[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 4 ตอนที่ 124 : อาจารย์ฟื้นคืนชีพ

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

124

อาจารย์ฟื้นคืนชีพ

 

บุปผาผลิบานร่วงโรย ข่ายอาคมนอกศาลาหงเหลียน ไม่ว่ารุ่งอรุณหรือสายัณห์ ล้วนไหลเวียนด้วยประกายบางเบา คนด้านในไม่ออกมา คนด้านนอกไม่อาจเข้าไป

เวลาห้าปีผ่านไปในพริบตา โลกมนุษย์ดั่งโคมม้าวิ่ง ทุกวันทุกคืนล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ทุกสวิน [1] ทุกเดือนล้วนเปลี่ยนแปลง

ในโรงน้ำชา ในตำราประวัติศาสตร์…คืนวันเหล่านั้น สุดท้ายล้วนร้อยเรียงกลายเป็นตัวอักษรเล็กๆ หลายบรรทัด กลายเป็นเรื่องเล่าของคนเล่านิทาน

หันกลับไปมองเรื่องราวในอดีต…

ปีแรกที่ฉู่หว่านหนิงเก็บตัว โม่หรานศิษย์ของเขาลงจากเขา เซวียเหมิงกับซือเม่ยอยู่ฝึกบำเพ็ญที่ยอดเขาสื่อเซิง

ในปีนี้ ตัวอักษรของโม่หรานน่ามองขึ้นกว่าในวันวานเล็กน้อย เซวียเหมิงทะลวงขั้นที่เก้าของเพลงดาบดับสูญได้แล้ว ท้ายปีซือเม่ยมุ่งหน้าไปศึกษาที่สำนักโอสถกูเย่ว์เยี่ย ได้เรียนรู้วิชามากมาย

ระหว่างนั้น โม่หรานมุ่งหน้าไปยังสกุลฉางแห่งอี้โจวซึ่งทำกิจการค้าเกลือ เยี่ยมเยือนคุณชายฉางด้วยเรื่องส่วนตัว กลับได้ข่าวว่าคุณชายฉางฆ่าตัวตายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนอยู่โลกภูตผี โม่หรานได้รู้ว่าคุณชายฉางสมคบกับโกวเฉินตัวปลอม เดิมอยากสอบถามดูสักหน่อย ไม่นึกว่าฝ่ายตรงข้ามกลับฆ่าคนปิดปาก กระทั่งซากศพก็ไหม้เป็นเถ้าถ่านหมดแล้ว

เบาะแสขาดลงกลางคัน

ปีที่สองที่ฉู่หว่านหนิงเก็บตัว โลกบำเพ็ญเพียรจัดงานชุมนุมเขาหลิงซาน เซวียเหมิงได้รับชัยชนะ เหมยหานเสวี่ยได้อันดับที่สอง หนานกงซื่อได้อันดับที่สาม ซือเม่ยใช้วิชาแพทย์รักษาผู้คนที่โลกบำเพ็ญเพียรระดับล่าง ส่วนโม่หรานพเนจรทั่วสารทิศ กำจัดปีศาจทำความดี จากนั้นไปฝึกบำเพ็ญในป่าเขา ไร้ซึ่งร่องรอย

ปีที่สามที่ฉู่หว่านหนิงเก็บตัว ปีแห่งปีศาจรังควาน พลังอินเต็มเปี่ยม ข่ายอาคมบริเวณที่เกิดการต่อสู้ดุเดือดเมื่อกาลก่อนของตำบลไฉ่เตี๋ยอ่อนกำลังลง ภูตผีออกมาสู่โลกมนุษย์ ผีเร่ร่อนร่ำไห้ยามค่ำคืน เซวียเหมิงนำศิษย์ของยอดเขาสื่อเซิงมุ่งหน้าไปยับยั้ง แม้ไม่ได้เกิดเหตุปีศาจร้ายบดบังฟ้าเหมือนในปีนั้น แต่โลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างยังมีผู้คนเดือดร้อน เป็นปีแห่งภัยพิบัติ

เนื่องจากโลกบำเพ็ญเพียรระดับสูงมีอาณาเขตกว้างใหญ่ ผู้คนมากมาย เพื่อป้องกันตัว เก้าสำนักใหญ่ต่างส่งศิษย์ร้อยคนเฝ้าคุ้มกันบริเวณชายแดนระหว่างโลกบำเพ็ญเพียรระดับสูงและโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่าง สร้างปราการต้านภูตผี ขัดขวางภูตผีและผู้ลี้ภัยไม่ให้ข้ามเขตแดนเข้ามา

คนไร้บ้านของโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างล้วนถูกปฏิเสธอยู่นอกกำแพงทั้งหมด ปราการหมื่นหลี่ป้องกันภูตผี และป้องกันคน ภายในปราการสถานการณ์สงบสุข นอกปราการซากศพกลาดเกลื่อน เซวียเจิ้งยงเจรจากับโลกบำเพ็ญเพียรระดับสูงหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล โลหิตร้อนของเหล่าศิษย์ยอดเขาสื่อเซิงที่ไหลนองทั้งตำบลไฉ่เตี๋ยในปีนั้นล้วนสูญค่า

ปลายปี โม่หรานที่เร้นกายฝึกบำเพ็ญอยู่ในเขาได้รับจดหมายจากท่านลุง แจ้งว่าสู่จงเกิดความวุ่นวาย เขาจึงคืนสู่ธุลีแดงอีกครั้ง

ปีที่สี่ที่ฉู่หว่านหนิงเก็บตัว

โม่หรานกับเซวียเหมิงเคียงไหล่ทำศึก คุณชายทั้งสองแห่งยอดเขาสื่อเซิงนำคนกวาดล้างภูตผี ปราบปรามโจรชั่วที่โลกบำเพ็ญเพียรระดับล่าง สุดท้ายเลือกตำบลไฉ่เตี๋ยสถานที่เดิมเป็นที่ทำศึกชี้ขาด เซวียจื่อหมิงใช้ทุกวิถีทางสังหารปีศาจขับไล่ภูตผี โม่เวยอวี่ซ่อมรอยฟ้าแยกอีกครั้ง ใช้กำลังของตนเพียงผู้เดียวปิดผนึกปีศาจ

หลังศึกครั้งนี้ โลกบำเพ็ญเพียรระดับสูงรื้อปราการป้องกันออก ยอมให้คนของโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างผ่านเข้ามาได้

เซวียเหมิงและโม่หรานชื่อเสียงระบือ บารมีของบุตรแห่งพญาหงส์เซวียเหมิงไม่มีผู้ใดเทียบเทียม ส่วนโม่หรานนั้น เนื่องจากระหว่างที่ซ่อมรอยฟ้าแยก ข่ายอาคมของเขามีความคล้ายคลึงกับฉู่หว่านหนิงอย่างยิ่ง ผู้คนในใต้หล้าจึงเรียกขานเขาว่า “ปรมาจารย์โม่”

สรรพสิ่งแปรเปลี่ยนไม่แน่แท้ กาลเวลาผันผ่านชั่วพริบตา

หลังจากศึกที่เขาหลิงซาน แม้เซวียเหมิงจะมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ แต่ก็มิได้รู้สึกภาคภูมิและพึงพอใจเหมือนในวัยเยาว์ เขายังคงขยันฝึกปรืออยู่ในป่าไผ่ ไม่ว่าร้อนหรือหนาว แม้ยามเจ็บป่วย ก็ไม่ยอมหยุดพัก

เขายังคงจดจำคำของอาจารย์ แม้ไร้เทพศัสตราในมือ บุตรรักของสวรรค์ก็ยังคงเป็นบุตรรักของสวรรค์ เพียงแต่ต้องทุ่มเทเลือดเนื้อแรงกายให้มากขึ้น เขามิได้เพียบพร้อมโดยกำเนิด แต่ความมานะจะเติมเต็มข้อบกพร่องให้เขาได้

บางครั้งบางครา หลังจากจบหนึ่งกระบวนดาบ พลิ้วกายลงมาจากยอดไผ่อย่างเบาหวิว ท่ามกลางแสงตะวันที่ส่องทะลุผ่านใบไม้ในราวป่า เขาหันหน้าไป คล้ายรู้สึกว่าเบื้องหน้าสายตาที่พร่าเลือน ราวกับเห็นร่างเล็กๆ นั่งเป่าเพลงใบไม้อยู่บนหินก้อนนั้น

เขาอดคิดถึงวันนั้นขึ้นมาอีกไม่ได้ ฉู่หว่านหนิงในร่างที่เล็กลงมองเขาฝึกเพลงดาบอยู่ในป่า ชี้แนะว่าเมื่อใดเขาควรเร็ว เมื่อใดควรช้า ท่ามกลางเพลงใบไม้แสนไพเราะ

เซวียเหมิงหันไปมอง พลางหวนระลึกถึง บทเพลงนั้นราวกับดังอยู่ข้างหู

เขาหลับตาลง รวมจิตตั้งมั่น เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เห็นใบไผ่แห้งใบหนึ่งลอยตกลงมา ประกายดาบวูบผ่านในแววตา มังกรคำราม เงาดาบเดี๋ยวผ่อนเดี๋ยวกระชั้น แรกเริ่มรวดเร็วดุจคลื่นซัดสายฟ้าแลบ ลงท้ายดุจหิมะโปรยปรายทั่วผืนฟ้า

ตอนที่เก็บหลงเฉิงกลับ เขายืนตัวตรง ใบไม้แห้งนั้นถูกฟันเป็นพันเส้นหมื่นสายแล้ว ปลิวว่อนตกลงข้างเท้าของเขาอย่างเงียบงัน

ยามก้มหน้า เขายังคงเหมือนเด็กหนุ่มใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ใจร้อนมุทะลุ

เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คิ้วเรียวตรง แววตาใสกระจ่างทว่าสุขุม ดุจลำธารเชี่ยวกรากไหลคืนสู่ทะเลสาบในที่สุด

ห้าปีแล้ว

เซวียเหมิงถือดาบในมือ หยิบผ้าขาวขึ้นเช็ดคมดาบ กำลังจะเก็บดาบคืนฝัก พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนมาแต่ไกล ศิษย์คนหนึ่งพุ่งเข้ามา ปากร้องตะโกนไม่หยุด “ประมุขน้อย! ประมุขน้อย!”

“เกิดอะไรขึ้น” เซวียเหมิงมุ่นคิ้ว “ตื่นตระหนกจนเสียกิริยาเช่นนี้ มีเรื่องอะไรกัน”

“ศาลาหงเหลียน…” คนผู้นั้นกระหืดกระหอบ ใบหน้าแดงก่ำ หอบหายใจเฮือกใหญ่ “ไหฺวจุ้ย ไหฺวจุ้ยต้าซือไปแล้ว! ผู้…ผู้อาวุโสอวี้เหิง…ฟื้น…ฟื้นแล้ว!”

เคร้ง! หลงเฉิงดาบร้อยศึกถูกเจ้าของทำหลุดมือ ตกลงบนพื้น

ใบหน้าขาวหล่อเหลาของเซวียเหมิงพลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด จากนั้นก็กลายเป็นสีแดง ริมฝีปากขยับหลายครั้ง สุดท้ายก็ลืมแม้กระทั่งเก็บอาวุธ รีบวิ่งไปยังยอดเขาทิศใต้ของยอดเขาสื่อเซิงราวกับติดปีกบิน ระหว่างทางยังเกือบสะดุดก้อนหิน แทบล้มหน้าคะมำ โซซัดโซเซ

“อาจารย์! อาจารย์!”

เซวียจื่อหมิงที่เมื่อครู่ยังตำหนิคนอื่นว่าเสียกิริยา เวลานี้ไม่เหลือมาดแม้แต่เศษเสี้ยว

เขาวิ่งมาถึงด้านนอกศาลาหงเหลียน ยังไม่ทันผ่านเข้าประตูใหญ่ของโถงหลัก ก็เห็นเซวียเจิ้งยงสาวเท้าออกมาจากด้านใน ครั้นเห็นบุตรชายกำลังจะวิ่งเข้าไปข้างใน เซวียเจิ้งยงก็รั้งเอาไว้ด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า

เซวียเหมิงร้อนใจจะตายอยู่แล้ว “ท่านพ่อ!”

“ได้ๆๆ รู้ว่าเจ้าอยากเจออวี้เหิง” เซวียเจิ้งยงยิ้ม “แต่เขาเพิ่งฟื้น ยังอ่อนเพลียอยู่ พูดคุยกับข้าไม่กี่คำก็หลับไปแล้ว เจ้าไม่ควรรบกวนการพักผ่อนของอาจารย์เจ้า”

เซวียเหมิงชะงัก “ที่ท่านพ่อพูดก็ถูก แต่ว่า…” แต่ว่าช่วงเวลาห้าปีช่างยากจะทานทนจริงๆ เขามีคำพูดมากมายอยากบอกกับอาจารย์ ตอนนี้อยากพุ่งเข้าไปบอกอาจารย์ว่าตนได้อันดับหนึ่งของงานชุมนุมเขาหลิงซาน อยากบอกอาจารย์ว่าตนยับยั้งความวุ่นวายของร้อยภูตผี ตน…

“ต้องรู้ความ”

“…” คำว่า “รู้ความ” ราวกับคว้าถูกจุดเจ็ดชุ่นของงูพิษ เซวียเหมิงจึงยอมเชื่อฟัง เขาถอนหายใจยาวๆ ฝีเท้าแม้หยุดลงแล้ว แต่คอยังยื่นไปข้างหน้า คล้ายว่าทำเช่นนี้แล้วจะมองผ่านร่างใหญ่กำยำของบิดาเข้าไป เห็นคนที่นอนอยู่บนเตียงผ่านประตูที่หับไว้ได้

เซวียเหมิงเม้มริมฝีปาก เอ่ยอย่างไม่ค่อยยินยอม “ข้าแค่จะ…จะเข้าไปดูอาจารย์สักแวบหนึ่ง ข้าจะเงียบๆ”

“ข้ายังรู้จักเจ้าไม่ดีพอรึ พอดีใจก็เสียงดังโหวกเหวก” เซวียเจิ้งยงถลึงตาใส่เขา “ได้รับชัยชนะกลับมาจากงานชุมนุมเขาหลิงซาน ต่อหน้าคนนอกวางท่าสูงส่งเย็นชา พอกลับถึงบ้านโหวกเหวกโวยวายไปสี่ห้าวัน เจอใครก็เล่าว่าเจ้าถีบหนานกงซื่อตกจากหลังหมาป่าปีศาจอย่างไร เวลานี้แม้แต่ป้าหลี่ของโรงยายเมิ่งก็ท่องคำพูดที่เจ้าเล่าได้ขึ้นใจแล้ว เจ้าบอกว่าเจ้าจะเงียบๆ ใครจะไปเชื่อ”

“…ก็ได้”

เซวียเหมิงยังคงอิดออด

“ท่านพ่อสั่งสอนถูกต้อง”

“ก็แน่อยู่แล้ว คำพูดของพ่อเจ้าเคยผิดเสียที่ใด”

เซวียเหมิงเบ้ปาก ยังคงอดถามด้วยความอยากรู้ไม่ได้ “ท่านพ่อ อาจารย์เป็นเช่นไรบ้าง”

“ดียิ่ง ไหฺวจุ้ยต้าซือถอนแม้กระทั่งพิษที่ไจซินหลิ่วทิ้งไว้ในตัวเขาด้วย”

“หา? เช่นนั้นก็หมายความว่าต่อไปอาจารย์จะไม่กลายเป็นศิษย์น้องเล็กอีกแล้ว?”

“ฮ่าๆ ไม่แล้ว”

เซวียเหมิงเกาศีรษะ พอคิดว่าจะไม่ได้พบซย่าซือนี่อีกแล้ว ก็รู้สึกเสียดายนิดๆ

“เช่น…เช่นนั้นเรื่องอื่นๆ ดีอยู่หรือไม่ มีอะไรติดขัดไม่สบายหรือไม่”

“ไม่ต้องกังวลแล้ว ไม่มี หากจะบอกว่ามีอะไร ก็คือหลังจากเขารู้ว่าตนเองหลับไปห้าปี สีหน้าก็ไม่น่ามองอยู่บ้าง” เซวียเจิ้งยงนึกถึงสีหน้าของฉู่หว่านหนิงขึ้นมา จากนั้นก็ยิ้ม “เคราะห์ดีเขายังไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงมากนัก หาไม่แล้วคงได้ดึงตัวข้าถามเรื่องราวมากมายเป็นแน่ อ้อ ใช่แล้ว…”

เขาพลันนึกอะไรขึ้นได้ เอ่ยกับเซวียเหมิง “เหมิงเอ๋อร์ พ่อจะให้เจ้าไปจัดการเรื่องหนึ่ง อาจารย์เจ้าตัดขาดทางโลกนานเพียงนี้ พลาดเรื่องราวต่างๆ ไปไม่น้อย อาศัยเพียงพวกเราเล่าให้เขาฟัง เราคงเล่าจนเหนื่อย ส่วนเขาก็ต้องฟังจนเหนื่อย เอาเช่นนี้ดีกว่า เจ้าไปขอเงินแม่เจ้า ซื้อหนังสือจำนวนหนึ่งจากตำบลอู๋ฉางที่เชิงเขา มีหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์ประจำปีมิใช่หรือ ซื้อให้เขาอ่านสักหน่อย”

เซวียเหมิงได้ฟังก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง จิ้งจอกเฒ่าอย่างท่านพ่อไม่ชอบที่ข้าโหวกเหวกโวยวาย หมายถีบข้าลงเขาไปใช้แรงงานสินะ

แต่ลองคิดดูอีกที การใช้แรงงานนี้ก็ทำเพื่ออาจารย์ ก็เหมือนจะ…ไม่ได้ยากเกินรับได้ ถึงอย่างไรตอนนี้อาจารย์ก็หลับไปแล้ว ตัวเขาก็ไม่แน่ใจตนเองเหมือนกันว่าหากเข้าไปในห้องอาจารย์ ตนจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จนส่งเสียงดังทำอาจารย์ตื่นหรือไม่

ดังนั้นจึงถอนหายใจ พึมพำอย่างไม่เต็มใจ “ซื้อหนังสือก็ซื้อหนังสือ”

“ซื้อให้มากสักหน่อย ที่เล่าเรื่องโลกบำเพ็ญเพียรระดับสูง โลกบำเพ็ญเพียรระดับต่ำ ก็ซื้อมาด้วย อวี้เหิงชอบอ่านหนังสือ”

“อ้อ ได้” เซวียเหมิงหน้ามุ่ย ลงเขาไปเงียบๆ เพียงลำพัง

เซวียเหมิงไม่ชอบอ่านหนังสือ พอมาถึงหน้าแผงขายหนังสือของตำบลอู๋ฉาง เขาก็เหลือบมองซ้ายขวา รู้สึกว่าดูจากชื่อก็บอกไม่ถูกจริงๆ ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร สุดท้ายจึงนั่งยองๆ ถามเจ้าของแผง “ท่านลุง ที่นี่มีหนังสือที่เล่าเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกบำเพ็ญเพียรช่วงไม่กี่ปีนี้หรือไม่ ข้าอยากได้สักหลายเล่ม”

เจ้าของแผงเห็นว่าเป็นคนของยอดเขาสื่อเซิง แม้ไม่รู้ว่าคนผู้นี้ก็คือเซวียจื่อหมิงบุตรพญาหงส์ แต่ก็ตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง เอ่ยด้วยความกระตือรือร้น “เซียนจวินต้องการหนังสือที่เล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลง แน่นอนย่อมต้องมี ที่นี่มีครบทั้งประวัติศาสตร์ พงศาวดาร อัตชีวประวัติ บันทึกเหตุการณ์ประจำปี บันทึกภูมิศาสตร์ ตำราสยบมาร แม้แต่ต้นฉบับของสิบนักเล่านิทานผู้มีชื่อเสียงที่สุดในยุทธภพก็มี เซียนจวินชอบแบบใด”

เซวียเหมิงฟังจนมึนศีรษะ โบกมือเอ่ยว่า “เอา…เอามาทั้งหมด มีเงินพอ”

สำหรับคนทำการค้าแล้ว คำพูดที่ไพเราะเสนาะหูที่สุดในโลก มิใช่ “รักเจ้า” “ชอบเจ้า” “ต้องการเจ้า” แต่เป็น “ซื้อ” “มีเงิน” “เอามาอย่างละชุด”

เจ้าของแผงหน้าระรื่นทันที ถูมือพลางตอบรับ ก่อนจะหันไปเลือกหนังสือจากในหีบมาให้เขา เซวียเหมิงไม่มีอะไรทำ จึงพลิกเปิดหนังสือบนแผงไปเรื่อยเปื่อย พลันพบหนังสือเล่มเล็กบางเล่มหนึ่ง ดูน่าสนใจยิ่งนัก หน้าที่เขาเปิดมาเขียนว่า

‘อันดับมหาเศรษฐีของโลกบำเพ็ญเพียร

อันดับหนึ่ง เจียงซี สถานะ เจ้าสำนักกูเย่ว์เยี่ยแห่งเกาะน้อยหลินหลิง

อันดับสอง หนานกงหลิ่ว สถานะ ประมุขสำนักหรูเฟิงแห่งหลินอี๋

อันดับสาม หม่าอวิ๋น สถานะ เจ้าหมู่บ้านเถาเป่าแห่งซีหู’ [2]

เช่นนี้เป็นต้น เขียนด้วยอักษรเสียวข่าย [3] ตัวเล็กเท่าหัวแมลงวันเต็มพรืดไปหมดทั้งหน้า

เซวียเหมิงรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เขาอยากรู้เป็นพิเศษว่าตนเองอยู่ตรงไหน กวาดตาไปมาสี่ห้ารอบ ดูจนแทบตาเหล่ ก็ยังหาชื่อ “เซวียเหมิง” ไม่พบ

เขาหดหู่ยิ่งนัก จากนั้นก็นึกโมโห พอคิดดูก็รู้สึกไม่ยินยอม พลิกไปอีกหน้า หมายจะหาต่อ กลับพบว่ามีเพียงสามสี่ชื่อด้านหลัง กับประโยคต่อท้ายว่า

‘ด้วยข้อจำกัดด้านเรี่ยวแรงในการเรียบเรียงข้อมูล ฉะนั้นจึงจัดอันดับไว้เพียงหนึ่งร้อยรายชื่อ ผู้ที่อยู่นอกเหนือจากหนึ่งร้อยรายชื่อนี้ มิได้คัดลอกไว้’

เซวียเหมิงโยนหนังสือทิ้งด้วยความโมโห “ประมุขน้อยเช่นข้าจนถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

เจ้าของแผงหนังสือตกใจสะดุ้งโหยง ครั้นเห็นหนังสือที่เขาหยิบอ่าน จึงรีบเก็บขึ้นมาพลางเอ่ยปลอบ “เซียนจวินอย่าเสียอารมณ์เลย หนังสือจัดอันดับที่ชาวบ้านเรียบเรียงนี้ มักจัดลำดับมั่วซั่ว อีกทั้งการจัดอันดับที่แพร่หลายของแต่ละเขตแดนก็ไม่ค่อยเหมือนกัน หากท่านซื้อหนังสือที่หลินอี๋ อันดับหนึ่งของการจัดอันดับวิญญูชนต้องเป็นประมุขหนานกงอย่างแน่นอน ผู้คนอ่านสิ่งนี้เพียงเพื่อฆ่าเวลา อย่าได้โมโห อย่าได้โมโห”

ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ เซวียเหมิงก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่หลายส่วน เขายังคงอยากรู้เกี่ยวกับเนื้อหาอื่นๆ ในหนังสือเล่มนี้ ดังนั้นจึงแค่นเสียง หยิบหนังสือจากมือเจ้าของแผง พลิกไปสองหน้าอย่างเรื่อยเปื่อย

ครานี้ เขาเห็นการจัดอันดับที่พิลึกกึกกือยิ่งกว่า

‘อันดับสุดยอดคุณชายผู้หยิ่งผยองของตระกูลดัง’

 

[1] 1 สวิน เท่ากับ 10 วัน

[2] ผู้เขียนล้อเลียน แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบากรุ๊ป เถาเป่าคือแพล็ตฟอร์มธุรกิจออนไลน์ของอาลีบาบากรุ๊ป

[3] รูปแบบตัวอักษรตัวบรรจงเล็ก

One thought on “[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 4 ตอนที่ 124 : อาจารย์ฟื้นคืนชีพ

ใส่ความเห็น