fbpx

[ทดลองอ่าน] โอตาคุวันสิ้นโลก บทที่ 1 : เกิดใหม่

โอตาคุวันสิ้นโลก
重生宅男的末世守则
暖荷 หน่วนเหอ เขียน
เมิ่งเหวิน เเปล
นิยาย 7 เล่มจบ
ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์
____________________________________

ภาค 1 ยุทธการหนูแฮมสเตอร์

บทที่ 1 เกิดใหม่

 

การเกิดใหม่ที่มีสาเหตุมาจากของขวัญวันเกิดชิ้นหนึ่ง

 

“บ้าเอ๊ย! ฉันไม่น่าเผลอใจอ่อนซื้อเจ้าเด็กเวรนั่นมาเลย!” หลัวซวินสบถออกมาประโยคหนึ่งอย่างฉุนเฉียว เขาลัดซ้ายเลาะขวาอยู่กลางตรอกแคบ วิ่งตามร่างผอมแกร็นที่ไหลลื่นราวกับปลาอยู่ด้านหน้าไม่ไกลไปติดๆ

คนหนึ่งหนี คนหนึ่งไล่ตาม พ่อค้าแม่ขายที่เปิดแผงอยู่ริมทางต่างชี้ชวนกันดูสองคนนี้ราวกับกำลังชมเรื่องสนุก เห็นเด็กชายนุ่งถุงกระสอบป่านปิดต้นขาไม่มิดวิ่งเผ่นนำหน้า ดูก็รู้ว่าชายหนุ่มที่วิ่งตามหลังเคราะห์ร้ายทำ ‘สินค้า’ ของตัวเองหลุดมือไปเสียแล้ว

จุ๊ๆ ยุคนี้คนที่จ่ายเงินซื้อเด็กผู้ชายไหวล้วนเป็นพวกเศรษฐีทั้งนั้น ไหนเลยจะเหมือนพวกเขา ถ้าต้องการบำบัดความใคร่ อย่างเก่งก็ได้แต่ตัดใจสละคริสตัลเกรดเอสักสองสามก้อนไปถนนเริงรมย์ [1] ทางด้านหลัง เพื่อหาบั้นท้ายใครสักคนมาแก้ขัดให้หายอยาก

เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เลี้ยวข้ามทางแยกข้างหน้า แต่แล้วภาพความชุลมุนวุ่นวายตรงหน้าก็ทำให้หลัวซวินตะลึงงัน…เหล่าชายฉกรรจ์ร่างยักษ์กลุ่มหนึ่งกำลังตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ให้ตายสิ แก๊งไฟเออร์กับแก๊งเคออส” วันนี้มันวันซวยอะไรของเขาเนี่ย ทั้งที่อยากนำคริสตัลที่เก็บไว้หลายปีมาซื้ออะไรฉลองวันเกิดอายุครบสามสิบสองปีของตัวเองสักหน่อย แต่ดันไปเจอพ่อค้ามนุษย์ตรงหัวมุมถนนคนนั้น นัยน์ตาดำขลับแฝงแววดื้อรั้นกับรอยแผลที่ถูกทารุณตามตัวของเด็กชายทำให้เขาวู่วาม เกิดความคิดประหลาดอยากซื้อเด็กคนนั้นไว้ แต่เพิ่งจะจ่ายเงินเสร็จ เด็กนั่นก็หันหลังวิ่งจู๊ดหนีไปเสียแล้ว ตอนนี้ยังมาเจอพวกนักเลงตีกันเองอีก

ทันทีที่เด็กนั่นวิ่งหนี หลัวซวินก็เดาได้เลยว่าแปดในสิบเขาคงถูกหลอกเชิดเงินเข้าแล้ว ถึงเด็กคนนี้จะไม่ใช่สินค้า แต่เขาจ่ายเงินซื้อมาแล้ว ตราบใดที่ยังไม่ถูกคนอื่นแย่งไป เด็กนั่นก็เป็นของเขา ส่วนมากเด็กเหล่านี้เป็นพวกเดียวกับพวกพ่อค้ามนุษย์นั่นแหละ เมื่อพวกเขาได้รับเงินเรียบร้อย เด็กพวกนั้นก็จะเผ่นหนีทันที หลังจากซ่อนตัวรอให้คนซื้อกลับไปมือเปล่าแล้วถึงค่อยกลับมาหาพ่อค้ามนุษย์เพื่อหลอกต้มตุ๋นต่อไป

ที่ผ่านมาหลัวซวินเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาบ้าง แต่ไม่เคยเจอกับตัวมาก่อน… เพราะเขาไม่เคยซื้อ แล้วจะเจอเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร วันนี้เป็นวันเกิดเขา อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าแววตาของเด็กคนนั้นทำให้เขาเกิดเห็นใจ พลันอยากได้ลูกชายมาอยู่เป็นเพื่อนในช่วงบั้นปลายชีวิตที่เหลือ เมื่อเทียบกับข้าวของอื่นๆ แล้ว เด็กน้อยคนนั้นก็ทำให้เขาตื่นเต้นได้มากกว่า…แต่อย่างที่คิดไว้ บนโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ทำดีได้ดี’ เลยจริงๆ

จู่ๆ เด็กชายคนนั้นก็พรวดพราดเข้าไปกลางวงตะลุมบอน เจ้าตัวอึ้งตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่รู้จักหลบหลีกไปชั่วขณะ ทันใดนั้นลูกไฟขนาดยักษ์ลูกหนึ่งก็พุ่งมาทางเขา ไม่รู้เป็นผู้มีพลังพิเศษคนไหนปล่อยออกมา ความหวาดกลัวเกาะกุมก้นบึ้งหัวใจ เขาทนกับวันเวลาที่ถูกใช้เป็นสินค้าพิเศษให้คนอื่นดูถูกเหยียดหยามแบบนั้นมามากพอแล้ว ดังนั้นจึงพยายามหนีจากผู้ซื้อรายใหม่อย่างสุดชีวิต แต่เวลานี้…เขาจะต้องตายแล้วอย่างนั้นเหรอ

แรงผลักมหาศาลถูกส่งมาจากด้านหลัง ดวงตากลมโตสีดำสนิทของเด็กชายมองคนที่ผลักตนด้วยความตกตะลึง นั่นเป็นชายร่างผอมแห้งคนหนึ่ง แต่ดูเหมือนพละกำลังของเขาจะไม่น้อยเลย

ราวกับเสียงพรูลมหายใจเฮือกหนึ่ง ลูกไฟยักษ์กระแทกใส่ร่างชายคนนั้น ดวงตาสีชาคู่นั้นพลันสูญสิ้นไร้แวว

“ฉันตายแล้ว ฉันไม่ตาย ฉันตายแล้ว ฉันไม่ตาย…” บนเตียงไม้หลังเก่า หลัวซวินมองเพดานด้วยสายตาเลื่อนลอย ปากพูดพึมพำกับตัวเอง

หลังจากพร่ำเพ้อวนไปมากว่ายี่สิบรอบ เสียงพรึ่บก็ดังขึ้น หลัวซวินลุกพรวดขึ้นมา ก่อนจะเดินไปยืนหน้าตู้เสื้อผ้าในห้องนอน

กระจกเงาบานหนึ่งติดอยู่บนตู้เสื้อผ้า นี่เป็นเฟอร์นิเจอร์เก่าที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เขา เวลานี้มันได้ให้คำตอบที่ตรงและชัดเจนที่สุดแก่หลัวซวินแล้ว

เขายกมือลูบคลำแก้มตัวเองอย่างอึ้งๆ ไม่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าที่สั่งสมจากการระหกระเหินเอาตัวรอดหลังวันสิ้นโลก ไม่มีรอยตีนกาและผิวแห้งกร้านจากการตรากตรำทำงานหนัก ไม่มีความซูบเซียวเหลืองซีดจากการขาดสารอาหาร…ใบหน้านี้อ่อนเยาว์ลงถึงสิบปี!

“นี่ฉัน…กลับมาจริง ๆ เหรอ” เขาก้มมองมืออันสั่นเทาทั้งสองข้าง แม้มือคู่นี้ไม่ถึงกับเนียนนุ่มนิ่ม แต่ก็สะอาดเกลี้ยงเกลาและเรียวยาว เมื่อเทียบกับมือคู่นั้นในชีวิตช่วงหลังที่ต้องกรำงานหนักจนข้อนิ้วแตก กระดูกปูดโปนเสียรูป แถมเล็บยังดำปิ๊ดปี๋ นี่อย่างกับเป็นมือของคนละคนกัน

หลัวซวินยกสองมือปิดหน้า ทรุดกายนั่งลงบนพื้นอย่างหมดแรง น้ำตาเอ่อล้นไหลออกมาอย่างเงียบๆ

เขาไม่รู้ว่าตอนนี้คือเวลาไหน และก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ แต่กลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอากาศนั้นต่างกัน บรรยากาศแวดล้อมก็ต่างออกไป ตัวเขาแตกต่างไปจากเดิม รวมถึงตำแหน่งแห่งที่ก็ไม่เหมือนเดิม

ที่นี่คือเมืองเอฟ บ้านเก่าของเขา มรดกเพียงหนึ่งเดียวที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ในช่วงก่อนวันสิ้นโลกจะมาเยือน บ้านที่เขาใช้ชีวิตอยู่ถึงยี่สิบสองปีเต็ม

หลัวซวินนั่งอยู่บนพื้นจนความมืดโรยตัวไปทั่วแผ่นฟ้า เขาถึงค่อยยันตัวลุกขึ้นอย่างแข็งทื่อ ก่อนเดินไปที่ห้องครัว ต้มบะหมี่ยี่ห้อคังไซว่ป๋อหนึ่งซอง …ช่างเป็นกลิ่นที่หอมหวนชวนคิดถึงเสียเหลือเกิน ช่วงแรกของวันสิ้นโลก ผู้คนยังพอคุ้ยหาเจ้าสิ่งนี้จากซากระเกะระกะของร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตได้บ้าง แต่ต่อมาสินค้าเหล่านี้ก็เรียกได้ว่าสูญหายไปอย่างถาวร

ฐานที่มั่นสองแห่งที่เขาเคยไปอยู่มาในช่วงหลังจากนี้ถึงจะผลิตเส้นบะหมี่อบแห้งออกมาจำหน่ายได้ แต่เพราะปัญหาเรื่องพืชกลายพันธุ์ จึงทำให้รสชาติที่ได้ไม่เหมือนของเดิม

แม้รสชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กินอยู่ตอนนี้จะแตกต่างจากรสชาติของบะหมี่ในยุคสมัยเก่า แต่สำหรับหลัวซวินที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่ ก็ยังรู้สึกว่ามันคืออาหารเลิศรสของมวลมนุษยชาติ

หลังกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงท้องไปแล้วหนึ่งซอง ความอยากอาหารก็ถูกกระตุ้น เดิมทีกระเพาะของหลัวซวินในวัยยี่สิบต้นๆ ก็จุอาหารได้ไม่น้อยอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่เพิ่งฟื้นคืนชีพกลับมาจากยุควันสิ้นโลกเลย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแค่ซองเดียวไม่พอยาไส้เขาหรอก

วันที่ 8 กันยายน…หลัวซวินตรวจดูปฏิทินวันนี้ซ้ำๆ หลายรอบจนแน่ใจ จากนั้นจึงหยิบกระเป๋าเงินลุกขึ้นเดินตรงไปที่ประตู เขายืนลังเลอยู่หนึ่งนาที สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วเปิดประตูเดินออกไป

หลัวซวินเหน็บมีดปอกผลไม้เล่มหนึ่งไว้ตรงบั้นเอว เขาค่อยๆ ก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวัง จนเดินไปถึงหน้าประตูใหญ่ เห็นคนเดินสัญจรไปมาอยู่ในเขตชุมชน หัวใจเต้นรัวอย่างห้ามไม่อยู่… ฉันกลับมาแล้วจริงๆ โลกในเวลานี้ยังไม่เผชิญกับวันโลกาวินาศที่ทำให้คนรู้สึกสิ้นหวัง

เขานั่งอยู่ในร้านบะหมี่ใต้ตึกคอนโดนอกเขตชุมชน มือซ้ายถือแป้งย่างไส้หมูตุ๋น [2] มือขวาจับตะเกียบ เขากัดแป้งย่างหนึ่งคำ แล้วก็หันไปสูดบะหมี่เนื้อหอมฉุยเข้มข้นอีกหนึ่งคำ ตื้นตันจนน้ำตาแทบไหล

แม้ว่าช่วงหลังเขาจะไปถึงฐานที่มั่นของเมืองเอแล้ว แต่หลัวซวินก็ไม่ค่อยได้เห็นแป้งสาลี บะหมี่เนื้อที่เมื่อก่อนชอบกินเป็นประจำยิ่งไม่ต้องพูดถึง ของพวกนี้ไม่ใช่ของที่ชนชั้นแรงงานระดับล่างอย่างเขาจะหาซื้อได้ หรือต่อให้เขามีคริสตัลพอจ่ายค่าแป้งสาลี ก็ไม่มีใครเอาออกมาขายหรอก อาหารที่ปลอดภัยจากการกลายพันธุ์ในยุควันสิ้นโลกเหล่านี้จัดเป็นสินค้าบริโภคประเภทพิเศษ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะอนุญาตให้ซื้อขายกันเองส่วนตัว

“อ้าว หลัวซวินนี่ วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย คนถูกทักเงยหน้าขึ้นด้วยความฉงน เห็นคุณลุงหน้าตาใจดีคนหนึ่งหิ้วถุงพลาสติกสีดำอยู่ในมือ ในนั้นคงบรรจุอาหารทะเลสดอะไรสักอย่าง อีกฝ่ายกำลังมองเขาด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้

“เอ่อ อ้า…วันนี้ไม่มีงานน่ะครับ” ช่วงเวลานี้เมื่อสิบปีก่อนเขาคงยังทำงานอยู่สินะ

“ไม่มีงานงั้นเหรอ” คุณลุงคิดด้วยความสงสัย จากนั้นก็ตบบ่าเขาด้วยสีหน้าเห็นใจพลางกล่าวว่า “ไม่เป็นไรๆ งานนี้ไม่ดีไว้ค่อยหาเอาใหม่ก็ได้ เธอยังหนุ่มยังแน่น ยังมีโอกาสอีกมาก…”

ฝ่ายนั้นพูดพล่ามยาวเหยียดจนพอใจจึงเดินจากไป ถึงอย่างนั้นหลัวซวินก็ยังนึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่ออะไร รู้เพียงดูเหมือนว่าน่าจะเป็นเพื่อนบ้านเขา แต่จะอยู่ตึกเดียวกันหรือเป็นเพื่อนบ้านในเขตชุมชนเดียวกันที่เคยพยักหน้าทักทายกันบ้าง เขาเองก็จำไม่ได้

เข้างาน? ทำงาน?

เขาค่อยๆ ซดน้ำซุปอึกสุดท้ายจนหมดเกลี้ยง ก่อนพรูลมหายใจยาวเหยียด มองไปยังผู้คนและรถราที่สัญจรกันให้ขวักไขว่บนท้องถนน…เหลือเวลาอีกสองเดือนจะถึงวันสิ้นโลก เขาจะไม่ทำงานอะไรอีกต่อไปแล้ว

หลัวซวินลุกขึ้นจ่ายเงิน จากนั้นเดินไปยังบริษัทนายหน้าขายบ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ละแวกนั้น แม้การประกาศขายในอินเทอร์เน็ตจะช่วยประหยัดค่านายหน้าไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้หลัวซวินมีเวลาจำกัด ต้องรีบขายบ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินเพียงหนึ่งเดียวแล้วย้ายไปยังเมืองเอโดยเร็วที่สุด

ถูกต้อง เขาต้องไปเมืองเอ ที่นั่นเป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งที่สามารถใช้ชีวิตยืนหยัดในช่วงโลกาวินาศได้เป็นสิบปี และเป็นสถานที่ที่เขาอยู่มาแปดปีกว่าแล้ว

ชาวบ้านหลายคนพากันมาขนเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกจากร้านรับซื้อของเก่าในเขตชุมชนไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี ฝ่ายนิติบุคคลของเขตชุมชนเก่าแห่งนี้แค่มีชื่อไว้ให้ดูดี แต่ไม่เคยดูแลจัดการอะไรเลย ประตูทางเข้าออกก็เปิดหราทิ้งไว้แบบนั้นไม่เคยปิด ตกกลางคืนยังไม่มีคนคอยเฝ้า นี่จึงเป็นเหตุให้ตอนวันสิ้นโลกพวกซอมบี้บุกเข้ามากัดกินคนที่พักอาศัยในย่านนี้ได้ตามสบาย

เขาเพิ่งแขวนป้ายประกาศขาย วันรุ่งขึ้นก็มีคนมาดูบ้านถึงที่ และได้เจรจาต่อรองราคาจากที่หลัวซวินตั้งไว้ถึงสองครั้ง ด้วยความที่หลัวซวินอยากเร่งขายห้องให้ได้เร็วๆ จึงตั้งใจกำหนดราคาต่ำกว่าตลาดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ราคาต่ำสุดที่เขาตั้งไว้อยู่ที่สามแสนหยวน เขายังมีความจำเป็นต้องใช้เงินอีกมาก จึงปล่อยห้องราคาต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ครั้นแล้วเมื่อคนซื้อมาดูบ้านเป็นรอบที่สาม ในที่สุดสองฝ่ายก็ตกลงเซ็นสัญญาโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงิน

การซื้อขายบ้านเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเวลามาก หลัวซวินต้องใช้เวลายี่สิบวันกว่าจะดำเนินการเรื่องเอกสารเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็หอบเงินทั้งหมดขึ้นรถไฟความเร็วสูงมุ่งหน้าสู่เมืองเอ

หลัวซวินมองภาพเมืองที่ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกตานอกหน้าต่างรถ พลันความรู้สึกว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปมากก็ผุดขึ้นมากลางใจเขา ชาติที่แล้วเขาเคยมาเที่ยวเมืองเอกับพ่อแม่แค่ครั้งเดียวสมัยยังเรียนอยู่ จนกระทั่งวันสิ้นโลก หลังจากเมืองเอ็มที่เขาลี้ภัยไปอาศัยอยู่ถูกซอมบี้ถล่ม เขาก็หนีเอาชีวิตรอดมายังที่นี่อีกครั้ง

หลัวซวินยอมรับว่าเขาเองเป็นคนค่อนข้างระมัดระวังตัว แต่บางครั้งก็สู้สุดใจในเวลาที่ต้องเสี่ยงภัย ไม่อย่างนั้นคนธรรมดาที่ไม่ได้มีพลังพิเศษและไม่ได้มีญาติเป็นผู้นำฐานที่มั่นอย่างเขาจะแคล้วคลาดจากอันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า มีชีวิตรอดอยู่ในยุคโลกาวินาศมาตลอดสิบปีเต็มได้อย่างไร

หากไม่เพราะเขาดันวู่วามกระโจนออกไปรับลูกไฟยักษ์แทนเด็กคนนั้นจนตายแล้วได้กลับมาเกิดใหม่ หลัวซวินก็มั่นใจมากว่าเขาต้องมีชีวิตอยู่ในฐานที่มั่นเมืองเอไปได้อีกเป็นสิบปีแน่นอน

ทว่าตอนนี้เขาได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว แม้จะไม่มีพลังพิเศษใดๆ แต่เขาก็ไม่คิดจะไปเกาะขาผู้แข็งแกร่งแห่งโลกยุคหลังคนไหนไว้ล่วงหน้า เขามั่นใจว่าตัวเองมีความรอบคอบมากพอจะเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกได้

ดังนั้นขั้นแรกของเขาก็คือขายบ้านและข้าวของในบ้านที่ไม่มีประโยชน์ต่อการยังชีพในช่วงวันสิ้นโลก รวมถึงของที่ขนไปเมืองเอไม่ได้ด้วย ขั้นต่อไปก็คือมาที่เขตตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเอ…

เขาตระเวนดูตามบริษัทนายหน้าขายบ้านที่แล้วที่เล่า ในที่สุดก็เจอเป้าหมายที่ตามหาจากบริษัทนายหน้าขายบ้านที่ค่อนข้างใหญ่แห่งหนึ่ง

“…เป็นเขตชุมชนที่เพิ่งสร้างใหม่ครับ ยูนิตนี้เพิ่งตกแต่งเสร็จหมาดๆ ยังไม่เคยมีคนอยู่มาก่อนเลย เป็นห้องชั้นบนสุดแบบมีชั้นลอย วิวสวย อากาศก็ดี แม้ราคาจะสูงนิดหน่อย แต่คุ้มค่าสมราคามากนะครับ…”

นายหน้าขายบ้านพูดแนะนำเสียงเจื้อยแจ้ว หลัวซวินอ่านข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับห้องนี้อย่างละเอียด ได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้วว่า นี่แหละคือห้องที่เขาต้องการ

“พาผมไปดูหน่อยสิ”

“ได้เลยครับ เชิญตามมาทางนี้เลย”

 

[1] ถนนเริงรมย์ หมายถึง แหล่งรวมซ่องค้าประเวณีและสถานบันเทิง

[2] เซาปิ่งเจียโร่ว หรือโร่วเจียหมัว เป็นแฮมเบอร์เกอร์แบบจีนที่มีมาแต่โบราณ ใช้แป้งปิ่ง (แป้งขนมเปี๊ยะชนิดหนึ่ง) หรือแป้งหมัว (แป้งซาลาเปาชนิดหนึ่ง) นำไปจี่บนกระทะหรืออบในเตา แล้วผ่ากลาง ตักไส้หมูตุ๋นสับหยาบใส่ไว้ตรงกลาง บางท้องที่อาจเป็นเนื้อวัวหรือเนื้อแพะ

ใส่ความเห็น