[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร เล่ม 3 ตอนที่ 1.1

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

 

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

บทที่ 1

 

ฤดูหนาวเพิ่งผ่านพ้น อากาศเริ่มกลับมาอบอุ่น แม้ยามเช้าตรู่จะยังคงหนาวเย็น แต่ยามเที่ยงตรงเมื่อดวงอาทิตย์สีแดงขึ้นกลางท้องฟ้า กลับเป็นช่วงที่อุ่นสบาย

อำเภอฝูไหล [1] เป็นอำเภอที่ไม่ใหญ่แต่เจริญรุ่งเรือง ถนนภายในเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งก่อสร้างงดงามตั้งเรียงรายตามริมฝั่งถนน บนถนนหลักสองสายที่มุ่งสู่ทั้งสี่ทิศเต็มไปด้วยแผงลอยมากมายตั้งอยู่เป็นระเบียบสม่ำเสมอกัน เสียงตะโกนเรียกหาลูกค้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นตลาดเปิดวันเว้นวันที่คึกคักมีชีวิตชีวา

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่พ่อค้าจากแต่ละพื้นที่เริ่มออกเดินทางเพื่อทำการค้าขาย ด้วยเหตุนี้ในเมืองจึงคลาคล่ำไปด้วยคนแปลกหน้า แม้พ่อค้าบางส่วนมีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนนัก

กระนั้นในเวลานี้ สถานที่ที่คึกคักที่สุดในเมือง คาดไม่ถึงว่าจะเป็นบริเวณป้ายประกาศที่ประตูเมือง

ในยามปกติ หินแผ่นนี้ใช้เป็นเพียงป้ายประกาศให้ที่ว่าการอำเภอติดใบประกาศของทางการเท่านั้น เมื่อชาวบ้านในอำเภอที่พอรู้หนังสือเดินผ่านก็กวาดสายตามองบ้างเป็นครั้งคราว ตั้งแต่สร้างจวบจนถึงปัจจุบัน สถานที่นี้ก็ไม่เคยได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นพิเศษ

ทว่าครั้งนี้ ชาวบ้านเกือบทั่วทั้งเมืองต่างกำลังวิ่งมาจากบ้านเรือนตามคำพูดปากต่อปาก ห้อมล้อมแน่นขนัดอยู่ที่ประตูเมือง ต่างต้องการอ่านป้ายประกาศเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่ติดอยู่บนแผ่นหิน

แม้ยามทางการติดป้ายประกาศเรื่องโจรสลัดที่ออกปล้นสะดมสังหารผู้คนตามลำน้ำและทะเลสาบ ก็ไม่ได้มีผู้คนมาห้อมล้อมแย่งกันดูอย่างมืดฟ้ามัวดินเช่นวันนี้

มือปราบสองนายที่กำลังตรวจตราถนนเดินตามเสียงมา พวกเขามองภาพเบื้องหน้าอย่างมึนงง แหวกฝูงชนที่เนืองแน่น เบียดจนเข้าไปถึงด้านในสุด

“ถอยไป ถอยไป แออัดอยู่ที่ประตูเมืองทำไมกัน ไม่ต้องดูแล้ว ถนนใหญ่ถูกพวกเจ้าเบียดจนแน่นแล้ว! กลับบ้านไปเสีย!” มือปราบหนึ่งผลักกลุ่มคน ต้องการไล่คนทั้งหมดให้ถอยออกไป

เพียงแต่เขาคนเดียวหรือจะสู้ชาวบ้านที่ใคร่รู้เรื่องซุบซิบได้ ไล่ทุกคนไม่ได้ยังพอทำเนา ตนเองกลับโงนเงนเกือบถูกฝูงชนเบียดล้ม

มือปราบสองดึงเขาขึ้นทันที ชี้ใบประกาศที่ติดอยู่บนแผ่นหินแล้วเอ่ย “ไม่ต้องสนใจพวกเขาแล้ว เจ้ามาดูนี่”

มือปราบหนึ่งมองแผ่นกระดาษซึ่งสีออกเหลืองที่ติดใหม่บนป้ายหิน ปิดทับประกาศของทางการที่ทางอำเภอเพิ่งติดเมื่อสองวันก่อนพอดิบพอดี

“ยังจะมองอะไรอีก สถานที่นี้ไม่อนุญาตให้ติดใบประกาศส่วนตัว ต้องฉีกทิ้งเสีย ช่างวุ่นวายเสียจริง” มือปราบหนึ่งเอ่ยอย่างไม่พอใจ ยื่นมือหมายจะแกะใบประกาศออก

“ช้าก่อน” มือปราบสองปรามเขาอย่างจนปัญญา ชี้อักษรบนใบประกาศแล้วเอ่ย “เจ้าไม่เคยได้ยินหมู่ตึกอู๋จี๋ [2] หรือ ช่วงนี้พวกเขามีชื่อเสียงเลื่องลือเพิ่มขึ้นในยุทธภพอย่างฉับพลัน อิทธิพลและอำนาจล้วนใกล้จะกลบสำนักกระบี่ชิงเฟิงแล้ว บนใบประกาศนี้กล่าวว่า ในงานเฉลิมฉลองวันเกิดปีที่เจ็ดสิบของประมุขหมู่ตึกอู๋จี๋ ต้องการเชื้อเชิญแขกเหรื่อทั่วทั้งโลกหล้า ไม่ว่าจะชาวยุทธ์หรือชาวบ้านธรรมดา เพียงเข้าร่วมก็จะดูแลเช่นแขกผู้มีเกียรติ”

“แล้วอย่างไรรึ” มือปราบหนึ่งยังคงมึนงง

มือปราบสองถอนหายใจเอ่ย “ให้เจ้าเรียนหนังสือเพิ่มให้มากหน่อยเจ้าก็รำคาญ ที่เขียนบนนี้น่ะนะมีใจความว่า ผู้ฉีกใบประกาศจะถูกสังหารไม่เว้น ข้าว่าเจ้าอย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเสียดีกว่า รอหลังจากหัวหน้ามือปราบซ่งมาดูแล้วค่อยว่ากันเถิด”

มือปราบหนึ่งกลับโบกมือเอ่ย “เจ้าช่างทำเรื่องให้ยุ่งยาก! ชาวยุทธ์เหล่านี้ก็ชอบสร้างเรื่องตื่นตระหนกให้ผู้คนหวาดกลัวอยู่แล้ว แล้ว ‘สังหารไม่เว้น’ นี่อีก เห็นตนเป็นบิดาของฮ่องเต้กระมัง”

ปากพูด มือกลับไวเสียยิ่งกว่าปาก มือหนึ่งยื่นไปฉีกกระดาษบนแผ่นหิน แล้วม้วนยัดเข้าไปในแขนเสื้อ

มือปราบสองเข้าห้ามไม่ทัน สีหน้าพลันซีดขาว

มือปราบหนึ่งตบเขาเบาๆ แล้วเอ่ย “ข้าฉีกแล้ว ก็ไม่เป็นอะไรไม่ใช่หรือ ข้าและเจ้าเป็นคนของทางการ นี่คือหน้าที่ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว คราวหลังเจ้าไปฟังนักเล่านิทานเล่าเรื่องโอ้อวดเหลวไหลที่โรงน้ำชาให้น้อยๆ หน่อยนะ” เอ่ยแล้วก็ตะโกนใส่กลุ่มคนด้านหน้า “เอาละๆ ไม่ต้องห้อมล้อมดูเรื่องคึกคักแล้ว จะไปทำอะไรก็ไป!”

ชาวบ้านที่มุงดูพากันเปล่งเสียงหมดอารมณ์สนุก เริ่มค่อยๆ ต่างคนต่างแยกย้าย

มือปราบหนึ่งดึงมือปราบสองที่ยังคงมีสีหน้าหวาดกลัวตามองรอบบริเวณให้ก้าวเดินสู่ถนนใหญ่ ยังเดินไม่ถึงสองก้าว จู่ๆ ข้างหูก็มีเสียงแหบแห้งเย็นยะเยือกเสียงหนึ่งดังขึ้นฉับพลัน “ติดกลับไป”

“ใคร!” มือปราบสองเพียงได้ยินเสียงนี้ก็ตัวสั่นเทิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ เอ่ยร้องเสียงสูง

มือปราบหนึ่งในที่สุดก็ระแวดระวังขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน

“ติดกลับไป” รอบด้านล้วนมองไม่เห็นคนท่าทางผิดปกติ เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นอีกหนดั่งกระซิบอยู่ข้างหู เสียงที่หยาบราวกับกระดาษทราย และน้ำเสียงการพูดที่เยือกเย็นชวนให้ขนหัวลุกซู่ หวั่นสะพรึงเสียจนเหงื่อเย็นไหลซิก

เหล่าชาวบ้านที่กำลังแยกย้ายสลายตัวจึงหยุดฝีเท้าอีกครั้ง เมียงมองรอบทิศอย่างสงสัย บางคนก็มองทางมือปราบสองนายที่ยังยืนอยู่หน้าแผ่นหิน แม้รู้สึกสงสัยใคร่รู้ แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าย่างก้าวเข้าไป ได้แต่เบียดอยู่ในกลุ่มคน คงเป็นเพราะเสียงนั้นทำให้คนไม่สบายใจนัก

มือปราบหนึ่งชักดาบออกมา ตะโกนเสียงดัง “ท่านเป็นผู้สูงส่งจากที่ใด เหตุใดจึงไม่กล้าเปิดเผยใบหน้าต่อผู้คนเล่า!”

คำพูดของเขาเพิ่งจบคำ ก็รู้สึกถึงลมระลอกหนึ่งพัดผ่านข้างกาย ผิวหนังที่ถูกสัมผัสล้วนขนลุกชันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

มือปราบหนึ่งและมือปราบสองหมุนกายอย่างระแวดระวัง ก่อนจะเห็นบุรุษในชุดสีเทาผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างกายตนเอง ในสถานที่แห่งนี้มีชาวบ้านหลายสิบหลายร้อยคน ทั้งยังมีมือปราบที่เป็นวรยุทธ์อีกสองคน กลับไม่มีผู้ใดมองเห็นชัดเจนเลยว่าเขามาถึงตรงนี้ได้อย่างไร ราวกับคนผู้นี้ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศก็มิปาน

“ติดกลับไป ไม่เช่นนั้นตาย!” คนผู้นั้นก้มหน้าเล็กน้อย ลืมตาขึ้น กะพริบดวงตาสีดำเย็นเยียบจับจ้องมือปราบหนึ่งเขม็ง

มือปราบหนึ่งกุมด้ามดาบในมือ เพียงเห็นพลังที่แสดงออกมา ก็รู้ทันทีว่าพวกตนสองคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นี้แม้แต่น้อย เพียงแต่ภายใต้ท้องฟ้ายามกลางวันแสกๆ ตนเองก็เป็นคนของทางการ เขาไม่เชื่อว่าคนผู้นี้จะกล้าลงมือทำร้ายคนจริงๆ

“พี่ชายท่านนี้ พวกข้าสองคนทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีเจตนาทำให้ท่านลำบากใจ” มือปราบหนึ่งครุ่นคิดแล้วเอ่ย “หากท่านต้องการติดใบประกาศ ก็เพียงแค่ยื่นเอกสารทางการให้ที่ว่าการอำเภอเท่านั้น…”

คำพูดของมือปราบหนึ่งยังไม่ทันจบ กลับรู้สึกหน้าอกร้อนวาบ โลหิตสีแดงสดกลุ่มหนึ่งสาดกระเซ็นผ่านเบื้องหน้า เปรอะเปื้อนบนใบหน้าหลายหยดพร้อมกับความรู้สึกร้อนคาว ชาวบ้านรอบด้านร้องตะโกนอย่างตกใจและหวาดกลัว ในที่สุดก็ไม่มีใครกล้ามุงดู ต่างสลายตัวกันจนสิ้น วิ่งโกยแน่บออกไปทุกทิศทุกทาง

มือปราบหนึ่งก้มหน้ามองปราดอย่างไม่เชื่อสายตา อาวุธในมือของตนถูกคนทำลายเป็นสองท่อนแล้ว ส่วนคมฟันผ่านตัวดาบที่เขาป้องกันหน้าอกไว้ ก่อนเฉือนหน้าอกเขาเข้าเต็มรัก

รอยบาดแผลลึกจนเห็นกระดูก เนื้อหนังสีแดงสดพลิกเปิดออกมาด้านนอก เลือดที่ไหลหลั่งพาพลังชีวิตของเขาพรั่งพรูลงสู่พื้น

หากไม่ใช่เพราะมือปราบสองดึงเขาไปด้านหลังด้วยความว่องไว เกรงว่ามือปราบหนึ่งคงต้องสิ้นชีวิตที่นี่แล้ว

มือปราบหนึ่งร้องโหยหวนออกมาอย่างน่าเวทนาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เขาหงายหลังล้มลง สองมือกุมหน้าอกอย่างไม่รู้จะทำเช่นไร หวังว่าเลือดนั้นจะไม่ไหลออกมาอีก

มือปราบสองประคองสหายร่วมงาน มองคนตรงหน้าอย่างร้อนรนด้วยใบหน้าซีดขาว “พวกเราปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความสุภาพ ไม่ได้กล่าววาจาล่วงเกิน เหตุใดเจ้าถึงลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้!”

คนผู้นั้นเปล่งเสียงแปลกประหลาดออกมาจากลำคอ ก่อนเปิดปากเอ่ย “พวกเจ้าเป็นใคร คู่ควรมาชี้แนะการกระทำของหมู่ตึกอู๋จี๋หรือ ผู้ใดฉีกประกาศจะสังหารไม่เว้น เด็กไร้ชื่ออย่างพวกเจ้าสองคน วันนี้ได้ตายด้วยกระบี่ของหมู่ตึกอู๋จี๋ นับเป็นโชคดีของพวกเจ้าแล้ว” คนผู้นั้นเอ่ยจบก็ยกกระบี่ขึ้น ดวงตาเย็นยะเยือกราวกับมองมดที่แสนต่ำต้อยสองตัว

มือปราบสองกัดฟันลากสหายร่วมงานก้าวถอยหลังสองสามก้าว แม้รู้ชัดเจนว่าฝีมือตนไม่เทียบเทียม แต่ก็ทำได้เพียงยกดาบขึ้นป้องกัน

ลมแรงหนึ่งระลอกโจมตีเข้ามา ลมสายแหลมคมแทบจะเท่าคมดาบพัดผ่านใบหน้าไป มือปราบสองไม่มีเวลาให้คิดมากว่าคมกระบี่ด้านหลังลมเย็นยะเยือกนั้นคมเฉียบมากเพียงใด ทำได้เพียงแข็งใจต้านทานไว้

แต่ความเจ็บปวดแสนสาหัสดังที่คิดไว้ไม่ได้โจมตีเข้ามา เบื้องหน้ากลับมีหนุ่มน้อยผิวขาวผ่องในชุดไหมสองคนปรากฏตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้

มือปราบหนึ่งยังคงครวญครางอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่บนพื้น มือปราบสองมองศีรษะของหนุ่มน้อยที่สวมชุดไหมสีเหลืองซึ่งเดินผ่านหน้าของตนไปอย่างตะลึงงัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นชั่วขณะ

หนุ่มน้อยอีกคนกายสวมอาภรณ์สีเงินขาว พันเอวพันข้อมือ เส้นผมยาวสีดำดุจน้ำหมึกรวบขึ้นอย่างเรียบง่าย เท้าสวมรองเท้าข้อสั้นสีเงินขาวเช่นเดียวกับสีเสื้อผ้า รูปกายสูงโปร่งดูแคล่วคล่ององอาจกล้าหาญ

ที่ทำให้มือปราบสองตกตะลึงมากกว่าคือ หนุ่มน้อยชุดเงินขาวที่สูงเพียงอกเขา ถึงกับป้องกันกระบี่ของบุรุษที่กำลังจะลงมือสังหารเขาไว้ได้ด้วยขลุ่ยสั้นเลาเดียว

หนุ่มน้อยชุดเหลืองหันมายิ้มให้เขา ดวงตารูปดอกท้อที่โค้งขึ้นเป็นเสี้ยวเล็กน้อยดึงดูดสายตาผู้คนเสียยิ่งกว่ายามต้นวสันต์ที่แสนอบอุ่นงดงามเสียอีก

หนุ่มน้อยมองเขาเพียงครู่หนึ่งเท่านั้น ก่อนหันหน้าไปมองอีกทิศ ใช้น้ำเสียงที่ใสกังวานปนความขบขันเอ่ย “ท่านพ่อ ท่านว่าคนเลวที่ทั้งอัปลักษณ์ทั้งน่ารังเกียจผู้นี้ควรจัดการอย่างไรดี”

มือปราบสองมองตามสายตาของหนุ่มน้อยชุดเหลือง ที่หนุ่มน้อยกำลังมองอยู่คือหอวั่นฝู [3] หอสุราที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ บนหน้าต่างชั้นสองของอาคารริมถนนที่สง่างามนั้น ไม่รู้ว่ามีบุรุษผู้หนึ่งปรากฏขึ้นเมื่อใด

เพียงแค่มอง มือปราบสองก็รู้สึกราวกับว่าภายในชั่วพริบตา แม้แต่แสงที่ส่องสว่างเบื้องหน้าล้วนสูญเสียความสว่างไสว ทุกสรรพสิ่งล้วนถดถอยกลายเป็นฉากหลังที่เลือนราง ในสายตาเหลือเพียงเงากายสีแดงบริสุทธิ์สูงส่งแต่ระคนด้วยความเย็นเยือกที่ริมหน้าต่างเท่านั้น

อำเภอฝูไหลพัฒนาการสัญจรทั้งทางน้ำและทางบก มือปราบสองเกิดที่นี่เติบโตอยู่ที่นี่ เห็นคนที่มีลักษณะโดดเด่นกว่าคนทั่วไปมาไม่น้อย กระนั้นก็ยังไม่เคยเห็นบุคลิกลักษณะที่เพียงยืนอยู่แต่ไกลก็โดดเด่นไม่ธรรมดา ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาเฉกเช่นบุรุษริมหน้าต่างผู้นั้นมาก่อน

ความรู้สึกนึกคิดนับหมื่นนับพันเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา คำพูดของหนุ่มน้อยชุดเหลืองเพิ่งสิ้น มือปราบสองก็มองเห็นบุรุษผู้นั้นพลิ้วกายออกจากหน้าต่างอย่างฉับไว เขาเยื้องย่างจากชั้นสองแฉลบผ่านระหว่างทั้งสองคน หยุดอยู่ไม่ไกลจากด้านหน้าของเขา

วิชาตัวเบาเช่นนี้ กลับกระตุ้นให้เหล่าผู้ชมที่ถอยไปหลบซ่อนอยู่หลังประตูไกลๆ อดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบขึ้นมาอย่างประหลาดใจ ความสง่างามอ่อนช้อยถึงเพียงนั้น ราวกับนั่นไม่ใช่วิชาตัวเบาที่จำเป็นต้องโคจรพลังเพื่อเคลื่อนตัว แต่เป็นปีกที่ดวงตาของคนธรรมดาไม่อาจมองเห็น ราวเหยียบลมย่างเยื้องโดยสารวายุร่อนสู่พื้น

หนุ่มน้อยชุดเหลืองเดินไปทางบุรุษผู้นั้น คลอเคลียอยู่ข้างกายเขาอย่างสนิทสนม

“ท่านพ่อ ข้าว่าบาดแผลของพี่ชายมือปราบท่านนี้สาหัสยิ่งนัก หากไม่รีบรักษา เกรงว่าจะต้องเสียเลือดจนตายแน่” ฉู่ฉีดึงแขนเสื้อของจวินซูอิ่ง ชี้ทางมือปราบหนึ่งที่นอนอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าซีดเซียวจวนจะหมดสติ

จวินซูอิ่งมองเขาปราดหนึ่ง คิ้วขมวดเล็กน้อย ควักขวดสองขวดออกมาจากอกแล้วโยนใส่อกของมือปราบสอง

“ขวดสีขาวรักษาภายใน ขวดสีแดงทาภายนอก ห้ามเลือดให้เขาก่อน แล้วรีบพาเขาไปหาหมอเถิด”

มือปราบสองยังคงมึนงง จึงรับขวดที่ลอยมามือไม้เป็นพัลวัน เมื่อรู้ตัวว่าบุรุษด้านหน้ากำลังพูดกับตนเอง ก็ถึงกับลนลานในใจจนไม่รู้ว่าจะรับมือเช่นไรดี ทำได้เพียงตอบรับอย่างรีบร้อน แล้วก้มหน้าลงไม่กล้ามองเขา หันไปรักษาสหายของตนเองแทน

จวินซูอิ่งมองทางบุรุษชุดดำที่ถูกบุตรชายคนเล็กของตนเองจัดการ คนผู้นั้นหัวค้อมตกเล็กน้อย สายตากลับทะลุผ่านเปลือกตาที่ลืมขึ้น มองทางเขาอย่างเยือกเย็น ทำให้จวินซูอิ่งไม่พอใจอย่างยิ่ง

จวินซูอิ่งยังไม่ทันปริปากเอ่ย คนผู้นั้นกลับเอ่ยว่า “หมู่ตึกอู๋จี๋ อยู่เหนือสุดในโลกหล้า ผู้ที่กล้าละเมิดคำสั่งของท่านประมุข ต้องตาย!”

จู่ๆ ฉู่หลินก็รู้สึกถึงกำลังภายในที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของคนผู้นั้น จนเกือบจะหลุดออกจากการควบคุม จึงรีบรวบรวมพลัง เปลี่ยนแปลงกระบวนท่าที่มือหลายหน ก้าวย่างด้วยวิชาตัวเบาลึกล้ำ ตั้งใจรับมือ

เสียงก้องกังวานของอาวุธปะทะกันดังขึ้นหลายสิบหนดุจหยดน้ำฝนที่ถี่กระชั้น ระหว่างเงากายที่โฉบไปมาของทั้งสองคน รวดเร็วจนเหลือเพียงเงาเข้มสีเทาและสีขาว เพียงชั่วพริบตาก็ปะทะกันไปหลายสิบกระบวนท่าแล้ว ฉู่หลินสยบคนผู้นั้นได้อีกครั้ง กดอาวุธควบคุมจุดปราณดับชีวิตของเขาไว้

“เจ้ากล้าลงมือคิดสังหารน้องข้ารึ!” ฉู่ฉีเอ่ยอย่างโมโห สะบัดมือซัดเข็มเงินขนาดเล็กสองเล่มออกไปพุ่งปักลงที่ขาของคนผู้นั้น

บุรุษชุดเทายังไม่ทันได้ขัดขืนแม้แต่น้อย สองขาก็อ่อนยวบลงกับพื้น สายตาอาฆาตแค้นพุ่งไปทางฉู่ฉีอีกครั้ง

จวินซูอิ่งยื่นมือดึงฉู่ฉีกับฉู่หลินมาหลบด้านหลังตน สายตาที่หลุบมองบุรุษชุดเทาแฝงด้วยเจตนาสังหาร

เขาเชื่อในความสามารถของเด็กคู่นี้ที่ตนเลี้ยงดูมา บุรุษผู้นี้ไม่สามารถทำร้ายฉีเอ๋อร์และหลินเอ๋อร์ได้แม้แต่น้อยแน่นอน แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทนให้คนใช้สายตาเช่นนั้นมองเด็กทั้งสองได้

ฉู่หลินเข้าใจความคิดของจวินซูอิ่ง จึงรีบดึงมือของจวินซูอิ่งไว้จากด้านหลัง “ท่านพ่อ คนผู้นี้ลงมือสังหารคน กระทำการโหดเหี้ยมในยามกลางวันแสกๆ แต่พวกเราไม่อาจทำเช่นนั้น ที่นี่ไม่ใช่ยุทธภพ ที่เขาทำร้ายก็เป็นมือปราบ พวกเราเพียงส่งมอบเรื่องให้ทางการของที่นี่ก็พอแล้ว”

จวินซูอิ่งกุมมือของฉู่หลินอย่างปลอบโยนโดยไม่หันไปมอง

ฉู่หลินเอ่ยอีกครั้ง “อีกอย่าง…อีกเดี๋ยวท่านพ่อกลับมาต้องปวดหัวเป็นแน่”

ร่างกายจวินซูอิ่งชะงัก สุดท้ายก็เก็บระงับไอสังหารไว้

ฉู่ฉีที่หลบอยู่ด้านหลังบิดาของตนอย่างออดอ้อนมาโดยตลอดยิ้มขึ้น พร้อมกับยกนิ้วให้น้องชาย ฉู่หลินมองรอยยิ้มหยอกล้อของอีกฝ่าย ก่อนกดมือเขาลงอย่างระอา

“หลินเอ๋อร์ เจ้าเรื่องมากจริงๆ ข้ากลับคิดว่าคนเลวทรามต่ำช้าเช่นนี้ สังหารเสียก็สิ้นเรื่องแล้ว” ฉู่ฉีพองแก้มเอ่ยเสียงเบา

ฉู่หลินส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย “ง่ายดายอย่างที่เจ้ากล่าวเสียเมื่อไร คนผู้นี้วรยุทธ์ไม่อ่อนด้อย ทั้งยังเป็นคนของหมู่ตึกอู๋จี๋ เจ้าอย่าได้สร้างศัตรูให้แก่สำนักและท่านพ่อ”

ทั้งสองคนกระซิบกระซาบอยู่ด้านหลังจวินซูอิ่งสองประโยค มือปราบกลุ่มใหญ่ก็มาถึงอย่างรวดเร็ว พวกเขาน่าจะได้ยินเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่ประตูเมือง บุรุษวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปีเดินนำอยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่มคน มือปราบสิบกว่าคนสลายตัวออกสี่ด้านอย่างได้รับการฝึกฝนมาดี เพื่อปิดล้อมพื้นที่เอาไว้

มือปราบสองห้ามเลือดให้มือปราบหนึ่ง แล้วมองจวินซูอิ่งอย่างซาบซึ้งใจครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต้อนรับผู้ที่มาใหม่ “หัวหน้ามือปราบซ่ง คนผู้นี้ก่อเรื่องในเมือง ทั้งยังลงมือทำร้ายมือปราบจนบาดเจ็บสาหัส หากไม่ได้จอมยุทธ์เหล่านี้ช่วยเหลือ เกรงว่าพวกเรา…”

หัวหน้ามือปราบซ่งยกมือขึ้นปรามเขา กำหมัดคำนับให้จวินซูอิ่ง แล้วเอ่ย “ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ ผู้แซ่ซ่งขอขอบคุณคุณชายแทนลูกน้อง ข้าจะพาตัวคนผู้นี้กลับไปจัดการยังที่ว่าการ วันหน้าจะต้องตอบแทนคุณชายแน่นอน!”

“ไม่จำเป็น ข้าขอตัว” จวินซูอิ่งเห็นเรื่องราวจบสิ้นแล้ว ก็ไม่มีความคิดจะอยู่ที่นี่ต่อ เขาหมุนกายเตรียมตัวจะจากไป

“ไม่ทราบว่าคุณชายชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรหรือ!” หัวหน้ามือปราบซ่งรีบร้อนเอ่ยถาม

จวินซูอิ่งไม่คิดตอบ ฉู่ฉีกลับยิ้มพร้อมโบกมือให้จากด้านหลัง เอ่ยว่า “สำนักกระบี่ชิงเฟิง ฉู่เฟยหยาง!”

หัวหน้ามือปราบซ่งฟังแล้วก็ตกตะลึง ฉู่เฟยหยางหรือ! ฉู่เฟยหยางผู้มีชื่อเสียงมาหลายปี มีรูปลักษณ์อ่อนเยาว์เช่นนี้ได้อย่างไร!

เขายังไม่ได้ถามต่อ ฉับพลันบุรุษชุดเทาที่คุกเข่าอยู่บนพื้นผู้นั้นกลับหัวเราะเสียงแหลมออกมา

“สำนักกระบี่ชิงเฟิงรึ! สำนักกระบี่ชิงเฟิงก็เป็นแค่ดินโคลนที่อยู่ใต้เท้าหมู่ตึกอู๋จี๋ ถุย! หมู่ตึกอู๋จี๋อยู่เหนือสุดในโลกหล้า! วันนี้พวกเจ้าริอ่านปฏิบัติต่อคนของหมู่ตึกอู๋จี๋เช่นนี้ ประมุขของข้าต้องเอาคืนเป็นสิบเท่าแน่! ผู้ที่กล้าละเมิดคำสั่งของท่านประมุข ต้องตาย!” เห็นชัดว่าแม้จะถูกควบคุมไว้ บุรุษชุดเทากลับยังกำเริบเสิบสานจนราวกับบ้าคลั่ง มือปราบรอบๆ หาเคยพบคนเช่นนี้ไม่ ต่างจ้องมองกันและกัน ไม่กล้าเข้าไปจับกุม

จวินซูอิ่งได้ยินก็ขมวดคิ้ว หมุนกายเดินไปตรงหน้าคนผู้นั้น ฉู่ฉีกับฉู่หลินกระวีกระวาดสาวเท้าตามไปเช่นกัน

บุรุษชุดเทาเงยหน้ามองตรงไปยังจวินซูอิ่ง พลางแสยะยิ้มอย่างเยือกเย็น

“ในยุทธภพมักมีพวกไม่รู้จักเจียมตน ยกชื่อเทียบเคียงสำนักกระบี่ชิงเฟิง หมู่ตึกอู๋จี๋อะไรนั่นคู่ควรด้วยรึ!” จวินซูอิ่งส่งเสียงหึอย่างเย็นชา เคลื่อนขยับนิ้ว ปักเข็มเงินหนึ่งเล่มลงที่คอของบุรุษชุดเทา เสียงหัวเราะของบุรุษชุดเทาหายไปในทันที เขาอ้าปากกว้าง กลับไม่อาจส่งเสียงออกมาได้

จวินซูอิ่งดึงดาบของมือปราบสองที่อยู่ใกล้เขาที่สุดมา ใช้ด้ามดาบแตะบนร่างกายของบุรุษชุดเทาสองสามหน บุรุษชุดเทาที่เดิมทีคุกเข่าเหยียดหลังตรงก็ล้มยวบลงทันใด

จวินซูอิ่งทิ้งดาบลง ก่อนหมุนกายเดินจากไป ฉู่หลินเอ่ยกับหัวหน้ามือปราบซ่ง “คนผู้นี้สูญสิ้นวรยุทธ์แล้ว พวกเจ้ารีบคุมตัวเขากลับไปเถิด” กล่าวจบก็ถูกฉู่ฉีดึงให้วิ่งตามเงากายของจวินซูอิ่งไปด้วยกัน

 

[1] แปลว่า ความโชคดีที่เข้ามา

[2] แปลว่า ไร้ที่สิ้นสุด

[3] แปลว่า หมื่นโชค

ใส่ความเห็น