fbpx

[ทดลองอ่าน] โอตาคุวันสิ้นโลก เล่ม 2 บทที่ 44 : แผ่นเหล็ก

โอตาคุวันสิ้นโลก
重生宅男的末世守则

 

暖荷 หน่วนเหอ เขียน
เมิ่งเหวิน เเปล

 

นิยาย 7 เล่มจบ

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

____________________________________

 

บทที่ 44  แผ่นเหล็ก

 

ฉึกๆๆ

 

ริมถนนมีแผงขายเครื่องครัวสเตนเลสอยู่บ้าง แต่ของพวกนี้ซื้อใบเดียวก็เสียเปรียบ ซื้อรวมกับของอื่นๆ ก็ไม่คุ้ม แถมของมีน้อยเกินไป หลัวซวินมองดูอยู่สองสามร้านแล้วจึงเดินต่อไปข้างหน้า

ฝ่ายเหยียนเฟยไม่ได้อยากเดินดูของเลยสักนิด เขารู้อยู่แล้วว่าบ้านหลัวซวินมีครบหมดทุกอย่าง ตอนนี้พวกเขาต้องการแค่โลหะเท่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตลาดถนนคนเดินที่สภาพเหมือนตลาดนัดของมือสองอย่างในตอนนี้ที่ทำให้เหยียนเฟยผู้คุ้นชินกับความเป็นระเบียบสะอาดสะอ้านเกิดความรู้สึกไม่รู้จะวางมือวางไม้ไว้ตรงไหนดี

อย่างรถขายกางเกงชั้นในกับเสื้อซับในเมื่อกี้ ถึงเขาจะต้องการซื้อ แต่เมื่อเห็นคนอื่นยืนมุงรุมเลือกกันเต็มไปหมด เขาก็ไม่อยากเบียดเข้าไปแย่งซื้อกับคนพวกนั้น ไม่รู้ว่าของเหล่านั้นถูกใครจับใครเลือกมาบ้าง เจอสิ่งสกปรกมาแล้วมากน้อยแค่ไหน

ขนาดกางเกงชั้นในกล่องใหญ่ที่เจอในซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมกับพวกหลี่เถี่ยก่อนหน้านี้ เหยียนเฟยยังรู้สึกว่าสะอาดกว่าของพวกนี้เป็นไหนๆ

จู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้ดังแว่วมาจากทางด้านหน้า ทั้งสองจึงเงยขึ้นมองด้วยความสนใจใคร่รู้ พวกเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังตีลูกตัวเอง ปากก็ต่อว่า “บอกแล้วใช่ไหมว่าให้กินแค่ครึ่งเดียวพอ ถ้างั้นก็กินไปเลยไป! กินให้หมดเลยนะ!”

อีกด้านหนึ่งก็มีลูกค้ากำลังทะเลาะกับคนขาย “ของแค่นี้มันคุ้มกับบิสกิตครึ่งถุงเหรอ หิวจนเป็นบ้าไปแล้วหรือยังไง”

หลัวซวินถอนหายใจแล้วเปรยขึ้นประโยคหนึ่ง “ตอนนี้ก่อสร้างกำแพงรอบนอกอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมผู้คนถึงมาอยู่ที่ตลาดกันเยอะนัก”

“น่าจะเป็นพวกคนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ในช่วงวันสองวันนี้” เหยียนเฟยกวาดตามองรอบๆ เห็นหลายคนมีท่าทีแข็งกร้าวห้าวหาญและแฝงกลิ่นอายของความกระหายเลือด แตกต่างจากคนที่อาศัยในฐานที่มั่นตั้งแต่ช่วงแรกไม่น้อย

“เลี้ยวไปดูของตรงแยกข้างหน้านี้กันดีกว่า ถนนตรงนั้นกว้างกว่า ไม่แน่อาจเจอของดีก็ได้”

ถนนด้านหน้ากว้างกว่าทางที่พวกหลัวซวินเดินผ่านมาจริง แต่ตลอดสองข้างทางกลับมีรถหลากหลายประเภทจอดเต็มไปหมด ส่วนมากเจ้าของรถพวกนี้คือคนที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรที่พัก ทว่าพวกเขาก็ยังโชคดีกว่าคนที่เดินเท้ามาหรือคนที่มากับรถช่วยเหลือของทางการหลายเท่า อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีรถไว้อาศัยนอนได้

แผงลอยตรงนี้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนทางเท้า เว้นที่ว่างกลางถนนไว้ให้รถแล่นสัญจรได้

เมื่อมีรถมากก็หมายความว่ามีโอกาสแลกเปลี่ยนข้าวของที่สมน้ำสมเนื้อมากขึ้นเช่นกัน ความสนใจของหลัวซวินจึงกลับมาอีกครั้ง ขณะย่างเท้าเตรียมแทรกตัวเข้าไป ก็พบว่าแขนของเขาถูกรั้งไว้

เหยียนเฟยเอ่ยด้วยสีหน้านิ่งๆ “อย่าเดินเร็วนักสิ เดี๋ยวก็โดนเบียดจนพลัดกันหรอก” พูดพลางคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไปจูงไว้แบบเนียนๆ

แม้ไม่ได้สัมผัสถูกมือ แต่อุณหภูมิที่ส่งผ่านแขนเสื้อกลับทำให้หลัวซวินซวนเซเล็กน้อยก่อนจะตั้งหลักยืนได้อย่างมั่นคง เหยียนเฟยยังคงคาดหน้ากากผ้าเวลาที่ต้องออกจากบ้านเหมือนทุกครั้ง จึงเผยให้เห็นเพียงดวงตาเฉียบคมที่ดูทรงพลังและเปี่ยมเสน่ห์กว่าคนทั่วไปคู่นั้น ทำให้หลัวซวินมองไม่ออกว่าตอนนี้เขามีสีหน้าอย่างไร

หลัวซวินไม่เคยมีประสบการณ์เดินจับมือถือแขนพากันเลือกซื้อของกับใครมาก่อนเลยในชีวิต แขนขาของเขาพานไม่สัมพันธ์กันขึ้นมา ท่าเดินก็เก้กังประหลาดๆ ราวกับซอมบี้ที่เดินเร่ร่อนอยู่นอกฐานที่มั่น เล่นเอาผู้คนที่เดินผ่านมาเห็นพอดีคิดว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาดที่ติดเชื้อไวรัสมาและไม่แน่ใจว่าจะกลายพันธุ์ขึ้นมาเมื่อไร ถึงกับตกใจรีบขยับถอยห่าง บ้างก็แทบอยากหันไปคว้าอะไรมาฟาดหัวของเขาสักทีสองที

โชคดีที่บนถนนมีคนค่อนข้างเยอะ คนอื่นที่ไม่ทันสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของเขาจึงมีมากกว่า ส่วนคนที่เห็นแล้วตระหนกตกใจก็แค่หลบหลีกไปไกลๆ ไม่ได้เข้ามาหาเรื่องอะไร ไม่อย่างนั้นคงมีคนได้ขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีไปแล้ว

“ท่อเหล็กนี่” ทันใดนั้นหลัวซวินเห็นรถบรรทุกคันหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลขนของที่ดูคล้ายกับท่อเหล็กมาเต็มคัน เขาสลัดความรู้สึกเคอะเขินเรื่องที่จับมือถือแขนกันทิ้งไปโดยพลัน แล้วรีบชี้ไปยังรถคันนั้น

เหยียนเฟยเร่งเดินตามไปด้วยดวงตาเป็นประกายไม่แพ้กัน

ด้านหน้ารถที่ขายท่อเหล็กมีคนยืนมุงอยู่ไม่น้อย หลัวซวินพยายามแทรกตัวอยู่ครู่หนึ่งก็เบียดเข้าไปไม่ได้ ครั้นแล้วก็ได้ยินคนขายตะโกนขึ้นเสียงดัง “บะหมี่แพ็คห้าซอง หนึ่งแพ็คแลกท่อเหล็กหนึ่งเมตร อยากซื้อให้รีบซื้อ ขายวันนี้วันเดียวเท่านั้น!”

“บะหมี่ห้าซองกับท่อเหล็กหนึ่งเมตรเหรอ” หลัวซวินมุมปากกระตุก พวกเขาต้องการเหล็กจำนวนมาก แต่พ่อค้ารายนี้หน้าเลือดไม่เบา ต่อให้เขาขนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาหมดบ้าน เกรงว่าคงแลกได้แค่ท่อระบบทำความร้อนใต้พื้นเพียงห้องเดียว

เมื่อได้ยินข้อเสนอนี้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็ก้าวถอยอย่างหมดหวังเพราะค้าขายด้วยไม่ลง ปัจจุบันฐานที่มั่นไม่ได้แจกอาหารฟรีแล้ว ถ้าอยากกินข้าวต้องทำงานใช้กำลังแลกมา ไม่ทำงานก็ไม่มีข้าวกิน หากไม่เสี่ยงดิ้นรนออกไปหาเสบียงนอกฐานที่มั่น ก็ต้องไปลงชื่อทำงานสร้างกำแพง สร้างที่พักอาศัยตามจุดที่ทางการกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันมีอีกหลายจุดที่ยังไม่แล้วเสร็จ จำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เพราะเหตุเช่นนี้เองถึงเพียงพอให้ทุกคนอิ่มท้องได้

คนส่วนใหญ่เต็มใจที่จะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวันละซองกับหมั่นโถวลูกใหญ่ของฐานที่มั่น ฉะนั้นการใช้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห้าซองแลกท่อเหล็กหนึ่งเมตรแบบนี้ ไม่ว่าใครต่างก็รู้สึกว่าไม่คุ้มเอาเสียเลย

ครั้นดูเหมือนไม่มีใครยอมซื้อขายด้วย คนขายท่อเหล็กก็ชูโบกท่อเหล็กในมือแล้วตะโกนขึ้นอีก “บะหมี่ห้าซองแลกท่อหนึ่งเมตรคุ้มจะตาย ออกไปฟาดซอมบี้ด้วยท่อเหล็กทีเดียวจอดไม่ต้องเปลืองแรง อาวุธเจ๋งๆ แบบนี้จะไปหาได้จากที่ไหน พลาดโอกาสทองครั้งนี้แล้วจะเสียใจนะ!”

หลัวซวินยังไม่ได้แทรกเข้าไปด้านใน เพียงฟังคำป่าวร้องอยู่ไกลๆ ก็หันไปบอกเหยียนเฟยที่ยืนอยู่ข้างกัน “ไม่คุ้มเลย ไปกันเถอะ”

จริงอยู่ที่อาวุธเป็นของสำคัญ แต่อานุภาพในการสังหารของท่อเหล็กหรือจะเทียบเท่ามีดผ่าแตงโม ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้อาหารกลายเป็นสินค้าขาดแคลน อีกทั้งท่อเหล็กเจ้านี้ก็บางมาก เอาไปฟาดซอมบี้ไม่กี่ทีก็บิดงอหมดแล้ว ความทนทานสู้ก้อนอิฐไม่ได้ด้วยซ้ำ

เหยียนเฟยเดินตามหลังหลัวซวินไปโดยไม่โต้แย้ง สิ่งที่พวกเขาต้องการคือวัสดุ ขอแค่ทำจากโลหะ ทนทานต่อการใช้งาน และมีขนาดใหญ่หรือมวลเยอะเป็นพอ ดังนั้นทั้งสองจึงไม่สนใจสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างเดียวทว่ากลับตั้งราคาสูงลิ่วเช่นนี้

จู่ๆ หลัวซวินกลับเป็นฝ่ายพลิกมือมากุมหลังมือเหยียนเฟย หัวใจของเหยียนเฟยพลันเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย การหาเศษหาเลยแบบนี้จะมีก็แต่ฉวยโอกาสตอนที่คนเยอะๆ แล้วกลัวว่าจะถูกเบียดจนพลัดหลงกันแบบนี้แหละ

ถนนสายนี้ยาวจากเหนือจดใต้ ในยุคก่อนวันสิ้นโลก หากมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ สามารถไปถึงย่านใจกลางเมืองได้เลย ส่วนตอนนี้ก็เป็นทางสายหลักไปสู่ประตูฐานที่มั่นเช่นกัน ตลอดทางทั้งคู่เห็นแผงขายสินค้าประเภทโลหะอยู่หลายร้าน ส่วนมากเป็นกะละมังและชามสเตนเลส แต่ราคาภาชนะที่ใช้ได้จริงประเภทนี้ไม่ถูกเลย

ทุกคนไม่ได้โง่ ในช่วงกลียุคแบบนี้ ใครจะรู้ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นมาวันไหน ใช้ถ้วยโถโอชามน่ะเหรอ เหอะๆ แบบนั้นคงมีเงินเหลือเฟือจนไม่รู้จะใช้ทำอะไรแล้วนั่นละ

กระทั่งทั้งคู่เดินเลี้ยวมายังถนนเล็กๆ อีกสายที่มีแผงลอยและรถราจอดขายของกันแน่นขนัด คิดไม่ถึงว่าจะบังเอิญเจอรถบรรทุกคันหนึ่งจอดอยู่ข้างทาง บนรถนั้นบรรทุกแผ่นเหล็กกล้ามาเกือบครึ่งคัน ทั้งสองเห็นแล้วถึงกับตาลุกวาว ในที่สุดพวกเขาก็หาเจอจนได้

“ของพวกนี้ขายยังไงครับ” หลัวซวินตบรถ หลังจากเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นคนขายจึงต้องตะโกนถาม

“มาแล้วๆ!” ชายคนหนึ่งปากคาบบุหรี่กระวีกระวาดวิ่งออกมาจากกลุ่มคนที่อยู่หน้าประตูเขตชุมชน โดยที่ยังถือไพ่ใบหนึ่งอยู่ในมือ ดูท่าคงกำลังเล่นไพ่กันอยู่ “พวกคุณต้องการเท่าไรล่ะ”

ทุกวันนี้มีคนหาซื้อของประเภทนี้ไม่มากนัก ของพวกนี้เขาเก็บได้จากข้างทางตอนที่ออกไปนอกฐานที่มั่น… มาพร้อมกับรถบรรทุกคันใหญ่ที่ใช้ขนแผ่นเหล็กเหล่านี้มาเกือบเต็มคันแต่จอดทิ้งไว้ริมถนนนั่นละ ทว่านอกจากตอนที่เพิ่งเข้ามาในฐานที่มั่นที่พอจะมีคนต้องการใช้มันสร้างเป็นเพิงพักชั่วคราวแล้ว ตอนนี้ไม่มีใครเอ่ยถามถึงเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นในช่วงสองสามวันมานี้ แทนที่จะรอให้คนมาซื้อของอยู่ตรงนี้ สู้เขาไปจับกลุ่มเล่นไพ่พนันเอาเสบียงอาหารยังจะได้เร็วกว่า

“แผ่นใหญ่แบบนี้ราคาเท่าไร” หลัวซวินตบๆ เคาะๆ แผ่นเหล็กยาวแผ่นหนึ่งพลางเอ่ยถาม

“รับแลกแต่ของกิน หนึ่งแผ่นใหญ่แลกกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสิบซอง” ชายคนนั้นเรียกราคาสูง

หลัวซวินกลอกตามองบนแล้วจูงมือเหยียนเฟยหันหลังเตรียมเดินออกมา “พวกเราออกไปหากันเองนอกฐานที่มั่นก็ได้ ว่าแต่ท่อเหล็กร้านเมื่อกี้ขายเท่าไรนะ อย่างน้อยแบบนั้นยังเอาไว้ฟาดหัวซอมบี้ได้ด้วย”

คนขายรีบพูดเสริมขึ้นอีก “แผ่นเหล็กของฉันขนาดใหญ่เบ้อเริ่มเลยนะ ดูน้ำหนักกับความหนาของมันสิ แลกกับบะหมี่สิบซองไม่แพงหรอก ไม่งั้นเอาแปดซองก็ได้”

หลัวซวินหยุดเท้าก่อนเอ่ยขึ้นว่า “แผ่นเหล็กของคุณใหญ่และหนามากก็จริง แต่พวกเราซื้อกลับไปก็ต้องแปรรูปเองอีก เปลืองแรงจะตาย บะหมี่สามซองแลกหนึ่งแผ่นแล้วกัน ถ้าคุณตกลง พวกเราก็จะซื้ออีกหลายแผ่น”

“โอ๊ย ไม่ได้หรอก อย่างน้อยต้องหกซอง”

“สี่ซอง ถ้ามากกว่านี้ไม่ไหวจริงๆ”

“ห้าซองละกัน นี่ถือว่าฉันขายขาดทุนเลยนะ”

ตรงนี้อยู่ห่างจากเขตชุมชนหงจิ่งไม่ไกล เมื่อตกลงราคากันได้แล้ว หลัวซวินจึงตัดสินใจกลับบ้านไปขับรถมาขนแผ่นเหล็ก

ทีแรกเขาไม่คิดว่าจะเจอแผงขายโลหะล็อตใหญ่ได้เร็วทันใจขนาดนี้จึงไม่ได้ขับรถมา อีกอย่าง ในกระเป๋าเป้ของพวกเขาสองคนก็พกบะหมี่มาไม่พอ เลยต้องกลับบ้านไปเอามาเพิ่ม

แผ่นเหล็กในรถมีอยู่ประมาณห้าสิบถึงหกสิบแผ่น หลังจากพวกหลัวซวินกลับไปบ้านก็ขนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสิบกว่าลังลงมาใส่รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดเล็ก เสร็จแล้วก็ขับกลับไปตรงจุดซื้อขายอีกครั้ง

ตอนคนขายเห็นว่าหลัวซวินกลับไปนำรถมาขนของก็ไม่ได้ใส่ใจนัก อย่างไรเสียเขาก็ไม่ยอมไปส่งของให้ถึงหน้าประตูแน่ เหตุผลข้อแรก เป็นเพราะไม่มั่นใจว่าสองคนนี้จะมีกำลังซื้อสินค้าเกินกว่าครึ่งคันรถได้จริงหรือไม่ ข้อที่สองคือ เขากลัวถูกหลอก ถ้าไปส่งของให้แล้วถูกปล้นในที่เปลี่ยวลับตาคนขึ้นมาจะทำอย่างไร ส่วนข้อที่สาม แน่นอนว่าเขากลัวเปลืองน้ำมัน เพราะปัจจุบันราคาน้ำมันในฐานที่มั่นสูงลิ่วติดเพดาน ผู้คนต่างรู้ว่าทุกวันนี้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นของดีที่ยิ่งใช้ก็มีแต่จะยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ จึงไม่อยากใช้มันอย่างฟุ่มเฟือย พวกเขายอมขายของไม่ออก แต่ไม่ยอมเปลืองน้ำมันไปเปล่าๆ แม้แต่หยดเดียว

ผ่านไปไม่นานหลัวซวินกับเหยียนเฟยก็ขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เข้ามา แถมยังขนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทีละลังๆ ลงมาจากรถตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ได้จริงๆ พาให้กลุ่มคนที่กำลังเล่นไพ่กันอยู่ต่างมองมาด้วยความอิจฉา

พวกหลัวซวินตรวจนับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขนมาวางไว้ด้านหนึ่งเสร็จ สองคนก็เริ่มลงมือขนย้ายแผ่นเหล็กอย่างขะมักเขม้น

คนขายแผ่นเหล็กขนลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่รถตัวเองด้วยสีหน้าระรื่น ทว่าจู่ๆ กลับหันมามองพวกหลัวซวินและรถคันที่จอดอยู่ด้านหลังพวกเขาด้วยแววตาละโมบ… สองคนนี้ขนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาแลกของได้ทีเป็นสิบๆ ลัง แสดงว่าพวกเขาต้องมีเสบียงอยู่ในมือเยอะกว่านี้มากแน่นอน

ตอนนี้พวกเขามีกันแค่สองคน แต่ถ้ารอพวกเขากลับไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีพรรคพวกอีกหรือเปล่า…

เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็หันไปมองทางกลุ่มคนที่ปกติเล่นไพ่ด้วยกันทุกวัน ในแววตาของคนพวกนั้นก็ฉายแววโลภไม่ต่างจากเขา เมื่อสองฝ่ายสบตากัน ก็อ่านความคิดในแววตาของกันและกันออกทันที

จับตัวสองคนนี้ไว้ แล้วเค้นถามว่าที่บ้านพวกเขายังมีเสบียงอย่างอื่นเก็บไว้อีกไหม

กลุ่มคนค่อยๆ ตีวงล้อมเข้ามา ดูเหมือนชายหนุ่มทั้งสองจะไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยสักนิด ทั้งคู่ยังคงช่วยกันแบกแผ่นเหล็กไปใส่รถตัวเองทีละแผ่นๆ

“ฉันว่า พวกเรามาตกลงกันใหม่ดีกว่า”

หลัวซวินมองไปตามเสียงของชายคนนั้น ใบหน้าเผยอาการคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “จะตกลงอะไรอีก”

“นั่นน่ะ พวกเราคิดว่าราคามันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไร” ความสงบนิ่งของหลัวซวินทำให้คนขายแผ่นเหล็กรู้สึกเอะใจอยู่นิดหน่อย แต่ความโลภบังตาจนกลบความคิดนั้นไป

“อ้อ นั่นสิ ผมเองก็รู้สึกว่าคุณขายของแพงเกินไป” หลัวซวินแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา แล้วเกิดเสียงดัง ‘แกร๊ก’ ขึ้นที่แขนซ้าย หน้าไม้ที่ผูกติดกับแขนซ้ายดีดผึงกางออก

นี่เป็นหน้าไม้ที่หลัวซวินคิดค้นแล้วให้เหยียนเฟยดัดแปลงขึ้นใหม่ ยามปกติจะผูกแนบไว้กับแขนไม่ให้เกะกะ เวลาต้องการใช้งานก็ค่อยกางมันออก

ชายคนนั้นตะลึงไปชั่วขณะ ฝีเท้าหยุดชะงัก ทว่ากลับมีคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนขึ้นเสียงดังลั่น “ทำไม พวกนายจะขู่ซื้อของอีกหรือไง พวกเราไม่ขายแล้วมีอะไรไหม?!”

เหยียนเฟยตวัดมองไปทางประตูฝั่งข้างคนขับของรถขายเหล็กที่กำลังถูกแอบเปิดด้วยสายตาเย็นชา เขาแสยะยิ้มพร้อมกับยกมือข้างหนึ่ง เหล็กหลายแผ่นบนรถบรรทุกพลันลอยขึ้น

ทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ต่างมองด้วยสายตาตื่นตะลึงอ้าปากค้าง ทันใดนั้นแผ่นเหล็กที่ลอยอยู่กลางอากาศก็แยกตัวออกจากกันแล้วเปลี่ยนรูปทรงกลายเป็นเข็มเหล็ก ก่อนจะลอยมาล้อมรอบหลัวซวินและเหยียนเฟยเอาไว้ โดยที่ปลายเข็มแหลมชี้ออกไปด้านนอกรอบทิศทาง

จังหวะที่คนเหล่านั้นยังไม่ทันได้ตั้งสติ ก็ได้ยินเสียง ‘ฉึกๆๆ’ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เข็มเหล็กปักเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบห่างจากปลายเท้าของคนด้านหน้าสุดเพียงหนึ่งเซนติเมตร แม่นยำไม่มีพลาดแม้แต่เล่มเดียว ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือยังมีเข็มลอยว่อนอยู่กลางอากาศ ราวกับว่าถ้าชายที่คาดหน้ากากผ้าโบกมืออีกครั้ง ของน่ากลัวพวกนี้ก็พร้อมจะปักลงบนตัวทุกคนได้ตลอดเวลา

“ผมแนะนำว่าพวกคุณถอยออกไปจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นผมไม่รับประกันว่ามือผมจะนิ่งแบบนี้ไปได้ตลอด” น้ำเสียงเย็นเยียบลอยเข้าหูทุกคน เสียงโครมครามดังขึ้นต่อเนื่อง คนที่อยู่ด้านหน้าสุดรวมถึงคนขายแผ่นเหล็กถอยกรูดจนเสียหลักหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้านั่งหน้าเขียวคล้ำอยู่กับพื้นกันเป็นแถว

จู่ๆ หลัวซวินก็ชี้ไปที่หน้ารถบรรทุกพร้อมพูดขึ้น “คนคนนั้นกำลังขนบะหมี่ของคุณอยู่ ใช่คนในครอบครัวมาช่วยคุณขนกลับบ้านหรือเปล่า”

พ่อค้าแผ่นเหล็กผงะไปก่อนจะรีบหันขวับไปมอง จึงได้เห็นใครคนหนึ่งกำลังหอบลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางลงบนตะแกรงท้ายจักรยานที่ไม่รู้ว่าแอบมาจอดเทียบข้างรถเขาตั้งแต่เมื่อไร ในตะกร้าหน้ารถและตะแกรงท้ายรถจักรยานคันนั้นมีลังบะหมี่วางอยู่แล้วหลายลังด้วย

“เฮ้ย บะหมี่ฉัน!” คนขายแผ่นเหล็กตะโกนลั่น รีบกระโจนเข้าหาคนคนนั้น ฝ่ายตรงข้ามจึงรีบกระโดดคร่อมอานจักรยานด้วยความลนลาน

แต่ลังบะหมี่ที่วางบนตะแกรงท้ายยังไม่ได้มัด ทันทีที่เริ่มถีบออกไป ลังบะหมี่ก็ร่วงตุ้บลง คนที่มุงดูจึงแห่เข้าไปแย่งกันในทันใด

หลัวซวินและเหยียนเฟยไม่มีเวลามาสนใจคนกลุ่มนี้ เมื่อเหยียนเฟยยกมือขึ้น แผ่นเหล็กพวกนั้นก็ลอยตามการควบคุมของเขาเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ของรถบรรทุกอย่างว่าง่าย รวมถึงเข็มเหล็กทั้งหมดด้วย ทีแรกพวกเขาไม่คิดจะเปิดเผยพลังของเหยียนเฟย แต่เมื่อหน้าไม้ของหลัวซวินขู่คนพวกนั้นไม่ได้ แถมมีคนฉวยโอกาสแฝงตัวอยู่ในกลุ่มเพื่อยุยงก่อปัญหา เมื่อครู่เหยียนเฟยจึงต้องออกโรงข่มขวัญคนพวกนี้

ปัจจุบันคนในฐานที่มั่นยังไม่เกรงกลัวและไม่เข้าใจเรื่องของผู้มีพลังพิเศษลึกซึ้งมากนัก แต่กลับเคยมีข่าวลือว่า ผู้มีพลังพิเศษอารมณ์ร้ายคนหนึ่งฝีมือร้ายกาจมาก ถึงขั้นสู้กับคนทั้งโขยงได้ แม้ในคำเล่าลือพวกนั้นจะมีความจริงอยู่แค่บางส่วน ทว่าก็มากพอที่จะทำให้ผู้มีพลังพิเศษถูกคนในฐานที่มั่นมองว่าอยู่ในระดับสูงและไม่กล้าหือกับพวกเขา

ในที่สุดคนขายแผ่นเหล็กก็เดินกะโผลกกะเผลกหอบบะหมี่หนึ่งลังกว่าๆ กลับมา ส่วนที่เหลือไม่รู้ว่าถูกมือดีคนไหนฉกไป ครั้นกลับมายังข้างรถแล้วเปิดประตูก็ต้องโกรธจนควันออกหู เมื่อพบว่านอกจากบะหมี่บนรถจะไม่เหลือแล้ว แม้แแต่บุหรี่สองซองที่ซ่อนเอาไว้ก็หายไปด้วย

อีกด้านหนึ่ง พวกหลัวซวินเก็บของใส่รถเรียบร้อยก็ขึ้นนั่งประจำที่ แล้วจึงไขกุญแจสตาร์ตรถขับออกไป คนขายแผ่นเหล็กกลับไม่กล้าเข้ามาขวางเรียกร้องค่าเสียหายเหมือนอย่างตอนแรก ได้แต่มองพวกเขาขับรถจากไปตาปริบๆ

ถ้าทั้งสองไม่เปิดเผยตัวว่าเป็นผู้มีพลังพิเศษ คนขายแผ่นเหล็กคงดักหน้าขวางพวกเขาไว้ แล้วขู่บังคับให้ทั้งคู่เอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาให้ตัวเองเพิ่มเป็นแน่

ก็คงมีแต่สวรรค์ที่รู้ว่ามือฉกเหล่านั้นใช่พวกที่สองคนนี้หามาหรือเปล่า บางทีที่เขาต้องสูญเสียข้าวของไปอาจเป็นแผนการของสองคนนี้ก็ได้

แต่ตอนนี้… เมื่อมองรูที่ถูกเข็มเหล็กเจาะบนพื้นถนนข้างตัวรถจนพรุนเป็นแถวนั้น คนขายแผ่นเหล็กก็ได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ เก็บบะหมี่ที่เหลือหนึ่งลังกว่าๆ ซ่อนไว้ใต้เบาะที่นั่ง จากนั้นจึงติดเครื่องยนต์ขับกลับไปยังที่พักของตัวเอง ระหว่างนั้นก็คิดว่า รถคันนี้น่าจะขายได้ราคาดีอยู่นะ อย่างไรเสียแผ่นเหล็กพวกนั้นก็ไม่คุ้มค่าเท่ารถยนต์คันนี้หรอก

 

“ของที่ได้มาพวกนี้พอใช้รึเปล่า” หลัวซวินอารมณ์ดีมาก คิดไม่ถึงว่าออกมารอบนี้จะได้ของที่ตัวเองต้องการแบบนี้ ราบรื่นสมใจจริงๆ

“พอสิ พอให้ห้อง 1601 เลยด้วยซ้ำ” เหยียนเฟยพยักหน้า “การวางท่อไม่จำเป็นต้องเต็มพื้นที่ทั้งหมด ส่วนความหนาของท่อก็ไม่ต้องหนาเกินไป เพราะงั้นแค่วัสดุพวกนี้ก็พอแล้วละ” ตอนนี้ในบ้านเองก็ยังมีของประเภทนี้อยู่อีกเพียบ

“งั้นก็ดีเลย” หลัวซวินพยักหน้าอย่างพอใจ ต้องจัดการวางระบบทำความร้อนห้อง 1603 ให้เสร็จก่อน แล้วรอให้ผ่านไปสักหนึ่งปีหรือครึ่งปี หากแน่ใจว่าห้องที่เขาพักอยู่ไม่มีใครมาทวงคืน ค่อยจัดการวางระบบใหม่ยกห้อง

เมื่อมีระบบทำความร้อนใต้พื้นก็เท่ากับมีห้องทำความร้อนแบบเรือนกระจกที่ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ หลัวซวินคาดหวังรอคอยสิ่งนี้แทบไม่ไหวแล้ว

พวกเขาขับรถกลับไปถึงจุดนัดหมาย แต่พวกหลี่เถี่ยยังไม่กลับมา เดาว่าพวกนั้นคงยังเดินเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่ง

ทั้งสองไม่ได้รีบร้อนอะไร เพียงเลื่อนรถไปจอดตรงที่ว่างใกล้ๆ นั้น นั่งรอนักศึกษาทั้งห้าคนอยู่ในรถ ขณะเดียวกันก็มองดูผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของบริเวณนั้นไปพลาง

มีรถจอดอยู่ริมถนนหลายคัน รถของหลัวซวินจึงดูไม่สะดุดตาเลยแม้แต่น้อย อีกอย่าง เมื่อเทียบกับรถบรรทุกขนาดใหญ่คันอื่นๆ แล้ว รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดเล็กของพวกเขาก็ไม่ได้กินที่มากมายขนาดนั้น

ไม่นานนักพวกหลี่เถี่ยถึงได้เบียดเสียดฝูงชนเดินตรงมายังจุดนี้ตอนใกล้เวลาอาหารกลางวันพอดี

หลัวซวินโบกมือให้พวกเขาห้าคน พวกหลี่เถี่ยเห็นแล้วรีบเข้ามาทักด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ทำไมถึงขับรถมากันล่ะครับ ไปได้อะไรมาใช่ไหม”

หลัวซวินพยักหน้าตอบ “ซื้อของที่ต้องการมาได้น่ะ”

“วิเศษเลย เมื่อกี้พวกเราเห็นมีร้านหนึ่งขายท่อเหล็ก แต่ต้องใช้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสี่ซองแน่ะถึงจะแลกได้หนึ่งเมตร ไม่คุ้มเลยจริงๆ”

บนรถมีที่ไม่พอให้พวกเขานั่ง หลัวซวินจึงชะลอรถค่อยๆ ขับกลับเข้าเขตที่พักไปพร้อมกับขบวนเดินเท้าของพวกหลี่เถี่ย หูก็ฟังพวกเขาพูดคุยกันเสียงจ้อกแจ้กถึงเรื่องที่พบเจอมาระหว่างเดินดูของ ตัวเขาเองก็ร่วมวงสนทนาด้วยเป็นระยะ

ขณะกำลังเดินไปยังส่วนลึกของเขตชุมชน จู่ๆ ก็ได้ยินคนตะโกนทักเสียงดังลั่น เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นคนคนหนึ่งสวมชุดทหารกำลังวิ่งปรี่มาทางพวกเขา นั่นคือหนึ่งในเจ้าหน้าที่กองทัพที่เคยขึ้นไปตรวจห้องพวกเขาก่อนหน้านี้

“พวกเราเพิ่งขึ้นไปที่ชั้นของพวกคุณมาเมื่อกี้ ทำไมลิฟต์กับประตูทางขึ้นถึงถูกปิดไว้แบบนั้นล่ะ” หลังจากทหารนายนั้นวิ่งมาถึงก็เอ่ยปากบ่นทันที

พวกเขาหันมาสบตากันแล้วหัวเราะแหะๆ ก่อนตอบว่า “พอดีเมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเราออกไปรวบรวมทรัพยากรนอกฐานที่มั่นมาครับ ขนของกลับมาเยอะไปหน่อย มีคนจ้องจะขโมยของของพวกเรา ก็เลยปิดประตูทางเข้าออกไว้ก่อน มีอะไรเหรอครับ เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า”

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า