fbpx

[ทดลองอ่าน] โอตาคุวันสิ้นโลก บทที่ 5 : เจ้าหมาน้อย

โอตาคุวันสิ้นโลก
重生宅男的末世守则

 

暖荷 หน่วนเหอ เขียน
เมิ่งเหวิน เเปล

 

นิยาย 7 เล่มจบ

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

____________________________________

 

บทที่ 5 เจ้าตัวเล็ก

 

เสี่ยวจ้าวอึ้งพูดอะไรไม่ออก คิดว่าหลัวซวินเป็นลูกเศรษฐีคนเมือง

มีเงินทองเหลือเฟือจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เลยหันมาสนใจทำฟาร์ม

 

ตอนนี้ในบ้านไม่มีอะไรต้องทำแล้ว เหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าวันก่อนจะถึงวันสิ้นโลก เขายังไม่จำเป็นต้องเริ่มถนอมอาหาร แต่จะปล่อยเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ก็ใช่ที่… อืม หรือจะไปฟาร์มสุนัขเลยดี

หลัวซวินล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา ก่อนหน้านี้เขาหาฟาร์มสุนัขในเขตตะวันตกเฉียงใต้เจอแล้ว ที่นั่นเป็นหนึ่งในฟาร์มสุนัขขนาดใหญ่ของเมืองเอ ฟาร์มนี้มีสุนัขลักษณะดีที่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์เป็นสายประกวดอยู่ไม่น้อย คะแนนรีวิวในอินเทอร์เน็ตก็ดีมาก หากเขาคิดจะซื้อสุนัข ที่นี่ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดและอยู่ใกล้ที่สุด

หลัวซวินขับรถจินเปยมือสองมุ่งหน้าไปทางใต้

ฟาร์มสุนัขส่วนใหญ่มักตั้งอยู่แถวชานเมือง ยิ่งเมืองเอขยายตัวเร็ว ทำเลที่ตั้งรอบนอกก็ยิ่งเปลี่ยวร้างและอยู่ไกลออกไป ด้วยความที่ฟาร์มสุนัขต้องการพื้นที่กว้างขวาง หากตั้งอยู่ใกล้เขตตัวเมือง เรื่องค่าเช่าที่ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่

สิ่งปลูกสร้างสองข้างทางเริ่มบางตาลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลืออาคารบ้านเรือนให้เห็น หลัวซวินขับรถผ่านโรงเรือนเพาะไม้ดอกขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง จากนั้นก็เห็นท้องทุ่งที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว ต้นข้าวโพดสองข้างทางก็หักเก็บฝักจนเกลี้ยงเหลือแต่ตอที่เป็นก้านแห้งเหี่ยว ซากต่างๆ กองสุมๆ รวมอยู่ข้างท้องไร่

เขาขับรถต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็เห็นป้ายติดอักษรตัวโต ดูโดดเด่นสะดุดตา ‘ฟาร์มสุนัขซินซิน [1]

“ทำไมถึงตั้งชื่อแบบนี้กันนะ” หลัวซวินเปิดไฟเลี้ยว ขับเข้าไปอีกสิบนาที ในที่สุดก็เห็นกำแพงล้อมรอบลานกว้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง บนประตูทางเข้าก็แขวนป้ายชื่อเดียวกันว่า ‘ฟาร์มสุนัขซินซิน’

เมื่อเห็นว่ามีคนมาดูสุนัข เด็กหนุ่มวัยรุ่นอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าคนหนึ่งก็ออกมาพาหลัวซวินเดินเข้าไปด้านใน ระหว่างทางก็สอบถามหลัวซวินไปด้วยว่าเขาอยากเลี้ยงสุนัขแบบไหน พันธุ์อะไร

“มีเยอรมันเชพเพิร์ดหรือเปล่า อายุประมาณสามสี่เดือนกำลังดี เอาลักษณะดีๆ นิสัยดุๆ หน่อย”

“พี่ชายอยากได้สุนัขไว้เฝ้าบ้านสินะ มาได้จังหวะเลย ไม่กี่เดือนก่อนฟาร์มของเรามีเยอรมันเชพเพิร์ดเพิ่งตกลูกออกมาสองครอก แต่อย่าคิดว่าหลายปีมานี้เยอรมันเชพเพิร์ดราคาตกลงนะครับ ที่จริงสุนัขพันธุ์นี้เป็นสุนัขที่ยอดเยี่ยมมาก! ใช้เฝ้าบ้านได้ดีที่สุดเลย! มีประโยชน์กว่าเจ้าฮัสกี้หรือโกลเด้นรีทรีฟเวอร์หลายเท่า”

หลัวซวินพยักหน้า เขาอยากได้สุนัขเฝ้าบ้านที่ค่อนข้างดุกับคนแปลกหน้าประเภทนี้แหละ อีกทั้งเยอรมันเชพเพิร์ดก็ฉลาดมาก ฝึกง่าย เรียนรู้ได้ไว

ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ข้างในมีพนักงานสูงวัยสองสามคน พอได้ยินว่าหลัวซวินอยากได้สุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด ชายร่างท้วมคนหนึ่งก็ยืนขึ้นแล้วว่า “ตามมาทางนี้ได้เลยครับ”

เสียงสุนัขเห่าดังแว่วมาจากทั้งไกลและใกล้ตลอดทางที่เดินมา หลัวซวินเห็นทิเบตันมาสทิฟฟ์สองตัวดูองอาจน่าเกรงขามมาก ทว่าเขาไม่กล้าเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้หรอก ถ้าหากหลังวันสิ้นโลกพวกมันเกิดกลายเป็นซอมบี้ขึ้นมาจริงๆ เยอรมันเชพเพิร์ดเขายังพอจัดการได้ แต่ทิเบตัน…ตัวเขาทั้งตัวก็ไม่รู้ว่าจะพอให้มันกินหรือเปล่าเลย

เมื่อเดินเลี้ยวมาถึงห้องห้องหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล ข้างในมีแต่กลิ่นสุนัขอบอวล แถมอากาศก็ยังร้อนมาก ในบรรดากรงที่ตั้งอยู่ในห้อง มีกรงหนึ่งเป็นกรงของแม่สุนัขตัวใหญ่อยู่กับลูกน้อยของมัน

“ครอกนี้อายุสามเดือนครึ่ง ส่วนครอกนี้เล็กกว่าหน่อย เพิ่งได้สองเดือนกว่า” ชายร่างท้วมรับบุหรี่ที่หลัวซวินยื่นให้พลางชี้ไปที่ลูกสุนัขสองตัวในกรงและเอ่ยแนะนำ “ถึงครอกนี้จะเล็กหน่อย แต่ลักษณะดีมากนะครับ” เขาชี้ไปที่กรงใหญ่ ตรงนั้นมีเยอรมันเชพเพิร์ดยืนตระหง่านอยู่หนึ่งตัว ราวกับรู้ว่ากำลังจะมีคนมาพรากลูกมันไป จึงแยกเขี้ยวทำท่าดุร้ายใส่พวกเขา

หลัวซวินหันไปมองครอกวัยสามเดือนครึ่ง ในกรงเหลือลูกสุนัขแค่สองตัว ส่วนครอกวัยสองเดือนมีลูกสุนัขทั้งหมดห้าตัว

“มีใบรับรองไหมครับ”

“มีครับ แม่พันธุ์ครอกนี้เป็นสุนัขเกรดประกวด ลูกๆ ของมันเลยมีใบรับรองกันทุกตัว” คนขายพูดพลางชี้ไปทางครอกที่อายุสองเดือน “ครอกนี้ราคาสูงนิดนึงนะ ต่ำกว่าหกพันแปดเราคงขายให้ไม่ได้ ส่วนครอกที่เหลืออยู่แค่สองตัวเป็นตัวเมียทั้งคู่ ถ้าคุณแค่อยากเลี้ยงและพร้อมให้มันขยายพันธุ์ต่อ ผมให้ราคาตัวละสองพัน เพราะตัวเมียนี้ไม่มีใบรับรองให้ครับ”

หลัวซวินพลันเกิดความคิดอยากจะซื้อกลับไปทั้งสองตัว เลยต้องรีบดับความคิดวู่วามของตัวเองในทันที ขนาดแค่ตัวเดียวยังไม่รู้เลยว่าจะกลายเป็นซอมบี้หรือเปล่า ขืนเอาไปสองตัวคงยิ่งไปกันใหญ่

“ตัดสินใจแล้วครับ ผมเลือกครอกนี้ตัวหนึ่งก่อนแล้วกัน จริงสิ พวกคุณมีเข็มฉีดยาไหมครับ แล้วก็ยาที่หมาต้องใช้ประจำกับอาหารหมาอะไรพวกนั้นด้วย”

“มีครับ มีครบเลย ถ้าคุณอยากได้เดี๋ยวผมจะพาไปเลือกครับ”

หลัวซวินเป็นคนตัดสินใจซื้ออะไรรวดเร็ว ไม่นานก็เลือกลูกสุนัขตัวผู้แสนร่าเริงมาได้หนึ่งตัว หลังจากทางฟาร์มออกใบรับรองให้แล้วก็แถมคู่มือเล่มเล็กให้เขาด้วย ในนั้นบอกวิธีว่าต้องเลี้ยงและฝึกสุนัขอย่างไร

เขาเดินดูภายในฟาร์มสุนัขหนึ่งรอบ ก็ได้อาหารสุนัขเพิ่มมาใส่ไว้ในรถอีกสองกระสอบใหญ่ นอกจากนี้หลัวซวินยังใช้มือถือสั่งซื้ออาหารและของเคี้ยวเล่นไว้ให้สุนัขแทะเล่นมาอีกเป็นกอง คำนวณดูแล้วก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้ เพราะราคาแพงหูฉี่เลยทีเดียว ขนาดข้าวสารกับแป้งสาลียังถูกกว่าของพวกนี้ด้วยซ้ำ ถ้าเจ้าสุนัขตัวนี้กลายเป็นซอมบี้ เขาก็คงขาดทุนย่อยยับ ถึงตอนนั้นเขาคงได้แต่เอาอาหารหมาที่เหลือพวกนี้มากินเอง

พอคิดไปถึงขนาดตัวตอนโตและปริมาณอาหารที่ต้องใช้เลี้ยงเจ้าเยอรมันเชพเพิร์ด หลัวซวินก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ ตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากฟาร์มเสียแล้ว

ครั้นก้มหน้าลงมองในอ้อมกอด หลัวซวินก็สบสายตาเข้ากับดวงตาดำขลับเป็นประกายวิบวับคู่หนึ่งที่จ้องมองมาของเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสาร ท่าทางน่ารักน่าชังขนาดนี้ ใครจะตัดใจเอาไปคืนได้ลงคอ…

“ช่างเถอะ นับจากนี้แกมาอยู่กับฉัน ทำตัวให้ดีๆ ก็แล้วกัน พวกเราทั้งคู่ต้องพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป และผ่านวันที่ 28 ไปให้ได้…” หลัวซวินนึกถึงตัวเองในชาติที่แล้ว ขนาดตอนตายยังตายอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ชาตินี้ถ้าเจ้าตัวเล็กผ่านพ้นวันที่ 28 พฤศจิกายนไปได้ อย่างน้อยวันข้างหน้าเขาก็มีคู่หูอยู่ด้วย เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็ไม่ต้องอุตริคิดซื้อเจ้าเด็กหมาป่าตาขาว [2] ใจคดคนนั้นมาเป็นลูกชายแล้ว

หลังขนของพวกอาหารสุนัข ยา ชามข้าว และกรงเหล็กขนาดใหญ่เสร็จแล้ว หลัวซวินก็หันไปถามเสี่ยวจ้าวที่ช่วยยกของขึ้นรถว่า “เมื่อกี้ตอนขับรถเข้ามา ฉันเห็นมีบ้านอยู่หลายหลัง เป็นหมู่บ้านที่มีคนพักอาศัยอยู่ใช่ไหม”

เสี่ยวจ้าวพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ครับ เป็นบ้านในหมู่บ้านนี่แหละ”

“ที่นี่มีใครขายเป็ดไก่อะไรพวกนี้ไหม”

เสี่ยวจ้าวหัวเราะ “พี่ชายอยากซื้ออาหารปลอดสารพิษกลับบ้านเหรอครับ ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไร ถึงที่บ้านพวกเขาจะมีขาย แต่ราคาก็ไม่ถูกหรอกครับ ถ้าพี่อยากซื้อจริงๆ เดี๋ยวผมพาไปบ้านหนึ่งละกัน”

ปกติในฟาร์มสุนัขงานไม่ยุ่งมากนัก มิหนำซ้ำที่นี่ยังมีพนักงานหลายคน แวบหายไปสักคนสองคนก็ไม่เป็นไร รอจนเสี่ยวจ้าวขึ้นมานั่งบนรถ ทั้งสองพูดคุยกัน หลัวซวินจึงได้รู้ว่าบ้านเสี่ยวจ้าวก็อยู่ในหมู่บ้านนี้ จึงมีเพื่อนแนะนำให้มาช่วยงานที่ฟาร์มสุนัข คนในหมู่บ้านเลิกทำไร่เพาะปลูกไปนานแล้ว ส่วนที่ดินก็ให้คนอื่นเช่า ทว่าแต่ละบ้านก็ยังเลี้ยงเป็ด ไก่ และห่านกันอยู่ ถ้าบ้านใครมีพื้นที่มากหน่อยก็ปลูกผักบ้างตามประสา

หลัวซวินคิดนิดหนึ่งแล้วจึงตัดสินใจซื้อไก่และเป็ดที่ยังเป็นๆ อย่างละสิบตัว และซื้อห่านขาวสองตัวให้คนขายช่วยเชือดให้เรียบร้อย ตัวเองจะได้เอากลับไปตากแห้ง หรือไม่ก็ใส่ตู้แช่แข็งไว้ได้เลย

เขายังซื้อไข่ไก่อีกสองกระบุง ไข่เป็ดหนึ่งกระบุง กระบุงที่ว่าก็คือตะกร้าขนาดใหญ่ที่ใช้ไม้ไผ่สาน สุดท้ายหลัวซวินเดินดูรอบๆ บ้านเสี่ยวจ้าวจนทั่ว จึงพบว่าที่บ้านเสี่ยวจ้าวปลูกต้นพริกหอมกับต้นโป๊ยกั้กเอาไว้ด้วย

“ขอแบ่งกิ่งของสองต้นนี้หน่อยได้ไหม” เขาลืมไปเสียสนิท! ของพวกนี้ก็เอาไปปลูกได้เหมือนกันนี่นา!

“พี่จะเอากิ่งมันไปทำอะไร ของพวกนี้มีขายในซูเปอร์มาร์เก็ตทุกที่ไม่ใช่เหรอ” เสี่ยวจ้าวถามกลับไปอย่างนั้น เห็นว่าหลัวซวินอุดหนุนสินค้าเขาตั้งมากมายขนาดนี้ แถมยังไม่ต่อราคาสักคำ เขาเลยใช้กรรไกรตัดมาอย่างละสามสี่กิ่งพลางกล่าวว่า “ที่บ้านผมปลูกต้นพวกนี้ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แต่ว่ากลิ่นของมันเทียบกับที่ซื้อตามร้านไม่ได้หรอก”

“ไม่เป็นไร พอดีระเบียงที่บ้านค่อนข้างใหญ่ เลยอยากลองเอาไปปลูกดูเล่นๆ” หลัวซวินรับของมาด้วยความดีใจ ก่อนจะนึกถึงของอย่างอื่นเพิ่มเติมอีก

“พี่สนใจปลูกต้นไม้เหรอ ที่บ้านผมมีต้นกล้าสตรอว์เบอร์รี่ด้วยนะ สนใจไหมพี่ สตรอว์เบอร์รี่โตเร็ว เพาะง่าย ปลูกทิ้งไว้ไม่ต้องไปสนใจมัน เผลอแป๊บเดียวก็โตเต็มแปลง พี่เอากลับไปปลูกเล่นเพลินๆ แก้เซ็งดูสิ” ครั้นเห็นหลัวซวินมีท่าทางสนใจ เสี่ยวจ้าวจึงไปขอจากแม่เขามาสองสามต้น แล้วใช้หนังสือพิมพ์ห่อให้เสร็จสรรพ

“ขอบใจนะ ขอบใจ” หลัวซวินเอ่ยขอบคุณติดๆ กัน ก่อนจะชี้ไปทางหินโม่แป้งที่ตั้งอยู่ตรงมุมกำแพงพลางถามขึ้น “อันนั้นขายไหม”

เสี่ยวจ้าวอึ้งพูดอะไรไม่ออก คิดว่าหลัวซวินเป็นลูกเศรษฐีคนเมือง มีเงินทองเหลือเฟือจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เลยหันมาสนใจทำฟาร์ม

“โหย มันหนักมากเลยนะพี่ ขนขึ้นรถพี่ไม่ไหวหรอก ที่บ้านผมยังมีแบบใช้มือหมุนอีกสองชุด ขนาดเล็กกว่านี้ พี่เอาไหม แต่สมัยนี้เขาใช้แบบไฟฟ้ากันแล้ว ยังมีใครใช้เจ้านี่กันอีกเหรอ”

หินโม่แป้งแบบใช้มือหมุนขนาดเล็กสองชุด กับเครื่องสีข้าวขนาดเล็กอีกหนึ่งเครื่อง เนื่องจากเป็นของมือสอง ดังนั้นราคาจึงถูกแสนถูก

หลัวซวินเข้าอินเทอร์เน็ตเช็กดูจึงพบว่ามีประกาศขายเครื่องสีข้าวอยู่บ้าง แต่ก็น้อยมาก เกรงว่าถ้าเขาจะซื้อก็ต้องไปตระเวนหาตามตลาดสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ หรือไม่ก็ร้านที่ขายเครื่องมือการเกษตรโดยเฉพาะ ซึ่งยุ่งยากเกินไป สู้เขาซื้อจากบ้านเสี่ยวจ้าวไปเลยง่ายกว่า

เครื่องสีข้าวนี้ถึงขนาดจะเล็ก แต่บ้านสกุลจ้าวเพิ่งใช้มันแค่ไม่กี่ครั้ง เสี่ยวจ้าวเล่าว่า หลังซื้อเจ้าเครื่องนี้ได้ไม่นาน ที่นาของบ้านก็ปล่อยให้คนเช่า ทำให้ไม่ค่อยได้ใช้งาน เครื่องจึงยังใหม่มาก

ครั้นได้ยินว่ามีลูกเศรษฐีจากในเมืองเป็นพวกเศรษฐีใจป้ำ รวยจัดจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรมาที่นี่ เด็กน้อยข้างบ้านก็รีบแจ้นมา กระตุกเสื้อเขาพลางถาม “พี่ๆ บ้านผมมีนกกระทาด้วยนะ ยังเป็นๆ อยู่เลย พี่อยากได้ไหมครับ”

“นกกระทาเหรอ” หลัวซวินอึ้งไปสักพักก็พยักหน้าหงึกๆ “ขอพี่ดูก่อนนะ”

นกกระทาตัวจ้อยอยู่ในกรง ตามที่เด็กคนนั้นเล่า เขาจับพวกมันได้จากทุ่งนาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ช่วงนี้อากาศหนาว นกกระทาไม่ยอมออกไข่ ที่บ้านเลยไม่อยากเลี้ยงไว้แล้ว ตั้งใจจะฆ่าเอามากิน แต่พอได้ยินว่ามีเศรษฐีใจป้ำมากว้านซื้อของ จึงให้เจ้าหนูน้อยไปตามมา ไม่แน่อาจขายได้เงินเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี

หลัวซวินลูบคาง เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยร้องเสียงค่อย ซ้ำยังออกไข่ได้ แม้ไม่มีเนื้ออวบอ้วน แต่อย่างน้อยก็เป็นเนื้อสัตว์ปีก ต่อให้หลังวันสิ้นโลกมันกลายพันธุ์ ตัวเล็กจิ๋วแค่นี้เขาจัดการได้สบายมาก

ในกรงมีนกแปดตัว จากที่เด็กชายบอก มีตัวผู้แค่สองตัว ที่เหลือเป็นตัวเมียทั้งหมด หลัวซวินก็ไม่ติว่ามีน้อยไป เขาหิ้วกรงไปใส่ไว้ในรถ ยังซื้อไข่เค็มกับไข่เยี่ยวม้าจากบ้านนี้ติดมือกลับไปอีกนิดหน่อยด้วย

ถุงห่อใหญ่ห่อเล็กเต็มรถไปหมด หลังหลัวซวินขนของใส่รถเสร็จเรียบร้อย ก็อุ้มเจ้าตัวเล็กกลับมานั่งที่เบาะหน้าข้างคนขับ จากนั้นเขาก็ขึ้นประจำที่นั่ง สตาร์ตรถตรงกลับบ้าน

เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลัวซวินหาที่วางกรง ให้ลูกสุนัขทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในบ้าน เขาตรวจสอบยอดเงินในธนาคาร ก่อนนับเงินสดที่พกติดตัว รวมๆ กันแล้วยังเหลืออยู่เกือบสองหมื่น

หลัวซวินเปิดดูสินค้าออนไลน์สารพัดอย่าง เขาคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปถอนเงินทั้งหมดที่มีออกมาให้เกลี้ยง จากนั้นค่อยไปซื้อข้าวสารอาหารแห้ง เมล็ดพันธุ์ และยาต่างๆ ที่ตลาดสินค้าเกษตรมาตุนไว้เป็นรอบสุดท้าย แล้วค่อยไปขุดดินแถวชานเมืองขนกลับมา จากนั้นก็จะเก็บตัวนับวันรออยู่ที่บ้าน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลัวซวินเอาน้ำและอาหารมาใส่กรงให้เจ้าตัวเล็ก จากนั้นก็ไปตรวจดูรังนกกระทาที่เมื่อวานเขาเพิ่งดัดแปลงเสร็จหมาดๆ พร้อมกับเติมน้ำให้พวกมัน เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็คว้าเสื้อคลุมเดินตรงไปที่ประตู

เจ้าเยอรมันเชพเพิร์ดตัวน้อยที่เพิ่งซื้อกลับมาเมื่อวานนั่งมองแผ่นหลังหลัวซวินหน้าจ๋อยอยู่ในกรง ปากก็ครางหงิงๆ อยู่ตลอด คนฟังได้ยินก็อดสงสารไม่ได้

หลังกลับมาถึงบ้านเมื่อเย็นวาน เจ้าตัวเล็กก็ถูกหลัวซวินใจร้ายจับขังกรง นอกจากให้น้ำให้อาหารก็ไม่ค่อยสนใจไยดีมันเลย

พูดตามตรง สำหรับเจ้าตัวเล็กนี้ หลัวซวินไม่ได้อะไรกับมันมากนัก ตอนนี้เขายังไม่อยากใกล้ชิดสนิทสนมกับมันมากเกินไป เพราะหากเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรด้วย เมื่อถึงยุควันสิ้นโลกแล้วมันกลายพันธุ์ เขายังแข็งใจฆ่ามันได้ แต่ถ้าเขาเห็นมันเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ชิด ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ใครจะทำลง…

ที่จริงแล้วในบางมุมหลัวซวินก็มีความอ่อนแอเปราะบางอยู่ไม่น้อย จนถึงตอนนี้เขายังจำเหตุการณ์วันสิ้นโลกเมื่อชาติก่อนได้ฝังใจ เพื่อนบ้านที่อยู่รอบตัวต่างทยอยกลายเป็นซอมบี้ไปทีละคนสองคน ตอนเห็นคนที่เคยสนิทกันออกตามล่าหาอาหารอยู่ข้างนอก ความรู้สึกของเขาแทบแตกสลาย

ดังนั้นเมื่อได้เริ่มต้นใหม่ในชาตินี้ เขาจึงเลือกเดินทางออกจากเมืองเอฟ พูดให้ฟังดูดีคือเขากำลังเตรียมการรับมือกับอนาคต แต่ถ้าพูดแบบไม่น่าฟังก็คือเขากำลังหลีกหนี

เขายอมออกไปฆ่าฝูงซอมบี้แปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทั้งโขยง แต่ไม่ขอเผชิญหน้ากับคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีกว่า

ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่กล้าแม้แต่จะตั้งชื่อให้เจ้าตัวเล็กเลยด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะเกิดความผูกพันกับมันนั่นเอง

 

[1] ซินซิน มีสองความหมาย คือ ยินดีปรีดา และเจริญงอกงาม

[2] หมาป่าตาขาว เดิมหมายถึง คนที่มีใจอำมหิต ต่อมาใช้หมายถึงคนอกตัญญู หรือคนเนรคุณได้ด้วย

 

ใส่ความเห็น