fbpx

[ทดลองอ่าน] เจ้าเห็ดน้อย ตอนที่ 6

小蘑菇
เจ้าเห็ดน้อย

 

一十四洲 อีสือซื่อโจว เขียน
Isamare แปล

 

— โปรย —

“อย่าไปเลย … เจ้าเห็ดน้อย” คำเว้าวอนของอานเจ๋อ
มนุษย์เพียงคนเดียวที่เจ้าเห็ดน้อย ‘อันเจ๋อ’ รู้จัก ดังขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ
การไปยังฐานทัพมนุษย์เป็นอันตรายอย่างมากต่อพวกกลายพันธุ์อย่างเขาทว่าจะทำอย่างไรได้

ในเมื่อสปอร์ของเขาถูกคนช่วงชิงไป หากเขาอยากได้มันคืน
มีเพียงต้องเสี่ยงเท่านั้น ดังนั้นการเดินทางของเขาจึงเริ่มต้นขึ้น
ทว่าแค่ถึงประตูเมืองแล้วได้พบกับ ‘ผู้พิพากษา’ ท่านนั้นก็เล่นเอาขาเขาสั่นพั่บ ๆ
แล้วอีกฝ่ายไม่เชื่อว่าเขาเป็นมนุษย์ แถมยังจับตามองและแกล้งเขาไม่หยุดหย่อนอีก

แต่ถึงอย่างนั้น ภายใต้ความกลัว ความหวาดวิตก และถ้อยคำในแง่ลบต่าง ๆ ที่สมองของมนุษย์
คิดขึ้นมาบั่นทอนกำลังใจ อันเจ๋อกลับรู้สึกได้ถึงเกราะป้องกันที่ลู่เฟิงมอบให้เขา…
สิ่งนี้ในภาษามนุษย์เรียกว่าอะไร เขาที่เป็นเห็ดดอกน้อยไม่อาจรู้ได้เลย

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

‼️TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE ‼️
มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Blood (มีเลือด) , Gore (เนื้อหามีความโหดร้ายแบบกระซวกตับไตไส้พุง)
, Attempted sexual harassment (การพยายามล่วงละเมิดทางเพศ)
, Mentioned suicide thought (มีการกล่าวถึงความคิดว่าจะฆ่าตัวตายแต่ไม่ได้บรรยายชัดเจน)
, Massacre (การสังหารหมู่) , Abuse (การทำร้ายร่างกาย) / Torture (การทารุณ ทรมาน)
, Self-Sacrifice (การพลีชีพตัวเอง) , Violence (การใช้ความรุนแรง) , Women Oppression (การกดขี่เพศหญิง)

 

บทที่ 6

 

กระทั่งเนิ่นนานหลังจากนั้น ในที่สุดหญิงสาวข้างกำแพงก็หยุดเสียงสะอื้น ดวงตาของเธอแดงช้ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง นั่งพิงกำแพงเหม่อมองท้องฟ้าไกลแสนไกลโดยไม่เอ่ยคำใด ราวกับหยดน้ำเกาะบนใบไม้ที่แค่สัมผัสก็พร้อมจะแตกสลาย

อันเจ๋อเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “คุณไม่กลับเหรอ”

เธอส่ายหน้า น้ำเสียงแหบพร่า “คนที่ตายไปเป็นอะไรกับเธอ”

อันเจ๋อใช้เวลานานกว่าจะหาถ้อยคำที่เหมาะสมในความทรงจำได้ “เพื่อน…ของผม เขาช่วยผมไว้”

“สามีฉันก็เคยช่วยฉันไว้เหมือนกัน” เมื่อเธอกล่าวประโยคนี้จบก็ก้มศีรษะลงต่ำ ไหล่และแผ่นหลังสั่นระริก ผ่อนลมหายใจที่เหมือนกับเสียงสะอื้นออกมาเป็นบางครั้ง แล้วก็ไม่เอ่ยคำใดอีก

อันเจ๋อกุมไอดีการ์ดของแวนส์กลางฝ่ามือแน่น หัวใจของเขา หมายถึงตำแหน่งหัวใจดวงนั้นที่เป็นของมนุษย์ถ่ายทอดความรู้สึกโศกเศร้า เมื่อครั้งที่เขาเป็นแค่เห็ดบริสุทธิ์ดอกหนึ่งไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน

ในที่สุดเมื่อความรู้สึกนี้บรรเทาลงเขาจึงได้เรี่ยวแรงกลับมา จากนั้นก็ยกเท้าเดินไปนอกทางเดินที่เห็นเงาฝูงชนไกล ๆ

สุดปลายทางเดินของประตูเมืองคือประตูกลแถวหนึ่ง อันเจ๋อเลือกบานที่อยู่ซ้ายสุด เมื่อเขาเดินไปถึง เสียงจักรกลสาวอันนุ่มนวลก็ดังขึ้น “โปรดแสดงไอดีการ์ดแล้วมองกล้องด้วยค่ะ”

อันเจ๋อวางไอดีการ์ดของอานเจ๋อบนบริเวณแสงสีขาวจากแท่นทางขวามือของประตู หลังจากนั้นก็เงยหน้ามองไปยังกล้องสีดำที่อยู่ข้างหน้า

“ไอดี 3261170514 ชื่อสกุล: อานเจ๋อ ภูมิลำเนา: เขต 6 เมืองเขตนอก ระยะเวลาออกจากเมือง: 27 วัน”

            กล้องส่งเสียงแผ่วเบาดังออกมา แสงสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเขียว

“ผ่านการจำแนกใบหน้า ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ”

            เสียงติ๊ดร้องดัง บานประตูเลื่อนสูงขึ้น อันเจ๋อเดินออกไป

แสงแดดจ้าตอนเช้าแยงตาจนเขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย สามสิบวินาทีผ่านไปถึงค่อยปรับตัวได้ หลังจากโลกที่พร่ามัวกลับสู่ความชัดเจน เมืองสีเทาขนาดมหึมาแห่งหนึ่งก็ปรากฏตรงเบื้องหน้าเขา

ข้างกายเขาเป็นพื้นที่กว้างโล่งขนาดใหญ่ บนพื้นใช้สีน้ำมันสีเขียวสะดุดตาเขียนอักษรสามคำว่า ‘เขตกันชน[1]’ เบื้องหน้าเป็นผลงานการก่อสร้างฝีมือมนุษย์ผุดขึ้นจากพื้นดิน สิ่งปลูกสร้างจากซีเมนต์สูงใหญ่เสียดฟ้ามีขนาดใหญ่กว่าพืชที่สูงที่สุดเท่าที่อันเจ๋อเคยเห็นมาเสียอีก ราวกับว่าพร้อมเอนถล่มลงได้ทุกเวลา พวกมันตั้งเบียดซ้อนกันบังการมองเห็นของเขา เมื่อมองขึ้นไปข้างบน ครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์สีส้มซ่อนอยู่ด้านหลังสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุด อีกครึ่งหนึ่งโผล่ออกมาให้เห็นราวกับเลือดเจือจางหยดหนึ่ง หากแต่วินาทีถัดมาก็คล้อยตกลงตามแนวกำแพง

อันเจ๋อหันกลับไปมอง ผู้คนที่ออกมาจากประตูเมืองเหมือนเขาถูกประตูกลจำแนก หลังผ่านประตูออกมาแล้วก็รวมตัวกันอีกครั้งแล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง อันเจ๋อเดินไปข้างหน้าพร้อมพวกเขา หลังเดินมาได้สองสามร้อยก้าวก็เลี้ยวโค้ง บนป้ายบอกทางเขียนด้วยตัวอักษรสี่คำว่า ‘รถไฟโดยสาร’ รถไฟขบวนหนึ่งจอดนิ่งอยู่บนราง ข้างตู้รถไฟเขียนว่า ขาเข้า – เขต 1 – โรงแจกจ่ายหมายเลข 3 – เขต 5 – เขต 8 – สำนักกิจการเมือง – ขาออก

เขาขึ้นรถไปตามฝูงชน มองหาที่นั่งในมุมหนึ่งของตู้รถไฟอันว่างเปล่า ที่นั่งข้างหน้าเป็นชายแข็งแรงบึกบึนสองคนที่กำลังพูดคุยกันเสียงเบา

“เพิ่งกลับมาจากแอ่งกระทะหมายเลขสามเหรอ ครั้งนี้พวกนายเอาชีวิตไปเสี่ยงแล้ว”

“ตายไปหกคนแหน่ะ”

“ก็โอเค ถอนทุนคืนได้ไหม”

“กองทัพกำลังตรวจสอบอยู่ ฉันว่าชีวิตที่เหลือคงไม่ต้องออกไปดิ้นรนในป่าเขตนอกแล้ว”

“โอ้”

“พวกเราเข้าไปในโรงเรียนแห่งหนึ่งของเมืองร้าง 411 ที่นั่นมีแต่พืชกลายพันธุ์ ไม่มีใครกล้าเข้าไป” ชายคนนั้นหัวเราะ “พวกเราเข้าไปแล้วงัดเอาฮาร์ดดิสก์จากห้องเอกสารอ้างอิงในห้องสมุดมาสามชิ้น ราคาประเมินค่าไม่ได้เลย ต้องรอดูว่าข้อมูลภายในมีค่าเท่าไรแล้ว”

อันเจ๋อฟังเงียบ ๆ แม้จะไม่เข้าใจ แต่รู้ว่าชายคนนี้มีความสุขมาก ดังนั้นเขาจึงมีความสุขตามไปด้วย

และเขาก็รู้ว่าคนมีความสุขยินดีที่จะช่วยคนอื่น ด้วยเหตุนี้จึงเอ่ยเรียก “คุณครับ”

ชายคนนั้นไม่ได้หันมามอง เพียงขานรับ “ว่ายังไง”

“เขตหก ไปยังไงเหรอครับ”

“ลงโรงแจกจ่ายแล้วเปลี่ยนเป็นรถไฟหมายเลขสอง”

“ขอบคุณครับ”

ห้านาทีต่อมารถไฟก็เคลื่อนขบวน มีเสียงจักรกลคอยบอกชื่อสถานีเป็นระยะ อันเจ๋อแปลกหูแปลกตากับทุกสิ่ง หลังผ่านอุปสรรคและการถามทางมาได้ ในที่สุดเขาก็ได้ขึ้นรถไฟหมายเลขสองที่โรงแจกจ่าย จากนั้นก็ลงรถอย่างถูกต้องมาถึงเขตหก

หมายเลขไอดีของอานเจ๋อคือ 3261170514 ชุดตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันตัวตนของมนุษย์ ยังบอกที่อยู่ของเขาด้วย เขตหก เมืองเขตนอก อาคารหมายเลข 117 ห้องหมายเลข 0514

ทว่าเพิ่งลงจากขบวนรถได้ไม่นาน ขณะที่กำลังพยายามหาคนถามทาง ทันใดนั้นชายวัยรุ่นคนหนึ่งก็ดึงตัวเขาไว้ “หวัดดีเพื่อน ยินดีต้อนรับกลับบ้าน นายมีเวลาทำความเข้าใจกับเราสักครู่ไหม”

อันเจ๋อยังไม่ทันตอบ กระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งก็ถูกยัดใส่ฝ่ามือ บนนั้นเขียนอักษรตัวใหญ่สีแดงเลือดหลายคำว่า ‘คัดค้านอำนาจเผด็จการของผู้พิพากษา’

เขาไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็ไม่ได้ซักถามเช่นกัน เพียงเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าคุณรู้ไหมว่าอาคารหมายเลข 117 ไปยังไง”

วัยรุ่นชายตอบ “นายไม่ถือสาที่จะเดินไปกับพวกเราใช่ไหม”

“…ไม่ถือสา”

“งั้นเราก็เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์กันแล้ว” วัยรุ่นชายชูกระดาษสีขาวในมือขึ้น บนนั้นก็เขียนด้วยอักษรตัวใหญ่สีแดงเช่นเดียวกันว่า ‘ยกเลิกบทบัญญัติผู้พิพากษา’

พวกเขาไม่ได้ถือกระดาษกันแค่สองคน อันเจ๋อถูกดึงเข้าไปกลางกลุ่มคนในเวลาอันรวดเร็ว พวกเขามีกันประมาณสี่สิบกว่าคน ใบหน้าล้วนยังอ่อนเยาว์มาก ทุกคนต่างชูกระดาษสีขาวแบบเดียวกัน ไม่ก็สองคนช่วยกันถือป้ายผ้าแนวขวางผืนยาว ประโยคบนกระดาษและป้ายผ้าแนวขวางโดยรวมแล้วเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

‘พวกเรายอมรับต้นทุนการตรวจวิเคราะห์ยีน’

‘เจ้าพนักงานพิพากษาคือตราบาปของมวลมนุษย์’

‘ยุบศาลพิจารณาคดี คืนความยุติธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์’

ในขณะเดียวกันกลุ่มคนก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ด้วยเหตุนี้อันเจ๋อจึงทำได้เพียงขยับตัวตามไปด้วย

ถนนในเมืองแคบมาก แสงแดดส่องกระทบสิ่งปลูกสร้างทอดเงายาวสูงต่ำต่อเนื่องบนพื้น บนถนนนอกจากพวกเขาแล้วก็มีผู้ใหญ่ที่ก้มหน้าเดินอยู่ไม่น้อย บางครั้งพวกเขาก็เงยหน้ามองมาทางนี้แวบหนึ่ง แต่ไม่นานก็ละสายตาไป

อันเจ๋อ “เรากำลังทำอะไร”

“ประท้วงเงียบ” วัยรุ่นชายตอบ “พวกเราจะเดินขบวนไปจนกว่าศาลพิจารณาคดีจะถูกยุบ”

อันเจ๋อ “…อ่อ”

หลังเดินมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมง เขาก็เอ่ยถามวัยรุ่นชายข้างกายอีกครั้ง “อาคารหมายเลข 117 อยู่ที่ไหนเหรอ”

“ข้างหน้านี้เอง ใกล้ถึงแล้ว”

ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง อันเจ๋อก็ถามขึ้นอีกครั้ง “อาคารหมายเลข 117 อยู่ที่ไหนเหรอ”

“ขอโทษที!” ชายวัยรุ่นเกาหัวขณะตอบ “ฉันลืมนายไปเลย เราเดินผ่านมาแล้ว มันอยู่ข้างหลัง”

พูดพลางหันหลังชี้ไปยังสถานที่หนึ่ง “อยู่ทางนั้น ไม่ไกลหรอก ด้านข้างมีหมายเลขเขียนระบุไว้ นายมองเห็นได้”

อันเจ๋อ “ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไร”

อันเจ๋อยื่นกระดาษคืนให้วัยรุ่นชาย “อันนี้คืนให้คุณ”

“ไม่ต้องแล้ว!” วัยรุ่นชายยัดกระดาษใส่อกเขา เอ่ยว่า “สัปดาห์หน้ามาอีกนะ! พวกเรารวมตัวกันที่อาคารหมายเลข 1!”

ด้วยเหตุนี้อันเจ๋อจึงทำได้เพียงนำกระดาษ ‘คัดค้านอำนาจเผด็จการของผู้พิพากษา’ ที่อาบเลือดแผ่นนี้ซ้อนเข้าด้วยกันกับผลวิเคราะห์ยีนที่ผู้พิพากษาเป็นคนยื่นให้เขาเองกับมือแล้วกอดไว้ในอ้อมอก ก่อนจะปลีกตัวออกจากมนุษย์วัยรุ่นแปลก ๆ กลุ่มนี้ แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายชี้บอก

ขณะเดินไปก็รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างค่อย ๆ คุ้นตาขึ้นมา ความทรงจำในสมองที่เดิมทีเป็นของอานเจ๋อถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น เขาเลี้ยวหลายโค้งไปตามสัญชาตญาณ จนมาถึงด้านล่างอาคารหมายเลข ‘117’ อย่างราบรื่น นี่เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังหนึ่ง สูงสิบชั้น แต่กว้างขวางมาก เขาเข้าไปในยูนิต 0 เดินขึ้นบันไดที่ทั้งสูงและเงียบเชียบมาถึงชั้นห้า จากนั้นเดินไปตามทางเดินที่มืดสลัว ก็หาห้องหมายเลข 14 จนเจอ

บนประตูห้องปิดแผ่นกระดาษสีขาว อันเจ๋อฉีกออกอย่างแผ่วเบา ข้างใต้ปรากฏแถบเซนเซอร์ให้เห็น เขาแตะไอดีการ์ดลงบนแถบนั้น เมื่อกลอนประตูดีดออกแล้วก็เดินเข้าไปข้างใน

นี่เป็นห้องที่เล็กมาก เล็กกว่าถ้ำที่เขาเคยอาศัยเสียอีก แต่หากเทียบกับห้องพักผ่อนในรถหุ้มเกราะแล้วห้องนี้กว้างและสว่างกว่ามาก บริเวณใกล้ผนังมีโต๊ะหนังสือไม้ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีหนังสือเก่าวางอยู่สิบกว่าเล่ม กระดาษและสมุดบันทึกวางซ้อนกันอยู่ด้านข้าง โต๊ะหนังสือหันหน้าเข้าหาเตียงเดี่ยว บนหัวเตียงมีตู้หนึ่งใบ วางขวดน้ำ กระจก และของจิปาถะจำนวนหนึ่ง ตู้เสื้อผ้าสูงเท่าตัวคนวางขวางอยู่ที่ปลายเตียง

หน้าต่างอยู่อีกฟากหนึ่งของเตียง ผ้าม่านสีเทาเปิดออกครึ่งหนึ่ง แสงแดดส่องเข้ามากระทบบนผ้าห่มสีเดียวกับม่าน กลิ่นหอมแบบแห้งแล้งชวนให้เขานึกถึงกลิ่นหอมบนตัวอานเจ๋อ

เขาเดินมาข้างเตียง ยื่นมือหยิบกระจกขนาดเท่าฝ่ามือลงมา ในกระจกสะท้อนใบหน้าของเขา

เขาหน้าตาเหมือนอานเจ๋อมาก มีผมสีดำอ่อนนุ่ม ดวงตาสีเดียวกัน มีส่วนคล้ายกันหลายจุด แต่ก็มีรายละเอียดบางส่วนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงด้วย อีกอย่างเขาไม่ได้มีสีหน้าอ่อนโยนชวนสงบใจแบบอานเจ๋อ

ตอนนั้นอานเจ๋อบอกเขาว่า ‘ฉันเหมือนมีน้องชายเพิ่มมาคนหนึ่ง ฉันตั้งชื่อให้เธอดีไหม เจ้าเห็ดน้อย’

            ‘เธอมีเหตุการณ์อะไรที่ติดอยู่ในความทรงจำไหม เจ้าเห็ดน้อย’

            ในความทรงจำที่มีจำกัดของเขามีอยู่สองเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในใจ เรื่องหนึ่งคือสปอร์ที่หายไป ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนที่เขายังเล็กมาก น่าจะเป็นช่วงที่เขามีขนาดเท่านิ้วก้อยของมนุษย์เท่านั้น

ช่วงฤดูฝนที่เห็ดเจริญเติบโต เขาถูกเม็ดฝนสาดกระเซ็นใส่ก้านอันบางยาวจนหักครึ่ง

หลังจากนั้นก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ได้รับบาดเจ็บ พยายามที่จะงอกกลับมาอีกครั้ง อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

ถัดจากนั้นก็เริ่มรู้สึกตัวอย่างเลือนรางว่า แผลเขาสมานกันจนหายดีแล้ว

นับจากนั้นเป็นต้นมา ดูเหมือนว่าเขาจะแตกต่างจากสายพันธุ์เดียวกับตนเองแล้ว เขาควบคุมเส้นไฮฟาของตัวเองได้ เคลื่อนไปในป่าทึบและทุ่งกว้างได้ ทั้งยังสามารถรับรู้เสียงและการเคลื่อนไหวจากภายนอกได้ เขาเป็นเห็ดที่มีอิสระดอกหนึ่ง

‘เด็กน้อยผู้น่าสงสาร’ ตอนนั้นอานเจ๋อลูบผมเขา ‘ตอนที่หักเจ็บมากหรือเปล่า’

            ‘จำไม่ได้แล้ว’

            อานเจ๋อบอกว่า งั้นเรียกเธอว่าอันเจ๋อ[2]ก็แล้วกัน

เขาตอบว่าได้

เมื่อนึกถึงตรงนี้ อันเจ๋อก็ส่งยิ้มให้กระจก

เวลาที่คนในกระจกแย้มยิ้ม เขาเหมือนได้เห็นเงาของอานเจ๋ออีกครั้ง

“ขอบคุณนะ” เขาพูดกับกระจก

หลังวางกระจกลง อันเจ๋อก็ย้ายมานั่งหน้าโต๊ะหนังสือ

ลำดับถัดไปต้องทำอะไรล่ะ

คิดไปคิดมาอันเจ๋อก็ยื่นมือซ้ายออกมา จ้องมองปลายนิ้วของตัวเองภายใต้แสงสว่าง

เส้นไฮฟาสีขาวราวหิมะเริ่มแผ่ขยายออกมาจากปลายนิ้ว จากนั้นก็รวมตัวกันกลายเป็นรูปร่าง เขาหยิบกริชขึ้นมาแล้วตัดเป็นชิ้นเล็กบาง

ต่อมาเขาก็ใช้มือขวาถือมันวางจรดที่ริมฝีปาก ก่อนจะส่งเข้าปากไปอย่างแผ่วเบาแล้วใช้ฟันกัดค้างไว้ เขาตัดสินใจจะหาคำตอบเรื่องที่ว่าตนมีพิษหรือไม่

สัมผัสอ่อนนุ่ม รสชาติหวาน และอร่อยมาก…นี่คือความรู้สึกแรก

ทว่าในวินาทีถัดมา โลกเบื้องหน้าเขาพลันหมุนคว้าง

 

[1] เขตกันชน คือพื้นที่โดยรอบหรือติดกับพื้นที่อนุรักษ์ซึ่งอาจเป็นชุมชน หรือเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน

[2] คำว่าอันเจ๋อ (安折) เจ๋อในคำนี้แปลว่าหัก ตั้งตามความทรงจำที่ก้านลำตัวของอันเจ๋อเคยหักครึ่งตอนเป็นเห็ด พ้องเสียงกับคำว่าเจ๋อในชื่อของอานเจ๋อ (安泽) ที่แปลว่ากุศลความดี

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า