[ทดลองอ่าน] ปักรักลายบุปผา บทที่ 4

ปักรักลายบุปผา 

繁花盛宴

เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่ง 月下蝶影 เขียน

กระต่ายน้อยของอิงอิง แปล

 

_________________________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

_________________________________________

 

4

 

ฮวาจิ่นออกมาจากโรงแรม เห็นรถแท็กซี่ว่างคันหนึ่งขับเข้ามาใกล้ ขณะที่กำลังจะโบกเรียก ก็มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามา รถยังไม่ทันจอดสนิท ก็เปิดประตูเข้าไปนั่งแล้ว

ฮวาจิ่น “…”

ยอมยกธงให้คนที่ปาดหน้าแย่งขึ้นแท็กซี่สุดชีวิตแบบนี้จริงๆ

“เฮ้ คนสวย จะไปที่ไหนเหรอ ให้พี่ชายไปส่งมั้ย” รถสปอร์ตสีแดงเงาวับจอดเทียบอยู่ตรงหน้าเธอ ผู้ชายที่ขับรถใส่สูทดูดีมาก แต่กลับผูกเน็กไทหลวมๆ ดวงตาดอกท้อ [1] เป็นประกายหวานเชื่อมเจือรอยยิ้ม

ขับรถสปอร์ต หยอดสาวข้างทาง แถมยังทำตาเจ้าชู้แบบนี้

มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นเพลย์บอย

ฮวาจิ่นไม่ได้พูดอะไร มองผู้ชายในรถสปอร์ตเงียบๆ

หนุ่มหล่อถูกฮวาจิ่นจ้องนิ่งๆ รอยยิ้มก็เริ่มแข็งค้าง ขยับตัวอย่างอึดอัด “ทำไมมองผมแบบนี้ล่ะ”

“คุณคะ การเคารพกฎจราจรเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนนะคะ” ฮวาจิ่นชี้ไปที่ป้ายข้างทาง บนป้ายเขียนว่า ‘ห้ามจอดตลอดแนว’

ชวนสาวคุยกลายเป็นทำผิดกฎจราจรเฉยเลย บรรยากาศเริ่มกระอักกระอ่วน

ผู้ชายคนนั้นไม่ได้โมโหที่ถูกฮวาจิ่นตอบกลับอย่างเฉยชา เพียงชำเลืองมองเธอเล็กน้อย “ก็ได้” พูดจบก็เหยียบคันเร่งขับรถจากไปทันที

มองตามรถสปอร์ตหายลับไปตรงมุมถนน ฮวาจิ่นจับราวกั้นด้านหลังพลางไอโขลกไม่หยุด ช่วงนี้อากาศไม่ค่อยดีนัก ปุยหลิ่วลอยฟุ้งตามลมทั่วทุกที่ เธอเพิ่งก้าวออกจากโรงแรมได้ไม่เท่าไร ปุยหลิ่วก็ทำให้เธอคัดจมูก เคืองตาจนตาแดง เกือบหายใจไม่ออก

ไม่นึกว่าถนนเส้นนี้จะมีต้นหลิ่วเยอะขนาดนี้ นี่เป็นเรื่องเลวร้ายมากๆ สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้อากาศ

ด้านหลังรั้วกั้นเป็นทะเลสาบคนขุดขนาดใหญ่ ผิวทะเลสาบสะอาดมาก ไม่มีขยะลอยให้เห็นเลย เธอหันหน้าไปทางทะเลสาบ สูดอากาศเข้าปอดลึกๆ สองสามที อยู่ๆ ก็มีคนสะกิดไหล่เธอจากด้านหลัง ฮวาจิ่นหันไป เห็นตายายคู่หนึ่งยืนอยู่ คนที่สะกิดไหล่เธอคือคุณยายหน้าตายิ้มแย้ม

“แม่หนู มีเรื่องอะไรอย่าคิดมากนะ ที่นี่ลมแรง ระวังจะเป็นหวัดล่ะ” คุณยายชี้ไปที่ม้านั่งสาธารณะห่างออกไป

“มะ…ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ” เธอพยายามกลั้นไอเต็มที่ หยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าออกมาปิดปากและจมูก “ขอโทษนะคะ ฉันภูมิแพ้กำเริบค่ะ”

“อ้อๆ ภูมิแพ้ งั้นก็ไม่มีอะไร” คุณยายพยักหน้าติดๆ กัน “ปีก่อนๆ ต้องรอหลังเดือนสี่โน่นปุยหลิ่วถึงเริ่มฟุ้งกระจาย ปีนี้ไม่รู้ยังไง นี่แค่ปลายเดือนสามเอง ปุยหลิ่วก็ลอยฟุ้งเต็มไปหมดแล้ว”

ฮวาจิ่นเบี่ยงศีรษะหลบไปไออีกสองสามที พลางพูดเสียงอู้อี้ว่า “ใช่…ใช่ค่ะ”

“งั้นแม่หนูก็อย่าอยู่ตรงนี้เลยนะ ถนนสายนี้มีแต่ต้นหลิ่วทั้งนั้น เดี๋ยวจะไม่ไหวเอา” คุณยายเป็นมิตรมาก สองตายายช่วยฮวาจิ่นโบกรถแท็กซี่ แล้วดันเธอเข้าไปในรถ

ฮวาจิ่นรู้สึกเกรงใจสองตายาย เธออายุยังน้อยแค่ยี่สิบสี่ยี่สิบห้า แต่กลับแพ้ปุยหลิ่วจนต้องให้คนแก่ช่วยโบกรถแท็กซี่ให้ “ขอบคุณคุณตาคุณยายมากนะคะ”

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ” คุณยายยิ้มตาหยี โบกมือให้ฮวาจิ่น ส่งสัญญาณให้คนขับรถออกรถได้

รถขับออกไปได้สักพัก คนขับรถก็เหลือบมองฮวาจิ่นผ่านกระจกมองหลัง อดพูดไม่ได้ว่า “สาวน้อย ชีวิตนี้ยาวไกล อนาคตยังมีความหวังอีกมากมาย อย่าทำร้ายตัวเองเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นะ”

ฮวาจิ่นได้ยินคำพูดนี้แล้วก็รู้สึกทะแม่งๆ ยิ้มแห้งๆ พยักหน้าตอบรับ

ในรถเงียบลง ฮวาจิ่นล้วงกระเป๋าหยิบกระจกขึ้นมาส่องดูหน้าตัวเอง ยายผู้หญิงตาแดงจมูกแดงนี่ใคร ผมจัดลอนมาดีๆ โดนลมเป่าจนหัวฟู มิน่าตายายคู่นั้นถึงรีบส่งฉันขึ้นรถ คงกลัวว่าฉันจะคิดสั้นใช่มั้ย

“สองสามวันก่อนมีเด็กสาวอกหักมา คิดสั้นกระโดดลงทะเลสาบ ตอนกู้ศพขึ้นมา ศพงี้อืดซีดหมดแล้ว ญาติๆ ร้องไห้อยู่ข้างทะเลสาบจนเป็นลมเลย” คนขับรถถอนหายใจ “คนตายน่าสงสาร ญาติของเขาก็น่าสงสาร ความรู้สึกเวลาลำสักน้ำมันทรมานมากนะ

“อ้อ ใช่ ทะเลสาบที่เด็กสาวคนนั้นกระโดดน้ำตาย ก็คือทะเลสาบที่คุณเรียกรถเมื่อกี้แหละ” เห็นฮวาจิ่นไม่มีท่าทีตอบสนอง คนขับรถเลยเสริมว่า “คนวัยอย่างพวกคุณชอบโพสต์ในโซเชียลไม่ใช่เหรอว่า ทุกปัญหาแก้ได้ด้วยการกินของอร่อย กินมื้อหนึ่งไม่หาย ก็กินมันสองมื้อเลย”

ฟังคนขับรถเท้าความตั้งแต่เรื่องความหมายของชีวิตไปจนถึงปรัชญาการกิน จากปรัชญาการกินก็ไปคุยเรื่องกระแสในโซเชียล ตอนที่ลงจากรถ ฮวาจิ่นรู้สึกราวกับทั้งกายใจได้รับการชำระล้างให้บริสุทธิ์ และยกระดับสูงขึ้น

พอถึงบ้านก็เช็ดเครื่องสำอางแล้วไปอาบน้ำ เห็นตาตัวเองไม่บวมแดงแล้ว จึงค่อยสบายใจ

ป้าเกาเคยบอกว่า ดวงตากับมือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของช่างปักผ้า ถ้าเธอยังอยากเดินบนเส้นทางสู่ซิ่วให้ไกลกว่านี้ ไปอยู่จุดที่สูงกว่านี้ เป็นช่างฝีมือที่แท้จริง ก็จงทะนุถนอมมือและดวงตาทั้งสองข้างไว้ให้ดี

ดังนั้นโดยปกติถ้าไม่จำเป็น เธอจะพยายามหลีกเลี่ยงการเร่งทำงานปักผ้าจนดึกดื่น เพราะมันส่งผลเสียต่อดวงตาอย่างมาก

ฮวาจิ่นรูดม่านเปิดออก ทำบริหารดวงตาเซ็ตหนึ่ง ได้ยินเสียงมือถือดังขึ้น สายเข้าเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก หลังจากพิจารณาพื้นที่ของเบอร์โทร.นี้ จึงกดปุ่มรับสายค้างไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับสาย

“สวัสดีค่ะ ฉันช่างปักฮวาจิ่น สตูดิโอฝานฮวาสู่ซิ่วค่ะ”

“สะ…สวัสดีครับ” ปลายสายพูดตะกุกตะกัก “ผมคือคนที่สั่งผ้านวมลายมังกรหงส์เมื่อคราวก่อนครับ ผมอยากถามว่า คุณพอจะช่วยทำผ้านวมให้เสร็จก่อนกำหนดได้มั้ยครับ ผมยอมจ่ายเงินเพิ่มนะครับ ผมยอมจ่ายเพิ่ม ขอแค่คุณช่วยทำให้เสร็จเร็วขึ้น!”

“คุณคะ ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ” พอได้ยินเสียงอีกฝ่าย ฮวาจิ่นก็นึกออกว่าเป็นใคร เธอรับรู้ได้ว่าว่าอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่คงที่ จึงพยายามปรับน้ำเสียงให้ช้าลง “ค่อยๆ พูดนะคะ”

“หมอบอกว่าภรรยาผม…เหลือเวลาไม่มากแล้ว สองสามวันนี้เธอไม่กินอะไรแล้ว ต้องพึ่งยาแก้ปวดถึงจะฝืนหลับได้” เขาพูดเสียงเครือ “ผมอยากให้เธอได้ห่มผ้านวมสวยๆ ผม…ผม…”

ฟังเสียงจากปลายสายที่สะอึกสะอื้นจนพูดไม่ได้ศัพท์ ฮวาจิ่นเม้มปาก หันไปมองโต๊ะปักผ้าที่งานเสร็จไปแล้วส่วนใหญ่ “ห้าวันได้มั้ยคะ อีกห้าวันฉันจะปักผ้านวมมังกรหงส์ให้เสร็จ ทำเสร็จแล้วจะส่งไปให้คุณ รบกวนส่งที่อยู่จัดส่งให้ฉันด้วยค่ะ”

“ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ” ชายจากปลายสายเอ่ยขอบคุณไม่หยุด นอกจากคำขอบคุณ เขาก็คงคิดคำพูดอื่นที่สวยหรูกว่านี้ไม่ออก

ฮวาจิ่นวางสายแล้วมองแสงแดดนอกหน้าต่าง สูดหายใจลึกๆ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งหน้าโต๊ะปักผ้า

มีตำนานเกี่ยวกับมังกรหงส์มากมาย บ้างก็ว่ามังกรกับหงส์ไม่ถูกกัน ทุกครั้งที่เจอกัน ก็ต้องสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน จนเรียกว่าศึกมังกรหงส์ ส่วนตำนานที่นิยมเล่าขานกันมากที่สุดในวัฒนธรรมดั้งเดิมก็คือ เมื่อใดที่มังกรและหงส์ปรากฏตัวพร้อมกัน จะถือว่าเป็นสิริมงคลอย่างมาก หรือเรียกว่ามังกรหงส์มงคลนั่นเอง

ดังนั้นการปักลายมังกรหงส์มงคล จึงไม่ใช่แค่การปักลายมังกรกับหงส์ และเมฆมงคลธรรมดาๆ สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือการถ่ายทอดความสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกันของมังกรกับหงส์ ทำให้คนที่ได้เห็นลายปักนี้รู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความสุขเป็นอย่างแรก

ตามมโนทัศน์ที่สืบทอดมาแต่ดั้งเดิม เกล็ดมังกรและขนปีกของหงส์งดงามมาก การปักลายผ้าแบบสู่ซิ่วมีเอกลักษณ์เฉพาะที่การใช้ไหมปักสีสันสดใสสวยงาม เหมาะสำหรับการปักลายมังกรหงส์มงคลอย่างมาก

ตลอดช่วงห้าวันต่อมา ฮวาจิ่นจดจ่อทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับการปักผ้านวมลายมังกรหงส์มงคล ตอนที่ปักส่วนที่เหลือเสร็จก็เป็นตีสี่ของเช้าวันที่ห้า เธอล้มตัวนอนบนเตียงได้สองสามชั่วโมง นาฬิกาก็ส่งเสียงปลุกไม่หยุด จนต้องฝืนลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

คนที่ป่วยหนักจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทุกชั่วขณะจิตมีค่าอย่างยิ่ง ฮวาจิ่นไม่อาจปล่อยให้เวลาสูญเปล่าแม้สักเสี้ยวเดียว

เธอเรียกรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาล ตอนที่โทร.หาอีกฝ่าย รออยู่ครู่ใหญ่กว่าฝ่ายนั้นจะรับสายด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงและสิ้นหวัง

ฮวาจิ่น “คุณดูแลภรรยาเถอะค่ะ ไม่ต้องลงมานะคะ เดี๋ยวฉันเอาขึ้นไปให้เองค่ะ”

โถงทางเดินในโรงพยาบาลเต็มไปด้วยเตียงคนไข้ ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย แต่ละคนมีสีหน้าเหนื่อยล้าซูบเซียว ตอนที่ฮวาจิ่นหาชายคนที่สั่งผ้านวมลายมังกรหงส์มงคลเจอ เขากำลังนั่งพิงกำแพง ในมือถือกระดาษสองสามใบ พอเห็นฮวาจิ่นเดินเข้ามาก็พยายามเค้นรอยยิ้ม แต่ยิ้มไม่ออก

ตอนส่งผ้านวมให้เขา ฮวาจิ่นเห็นกระดาษที่เขาถืออยู่ เป็นหนังสือแจ้งอาการผู้ป่วยขั้นวิกฤต บนเตียงผู้ป่วยที่อยู่ใกล้เขาที่สุด เป็นผู้หญิงใบหน้าซูบตอบ ร่างกายผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ใส่เครื่องช่วยหายใจ นอนสงบนิ่ง

ชายวัยกลางคนล้วงเงินปึกหนึ่งออกจากกระเป๋ายื่นให้ฮวาจิ่น เธอหยิบธนบัตรออกไปเพียงสองใบ “เท่านี้พอแล้วค่ะ ที่เหลือไม่ต้องให้ฉันหรอกค่ะ”

“ได้ยังไงกันครับ” ชายวัยกลางคนรีบพูดจนเผลอหลุดสำเนียงบ้านเกิด “ไม่ได้หรอก สิ่งที่ควรให้ก็ต้องให้ หนุ่มสาวสมัยนี้หาเงินไม่ได้ง่ายๆ เหมือนกัน”

“เงินมัดจำสองร้อยไคว่ [2] รวมกับสองใบนี้ก็พอแล้วค่ะ” ฮวาจิ่นไม่รับเงินที่เหลือ “จากบ้านเกิดมาทำงานต่างถิ่นหลายปี ไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอคนบ้านเดียวกัน เงินที่เหลือ คุณเก็บไว้ดูแลภรรยา กับเป็นค่าเทอมของลูกนะคะ”

ชายวัยกลางคนขอบตาแดงกล่ำ พยักหน้าแรงๆ “ขอบคุณครับ”

เขามองฮวาจิ่นอยู่นาน ราวกับอยากจะจดจำเธอเอาไว้ในใจเขา

ฮวาจิ่นปลีกตัวออกมาเพื่อจะได้ไม่รบกวนสองสามีภรรยาคู่นี้อีก เธอเดินไปตามโถงทางเดินในโรงพยาบาลที่มีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนกึก จากนั้นก็หลงอยู่ในตึกที่มีทางเดินคดเคี้ยวกว่าจะหาลิฟต์เจอ แต่พอเข้าไปก็พบว่าลิฟต์นี้จอดเฉพาะชั้นเลขคู่เท่านั้น ไม่จอดชั้นเลขคี่

พอถึงชั้นสอง ฮวาจิ่นเดินออกจากลิฟต์ ก้าวออกมายังไม่ถึงสองก้าว ก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกมาแต่ไกล “เดี๋ยวก่อนๆ ช่วยผมกดลิฟต์หน่อย”

ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายกำลังวิ่งมาทางนี้ เธอก็เกือบจะคิดว่าตัวเองเห็นภูตสับปะรด เพราะนอกจากเสื้อโค้ตสีเหลืองอ๋อยแล้ว ผมก็ยังสีเหลืองอ๋อยด้วย แถมยังมีรองเท้าสนีกเกอร์สีทองแบบพวกเศรษฐีใหม่อีก

สีสันเจิดจ้าบาดตา ทำให้เธอกดลิฟต์รออีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่ทันอยู่ดี ลิฟต์เลื่อนขึ้นไปชั้นบนแล้ว

“ภูตสับปะรด” ยืนหอบอยู่หน้าลิฟต์ หันมาพูดพลางหอบพลางว่า “คนสวย ขอบคุณครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” ฮวาจิ่นอดเหลือบมองอีกฝ่ายไม่ได้ สมัยนี้คนหนุ่มสาวที่ให้ความรู้สึกแบบพวกพังก์เหลือไม่มากแล้ว ต้องอนุรักษ์ไว้ให้ดี

ปกติลิฟต์ในโรงพยาบาลจะแน่นตลอดทั้งวันยี่สิบสี่ชั่วโมง ฮวาจิ่นหาบันไดหนีไฟแล้วเดินลงไปชั้นล่าง ระหว่างทางได้กลิ่นเหม็นแปลกๆ เธออดนอนมาหลายวัน พอได้กลิ่นเหม็นๆ รวมกับน้ำยาฆ่าเชื้อ อยู่ๆ ก็รู้สึกหัวหนักอึ้ง เท้าเบาหวิว เกือบจะเป็นลมกลิ้งตกบันไดไป

“คนสวย ดูเหมือนเราสองคนจะมีวาสนากันนะ แต่ถ้าทำให้ตัวเองตกบันไดเพื่อให้ได้มาอยู่ในอ้อมกอดผมนี่ ออกจะลงทุนสูงไปรึเปล่า” ใครคนหนึ่งยื่นมือคว้าตัวเธอไว้ แล้วรีบดึงเธอขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

เมื่อประคองตัวเองกับราวบันไดได้มั่นคงแล้ว เธอจึงหันไปมอง สบเข้ากับดวงตาดอกท้อฉ่ำน้ำคู่นั้น เป็นผู้ชายขับรถสปอร์ตที่เธอเจอหน้าโรงแรมเมื่อห้าวันก่อน

คราวนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสูทสีน้ำเงิน ดูขึงขังจริงจังขึ้นมาก

“ลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าจริงๆ คราวนี้คุณเป็นฝ่ายเข้าหาผมเองงั้นเหรอ” ฮวาจิ่นหยิบช็อกโกแลตออกมาจากกระเป๋า เธออดนอนแถมยังไม่ได้กินข้าวเช้า ระดับน้ำตาลในเลือดน่าจะต่ำ

เธอแบ่งช็อกโกแลตออกสองส่วน เอาครึ่งหนึ่งยัดใส่มืออีกฝ่าย “ถึงฉันจะไม่ชอบผู้ชายที่รุกมากเกินไป แต่คุณก็ดูดีถูกใจฉัน นี่เป็นรางวัลของคุณ”

คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม มีใครไม่รูจักใช้คำพูดเป็นอาวุธบ้างล่ะ

 

[1] ลักษณะดวงตาที่เป็นประกาย เป็นลักษณะของดวงตาเจ้าชู้ มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม

[2] 1 ไคว่/หยวน เท่ากับประมาณ 5 บาท

ใส่ความเห็น