัวไฉ่เอ๋อร์อาจจะยิ่งใกล้ชิดสนิทสนมกับนางมากขึ้นก็เป็นได้ ถึงเวลานั้นหากแม่เฒ่ายอมรับไฉ่เอ๋อร์ด้วยดี เช่นนั้นก็คงไม่เลวทีเดียว

ยายเมิ่งสั่นศีรษะ “ไม่ พี่สาวอายุน้อยเกินไป เป็นท่านอาแล้วกัน” กล่าวจบ ยายเมิ่งพยักหน้าเออเองว่าไม่เลว

หลงอวี้อยากพูดบางอย่าง

“แม่เฒ่า บอกว่าเป็นอาก็แปลกอยู่ดี ตามเหตุผลแล้ว ไม่มีสตรีที่แต่งงานแล้วคนใดจะทุ่มเททำเช่นนี้เพื่อหลานชาย…อีกอย่าง แล้วบ้านสามีกับลูกของท่านจะทำเยี่ยงไร”

“อย่างนี้นี่เอง…” พอหลงอวี้กล่าวเช่นนี้ กลับกลายเป็นว่าทำให้ยายเมิ่งไม่สบอารมณ์ ขมวดเรียวคิ้วขาวเป็นปมน้อยๆ แต่กระนั้นกลับทำให้หลงอวี้รู้สึกว่านางมีท่าทีกระเง้ากระงอดของสตรีอยู่บ้าง

หากอ้างว่ายังไม่แต่งงาน เช่นนั้นรู้สึกเหมือนว่านางมีความสัมพันธ์คลุมเครือกับหลานชายไปสักหน่อย

อาหญิงที่ยังไม่ออกเรือนรอนแรมมาไกลนับพันหลี่เพื่อตามหาหลานชาย ตามความรู้สึกแล้วออกจะไม่สมเหตุสมผลนัก

“เอาเถิด พี่สาวก็พี่สาว…” นางถอนหายใจ ตัดสินใจว่าจะทำตามข้อเสนอแนะของหลงอวี้ ช่างปะไร ถึงอย่างไรนางก็ไม่เสียเปรียบอยู่แล้ว

“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้เช้า ‘พี่สาว’ ต้องมาหา ‘ตรงเวลา’ นะขอรับ” หลงอวี้ยกยิ้ม วาจาแฝงเลศนัยพาให้ยายเมิ่งอึ้งงัน ก่อนคลี่ยิ้มจางตามไปด้วย

“แน่นอนอยู่แล้ว”

“จริงสิ แม่เฒ่า เช่นนั้นท่านยังต้องใช้ชื่อ ‘ยายเมิ่ง’ อีกหรือ แบบนี้ดูจะ…ไม่ค่อยสะดวกเท่าไรหรือไม่” หลงอวี้เอ่ยอ้อมค้อม ทว่ายายเมิ่งรู้ความหมายของเขาดี

หากใช้ชื่อนี้ น่ากลัวว่ามนุษย์บางคนจะยอมรับไม่ได้…หรืออาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ซึ่งไม่ดีนัก

ยายเมิ่งครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็เรียกเมิ่งเหนียงแล้วกัน”

“เมิ่ง…เหนียง…” เขาพึมพำเสียงเบา ท่าทีระมัดระวังและจริงจังเหมือนเด็กหัดพูด

หัวใจนางพลันเต้นแรง

ยายเมิ่งคาดว่าตนคงคิดมากไปเอง พยายามตั้งสติให้มั่น ครู่หนึ่งจึงกลับมามีท่าทีสงบนิ่ง “อืม แบบนี้คงใช้ได้แล้วกระมัง”

“อืม”

“อย่างนั้นรออีกสักพักค่อยเจอแล้วกัน ท่านเองก็รีบกลับเถิด อย่าให้ผู้ใดจับไต๋ท่านได้”

“อืม”

จากนั้นหลงอวี้หมุนตัวกระโดดลงจากโขดหิน แล้วเดินไปยังเรือนไม้ริมชายฝั่งซึ่งอยู่ไม่ไกล

เมื่อยายเมิ่งมองส่งเขาไล่หลังแล้ว จึงกลับหลังหันเงียบๆ

แววตาเหม่อลอยเนิ่นนาน

ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ชาวบ้านในหมู่บ้านเซี่ยเหอตื่นมากว่าครึ่งแล้ว

โคมไฟที่จุดสว่างตามบ้านเรือนแต่ละหลังล้วนถึงคราวต้องดับลงแล้ว กระนั้นยังคงปกคลุมด้วยควันจางเป็นชั้นเบาบาง ไม่นานผู้คนต่างทยอยเดินออกจากบ้าน

ยายเมิ่งเดินเนิบนาบออกจากป่าซึ่งอยู่ไกลออกไป มุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อนไม่เชื่องช้า

หมู่บ้านเซี่ยเหอห่างจากเมืองเล็กๆ ข้างหน้าราวสองชั่วยาม ระหว่างทางยังมีป่าเขียวชอุ่มผืนหนึ่ง เมื่อเดินผ่านป่าแล้ว ท่าเรือของหมู่บ้านเซี่ยเหอที่ปรากฏแก่สายตาในบัดดลนั้นแลดูคล้ายดั่งหลีกเร้นจากโลกภายนอก ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ

พอเดินแหวกพงหญ้าออกมา ฝีก้าวของยายเมิ่งกลับไม่มั่นคงเสียแล้ว เดินโซเซได้ระยะหนึ่ง สุดท้ายยืนหยัดต่อไปไม่ไหวล้มลงกับพื้น

หน้าท่าเรือ ไฉ่เอ๋อร์กับหลงอวี้กำลังร่ำลากัน

“คอยดูท่านพ่อไว้ ท่านชอบถือว่าร่างกายตนเองแข็งแรง ทำอะไรจึงมักไม่ค่อยไตร่ตรองให้ดี เจ้าต้องคอยดูแลเขาด้วย” ไฉ่เอ๋อร์มองเซี่ยหรงบิดาตนซึ่งง่วนกับงานบนเรือข้างหลังหลงอวี้พลางกำชับหลงอวี้ด้วยเสียงนุ่มนวล

“อืม” หลงอวี้ยกยิ้มบาง “เจ้ารีบกลับไปช่วยท่านแม่เถิด ข้าจะดูแลท่านพ่อให้เอง”

“ได้…” ไฉ่เอ๋อร์มองเขา ขณะเตรียมจะจากไป พวกชาวบ้านที่อยู่ด้านข้างซึ่งเตรียมจะออกทะเลเห็นเช่นนั้น พลันเอ่ยสัพยอกอย่างอดไม่ได้

“พอแล้ว ไฉ่เอ๋อร์ จะพ่อเจ้าหรืออาอวี้ พวกข้าจะช่วยดูแลให้เจ้าเอง เลิกพิรี้พิไรได้แล้ว! มัวแต่หวานชื่นกันเช่นนี้จะพานให้คนหมั่นไส้เอา!” คนที่กล่าววาจาคลุมเครือแฝงความนัยนั้นคือท่านอายวนผู้ปากมากเป็นที่สุดในหมู่บ้าน

“ท่านอายวน! ท่าน ท่าน…น่าเกลียด ชอบแหย่ชาวบ้านแบบนี้อยู่เรื่อย!” ไฉ่เอ๋อร์กระทืบเท้าอย่างขวยอาย สะบัดหน้าแล้ววิ่งกลับเรือนตน

คนที่เหลือต่างพากันหัวเราะร่าเสียงดัง

ชาวบ้านในหมู่บ้านเซี่ยเหอมักออกไปจับปลาประมาณหนึ่งชั่วยามก่อนอาทิตย์ขึ้น จากนั้นจะรีบนำปลาที่จับได้เหล่านั้นไปขายที่ตลาดก่อนตลาดวายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน

พวกแม่บ้านกับหญิงสาวในหมู่บ้านจะทอผ้า หรือไม่ก็เป็นแรงงานหญิง นำผ้าไปขายยังร้านปักเย็บในเมืองเล็ก ผลงานผ้าปักในละแวกนี้ส่วนใหญ่จึงมาจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ

ชาวหมู่บ้านเซี่ยเหอมีน้ำใจและอัธยาศัยดี เดือนก่อนหลงอวี้แสดงเป็นคุณชายสูงศักดิ์ผู้สูญเสียความทรงจำ ในด้านชีวิตความเป็นอยู่จนถึงตอนนี้ ทุกคนล้วนปฏิบัติต่อเขาเสมือนคนในครอบครัวตน

ครอบครัวของเซี่ยหรงเก็บเขามา เนื่องด้วยหลงอวี้และไฉ่เอ๋อร์อยู่ด้วยกันมานานจนก่อเกิดเป็นความรัก จึงปฏิบัติต่อเขาในฐานะว่าที่ลูกเขย

ทั่วทั้งหมู่บ้านเซี่ยเหอไม่มีผู้ใดไม่ทราบเรื่องนี้ คนในหมู่บ้านเองก็ยอมรับกลายๆ ว่าหลงอวี้คือว่าที่สามีของเซี่ยไฉ่เอ๋อร์

หลงอวี้มองไล่หลังไฉ่เอ๋อร์ที่วิ่งไปไกลแล้วหลุดยิ้มด้วยความหลงใหล

ทันใดนั้นกลิ่นอายของคนผู้หนึ่งลอยมาตามสายลม หลงอวี้ตื่นเต้น รู้ว่ายายเมิ่งมาถึงแล้ว แต่เพราะเรือจะออกแล้วเช่นกัน หลงอวี้จึงทำได้เพียงสะกดความตื่นเต้นดีใจ ตั้งตารอเวลากลับมาก็จะได้พบหน้ายายเมิ่งเสียที

“ออกเรือ…”

กระแสลมตีขึ้น พัดผืนน้ำราบเรียบกลายเป็นละออง ดวงตะวันค่อยๆ โผล่ขึ้นมาทีละน้อย รัศมีสีทองอาบย้อมผืนทะเลให้สว่างสดใส

ทัศนียภาพงดงามจับตา

ไฉ่เอ๋อร์หน้าแดงวิ่งออกจากท่าเรือริมฝั่ง ขณะจะไปเก็บฟืนในป่ากลับบ้าน ก็เห็นคนผู้หนึ่งนอนฟุบบนพื้น นางตกใจ รีบวิ่งเข้าไปหา

คนผู้นั้นสวมชุดดำ ผมขาวปล่อยสยาย ไฉ่เอ๋อร์เดาว่าน่าจะเป็นหญิงชรา จึงยื่นมือไปผลักนางเบาๆ “ท่านยาย ท่านยาย ท่านยังไหวอยู่หรือไม่”

พอนางผลัก คนผู้นั้นก็พลิกทั้งตัว เผยใบหน้างามหมดจดให้เห็น มิมีริ้วรอยแม้แต่น้อย แล้วจะเป็นยายเฒ่าได้อย่างไรกัน

ไฉ่เอ๋อร์ตกตะลึง มิรู้ว่าอึ้งเพราะใบหน้ากับสีผมของนางไม่สอดรับกัน หรือตะลึงกับรูปโฉมของนาง หลังความอึ้งงันเพียงชั่วประเดี๋ยวนั้นเลือนหาย ไฉ่เอ๋อร์ประคองนางขึ้นมา ก่อนเดินซวนเซไปทางบ้านตน

ตั้งแต่ต้นจนจบไฉ่เอ๋อร์มัวแต่มองไปข้างหน้า มิได้สังเกตเลยว่าดวงตาทั้งสองที่ปิดสนิทของยายเมิ่งนั้นลืมขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดมิรู้ นางเหลือบมองไฉ่เอ๋อร์แวบหนึ่งแล้วหลุบต่ำ จากนั้น…ปิดลง

หลังยายเมิ่งฟื้นขึ้นมาก็พักผ่อนอีกครู่หนึ่ง จึงมีแรงลุกขึ้นนั่งบนเตียง ดื่มชาที่ไฉ่เอ๋อร์นำมาให้ นางละเลียดจิบทีละคำ ทุกท่วงท่ากิริยาล้วนงามสง่า แม้ชุดดำทั้งตัวนั้นแลดูน่าครั่นคร้ามอยู่บ้าง กระนั้นมิอาจลดทอนราศีของนาง

“แม่นาง เอ่อ ไฉนเจ้าถึงล้มหมดสติอยู่ที่นั่นได้เล่า” ไฉ่เอ๋อร์ยืนข้างเตียง รอนางดื่มชาอึกหนึ่งแล้วถามเสียงขลาดกลัวอย่างไม่มั่นใจ

ยายเมิ่งช้อนตามอง แววตาในชั่วพริบตานั้นเย็นชายิ่ง เวลาต่อมานางหลุบตาลง คล้ายในใจเกิดอารมณ์หลายหลากยุ่งเหยิง “ข้ามาตามหาน้องชาย…”

“น้องชายรึ” ไฉ่เอ๋อร์ทวนคำพูดของนางเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“อืม” ยายเมิ่งกะพริบตา กล่าวต่อ “หลายเดือนก่อนน้องชายข้าตามสหายไปออกทะเล กลับไม่คาดคิดว่าเรือจะอับปาง และไม่มีข่าวคราวอีกเลยจนถึงตอนนี้…” สีหน้านางหม่นหมองคล้ายว่าเกิดเรื่องเช่นนั้นจริงๆ

“ท่านพ่อข้าตรอมใจที่เสียลูกชายเพียงคนเดียวอย่างเขาไป พอรู้ข่าวร้ายนี้ไม่นานก็ล้มป่วย สุดท้ายก็จากโลกนี้ไปเมื่อหลายเดือนก่อน ทิ้งข้าไว้คนเดียว…” เอ่ยยังไม่จบ ยายเมิ่งก็หยุดเว้นช่วง แล้วค่อยกล่าวเนิบๆ ต่อ “ต่อมาได้ยินว่ามีคนเคยเห็นเบาะแสของน้องชาย ข้าคิดว่าอาจจะเป็นน้องชายข้า ดังนั้นจึงมาที่นี่ คิดไม่ถึงว่าระหว่างทางจะเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อย ถึงได้หมดแรงจนล้มลงกลางคัน อย่างไรก็ต้องขอบคุณแม่นางที่ช่วยไว้” กล่าวจบ ยายเมิ่งเอ่ยขอบคุณอย่างมีมารยาท

ไฉ่เอ๋อร์ใคร่ครวญตามคำพูดของนาง ยิ่งคิดยิ่งตื่นตระหนก ทว่าพยายามกดข่มไว้สุดชีวิต ไม่ให้ดวงหน้าเล็กเผือดสีเผยความหวาดหวั่นออกมา หากคนที่นางตามหาคืออาอวี้ เช่นนั้นอาอวี้ยังจะอยู่กับตนได้อีกหรือไม่

“ขอ…ขอถามพี่สาว น้องชายท่านมีนามว่าอันใด”

อย่านะ อย่าให้เป็นอย่างที่นางคิดเลย ไฉ่เอ๋อร์กลั้นหายใจรอคอย ทางหนึ่งลอบภาวนาขอให้สิ่งที่คาดเดาไว้ไม่เป็นจริง

“เขามีชื่อพยางค์เดียวว่า ‘อวี้’ ” พริบตาที่ยายเมิ่งกล่าวออกมา ไฉ่เอ๋อร์ดั่งถูกฟ้าผ่าร่างอย่างจัง

ตะลึงงันอยู่นาน…ได้แต่นิ่งอึ้งพูดไม่ออก

เรือแล่นเข้าสู่ท่าเรือเล็กเพื่อเทียบฝั่ง หลงอวี้ยืนตรงหัวเรือ กลับไม่เห็นไฉ่เอ๋อร์ซึ่งมักมายืนรอเขากลับมา เขาเก็บความสงสัยไว้ในใจ ทั้งไม่สนใจท่าทีหยอกเย้าของบรรดาลุงและอาทั้งหลาย รีบขนถ่ายพวกปลาที่จับมาได้ลงจากเรือ เรียบร้อยแล้วจึงค่อยจ้ำอ้าวเดินตรงไปที่เรือน

หมู่บ้านเซี่ยเหอตั้งอยู่ริมทะเล แนวอาคารบ้านเรือนเรียงกันแทบจะเลียบไปตามชายฝั่งทอดยาวไปไกลหลายหลี่ และมีมุมหนึ่งซึ่งรวมตัวกันเป็นกระจุกคล้ายวงกลม บริเวณนั้นเป็นที่พำนักของหัวหน้าหมู่บ้านและเครือญาติ

“ไฉ่เอ๋อร์” หลงอวี้รีบรุดมาถึงหน้าประตูบ้าน เร่งเสียงดังตะโกนเรียก กลับเห็นเงาร่างของยายเมิ่งไหววูบผ่านหลังบ้าน ก่อนที่นางจะค่อยๆ เดินมาหา

เขาตกตะลึงในบัดดล คำเรียกขานที่คุ้นเคยติดอยู่ในลำคอในช่วงเวลาสุดท้าย “พี่…พี่หญิง…”

ยายเมิ่งก้าวขึ้นหน้า ในดวงตาเฉยชาไร้คลื่นอารมณ์มาตลอดกลับแฝงด้วยความสงสารจากใจจริง หลงอวี้ใจเต้นแรง มองนางยื่นแขนมาให้พร้อมกับเดินเข้ามาหาด้วยความตะลึงงัน ทว่าเขากลับจนปัญญาจะเคลื่อนไหว ได้แต่ยืนอยู่กับที่รอนางเข้ามาใกล้

ทีละนิดทีละน้อย กลิ่นอายรอบด้านล้วนเจือด้วยกลิ่นน้ำหมึกของนางคล้ายมีคล้ายไม่มี

บีบคั้นลมหายใจของเขาทีละคืบ คลุมเครือเพียงนั้น

“ในที่สุดก็หาเจ้าพบเสียที” ที่ตามมาหลังวาจาประโยคที่ดังขึ้นข้างหูเขาคืออ้อมกอดของนาง หลงอวี้งงงัน ไม่รู้ว่าสมควรจะทำเช่นไร พักใหญ่กว่าเขาจะคืนสติกลับมา

“ท่านมาหาถึงที่นี่ได้อย่างไร…” น้ำเสียงที่ฟังล่องลอยอยู่บ้างเผยสายสนกลในเล็กน้อย จะเป็นความว้าวุ่นหรือไม่สงบใจนั้นก็สุดจะแยกแยะได้เสียแล้ว เขาตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ

เพราะผู้ชมละครฉากนี้ยังอยู่

“อย่างนั้น อาอวี้ ความทรงจำเจ้ากลับมาแล้วหรือ” ทันใดนั้นสุ้มเสียงไพเราะดังขึ้นขัดจังหวะทั้งสองคนกะทันหัน แยกท่าทางสนิทสนมของทั้งสองที่คล้ายมีคล้ายไม่มีออกจากกัน ไฉ่เอ๋อร์เอามือปิดปาก รู้สึกเหลือเชื่อ

หยดน้ำวาวใสกลอกกลิ้งตรงขอบตาเสียแล้ว

หลงอวี้สบตานาง พยักหน้าอย่างลำบากใจอยู่บ้าง “ใช่…ที่ข้าไม่บอก เพราะไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไรดี…”

ไฉ่เอ๋อร์ถอยหลังทีละก้าว สายตามองสลับไปมาระหว่างคนทั้งสอง “พี่สาวแท้ๆ ของเจ้าปรากฏตัวแล้ว…ต่อให้ข้าอยากจะเชื่อว่าเจ้าจะรั้งอยู่ต่อ ก็ไร้สาระเหมือนความฝันของคนโง่อยู่ดี!” สิ้นคำ ไฉ่เอ๋อร์หมุุนตัววิ่งหนีไป น้ำตาอุ่นร้อนร่วงรินจากหางตานางปลิวตามลม

หลงอวี้มองยายเมิ่งแวบหนึ่งอย่างร้อนใจ ไม่ทันเอ่ยวาจา ก็รีบตามไฉ่เอ๋อร์ไปแล้ว

ยายเมิ่งได้แต่ยืนอยู่ที่เดิม มองเงาหลังของเขา รวมถึงฝีก้าวที่เร่งรุดตามไปและแววตานั้นของเขา

ในใจพลันอึดอัด

มีความทุกข์เล็กๆ อยู่ในนั้น

ใส่ความเห็น