[ทดลองอ่าน] เล่ห์รักประมุขพรรคมาร เล่ม 3 ตอนที่ 1.2

เล่ห์รักประมุขพรรคมาร 杨书魅影
南风歌 หนานเฟิงเกอ เขียน
เจ้าเจิน แปล

 

นิยาย 3 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

** หมายเหตุ : ต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ mpreg (เพศชายตั้งครรภ์ได้) , among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา) , angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน) , coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) , corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย) , death (การตาย) , depression (ภาวะซึมเศร้า) , gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) , massacre (การสังหารหมู่) , mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ) , rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม) , suicide (การฆ่าตัวตาย) , torture (การทรมาน) , underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์) and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

________________________________________________________

 

ทั้งสามคนกลับไปยังห้องพิเศษของหอวั่นฝูที่หันหน้าเข้าหาถนน จวินซูอิ่ง ฉู่ฉี และฉู่หลินนั่งติดริมหน้าต่าง ฉู่ฉียังคงยืดคอมองดูด้านล่างอย่างตื่นเต้นมีความสุข รอจนความคึกคักหายไปจึงนั่งลง

จวินซูอิ่งเอนหลังพิงกรอบหน้าต่าง สีหน้าท่าทางอ่อนเพลียไม่เอ่ยอันใด ฉู่หลินก็หลับตาบำรุงพละกำลัง ท่าทางสุขุมมากด้วยประสบการณ์ ฉู่ฉีตัวคนเดียวจึงรู้สึกเบื่อหน่าย

เดิมทีทั้งครอบครัวฉวยโอกาสในยามต้นฤดูใบไม้ผลิออกมาเที่ยวเล่น ใครจะรู้เล่าว่าบิดาของตนจะรับงานจากสำนักมาด้วย ตลอดทางต้องคอยสนใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ กระทั่งเที่ยวเล่นล้วนไม่อาจทำได้อย่างเต็มที่

เมื่อวานทั้งสี่คนเพิ่งจะมาถึงอำเภอฝูไหล เช้าตรู่วันนี้ฉู่เฟยหยางก็วิ่งออกไปทำธุระที่พรรคเฉา [1] ซึ่งอยู่ในพื้นที่แล้ว พรรคเฉาอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักกระบี่ชิงเฟิงมาโดยตลอด เป็นกิจการที่ทำกำไรได้มากที่สุดกิจการหนึ่ง จอมยุทธ์ฉู่จึงยุ่งจนกู่ไม่กลับ

ทั้งสี่คนนัดแนะกันเรียบร้อยว่าจะมาพบกันที่หอวั่นฝูแห่งนี้ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของฉู่เฟยหยาง

ภายใต้ความเบื่อหน่าย ฉู่ฉีต้องการแหย่ฉู่หลิน ฉู่หลินก็ไม่สนใจ สุดท้ายเขาจึงกลับมานั่งเบื่ออยู่ข้างจวินซูอิ่งอีกครั้ง

ฉู่ฉีคิดถึงวิชาตัวเบาอันงดงามในยามที่จวินซูอิ่งออกมาเมื่อครู่ แล้วนึกสนุกขึ้นมา

“ท่านพ่อ ท่านพ่อสัตบุรุษจอมยุทธ์ผู้นั้นของข้าสอนให้ท่านใช้วิชาตัวเบาเช่นนั้นใช่หรือไม่!”

ท่วงท่าเช่นนั้นยิ่งมองแล้วก็ยิ่งน่าดู ทั้งอ่อนช้อยทั้งงดงามดุจดั่งเทพเซียน แต่แท้จริงแล้วการเคลื่อนไหวเหล่านั้นมีท่วงท่าที่ซ้ำซ้อนมากเกินไป ทั้งยังสิ้นเปลืองพลังอย่างมาก เทียบกับท่วงท่าที่ไม่น่าดู กลับใช้งานได้แย่กว่ามากมายนัก

ฉู่ฉีถอนหายใจอยู่ในใจ ท่านพ่อนี่นะช่างหาความสำราญให้ตนเองเสียจริง ผู้ใหญ่ไม่รู้จักเคารพตน ผู้เยาว์ไหนเลยจะเคารพ!

จวินซูอิ่งพยักหน้า “เป็นวิชาตัวเบาที่ท่านพ่อของเจ้าสร้างขึ้นใหม่ เขาบอกว่าหากฝึกฝนสำเร็จจะได้ผลคุ้มค่า น่าเสียดายที่ในตอนนี้อาจเป็นเพราะข้าไม่ชำนาญพอ จึงมักรู้สึกว่าใช้ยากอยู่เสมอ”

เขาพูดอะไรท่านก็เชื่อทั้งหมด ใช้ได้ดีสิแปลก!

ฉู่ฉีรู้สึกว่าจอมยุทธ์ฉู่ที่มาสายผู้นี้จำเป็นต้องได้รับการสั่งสอนสักหน่อยแล้ว จึงกระแอมกระไอ เตรียมใส่ร้ายบิดาของตนเอง

คำแรกยังไม่ทันออกจากปาก จู่ๆ ประตูห้องพิเศษก็เปิดออก เสียงนุ่มนวลแฝงด้วยรอยยิ้มสม่ำเสมอนั้นก็ดังเข้ามาจากนอกประตู “ซูอิ่ง ข้ากลับมาแล้ว”

“ท่านพ่อ ในที่สุดท่านก็กลับมา ข้ารอท่านจนหิวไส้กิ่วแล้ว” ฉู่ฉีเพียงเห็นฉู่เฟยหยางเข้ามา ก็ลุกจากข้างกายจวินซูอิ่งแล้ววิ่งไปอยู่ข้างฉู่หลิน เขาฟุบตัวบนไหล่อีกฝ่ายและโยกไปมาอย่างอยู่ไม่สุข พลางเอ่ยเรียกฉู่เฟยหยางอย่างไม่พอใจ

ร่างกายถูกโยกซ้ายขวา ฉู่หลินทำได้เพียงเก็บลมปราณอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น

“ท่านพ่อ” ฉู่หลินเรียก ก่อนจะหันไปด้านหลังเพื่อเอ่ย “ท่านพี่ ท่านมานั่งข้างข้าดีๆ”

ฉู่เฟยหยางยิ้มพลางมองบุตรชายทั้งสองของตน ก่อนจะเอ่ยสั่งสอนฉู่ฉี “ใครก็หิวสู้เจ้าไม่ได้ ข้าเห็นเจ้ามีชีวิตชีวายิ่งนัก อย่ารบกวนหลินเอ๋อร์เลย” เอ่ยพลางเดินไปข้างจวินซูอิ่ง

“เป็นอะไรไป เหตุใดจึงดูห่อเหี่ยวแล้วเล่า” ฉู่เฟยหยางก้มมองสีหน้าของจวินซูอิ่ง จับมือข้างหนึ่งของเขาขึ้นพร้อมเอ่ย

จวินซูอิ่งมองเขาปราดหนึ่ง “รอเจ้าอยู่ที่นี่โดยไม่มีอะไรทำตลอดเช้า จะมีชีวิตชีวาได้อย่างไร เจ้าทำธุระอะไรหรือ จึงมาช้าถึงเพียงนี้”

ฉู่เฟยหยางหัวเราะแห้งๆ สองหน แล้วนั่งลงข้างจวินซูอิ่ง “เดิมทีก็ไม่ล่าช้าถึงเพียงนี้ แต่เกิดเรื่องที่นั่นเล็กน้อย ไม่อาจปลีกตัวได้ชั่วขณะจึงเป็นเช่นนี้ พวกเจ้ากินอะไรกันหรือยัง”

จวินซูอิ่งพยักหน้า “รอนานแล้วเจ้าไม่มา พวกเราก็เลยกินผลไม้และของว่างแล้ว แต่ยังไม่ได้กินอาหารเที่ยง เจ้าก้อนหินน้อย ไปเรียกเสี่ยวเอ้อร์มา”

ฉู่ฉีพยักหน้ารับคำก่อนวิ่งไปอย่างรวดเร็ว

“ท่านพี่รอก่อน ข้าจะไปด้วย” ฉู่หลินก็ตามไปเช่นกัน

บุตรชายสองคนวิ่งไล่หลังกันออกไปจากห้อง ฉู่เฟยหยางจึงยื่นมือไปนวดคลึงขมับให้จวินซูอิ่ง ไล่ไปจนถึงข้างหู “ขอโทษนะจวินซูอิ่ง เดิมทีครอบครัวออกมาเที่ยวเล่นกัน ข้ากลับไม่อาจอยู่กับพวกเจ้าบ่อยครั้ง หากเจ้าจะกล่าวโทษข้า ข้า…”

“อะไรรึ! อ่า ไม่เป็นไร” จวินซูอิ่งคล้ายกับเพิ่งสะดุ้งตื่นจากความคิดของตนเอง หัวคิ้วย่นเล็กน้อยมองทางฉู่เฟยหยาง โบกมือตัดบทเขาอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าคนเดียวพาก้อนหินน้อยและหลินเอ๋อร์ออกไปเที่ยวเล่นก็ได้เหมือนกัน”

ยากนักที่จวินซูอิ่งจะมีเหตุผลเช่นนี้ แต่พิจารณาอย่างละเอียดแล้ว คำพูดนี้…เกือบจะเท่ากับว่า เจ้าอยู่หรือไม่อยู่ก็มีค่าเท่ากัน

ฉู่เฟยหยางที่กำลังขอโทษด้วยความจริงใจ อีกทั้งตั้งใจจะใช้ความรักความอ่อนโยนปลอบประโลม อดรู้สึกไม่ได้ว่าการเล่นหูเล่นตาของตนเองนั้นสูญเปล่าเสียแล้ว อีกฝ่ายไม่ชายตามองแม้แต่น้อย

ก็ค่อนข้างเจ็บปวดอยู่นะ ฉู่เฟยหยางทอดถอนใจอยู่ข้างใน

จวินซูอิ่งไม่มีเวลาสนใจความคิดเล็กๆ ที่หมุนเวียนไปมานับร้อยนับพันของจอมยุทธ์ฉู่ แต่กลับตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเองอีกครั้ง กระทั่งมือข้างหนึ่งถูกฉู่เฟยหยางกุมเล่นก็ยังไม่ใส่ใจ

ฉู่เฟยหยางบีบนวดนิ้วเรียวยาวทีละนิ้วอย่างเบื่อหน่าย มองท่าทางที่คิดจนเหม่อลอยของจวินซูอิ่ง ก่อนจะดีดนิ้วตรงหน้าเขาสองหน แล้วเอ่ยว่า “ซูอิ่ง คืนสติมาได้แล้ว เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ วันนี้เกิดอะไรขึ้น”

จวินซูอิ่งมองเขา “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร…เฟยหยาง เจ้ารู้จักหมู่ตึกอู๋จี๋หรือไม่!”

“ได้ยินมาบ้าง เจ้าพบคนของหมู่ตึกอู๋จี๋มาหรือ”

จวินซูอิ่งเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้ฉู่เฟยหยางฟัง ฉู่เฟยหยางได้ฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว

“น่าจะประมาณสามเดือนก่อน จู่ๆ ในยุทธภพก็เกิดคำร่ำลือเกี่ยวกับหมู่ตึกอู๋จี๋ขึ้นนับไม่ถ้วน ก่อนหน้านี้แม้แต่ข้าก็ไม่เคยได้ยินชื่อหมู่ตึกนี้มาก่อน” ฉู่เฟยหยางเอ่ย “ราวกับว่าหมู่ตึกอู๋จี๋ผุดขึ้นมาภายในเวลาคืนเดียว ที่ตั้งก็ถูกปกปิดเป็นความลับ ถึงขั้นยังไม่มีคนนอกหมู่ตึกรู้ที่ตั้ง ยุทธภพร่ำลือกันว่าหมู่ตึกอู๋จี๋กระทำการทั้งชอบธรรมทั้งชั่วร้าย ตอนนี้ฟังจากที่เจ้าเล่า กลับเป็นความชั่วร้ายเสียส่วนใหญ่”

จวินซูอิ่งไม่สนใจความชั่วร้ายหรือความชอบธรรม เขาเพียงมีลางสังหรณ์ว่าบนตัวบุรุษชุดเทาผู้นั้นค่อนข้างแปลกประหลาด โดยเฉพาะหลังจากได้ประมือกัน แม้ว่าพลังของคนผู้นั้นไม่เทียบเท่าเขา แต่จวินซูอิ่งกลับรู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม

“ช่างเถิด ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร” จวินซูอิ่งไม่คิดอีก อย่างไรเสียก็เป็นเพียงคนที่ไม่อาจพบเจอกันอีกผู้หนึ่ง ไม่คุ้มค่าให้ต้องเปลืองแรงคิดไตร่ตรอง

จวินซูอิ่งครุ่นคิดก็เอ่ยอีกหน “แต่ว่า หมู่ตึกอู๋จี๋นั่นมีความทะเยอทะยานอย่างยิ่ง ข้าว่ามันจงใจท้าทายตำแหน่งของสำนักกระบี่ชิงเฟิง จากความเห็นข้า หากคนของหมู่ตึกอู๋จี๋ต่างมีวรยุทธ์เท่ากับบุรุษชุดเทานั่น ความสามารถของพวกมันก็ไม่อาจดูแคลนแล้ว”

ท่าทางขมวดคิ้วเล็กน้อยไตร่ตรองแทนสำนักกระบี่ชิงเฟิงของจวินซูอิ่ง ทำให้ฉู่เฟยหยางหลงรักจนทำใจละจากไม่ได้ เพียงแต่ภายใต้ท้องฟ้ายามกลางวัน เขากล้าเพียงจุมพิตเส้นผมสีดำบนยอดศีรษะเบาๆ เท่านั้น กระทั่งจวินซูอิ่งก็ไม่รู้สึกถึง “ความบางเบา” นี้

“เจ้าไม่ต้องกังวล ตำแหน่งของสำนักกระบี่ชิงเฟิงในยามนี้ มีชื่อเสียงบารมีเพียงเรื่องวรยุทธ์เสียเมื่อไรกัน!” ฉู่เฟยหยางยิ้มเล็กน้อยพร้อมเอ่ย “เคล็ดวิชาลับของสำนักที่ไม่เคยแพร่งพรายก็เป็นหนึ่งในจุดสำคัญ นอกจากนี้แล้ว ยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสำนักต่างๆ ในยุทธภพ และความสัมพันธ์กับสหพันธ์ชาวยุทธ์ [2] ถึงขั้นไปมาหาสู่กับทางการในแต่ละท้องที่ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต่อสู้แล้วจะจัดการได้ ดังนั้นเจ้าวางใจเถิด ตำแหน่งของสำนักกระบี่ชิงเฟิงของพวกเราไม่เหมือนกับชื่อเสียงจอมปลอมอย่าง ‘อันดับหนึ่งในโลกหล้า’ ของข้า ที่ประลองยุทธ์แล้วจะกำหนดแพ้ชนะได้หรอก”

“ใครว่าข้ากังวล สำนักกระบี่ชิงเฟิงไม่เกี่ยวข้องกับข้า ข้าเพียงกล่าวไปตามเรื่องเท่านั้น”

จวินซูอิ่งปัดมือของฉู่เฟยหยางออก ยกกาน้ำชาขึ้นริน

“ดื่ม” จวินซูอิ่งเอ่ยสั่งอย่างกระชับ จอกที่รินน้ำชาจนเต็มปริ่มถูกวางตรงหน้าฉู่เฟยหยาง

ฉู่เฟยหยางไม่โต้เถียงกับเขา เพียงยิ้มพลางยกจอกชาขึ้นดื่มอย่างเชื่อฟัง

ก๊อกๆๆ ด้านนอกมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามหน เสี่ยวเอ้อร์ถือถาดเดินเข้ามาอย่างกระตือรือร้น บนถาดมีป้ายไม้ไผ่ที่เขียนชื่ออาหารวางเรียงซ้อนกัน ฉู่เฟยหยางพลิกมือของเสี่ยวเอ้อร์ดูเล็กน้อย จวินซูอิ่งกลับมองออกไปด้านนอก

“ก้อนหินน้อยและหลินเอ๋อร์ล่ะ”

เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มพร้อมเอ่ยตอบทันใด “คุณชายน้อยทั้งสองเรียกให้ข้าน้อยเข้ามา ก่อนไปวิ่งเล่นบนถนนแล้วขอรับ และบอกไว้ว่าเมื่ออาหารตั้งโต๊ะเสร็จแล้วก็จะกลับมา เมื่อครู่เกิดเรื่องบนถนน ยามนี้เหล่ามือปราบจึงเพิ่มการตรวจตรา ทุกที่บนถนนล้วนเป็นคนของทางการ แม้แต่ขโมยก็ไม่กล้าเพ่นพ่าน คุณชายน้อยทั้งสองท่านก็มีวรยุทธ์สูงส่ง น่าจะไม่เป็นอะไรขอรับ”

ฉู่หลินเคยออกฝึกในยุทธภพกับเสี่ยวซงมานาน ฉู่ฉีก็ฉลาดปราดเปรื่อง จวินซูอิ่งไม่เป็นห่วงเด็กทั้งสองคนแม้แต่น้อย

ฉู่เฟยหยางเลือกอาหารแล้ว ก็กำชับให้เสี่ยวเอ้อร์รีบยกอาหารมาเร็วหน่อย เสี่ยวเอ้อร์พยักหน้ารับคำติดๆ กัน ก่อนจะถอยออกไป

“ฟังที่เสี่ยวเอ้อร์กล่าว ดูท่าทางการและชาวบ้านล้วนเห็นหมู่ตึกอู๋จี๋นี่เป็นคนเลวที่ต้องระวังป้องกัน” ฉู่เฟยหยางยิ้มเอ่ย “เจ้าว่าพวกเขาต้องการครอบครองยุทธภพ แต่ก้าวแรกก็เป็นศัตรูกับชาวบ้านธรรมดา ช่างเป็นแผนที่ผิดพลาดเสียจริงๆ”

จวินซูอิ่งมองฉู่เฟยหยางปราดหนึ่ง “จะว่าไป สำนักกระบี่ชิงเฟิงของพวกเจ้าไม่ใช่เป็นแค่เขาไท่ซานและดาวเหนือ [3] ของยุทธภพเท่านั้นหรอกหรือ เหตุใดเพียงพวกเราเดินทางผ่าน กลับยังเห็นทางการทุกหนทุกแห่งเป็นมิตรกับเจ้าด้วย”

“ไม่เป็นมิตรได้หรือ เบื้องล่างสำนักกระบี่ชิงเฟิงของพวกเรามีกิจการอยู่มากมาย ทุกปีต้องจ่ายภาษีเป็นเงินจำนวนไม่น้อย” ฉู่เฟยหยางดื่มน้ำชาในจอกจนหมดภายในรวดเดียว

“อ้อ”

หลังจากนั้นพักหนึ่ง ขณะที่ฉู่เฟยหยางกำลังจะยื่นมือไปแตะจวินซูอิ่งตามความเคยชิน

“ถ้าเช่นนั้นชิงหลางจ่ายภาษีหรือไม่” จวินซูอิ่งกลับซักถามขึ้นมาด้วยความสงสัยเล็กน้อย

“ดูเขาแล้วเหมือนคนที่จ่ายภาษีอย่างซื่อตรงงั้นรึ” ฉู่เฟยหยางแทงดาบลับหลังชิงหลางหนึ่งหนโดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย

“…ไม่เหมือน”

“นี่ถูกแล้ว อยากยึดครองอีกฝ่าย สร้างความเชื่อถือต่อโลกหล้า พวกเราไม่อาจเรียนรู้จากคนที่มีสายตาตื้นเขินเช่นนั้น” ฉู่เฟยหยางชี้แนะอย่างจริงใจ

จวินซูอิ่งพยักหน้า “เจ้าพูด…มีเหตุผล”

ทั้งสี่คนกินข้าวเรียบร้อยก็ไปเดินเล่นบนถนน ซื้อสินค้าท้องถิ่นบ้างเล็กน้อย ก่อนจะไปยังโรงเตี๊ยมที่ใช้พักแรม

จวินซูอิ่งยังพบจี้อันหนึ่งที่ร้านแผงลอย ตัวจี้เป็นลวดลายมังกรเรียบง่าย วัสดุดูแล้วมิใช่ทั้งทองและหยก แต่ตัวจี้งามละมุนขาวบริสุทธิ์

จวินซูอิ่งเห็นแล้วชื่นชอบเป็นอย่างมาก จึงถามราคากับเจ้าของแผงลอย เมื่อรู้ว่าราคาเพียงสองตำลึงเงิน ก็ยิ่งรู้สึกว่าคุ้มค่า แม้ไม่ได้เป็นสิ่งของมีค่ามีราคาอะไร แต่จวินซูอิ่งยากจะชื่นชอบสิ่งของชิ้นเล็กๆ ถึงขั้นเห็นแวบแรกก็รู้สึกว่าอยากได้เช่นนี้ เขาจึงยื่นมือหยิบจี้นั้นขึ้นมา แสดงให้ฉู่เฟยหยางเห็นว่าต้องการอย่างยิ่ง ระหว่างนั้นฉู่เฟยหยางก็จ่ายเงินอยู่ด้านหลัง

การออกมาเที่ยวเล่นของทั้งสี่คนนี้ ยามที่ฉู่เฟยหยางอยู่ย่อมเป็นเขาที่ดูแลเรื่องเงิน ยามที่เขาไม่อยู่ การดูแลเงินก็จะกลับไปอยู่ในความรับผิดชอบของฉู่หลิน

หลังจากผ่านบทเรียนอันขมขื่นมาสองสามหน ฉู่เฟยหยางก็รู้ลึกซึ้งยิ่งว่าเรื่องเงินให้คนที่เชื่อถือได้ดูแลจะดีกว่า ที่สำคัญที่สุดคืออักษรสามตัวนี้ เชื่อถือได้!

จวินซูอิ่งมีเงินแต่ดูแลไม่เป็น ฉู่เฟยหยางคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเงินของเขาได้มาง่ายมากเกินไป ก้อนหินน้อยก็มีความคิดผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเงินเช่นกัน

โชคดีที่หลินเอ๋อร์เชื่อถือได้เช่นเดียวกับเขา ถึงขั้นเชื่อถือได้มากกว่าเขาเสียอีก ไม่พูดไม่ได้ นี่เป็นเรื่องโชคดีเรื่องใหญ่ของตระกูลฉู่จริงๆ

ฉู่เฟยหยางจัดการเรื่องในเมืองแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว เดิมทีวางแผนว่าจะออกเดินทางสู่จุดหมายถัดไปให้เร็วที่สุด แต่เมื่อไปถึงริมแม่น้ำยามเช้า กลับพบว่าที่นั่นทิวทัศน์งดงามยิ่งนัก ควรค่าแก่การล่องเรือชมสักหน

ฉู่เฟยหยางเอ่ยความตั้งใจที่จะล่องเรือชมแม่น้ำกับจวินซูอิ่ง ด้านจวินซูอิ่งไม่ขัดข้อง เด็กสองคนนั้นก็ตื่นเต้นคึกคักอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจว่าอีกสองวันค่อยออกเดินทาง

ทั้งสี่คนกลับโรงเตี๊ยม ฉู่เฟยหยางรื้อห่อสัมภาระที่จัดเรียบร้อยแล้วออกมา แม้จะอยู่ต่ออีกเพียงสองวัน แต่สิ่งของหลายอย่างล้วนยังต้องใช้สอย

เช้าวันต่อมา ฉู่เฟยหยางก็พาหนึ่งคนโตสองคนเล็กออกไปข้างนอก เมื่อเดินถึงถนน กลับพบว่าถนนเส้นใหญ่ที่เดิมทีควรจะเริ่มวุ่นวายกลับไม่มีเงากายใครสักคน

ฉู่เฟยหยางรู้สึกแปลกใจ ก่อนพาจวินซูอิ่งและพี่น้องฉีหลินเดินต่อไปยังนอกเมือง

ยามที่เพิ่งถึงประตูเมืองก็เห็นมือปราบหลายคนกำลังล้อมอยู่หน้าแผ่นหินประกาศ คนเหล่านั้นต่างรู้สึกลนลานและกดดัน จวินซูอิ่งเพียงมองก็เห็นว่าหัวหน้ามือปราบซ่งคนเมื่อวานก็อยู่ด้วยเช่นกัน

หัวหน้ามือปราบซ่งเห็นเขาชัดเจน จึงปลีกตัวออกมาจากกลุ่มคน เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน

“คุณชายท่านนี้ เมื่อวานเหตุการณ์วุ่นวาย ข้าน้อยจึงไม่ทันได้ขอบคุณคุณชายให้ดี แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามของคุณชายก็ไม่ทราบ น่าละอายจริงๆ”

จวินซูอิ่งมองฉู่เฟยหยางครู่หนึ่ง ก่อนมองเขาแล้วเอ่ย “ไม่เป็นไร”

ฉู่เฟยหยางได้ยินเรื่องเมื่อวานจากจวินซูอิ่งมาก่อนแล้ว ยามนี้เห็นสถานการณ์ผิดปกติที่ประตูเมือง จึงเอ่ยถาม “หัวหน้ามือปราบซ่ง พวกท่านล้อมที่นี่ทำไมหรือ เพราะหมู่ตึกอู๋จี๋อีกแล้วรึ”

หัวหน้ามือปราบซ่งรู้ฐานะของฉู่เฟยหยางแล้ว จึงรีบเอ่ย “จอมยุทธ์ฉู่กล่าวไม่ผิด เป็นคนของหมู่ตึกอู๋จี๋ก่อเหตุอีกแล้ว เมื่อวานพวกเขาติดประกาศส่วนตัวที่ประตูเมือง ลูกน้องของข้าถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสเพราะฉีกประกาศของพวกเขา หากไม่ใช่เพราะคุณชายที่อยู่ด้านข้างท่านช่วยเหลือไว้ เกรงว่าคงไม่อาจจบลงด้วยดี แต่วันนี้กลับเกิดเรื่องเช่นเดิม ค่อนข้างน่าปวดหัวจริงๆ”

ฉู่เฟยหยางขมวดคิ้วเอ่ย “คนของหมู่ตึกอู๋จี๋แต่ละคนวรยุทธ์สูงส่ง กระทำการลึกลับ เกรงว่าลูกน้องของท่านน่าจะรับมือไม่ไหว หัวหน้ามือปราบซ่ง หากท่านมีจุดที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็กล่าวมาได้ตามตรง”

“เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องลำบากจอมยุทธ์ฉู่” หัวหน้ามือปราบซ่งรีบเอ่ย “ครั้งนี้ข้าสั่งการลูกน้องไม่ให้ฉีกใบประกาศนั่นแล้ว ต้องคิดหาวิธีไปพบกับหัวหน้าของพวกเขาสักครั้ง จึงจะแก้ไขปัญหาได้”

ฉู่เฟยหยางพยักหน้า กล่าวลากับหัวหน้ามือปราบซ่ง ก่อนเดินออกนอกเมืองต่อ

เมื่อถึงริมฝั่งแม่น้ำ ทั้งสี่คนเช่าเรือเล็กลำหนึ่งกับชาวประมงริมน้ำ แล้วล่องเรือไปตามแม่น้ำด้วยกัน

สายลมเย็นพัดมาเป็นระลอกเหนือผืนน้ำ ทิวทัศน์กว้างขวางพอสมควร แต่เมื่อมองนานๆ กลับรู้สึกเบื่อหน่าย จวินซูอิ่งยืนอยู่บนดาดฟ้าครู่หนึ่งก็กลับเข้าไปในห้องโดยสาร เทสุราอุ่นหนึ่งจอก หยิบตำราม้วนหนึ่งขึ้นมาอ่าน

ฉู่เฟยหยางเดินตามเข้าไปเช่นกัน ก่อนนั่งลงข้างเขา เหล่มองตำราในมือครู่หนึ่งก็ยิ้มเอ่ย “เจ้าชื่นชอบการอ่านตำรามากขึ้นเรื่อยๆ นะ ขยันถึงเพียงนี้เพื่ออะไร เจ้าจะสอบขุนนางรึ”

จวินซูอิ่งไม่มองเขา เพียงเอ่ยอย่างขอไปที “เหตุใดจะไม่ได้ หากข้าไปสอบจะต้องนำตำแหน่งจอหงวน [4] กลับมาให้เจ้าดูได้เป็นแน่ เจ้าจึงจะไม่ดูถูกข้าตลอดทั้งวันเช่นนี้”

“พูดเหลวไหล ข้าดูถูกเจ้าเสียที่ไหนกัน เจ้าก็พูดกับข้าให้ชัดเจนเสียสิ” ฉู่เฟยหยางเอ่ยปฏิเสธ

จวินซูอิ่งส่งเสียงหึขึ้น แต่ไม่เอ่ยปาก

ฉู่เฟยหยางครุ่นคิด กลับยิ้มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ข้าว่าจอหงวนนั้นไม่จำเป็น ทั่นฮวา [5] ก็พอแล้ว ข้าชื่นชอบบัณฑิตที่ทั้งฉลาดทั้งไม่เคร่งครัดเป็นที่สุด”

“ออกไป นี่ยังล่องอยู่บนเรือ นั่งให้ดี” จวินซูอิ่งยกแขนข้างหนึ่งกันเขาไว้

ฉู่เฟยหยางต้องการหยอกล้อจวินซูอิ่งอีกครั้ง กลับได้ยินเสียงร้องน่าสังเวชดังมาจากที่ไกลๆ ข้างนอกเรือ เดี๋ยวดังเดี๋ยวเบาอยู่ใจกลางแม่น้ำ ฟังแล้วทำให้คนไม่สบายใจยิ่งนัก

ฉู่เฟยหยางและจวินซูอิ่งสบสายตา กำลังจะพากันเดินออกจากห้องโดยสารเรือ

ไม่ไกลนัก เรือไม้สีแดงขนาดไม่ใหญ่นัก แต่กลับงดงามโอ่อ่ากำลังแล่นไปตามคลื่นน้ำ

สตรีชุดขาวผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหัวเรือ เพียงมองก็แลดูพริ้มเพราน่าเอ็นดูยิ่ง ทว่ารอบตัวเรือลำนั้นกลับเต็มไปด้วยบุรุษนับสิบคนที่ถูกมัดแขวนและแช่อยู่ในน้ำถึงระดับเอว ทั่วทั้งกายพวกเขาเปียกโชก เสียงร้องต่อเนื่องน่าสังเวชก็มาจากที่แห่งนั้น

เพราะภาพฉากแปลกประหลาดเช่นนี้ ใบหน้าสตรีที่เดิมทีใสซื่อไร้เดียงสาก็ยิ่งชวนให้ดูแปลกประหลาดมากยิ่งขึ้น

“ท่านพี่ บุรุษผู้นั้นถึงตอนนี้ก็ยังปากแข็ง ข้าจับเขาถ่วงน้ำให้ตายเสียก่อน ท่านว่าดีหรือไม่” สตรีชุดขาวหันกลับไปเอ่ยกับห้องโดยสารบนเรือ ริมฝีปากเล็กยู่เล็กน้อย สีหน้าท่าทางไม่พอใจ

“อวี้เอ๋อร์ ให้โอกาสเขาอีกสักครั้งเถิด” หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ก็มีน้ำเสียงราบเรียบเสียงหนึ่งดังออกมาจากห้องโดยสาร

สตรีชุดขาวนามอวี้เอ๋อร์ผู้นั้นไม่พอใจมากขึ้น กลับทำได้เพียงหันไปยังหัวเรืออย่างเชื่อฟัง ใช้ด้ามไม้ไผ่ในมือทิ่มบนไหล่ของบุรุษด้านล่าง

“พี่สาวของข้าจิตใจดี ต้องการให้โอกาสเจ้าอีกหนแน่ะ ครั้งนี้เจ้าทำให้ดีเล่า หากกล่าวคำพูดที่ทำให้พี่สาวข้าพอใจออกมาได้ ก็จะไว้ชีวิตเจ้า” สตรีชุดขาวเอ่ยสั่งอย่างตั้งใจ

บุรุษผู้นั้นแช่อยู่ในลำน้ำที่เย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึกไปแล้ว สีหน้าเขาจึงซีดเซียว ยามนี้ทำได้เพียงขยับเปลือกตา มองสตรีชุดขาวเหนือศีรษะเท่านั้น

แม้สีหน้าจะไร้ชีวิตชีวา แต่ใบหน้านั้นกลับเห็นชัดเจนว่าคือหัวหน้ามือปราบซ่งที่เพิ่งพบกัน

“ตรงนี้ต้องมี…ความเข้าใจผิดกันแน่นอน เรื่องดูแลป้ายประกาศ…เป็นความคิดของข้าเพียงผู้เดียว ผู้อื่นล้วนบริสุทธิ์ พวกเขาเป็นมือปราบเพียงเพื่อเลี้ยงครอบครัว คุณหนูได้โปรดปล่อยพวกเขาไป ข้าขอรับผิดชอบทั้งหมดคนเดียว เดิมทีข้าน้อย…ต้องการแค่พบหัวหน้าของท่านสักครั้งเท่านั้น ช่วงนี้หมู่ตึกอู๋จี๋เคลื่อนไหวอยู่ในอำเภอฝูไหลบ่อยครั้ง ข้าน้อยในฐานะหัวหน้ามือปราบ จำเป็นต้อง…ดูแลเรื่องนี้ แต่ต้องมีความเข้าใจผิดกันแน่นอน ให้ข้าพูดกับหัวหน้าของท่านให้ชัดเจนได้หรือไม่”

หลังจากได้ยิน อวี้เอ๋อร์กลับขมวดคิ้วเข้าหากัน “เจ้าพูดไม่ถูกนะ เจ้าไม่เพียงไม่อาจทำให้พี่สาวข้าพอใจ เจ้ายังกล้าชี้แนะหมู่ตึกอู๋จี๋อีกรึ! ไม่มีผู้ใดสามารถวิจารณ์ติติงหมู่ตึกอู๋จี๋ได้ เจ้าสมควรตายจริงๆ”

นางไม่มองสีหน้าร้อนรนของหัวหน้ามือปราบซ่งที่เงยหน้าขึ้นต้องการจะอธิบาย กลับหันหน้าไปเอ่ยกับคนในห้องโดยสารว่า “ท่านพี่ คำพูดของคนผู้นี้ท่านก็ได้ยินแล้ว ข้าจะสังหารเขาเดี๋ยวนี้ ท่านพี่คงไม่มีความเห็นอื่นแล้วกระมัง”

ผ่านไปครู่ใหญ่ จู่ๆ ภายในห้องโดยสารก็มีเสียงดนตรีเสนาะหูดังขึ้น พร้อมกันนั้นก็มีเสียงถอนหายใจอย่างสบายอารมณ์ จากนั้นเสียงดนตรีก็ค่อยๆ สอดประสานกัน กลายเป็นบทเพลงที่สงบงดงามเพลงหนึ่ง

สตรีชุดขาวหันหน้ากลับมาอย่างดีใจ สะบั้นเชือกที่มัดตัวของหัวหน้ามือปราบซ่งออกภายใต้สายตาที่สิ้นหวังของเขา

“ข้าน้อยตายก็ไม่เสียใจ ได้โปรดปล่อยคนอื่นไปด้วย! พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาจริงๆ!” หัวหน้ามือปราบซ่งเอ่ยร้องเสียงแหบแห้ง

สตรีชุดขาวกลับคลี่ยิ้มเอ่ย “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าเสียที่ไหน ผู้ที่กล้าล่วงเกินหมู่ตึกอู๋จี๋ มีเพียงตายไร้ที่ฝังเท่านั้น”

“หมู่ตึกอู๋จี๋รึ คืออะไรกัน” ฉับพลันเสียงใสกังวานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นกลางอากาศ

สตรีชุดขาวเงยหน้าขึ้นทันที กลับเห็นหนุ่มน้อยสองคนยืนอยู่บนหัวเรือลำเล็กที่ลอยผ่านมา

หนุ่มน้อยที่พูดขึ้นมองนางด้วยดวงหน้าซ่อนรอยยิ้ม ก่อนจะมองทางหัวหน้ามือปราบซ่งที่จวนจะหมดสติ ไม่รู้ว่าแช่อยู่ในน้ำนานเท่าไรแล้ว ภายในดวงตาจึงประกายความโกรธ

หนุ่มน้อยเหลือบตาขึ้นมองอีกหน บนใบหน้ากลับกลายเป็นเหยียดหยามและดูแคลน แม้เป็นเช่นนั้น รอยยิ้มของเขากลับยังคงน่าดูยิ่ง หนุ่มน้อยเอ่ยต่ออีกครั้ง “อ้อ ข้านึกออกแล้ว ดูเหมือนคอกหมูใหม่ของท่านยายที่อยู่ด้านหลังบ้านข้าก็มีนามว่าหมู่ตึกอู๋จี๋นะ ท่านยายไม่เคยเปิดประตูหมู่ตึกอู๋จี๋มาก่อน ดังนั้นพวกเราจึงมองไม่เห็นลูกหมูด้านใน ได้ยินเพียงเสียงมันร้องอู๊ดๆๆ ไม่หยุด เจ้าว่าใช่หรือไม่หลินเอ๋อร์”

“เมื่อครู่ก็เหมือนจะได้ยินเช่นกัน” หนุ่มน้อยอีกคนที่ท่าทางสุขุมพยักหน้า เอ่ยรับด้วยใบหน้าจริงจัง

คิ้วใบหลิวของสตรีชุดขาวผู้นั้นชี้ตั้งตรง ชี้นิ้วไปที่ฉู่ฉีพลางเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้าเด็กคนนี้เป็นสิ่งต่ำทรามจากไหนกัน! กล้าสบประมาทหมู่ตึกอู๋จี๋เช่นนี้! ท่านพี่…”

“ฮ่าๆ” ฉู่ฉีตัดบทนางอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ก่อนหันไปทางฉู่หลิน เอ่ยเลียนสำเนียงการพูดของสตรีชุดขาว “น้องชาย มีคนกล้าด่าว่าข้าเป็นสิ่งต่ำทรามด้วย เจ้าคิดว่าควรจัดการคนไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้เยี่ยงไรดี!”

“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ฉู่หลินมองเหล่ามือปราบที่ถูกมัดอยู่ข้างเรือ หลายคนหมดสติไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย เขามองตรงไปทางสตรีชุดขาวอีกครั้งด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ ทำให้คนแยกแยะไม่ออกว่าเขากำลังเอ่ยคล้อยตามอย่างขอไปทีหรือมีเจตนาสังหารจริงๆ

อวี้เอ๋อร์ก้าวถอยหลังอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่ ขณะที่นางยังไม่ทันเอ่ยปากรับ จู่ๆ หัวหน้ามือปราบซ่งผู้นั้นก็ฟื้นขึ้นมาอย่างยากลำบาก

หัวหน้ามือปราบซ่งมองทางหนุ่มน้อยสองคนที่ออกหน้าแทนพวกเขา ไม่รู้ว่าจำได้หรือไม่ว่าพวกเขาคือเด็กที่ติดตามฉู่เฟยหยาง เขาเพียงขยับริมฝีปากไร้สีเลือดเอ่ย “จอมยุทธ์น้อยทั้งสองท่าน ข้าน้อยขอบคุณ…ความหวังดีของทั้งสองท่านแล้ว เพียงแต่ไม่ควรยุแหย่หมู่ตึกอู๋จี๋ พวกท่านสองคนรีบไปเถิด…อย่าให้ชีวิตเสียเปล่าเลย”

ฉู่ฉีนั่งยองๆ ลงบนเรือ มองใบหน้าของหัวหน้ามือปราบซ่ง แล้วส่ายหน้าเอ่ย “ข้าว่าท่านนี่แปลกคนเสียจริงนะ หากไม่ใช่พวกเราสองคนอยู่ที่นี่ ท่านคงถูกสตรีเสียสติถ่วงน้ำตายเปล่าไปแล้ว ตอนนี้ท่านยังมีเวลาว่างมาเป็นห่วงพวกเราอีกรึ! เป็นห่วงตัวท่านเองก่อนเถิดท่านอา”

หัวหน้ามือปราบซ่งฝืนสติได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น ฉู่ฉียังเอ่ยไม่ทันขาดคำ เขาก็สลบไปอีกครั้ง

 

[1] เฉา แปลว่า การส่งสินค้าทางน้ำ พรรคเฉาเป็นกลุ่มคนที่ดูแลเรื่องขนส่งสินค้าทางน้ำ

[2] หมายถึง กลุ่มของผู้นำยุทธภพที่มีหน้าที่ดูแลชาวยุทธ์ทั้งหมดในยุทธภพไม่ว่าจะมาจากสำนักหรือกลุ่มใด

[3] อุปมาถึงคนที่คุณธรรมและบารมีสูงส่ง ได้รับการเคารพนับถือจากผู้คน

[4] หรือ จ้วงหยวน คือ ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการสอบคัดเลือกขุนนางระดับประเทศ

[5] ผู้ที่ได้อันดับสามในการสอบคัดเลือกขุนนางระดับประเทศ

ใส่ความเห็น