[ทดลองอ่าน] ปักรักลายบุปผา บทที่ 3

ปักรักลายบุปผา 

繁花盛宴

เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่ง 月下蝶影 เขียน

กระต่ายน้อยของอิงอิง แปล

 

_________________________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

_________________________________________

 

3

 

ตีหนึ่งนิดๆ ฮวาจิ่นง่วงจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น จึงเก็บเข็มกับด้าย ไปอาบน้ำ แล้วมาสก์หน้า การมาสก์หน้าหลังจากที่นอนดึก พอจะช่วยหลอกตัวเองได้ว่าไม่ได้อยู่ดึกจนโทรม

คืนนี้เธอฝันอีกแล้ว ฝันเห็นบ้านเกิดที่เป็นบ้านมุงกระเบื้องคราม [1] มีทางเดินคดเคี้ยวบนเขา เธอวิ่งไปตามทางสุดชีวิต วิ่งไม่หยุดแต่ก็หาทางออกไม่เจอ

ความฝันที่ไม่ค่อยน่ารื่นรมย์ทำให้ฮวาจิ่นตื่นเช้ามาด้วยอารมณ์ไม่แจ่มใสนัก แม้แต่น้ำเต้าหู้ยังดื่มได้แค่ครึ่งชาม ตอนนั้นเอง เธอก็ได้รับข้อความเชิญเธอให้ไปร่วมงานเลี้ยงแต่งงาน คนที่ส่งข้อความมาคือเพื่อนร่วมงานเก่า ไม่ได้ติดต่อกันมาสองสามปีแล้ว เมื่อไม่นานนี้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้เบอร์ติดต่อเธอมาได้อย่างไร ก็เลยได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบบ้างเป็นบางครั้ง

ตอนแรกเธอคิดว่าเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานคนนี้จะมาขายประกัน แต่อีกฝ่ายก็เงียบไปตั้งหนึ่งเดือน เธอจึงได้รู้ว่าตัวเองเข้าใจเพื่อนคนนี้ผิดไป อีกฝ่ายไม่ได้จะขายประกัน แต่กลับเชิญเธอไปงานแต่งงาน

พอมาถึงร้าน เธอกับถานหยวนก็คุยกันถึงเรื่องนี้ ถานหยวนบอกว่า “คนทั่วไปที่แต่ก่อนไม่ค่อยสนิทกัน ไม่ได้ติดต่อกันมาหลายปี แล้วอยู่ๆ ก็ติดต่อมา ไม่มีเรื่องดีหรอก”

“งานแต่งงานเป็นเรื่องไม่ดีตรงไหน ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องดี ยังเป็นเรื่องมงคลด้วย ช่วงนี้ดวงไม่ค่อยดีอยู่ ฉันลองไปงานแต่งงานพลิกดวงชะตาสักหน่อยดีกว่า” ฮวาจิ่นหาวหวอด แล้วหยิบขนมสองห่อออกมาจากลิ้นชักโต๊ะ แบ่งให้ถานหยวนห่อหนึ่ง “รอฉันโชคดีขึ้นมาเมื่อไหร่ ฉันก็จะได้มีโชคมีชัยเข้ามาทุกวัน ก้าวไปบนเส้นทางของผู้ชนะ นั่งอยู่ท่ามกลางหนุ่มหล่อนับพัน”

“ฝันกลางวันอยู่ได้” ถานหยวนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ผู้หญิงหน้าตาสวยๆ กลายเป็นบ้าไปซะแล้ว เมื่อก่อนบูชาปลาคาร์ป หลงใหลแพนด้า เดี๋ยวนี้เริ่มไปงานแต่งงานเพื่อกระตุ้นโชคลาภแล้วเหรอเนี่ย ความเชื่องมงายนี่ฆ่าคนได้จริงๆ”

ถานหยวนก้มหน้ามองห่อขนมในมือ “เธอนี่แฟนตัวยงยี่ห้อนี้จริงๆ นะ ขนมก็ซื้อของเขา ยาสีฟันก็ใช้ของเขา ขนาดไปนอนโรงแรม ก็ยังเลือกโรงแรมในเครือของเขา ดีนะที่เธอไม่ได้มีเงินมาก ไม่งั้นจิวเวลรีของเขา เธอก็ไม่เว้นด้วยแน่ๆ”

“ไม่กินก็เอาคืนมา” ฮวาจิ่นหรี่ตามองถานหยวน

“กินๆๆ” ถานหยวนฉีกห่อขนม แล้วกัดไปสองคำ “ไม่กินก็เสียของสิ”

ฮวาจิ่นล้างมือเสร็จ ก็มาปักลายผ้าที่ทำค้างไว้ต่อ ถ้าอยากได้ผลงานที่สมบูรณ์ไร้ที่ติ ก็ห้ามให้มีจุดผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว ถึงลูกค้าจะดูไม่ออกว่าปักเกินหนึ่งเข็มหรือขาดหนึ่งเข็ม แต่ตัวเธอย่อมรู้แก่ใจ

ป้าเกาเคยบอกว่า สำหรับซิ่วซือ [2] แล้ว งานปักแต่ละชิ้นล้วนเป็นประสบการณ์ชีวิต เราละเลยชีวิตตัวเองหรือเปล่า คนอื่นไม่รู้ แต่ผ้าปักนั้นบ่งบอกชัดเจน

ฝีมือของเธอยังเทียบป้าเกาไม่ได้ แต่ตอนที่เธอสิ้นไร้หนทาง ป้าเกาเป็นผู้ชี้ทางให้ นั่นก็คือผ้าปักสู่ซิ่ว ซึ่งพาเธอเดินบนเส้นทางสายนี้มาไกลมาก เธอไม่อยากทำให้ป้าเกาผิดหวัง ทั้งไม่อยากให้ความพยายามที่ผ่านมาหลายปีของตัวเองสูญเปล่า

วันเวลาผ่านไป ฮวาจิ่นทำงานตามออร์เดอร์เสร็จไปสองงาน ส่วนผ้านวมลายมังกรหงส์มงคลสีแดงผืนใหญ่ก็ทำเสร็จไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว และวันแต่งงานของเพื่อนร่วมงานเก่าก็ใกล้เข้ามาเช่นกัน

เธอถูกเพื่อนร่วมงานเก่าลากเข้ากลุ่มวีแชตเมื่อไม่นานมานี้ ในกลุ่มมีอยู่สองสามคนที่เธอพอรู้จัก นอกนั้นเป็นคนที่เธอไม่รู้จัก ก็เลยไม่เคยคุยอะไรในกลุ่ม

คืนนี้ฮวาจิ่นได้ยินเสียงเตือนข้อความจากวีแชต กดเข้าไปดูก็เห็นข้อความจากเพื่อนร่วมงานเก่าคนหนึ่งในกลุ่มที่อยู่ๆ ก็พูดถึงเธอขึ้นมา

ดูจากประวัติการสนทนา เพื่อนสองสามคนนี้กำลังยอเจ้าสาว บอกว่าเธอได้แต่งงานกับผู้ชายดี ว่าที่สามีนอกจากจะเป็นคนที่นี่แล้ว ยังมีบ้าน มีรถ ต่อไปถ้ามีลูก ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องส่งลูกเรียนแล้ว

บรรยากาศในกลุ่มดีมาก ฮวาจิ่นรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามว่าตอนนี้ตัวเองแต่งงานหรือยัง จึงกดออกมา หยิบไหมปักสีต่างๆ มาเทียบกัน เพื่อเลือกเฉดสีที่เหมาะสมที่สุดมาปักเกล็ดมังกรและปีกหงส์

การปักเกล็ดเป็นเทคนิคการปักลวดลายที่พบได้บ่อยในสู่ซิ่ว หัดได้ไม่ยาก แต่ถ้าอยากทำให้ออกมาดีนั้นไม่ง่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกด้ายปัก การไล่เฉดสี ตลอดจนการควบคุมฝีเข็ม ล้วนแต่ต้องอาศัยความพิถีพิถันทั้งสิ้น

ฮวาจิ่นลุกขึ้นบิดคอไปมา เสียงเตือนจากวีแชตดังขึ้นอีก เพื่อนคนที่ถามว่าเธอแต่งงานหรือยัง เห็นเธอไม่ตอบ จึงถามซ้ำอีกว่าเธอแต่งงานหรือยัง ทำงานที่ไหน

“ชิ”

ฮวาจิ่นตอบกลับอย่างรวดเร็ว

บุปผาตระการ : [ยังไม่ได้แต่ง ทำธุรกิจนิดหน่อยที่นี่]

เก๊กว่าตัวเองคูล ใครๆ ก็ทำเป็น

หนึ่งนาทีผ่านไป เพื่อนคนที่ถามก็ตอบกลับมา

ต้าหลง : [เหอะๆ เธอสวยขนาดนี้ แถมตอนนี้ยังเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้ชายทั่วไปคงไม่สะดุดตาเธอหรอก]

บุปผาตระการ : [แหงล่ะ]

คำตอบนี้ทำให้บรรยากาศหยุดชะงักทันที หลังจากต้าหลงคุยอีกเล็กน้อย ก็ไม่มีใครคุยอะไรอีกเลย ยิ่งไม่มีใครทักฮวาจิ่นอีกเลย

ฮวาจิ่นหัวเราะ วางมือถือไว้ข้างๆ คุยกับคนน่าเบื่อพวกนี้ต้องใช้คำพูดตีมึนใส่ เอาให้สะอึกไปเลย

เมื่อถึงวันแต่งงาน ฮวาจิ่นเตรียมซองแดงไปที่โรงแรม เพื่อนร่วมงานเก่าของเธออยู่ในชุดเจ้าสาวแสนสวย เนื่องจากวันนี้อากาศค่อนข้างเย็น ก็เลยมีผ้าคลุมไหล่ด้วย

หยางหลินมองสาวสวยที่กำลังเดินเข้ามาหาตัวเอง ใจก็นึกสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้เป็นญาติของสามีเธอหรือเปล่า

“พี่หยาง ขอให้พี่กับสามีครองคู่กันจนแก่เฒ่านะคะ” พูดจบฮวาจิ่นก็ยิ้มพลางยื่นซองแดงให้หยางหลิน “ไม่ได้เจอกันสองสามปี สวยขึ้นเยอะเลย”

“เธอคือ…ฮวาจิ่น?” หยางหลินมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างตกตะลึง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง สมัยที่ทำงานด้วยกัน ฮวาจิ่นอายุประมาณสิบแปดปี ทั้งผอมทั้งซีด แต่งตัวเชยๆ น่าเกลียด ขนาดสำเนียงกลางยังพูดไม่ชัดเลย

ที่ยังจำได้แม่นคือ เย็นวันหนึ่งตอนใกล้จะเลิกงาน มีลูกค้าทำชามน้ำแกงหกใส่ฮวาจิ่น เธอเห็นว่าเพื่อนร่วมงานคนนี้น่าสงสาร เลยเอาเสื้อคลุมที่ตัวเองไม่ค่อยได้ใส่ให้อีกฝ่ายยืม เธอคิดว่าเด็กสาวคนนี้คงจะแอบร้องไห้ คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายแค่เอ่ยขอบคุณเธอเบาๆ หลังจากนั้นไม่กี่วันก็เอาเสื้อคลุมที่ซักรีดแล้วอย่างดีมาคืน

ถ้าไม่มีเรื่องนี้ น่ากลัวว่าเธอจะจำฮวาจิ่นไม่ได้ สองเดือนก่อนได้ช่องทางติดต่อฮวาจิ่นโดยบังเอิญ เธอคิดว่าตัวเองมีญาติมิตรอยู่ที่นี่ไม่มาก เวลาจัดงานแต่งงานอาจทำให้ทางฝ่ายสามีเสียหน้าได้ เลยอยากเชิญเพื่อนๆ มาเพิ่มอีกหน่อยเพื่อให้ดูไม่น่าเกลียด เธอลองเชิญฮวาจิ่น นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตอบตกลงมาร่วมงาน

ที่คาดไม่ถึงกว่านั้นคือ สาวน้อยผอมกะหร่องในตอนนั้นจะโตเป็นหญิงสาวที่สวยมากขนาดนี้

หยางหลินจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นทำไมฮวาจิ่นถึงออกจากงาน แต่พอเห็นว่าตอนนี้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีใช้ได้ หยางหลินก็รู้สึกสะท้อนใจ อิจฉานิดๆ และดีใจกับฮวาจิ่นด้วย

หยางหลินยัดลูกกวาดมงคลใส่มือฮวาจิ่น พลางยิ้มอย่างดีใจ “ขอบคุณที่เธอมาได้ เชิญที่ห้องจัดเลี้ยงชั้นสามเลย”

ฮวาจิ่นพยักหน้ายิ้มตอบ “ต้องมาอยู่แล้วค่ะ”

หยางหลินอึ้งไป พวกเธอสองคนไม่ค่อยสนิทกันนัก ทำไมถึงตอบว่า “ต้องมาอยู่แล้ว” ด้วยล่ะ สองเดือนก่อน เป็นเพราะห่วงหน้าตา ถึงได้เชิญฮวาจิ่นมา ตอนนี้เริ่มรู้สึกเสียใจนิดๆ แล้ว ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ เธอถือสิทธิ์อะไรไปเชิญฮวาจิ่นให้มาร่วมงานแต่งงานตัวเอง

สามีของหยางหลินมองซองแดงในมือเธอ พอฮวาจิ่นคล้อยหลังไปแล้ว ก็พูดเบาๆ ว่า “เพื่อนเธอคนนี้แต่งงานรึยัง ฉันมีเพื่อนที่ยังโสดหลายคนนะ”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” หยางหลินนึกถึงพวกเพื่อนๆ ของสามีแล้ว ก็ส่ายหน้าพูดว่า “เธอไม่เหมาะกับพวกเขาหรอก”

ได้ยินคำตอบแบบนี้ เขาจึงไม่ซักไซ้ต่ออีก หยางหลินเปิดซองแดง พอเห็นจำนวนเงิน ก็ประหลาดใจนิดๆ

“เพื่อนเธอคนนี้สปอร์ตมากเลยนะเนี่ย” สามีหยางหลินเหลือบมอง “ใส่ซองเยอะกว่าเพื่อนสนิทเธออีก”

เธอรู้สึกว่าเงินที่ถืออยู่ลวกมือ ในใจนึกสงสัยว่าทำไมฮวาจิ่นถึงให้เงินขวัญถุงเยอะขนาดนี้

พวกญาติๆ ฝ่ายสามีของหยางหลินเห็นเหตุการณ์นี้ก็แอบแปลกใจ ไหนบอกว่าเจ้าสาวเป็นคนต่างถิ่น ทางบ้านไม่ได้ร่ำรวย เพื่อนฝูงที่มีฐานะก็มีไม่มาก ทำไมอยู่ๆ ถึงมีเพื่อนใจกว้างขนาดนี้ล่ะ

เห็นทีข่าวลือคงเชื่อไม่ได้ เจ้าสาวทั้งสวยทั้งจิตใจดี คงเป็นพวกญาติๆ อิจฉาที่เจ้าบ่าวหาภรรยาแสนดีได้แน่ๆ เลยจงใจพูดให้เจ้าสาวดูต่ำต้อย

พิธีแต่งงานนั้นไม่มีอะไรแตกต่างกัน ต่างกันที่ความยิ่งใหญ่อลังการของงาน

ตอนที่เจ้าสาวโยนช่อดอกไม้ ฮวาจิ่นไม่ได้ออกไปแย่งดอกไม้ด้วย แต่ตอนที่เจ้าบ่าวโปรยซองแดง เธอก็หน้าด้านไปแย่งมาได้สองซอง บอกตัวเองว่าจะไปรับพลังมงคล เพราะฉะนั้นจะเลิกล้มความตั้งใจไม่ได้เด็ดขาด

เมื่องานแต่งงานสิ้นสุดลง คู่บ่าวสาวก็ยืนส่งแขกหน้าห้องจัดเลี้ยง หยางหลินเห็นฮวาจิ่นเดินออกมา ก็รีบคว้ามืออีกฝ่ายมากุมไว้ พูดว่า “ฮวาจิ่น เธอ…” เธออยากถามว่าทำไมฮวาจิ่นถึงให้เงินขวัญถุงเยอะขนาดนี้ แต่อยู่ต่อหน้าสามีกับคนอื่นๆ จึงไม่สะดวกที่จะออกปากถาม

“วันนี้พี่ใส่ส้นสูงยืนซะนานเลย พักผ่อนเยอะๆ นะ” ฮวาจิ่นยิ้ม “ตอนนั้นฉันเพิ่งออกมาใช้ชีวิตข้างนอก ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร ขอบคุณพี่หยางมากๆ นะคะที่ดูแลฉัน”

ได้ยินคำพูดของฮวาจิ่น หยางหลินก็ยิ่งไม่ค่อยเข้าใจ ตอนนั้นฉันดูแลฮวาจิ่นเป็นพิเศษเหรอ

“วันนี้พี่ยุ่งมาก ฉันไม่รบกวนแล้ว ไว้ติดต่อกันบ่อยๆ นะคะ” ฮวาจิ่นจับมือกับหยางหลิน พลางบอกลา “บ๊ายบายค่ะ”

“เดี๋ยวก่อน” หยางหลินเรียกเธอ “ทำไมตอนนั้นอยู่ๆ เธอถึงไม่มาทำงานล่ะ”

ฮวาจิ่นเดินไปได้หนึ่งก้าว หันมายิ้มให้หยางหลิน “มีเรื่องนิดหน่อยค่ะ”

หยางหลินอยากถามต่อ แต่เพื่อนสองสามคนเดินมาดึงตัวเธอไปคุยด้วย พอหันมาอีกที ก็ไม่เห็นฮวาจิ่นแล้ว

 

[1] “ชิงหว่าฝัง” มีลักษณะเป็นบ้านโบราณเก่าๆ เตี้ยๆ สีเทาทั้งหลัง หลังคามุงกระเบื้องที่ขึ้นรูปด้วยดินเหนียวที่มีส่วนผสมของดินดานหรือกากถ่านหิน

[2] เรียก ช่างฝีมือผู้ปักลายผ้า

ใส่ความเห็น